พฤกษ์ลบกลิ่นดอกไม้ออกจากร่างกายไม่ได้
เขาอาบน้ำสองรอบ เปลี่ยนเสื้อ ล้างผมจนหนังศีรษะตึง ใช้สบู่กลิ่นแรงที่สุดที่มีในห้องน้ำของศูนย์วิจัย แต่พอนั่งลงหน้าคอมพิวเตอร์ กลิ่นหวานจัดก็ยังลอยขึ้นมาจากหลังลิ้น
เหมือนสวนยังทิ้งรากบางส่วนไว้ในตัวเขา
บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ รูปถ่ายจากสวนถูกเปิดเรียงกันทีละภาพ ศพของกิตติภพ แปลงดอกไม้ แผ่นโลหะ รอยเท้าบนดินเปียก เศษกระดาษคำว่า วรากุล และรูปสุดท้ายที่มีเงาดำยืนอยู่หลังศพ
พฤกษ์ซูมภาพจนเม็ดสีแตก
ในโทรศัพท์ เงาหยุดอยู่หลังศพ ปลายเงาแตะเศษกระดาษ แต่พอเปิดในคอมพิวเตอร์ เงากลับเอียงเข้าใกล้แปลงดอกไม้มากขึ้น เหมือนคนในภาพขยับระหว่างย้ายไฟล์
"เป็ไปไม่ได้" พฤกษ์พึมพำ
มีแค่ต้นพลูด่างบนชั้นหนังสือสั่นใบเบา ๆ ทั้งที่เครื่องปรับอากาศปิดอยู่
"อย่าเริ่ม" พฤกษ์พูดกับต้นพลูด่าง
เขาไม่ได้นอนเลยั้แ่ออกจากสวน ตำรวจให้ปากคำเขาจนเกือบเช้า อคิราห์หายไปพร้อมกล่องตัวอย่างและคำพูดที่ทิ้งไว้เหมือนตะขอเกี่ยวคอ
ถ้าคุณได้ยินเสียงจากสวนอีก อย่าตอบมัน
เพราะครั้งแรกที่ผมตอบ มันเรียกชื่อผมถูก
เขาเปิดข่าวออนไลน์ ข่าวทุกสำนักใช้ถ้อยคำคล้ายกันจนน่าสงสัย
ชายวัยกลางคนเสียชีวิตในพื้นที่ร้างย่านเมืองเก่า เ้าหน้าที่คาดอาจเกิดจากสารพิษไม่ทราบชนิด อยู่ระหว่างตรวจสอบ
ไม่มีคำว่าวรากุล
และไม่มีชื่อกิตติภพ เรืองศิลป์
เขาปิดหน้าเว็บ แล้วกลับไปดูภาพรอยเท้า
ขอให้คุณพฤกษ์งดให้สัมภาษณ์ และอย่าเผยแพร่ภาพถ่ายจากพื้นที่เกิดเหตุ
ไม่มีชื่อผู้ส่ง มีแค่เบอร์กลางของสถานี
พฤกษ์อ่านข้อความนั้นสองรอบ ความร้อนแล่นขึ้นมาตามท้ายทอย ไม่ใช่เพราะถูกห้าม แต่เพราะคำว่า "ภาพถ่าย"
เขายังไม่ได้บอกใครว่ารูปบางรูปผิดปกติ
แล้วใครรู้ว่าภาพถ่ายสำคัญ?
