ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงในยามสายของวันใหม่ปราศจากกลุ่มเมฆสีเทาหม่นแสงแดดสีทองอ่อนจางสาดส่องลงมากระทบผืนหิมะที่เพิ่งทับถมหนาตลอดทั้งคืนจนเกิดเป็ประกายระยิบระยับลานกว้างในสวนทิศใต้ของจวนตระกูลเสิ่นกลายเป็ผืนผ้าใบสีขาวบริสุทธิ์ที่ไร้รอยตำหนิต้นท้อใหญ่ยืนต้นสงบนิ่ง กิ่งก้านที่เริ่มผลิใบอ่อนถูกเคลือบด้วยชั้นน้ำแข็งบางๆสะท้อนแสงแดดเป็สีรุ้งจางๆลมเหนือที่เคยกระโชกแรงลดระดับลงเหลือเพียงสายลมเอื่อยที่หอบเอาความเย็นเยียบมาโลมไล้ผิวพรรณ
ความเงียบสงบของฤดูหนาวถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าที่ย่ำลงบนกองหิมะดังกรวบแกรบ
เถาอิ่งในชุดคลุมขนกระต่ายสีขาวฟูฟ่องกำลังง่วนอยู่กับการกอบหิมะมารวมกันเป็กองใหญ่ตรงกลางลานปลายจมูกและพวงแก้มของเด็กหญิงวัยหกหนาวแดงก่ำจากความเย็นทว่าดวงตากลมโตกลับทอประกายระยิบระยับด้วยความมุ่งมั่น สองมือเล็กๆที่สวมถุงมือผ้าฝ้ายหนาพยายามตบก้อนหิมะให้เข้ารูปเข้ารอยเธอเดินวนรอบกองหิมะของตนเองอย่างเอาจริงเอาจังราวกับกำลังสร้างประติมากรรมชิ้นเอก
"เ้าทำสิ่งใดอยู่กำแพงเมืองของเ้าช่างบิดเบี้ยวเสียจริง"
เสียงเจื้อยแจ้วคุ้นหูดังมาจากเื้ัจ้าวเหยียนโจวในชุดคลุมสีงาช้างเดินย่ำหิมะเข้ามาใกล้เขาไม่ได้รักษากิริยาสง่างามตามแบบฉบับของชาววังอีกต่อไป สองมือไพล่หลังชะโงกหน้ามองผลงานของเด็กหญิงด้วยสายตาประเมินอย่างจริงจังเกินเหตุรอยยิ้มกว้างขวางประดับอยู่บนใบหน้า
"ข้าไม่ได้ปั้นกำแพงเมือง"เถาอิ่งเงยหน้าขึ้นเถียง คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันจนเป็ปมเล็กๆ
"ข้ากำลังปั้นสุนัขจิ้งจอกต่างหากท่านดูไม่ออกหรือ"
จ้าวเหยียนโจวเบิกตากว้าง เลิกคิ้วสูงก่อนจะะเิเสียงหัวเราะร่วน
"สุนัขจิ้งจอก?ข้าเพิ่งเคยเห็นสุนัขจิ้งจอกที่อ้วนกลมจนไร้คอเช่นนี้เป็ครั้งแรกหากมันวิ่งในป่าคงกลิ้งหลุนๆ แทนการะโกระมัง"
เถาอิ่งเม้มริมฝีปากตวัดค้อนใส่เด็กชายผู้มีศักดิ์สูงกว่าเธอไม่สนใจกติกาหรือยศถาบรรดาศักดิ์ใดๆ ในยามนี้ สองมือเล็กกอบหิมะขึ้นมากำหนึ่งบีบอัดมันอย่างลวกๆ แล้วปาใส่รองเท้าบู้ตของจ้าวเหยียนโจว
แผละ
ก้อนหิมะที่ปั้นไม่แน่นพอแตกกระจายออกเมื่อกระทบกับปลายรองเท้าหนังจ้าวเหยียนโจวะโหลบอย่างฉุกละหุก ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้ากลับยิ่งกว้างขึ้นเขาย่อตัวลงนั่งยองๆ บนพื้นหิมะทันที
"เ้ากล้าลอบโจมตีข้าหรือ"
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความสนุกสนาน
"ได้! เช่นนั้นเตรียมรับมือ!"
ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าวเสิ่นเยี่ยนฉือยืนอยู่ใต้ร่มเงาของต้นท้อใหญ่แผ่นหลังของเขายังคงเหยียดตรงตามความเคยชินทว่าลาดไหล่ไม่ได้เกร็งเขม็งเหมือนวันวาน สองมือของเขายกขึ้นกอดอกซ่อนปลายแขนเสื้อไว้ด้านใน ดวงตาสีเข้มทอดมองการหยอกล้อของเด็กทั้งสองคนอย่างเงียบเชียบ
เขาไม่ได้ขยับตัวหนีไม่ได้ถอยร่นกลับไปที่ระเบียงทางเดิน เขาเพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้นเป็ส่วนหนึ่งของลานหิมะผืนเดียวกัน
จ้าวเหยียนโจวรวบรวมหิมะขึ้นมาไว้ในมือเขาเป็เด็กผู้ชายวัยเจ็ดหนาวที่เรี่ยวแรงมากกว่าเถาอิ่งการบีบอัดหิมะจึงแน่นและเป็ก้อนกลมสวยงาม เขาลุกขึ้นยืน ง้างแขนออกไปด้านหลังเล็งเป้าหมายไปยังเด็กหญิงที่กำลังวิ่งหนีไปซ่อนหลังกองหิมะรูปร่างประหลาด
"ระวังตัวให้ดีเถิดท่านแม่ทัพจิ้งจอกอ้วน!" จ้าวเหยียนโจวประกาศก้อง
เขาขว้างก้อนหิมะออกไปสุดแรง
ทว่าในจังหวะที่ก้อนหิมะพุ่งทะยานออกจากมือเถาอิ่งกลับไหวตัวทัน เด็กหญิงทิ้งตัวหมอบลงกับพื้นหิมะอย่างรวดเร็วก้อนหิมะสีขาวจึงพุ่งข้ามศีรษะของเธอไปอย่างเฉียดฉิว
มันพุ่งแหวกอากาศตรงดิ่งไปยังร่มเงาของต้นท้อ
พลั่ก
เสียงก้อนหิมะกระทบเป้าหมายดังฟังชัด
จ้าวเหยียนโจวที่กำลังอ้าปากเตรียมจะหัวเราะเยาะเย้ยชะงักค้างเถาอิ่งที่หมอบอยู่บนพื้นค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองตามทิศทางที่ก้อนหิมะลอยไป
เกล็ดสีขาวกระจายเกาะพราวอยู่บนลาดไหล่ซ้ายและแผงคอเสื้อคลุมสีเข้มของเสิ่นเยี่ยนฉือ
ความเคลื่อนไหวในลานกว้างหยุดชะงักลงโดยพลันลมที่พัดผ่านยอดไม้ดูเหมือนจะกลั้นหายใจรอยยิ้มบนใบหน้าของจ้าวเหยียนโจวเลือนหายไปแทนที่ด้วยดวงตาที่เบิกกว้างเขาอ้าปากค้าง มือที่เพิ่งขว้างหิมะออกไปยังคงค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ
เสิ่นเยี่ยนฉือยืนนิ่งงันร่างกายของเขาแข็งทื่อไปชั่วอึดใจหนึ่งดวงตาที่เคยวางเฉยหลุบมองเศษหิมะที่ร่วงหล่นลงมาตามรอยพับของเสื้อคลุมััเย็นเยียบซึมผ่านเนื้อผ้าเข้ามาถึงิั
ไม่มีใครขยับตัว ไม่มีใครเอ่ยคำใดออกมา
เยี่ยนฉือค่อยๆลดมือที่กอดอกลงอย่างเชื่องช้า เขายกมือขวาขึ้นปัดเศษหิมะออกจากคอเสื้อของตนเองฝีเท้าที่สวมรองเท้าผ้าฝ้ายก้าวออกมาจากร่มเงาของต้นท้อัักับแสงแดดที่สาดส่องอยู่กลางลาน
เด็กชายไม่ได้แสดงสีหน้าโกรธเคืองไม่ได้เอ่ยคำตำหนิ เขาคุกเข่าลงบนพื้นหิมะสีขาวโพลนอย่างเงียบเชียบสองมือที่เต็มไปด้วยรอยด้านจากการบีบด้ามดาบไม้กอบหิมะขึ้นมา
เขาไม่ได้ใช้เวลาคิดวิเคราะห์ไม่ได้ชั่งน้ำหนักถึงสถานะองค์รัชทายาทของอีกฝ่ายร่างกายของเขาเพียงแค่ตอบสนองต่อสิ่งที่พุ่งเข้ามาหา ทว่าไม่ใช่เพราะภัยอันใดนิ้วเรียวยาวบีบอัดหิมะด้วยความคุ้นชินของกล้ามเนื้อที่ถูกฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วงเพียงพริบตาเดียว ก้อนหิมะขนาดพอดีมือที่ถูกอัดจนแน่นสนิทก็ปรากฏขึ้น
เยี่ยนฉือหยัดกายลุกขึ้นยืน
เขาง้างแขนขวาออกไปด้านหลังสายตาจดจ้องเป้าหมายอย่างแม่นยำ ไม่มีการลังเล ไม่มีการรอให้สัญญาณ
ฟุ่บ!
ก้อนหิมะพุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วที่แตกต่างจากการละเล่นของเด็กทั่วไปมันพุ่งตรงเป็เส้นตรง ไม่โค้งย้อยและกระแทกเข้ากลางหน้าอกของจ้าวเหยียนโจวอย่างจัง
ปึ่ก!
จ้าวเหยียนโจวผงะถอยหลังไปครึ่งก้าวตามแรงกระแทกหิมะสีขาวแตกกระจายเลอะเทอะเต็มเสื้อคลุมสีงาช้างของเขา เด็กชายกะพริบตาปริบๆก้มลงมองรอยหิมะบนหน้าอกตนเอง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเสิ่นเยี่ยนฉือที่เพิ่งลดแขนลง
ความเงียบครอบคลุมลานหิมะอยู่อีกเสี้ยววินาที
ก่อนที่จ้าวเหยียนโจวจะหลุดเสียงหัวเราะออกมาก้องกังวาน
"อ้อ!เป็เช่นนี้เองหรือ!" จ้าวเหยียนโจวะโลั่นดวงตาทอประกายแห่งความท้าทายที่ไร้ซึ่งความอาฆาตมาดร้ายเขารีบก้มลงโกยหิมะขึ้นมาเต็มสองมือ
"รับมือเถิด เสิ่นเยี่ยนฉือ!"
าหิมะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็ทางการโดยไม่มีการประกาศกฎเกณฑ์ใดๆ
เถาอิ่งะโลุกขึ้นจากพื้นอย่างรวดเร็วเด็กหญิงร้องกรี๊ดด้วยความตื่นเต้น เธอไม่สนใจอีกต่อไปว่าใครอยู่ฝ่ายใดสองมือเล็กๆ กอบหิมะขึ้นมาปาใส่ทั้งจ้าวเหยียนโจวและเสิ่นเยี่ยนฉืออย่างสะเปะสะปะก้อนหิมะของเธอส่วนใหญ่ปลิวไปตกบนพื้นว่างเปล่า หรือไม่ก็พุ่งชนกิ่งไม้จนร่วงลงมา
ลานกว้างที่เคยว่างเปล่าแปรสภาพเป็สมรภูมิที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและเสียงย่ำหิมะ
จ้าวเหยียนโจววิ่งวนไปรอบๆ ลานเขาปั้นหิมะด้วยความรวดเร็วและขว้างออกไปอย่างต่อเนื่อง แม้จะพลาดเป้าเสียส่วนใหญ่แต่เขาก็ไม่ลดละความพยายามเสื้อคลุมสีงาช้างของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบหิมะจนแทบดูไม่ออกถึงสีเดิม
ส่วนเสิ่นเยี่ยนฉือเขาไม่ได้วิ่งพล่านไปทั่วลานเหมือนจ้าวเหยียนโจวเด็กชายในชุดสีเข้มเคลื่อนไหวเพียงเท่าที่จำเป็ สายตาของเขาเฉียบคมฝีเท้าของเขามั่นคง เขาเบี่ยงตัวหลบก้อนหิมะของเถาอิ่งได้อย่างราบรื่นก่อนจะย่อตัวลงหลบก้อนหิมะของจ้าวเหยียนโจวที่พุ่งเฉียดศีรษะไป
เขาไม่ได้ตัดสินใจว่าจะต้องร่วมเล่นสนุกร่างกายของเขาเพียงแค่ไหลไปตามจังหวะของการหลบหลีกและการโต้ตอบ ทว่าความแตกต่างคือในสมรภูมิแห่งนี้ ไม่มีคมดาบ ไม่มีคำสั่ง ไม่มีสิ่งใดต้องแลกด้วยชีวิตมีเพียงเกล็ดน้ำแข็งสีขาวที่แตกสลายเมื่อกระทบตัว
"นี่แน่ะ!"
เถาอิ่งะโสุดเสียงพลางขว้างก้อนหิมะสุดแรงเกิดทว่าด้วยทักษะการเล็งที่เข้าขั้นย่ำแย่ ก้อนหิมะของเธอพุ่งเฉียงไปทางต้นท้อใหญ่ชนเข้ากับกิ่งไม้ที่ปกคลุมด้วยหิมะอย่างจัง
พรวด!
หิมะกองใหญ่ที่ค้างอยู่บนกิ่งไม้ร่วงหล่นลงมาสาดรดศีรษะของเด็กหญิงอย่างพอดิบพอดีเถาอิ่งหลับตาปี๋ ร้องอุทานเสียงหลงเส้นผมดำขลับและเสื้อคลุมขนกระต่ายของเธอถูกย้อมด้วยสีขาวโพลนั้แ่หัวจรดเท้า
จ้าวเหยียนโจวที่กำลังวิ่งอ้อมไปด้านหลังเพื่อลอบโจมตีเสิ่นเยี่ยนฉือหันไปมองภาพนั้นด้วยความขบขัน ทว่าด้วยความมัวแต่หัวเราะเยาะเด็กหญิงปลายเท้าของเขาก็เหยียบเข้ากับก้อนน้ำแข็งที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนหิมะร่วน
"เหวออออ!"
แขนทั้งสองข้างของเด็กชายหมุนคว้างกลางอากาศราวกับกังหันลมร่างของเขาลอยขึ้นเล็กน้อยก่อนจะหงายหลังล้มตึงลงไปบนกองหิมะหนานุ่มเสียงดังฟุบใหญ่ก้องไปทั่วบริเวณ ขาทั้งสองข้างชี้ฟ้าอย่างหมดสภาพ
"ท่านต่างหากที่เป็จิ้งจอกอ้วน!"เถาอิ่งที่เพิ่งลืมตาขึ้นะโลั่น
"คนที่ล้มคือท่านต่างหาก!"
เสิ่นเยี่ยนฉือที่เพิ่งปั้นก้อนหิมะเสร็จและเตรียมจะขว้างสวนกลับหยุดชะงักการเคลื่อนไหวทั้งหมด
เขายืนถือหิมะค้างไว้ในมือสายตาจับจ้องมองภาพเบื้องหน้าฝั่งหนึ่งคือเถาอิ่งที่กำลังสะบัดศีรษะไล่หิมะออกจากผมพ่นลมหายใจฟู่ฟ่าด้วยความขัดใจอีกฝั่งหนึ่งคือจ้าวเหยียนโจวที่นอนแผ่หราอยู่บนพื้นขาทั้งสองข้างยังคงเตะอากาศไปมาพยายามจะพลิกตัวลุกขึ้น
เสิ่นเยี่ยนฉือยืนนิ่งลมหายใจของเขาหอบถี่จากการเคลื่อนไหว ไอความร้อนสีขาวลอยกรุ่นออกมาจากริมฝีปากหน้าอกของเขากระเพื่อมขึ้นลง
เขาจ้องมองดูรองเท้าบู้ตของจ้าวเหยียนโจวที่โผล่พ้นกองหิมะขึ้นมา
แล้วในเสี้ยววินาทีที่ความวุ่นวายทั้งหมดกำลังดำเนินไปนั้นเองมุมปากของเด็กชายในชุดสีเข้มที่มักจะเรียบตึงอยู่เสมอ ก็ค่อยๆ ขยับเขยื้อน
มันไม่ได้เปิดกว้างออกเป็เสียงหัวเราะกังวานไม่ได้ฉีกยิ้มจนเห็นไรฟัน มันเป็เพียงการขยับยกขึ้นของริมฝีปากเพียงเล็กน้อยทว่าลึกซึ้ง ดวงตาที่เคยมืดมิดและระแวดระวังของเขาอ่อนแสงลงเปล่งประกายบางอย่างที่คล้ายกับเงาสะท้อนของแสงแดดบนผืนหิมะ ลมหายใจที่พ่นออกมาแปรเปลี่ยนเป็เสียงสั่นะเืสั้นๆในลำคอ
มันไม่ใช่รอยยิ้มที่เกิดจากการมองอยู่ไกลๆอีกต่อไป คราวนี้ เขาอยู่กลางเสียงหัวเราะนั้นด้วยตนเอง
เถาอิ่งที่เพิ่งปัดหิมะออกจากเปลือกตาเสร็จช้อนสายตาขึ้นมองผ่านละอองสีขาวที่ยังลอยคว้างอยู่ในอากาศ
เธอหยุดชะงักมือที่กำลังจะกอบหิมะขึ้นมาใหม่ค้างนิ่งอยู่กับที่
ดวงตากลมโตของเด็กหญิงจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของเสิ่นเยี่ยนฉือเธอเห็นรอยยิ้มนั้น มันเป็รอยยิ้มที่บางเบาจนแทบจะกลืนหายไปกับสายลมหนาวแต่มันมีอยู่จริง รอยยิ้มที่ปราศจากความเกร็งเขม็งรอยยิ้มที่ทำให้เขาดูเหมือนเด็กผู้ชายวัยเจ็ดขวบคนหนึ่งอย่างแท้จริง
เถาอิ่งกระพริบตาเธอไม่ได้ส่งเสียงร้องทัก ไม่ได้ชี้ชวนให้จ้าวเหยียนโจวที่กำลังตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืนหันมามองเด็กหญิงเพียงแค่มองดูภาพนั้นเงียบๆ ปล่อยให้มันประทับลงในความทรงจำ
ก่อนที่เธอจะก้มหน้าลง กอบหิมะขึ้นมาใหม่แล้วขว้างใส่แผ่นหลังของจ้าวเหยียนโจว
ความวุ่นวายในลานกว้างดำเนินต่อไปเสียงหัวเราะ เสียงฝีเท้า และหยาดหิมะที่ปลิวว่อน ปะปนกันจนแยกไม่ออก
เวลาผ่านไปเนิ่นนานจนกระทั่งแสงแดดยามสายเริ่มทวีความอบอุ่นขึ้นเด็กทั้งสามคนก็ทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นระเบียงไม้ของอาคารหลักอย่างหมดสภาพ
เสียงหอบหายใจดังประสานกันเป็จังหวะไอความร้อนแผ่ซ่านออกมาจากร่างกายของพวกเขาปะทะกับอากาศเย็นจนเกิดเป็ควันสีขาวจางๆแก้มของเด็กทั้งสามแดงปลั่ง เส้นผมเปียกชื้นไปด้วยละอองน้ำที่ละลายจากหิมะ
ไม่มีใครเอ่ยถึงผลแพ้ชนะของาครั้งนี้ไม่มีใครสนใจว่าใครขว้างโดนใครมากกว่ากันความเหนื่อยล้าทางร่างกายกลับนำมาซึ่งความเบาสบายในจิตใจอย่างประหลาด
จ้าวเหยียนโจวนอนหงายแผ่หลาลงบนพื้นกระดานไม้ไม่สนใจความชื้นที่ซึมผ่านเสื้อคลุมสีงาช้างของตนเอง เขายกแขนขึ้นก่ายหน้าผากลมหายใจหอบลึก
"ข้าไม่เคย...เหนื่อยเช่นนี้มาก่อนเลย" เขาบ่นพึมพำ ทว่าริมฝีปากยังคงระบายยิ้มกว้าง"หิมะพวกนี้ช่างหนักหนานัก"
เถาอิ่งนั่งพิงเสาไม้ใกล้ๆ ขาเล็กๆทั้งสองข้างเหยียดออกไปข้างหน้า เธอลูบปลายจมูกที่แดงก่ำของตนเอง"ท่านลื่นล้มเองต่างหาก ข้าเห็นชัดเจน"
จ้าวเหยียนโจวหัวเราะหึๆ ในลำคอไม่ได้เอ่ยเถียง
เสิ่นเยี่ยนฉือนั่งอยู่ถัดจากเถาอิ่งไปเพียงเล็กน้อยเขาไม่ได้ทิ้งตัวลงนอนแผ่หลาเหมือนจ้าวเหยียนโจวทว่าแผ่นหลังของเขาที่พิงผนังไม้อยู่นั้นไม่ได้ตั้งตรงและเกร็งเขม็งเหมือนทุกคราเขานั่งชันเข่าขึ้นข้างหนึ่ง ปล่อยให้ร่างกายทิ้งน้ำหนักลงไปตามธรรมชาติ
ดวงตาของเขาทอดมองออกไปยังลานกว้างเบื้องหน้า
ผืนหิมะที่เคยราบเรียบและขาวบริสุทธิ์เมื่อ่ต้นของวันบัดนี้เต็มไปด้วยร่องรอยของการเหยียบย่ำ หลุมบ่อ และความสับสนวุ่นวาย
เยี่ยนฉือก้มหน้าลงเขายกมือขวาขึ้นปัดเศษหิมะที่ยังเกาะอยู่ตามปลายแขนเสื้อด้านซ้ายของตนเองเกล็ดน้ำแข็งเล็กๆ ร่วงหล่นลงสู่พื้นกระดาน
เมื่อหิมะถูกปัดออก รอยหมึกสีดำจางๆบนเนื้อผ้าก็เผยออกมา
เยี่ยนฉือมองมันอยู่ครู่หนึ่งปลายนิ้วโป้งลูบผ่านเนื้อผ้าแ่เบา คราวนี้ เขาไม่ได้ขมวดคิ้ว
เสียงหัวเราะของเถาอิ่งและเสียงบ่นอุบอิบของจ้าวเหยียนโจวยังคงดังอยู่ข้างกายลมเหนือพัดผ่านมาอีกระลอกทว่ามันไม่อาจเจาะทะลุผ่านความอบอุ่นที่ห่อหุ้มระเบียงไม้แห่งนี้ได้
เด็กชายผู้เงียบขรึมไม่ได้เอ่ยคำใดออกมาเขาเพียงแค่ละสายตาจากรอยหมึกบนแขนเสื้อเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีครามที่ทอประกายอยู่เหนือลานหิมะที่ยับเยิน
และปล่อยให้เสียงลมหายใจของตนเองกลมกลืนเป็ส่วนหนึ่งของรุ่งเช้าที่แสนธรรมดาวันนี้