เสียงเคาะประตูห้องทำงานดังขึ้นสองครั้ง
"ดร.พฤกษ์ อยู่ไหม" เมษาเรียกจากหน้าประตู
ผู้ช่วยวิจัยสาวชื่อเมษาโผล่หน้าเข้ามา สีหน้าเธอดูไม่สบายใจ
"มีคนจากคณะโทรมาถามเื่คุณ เขาบอกว่าตำรวจอาจขอข้อมูลตารางลงพื้นที่ของทีมสำรวจ" เมษาบอก
"เร็วดี" พฤกษ์พึมพำ
"เกิดอะไรขึ้นกันแน่คะ ข่าวบอกแค่มีคนตายในพื้นที่ร้าง" เมษาถาม
พฤกษ์มองรูปเงาดำบนจอ แล้วกดปิดหน้าต่าง
"ยังไม่รู้" พฤกษ์ตอบ
เมษาไม่เชื่อ แต่ไม่ถามต่อ เธอวางถุงซิปใสใบเล็กลงบนโต๊ะ
"นี่ตัวอย่างดินจากรองเท้าคุณค่ะ เห็นติดมาเมื่อเช้า เลยเก็บไว้ให้ เผื่อเกี่ยวกับพื้นที่สำรวจ" เมษาอธิบาย
ในถุงมีดินดำเม็ดเล็กปนเกสรสีทองเทาแค่จุดเดียว
เขาไม่ได้เหยียบแปลงดอกไม้
"คุณแตะมันหรือเปล่า" พฤกษ์ถามเมษา
"เปล่าค่ะ ใช้แหนบคีบจากพื้นห้องเก็บรองเท้า ทำไมเหรอ" เมษาตอบ
"อย่าแตะด้วยมือเปล่า" พฤกษ์เตือน
เมษาหน้าซีดลงทันที "มันมีพิษ?"
เกสรจุดเล็ก ๆ หมุนช้า ๆ เข้าหากัน เหมือนฝุ่นกำลังหายใจ
พฤกษ์หยิบถุงใส่กล่องพลาสติกทึบแสง ปิดฝาแน่น
"ผมจะตรวจเอง" พฤกษ์บอก
"คุณควรพักนะคะ หน้าคุณแย่มาก" เมษาพูด
"ผมรู้" พฤกษ์ตอบ
"ไม่ค่ะ คุณไม่รู้ คุณเหมือนคนไม่ได้กลับมาคนเดียว" เมษาพูดเบาลง
เมษาเองก็เหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าพูดอะไรออกมา
"ขอโทษค่ะ ฉันหมายถึงคุณดูเหนื่อย" เมษารีบแก้
"ไม่เป็ไร" พฤกษ์ตอบ
หลังเมษาออกไป พฤกษ์เปิดกล่องพลาสติกอีกครั้ง ดินดำในถุงนิ่งแล้ว แต่ด้านในฝาถุงมีไอน้ำเกาะเป็รอยเส้นเล็ก ๆ
เส้นเ่าั้รวมกันเป็วงกลมซ้อนสามชั้น
แต่มุมซ้ายล่างของภาพมีข้อความสะท้อนจาง ๆ ทั้งที่โต๊ะไม่มีอะไรเขียนอยู่
ถ้าสวนส่งเกสรออกมานอกพื้นที่ได้ คดีนี้ไม่ได้ถูกขังอยู่หลังกำแพงอีกต่อไป
รอยแรกเป็ของกิตติภพ รองเท้าหนัง ขนาดใหญ่ ปลายเท้ากดลึกเหมือนคนเดินเร็วหรือเสียหลัก
รอยที่สองเล็กกว่า ไม่ลึกเท่า และอยู่ด้านหลังเยื้องซ้าย
คนตามหลังไม่ได้ลากกิตติภพ
พฤกษ์ซูมขอบรอยเท้าที่สอง ภาพแตกจนดูแทบไม่ได้ แต่ตรงดินด้านข้างมีเส้นโค้งเล็ก ๆ คล้ายรอยลากของโลหะหรือขอบแหวนที่เฉียดพื้น
ภาพนิมิตเมื่อคืนย้อนกลับมาในหัวทันที
อคิราห์คว้าข้อมือเขา
แต่ตอนนั้นพฤกษ์ไม่ได้มองหาว่ามีรอยกดหรือเปล่า
หน้าจอโทรศัพท์สว่างขึ้นเองก่อนเขาจะแตะ
หมุดตำแหน่งไม่ได้ชี้ไปที่ศูนย์วิจัย
พฤกษ์ยืนมองข้อความนั้นอยู่สามวินาที
"ไม่" พฤกษ์กระซิบกับหน้าจอ
เขาเกือบหัวเราะออกมา ไม่ใช่เพราะขำ แต่เพราะถ้าไม่หัวเราะ เขาอาจขว้างโทรศัพท์ใส่ผนัง
ก่อนถึงลิฟต์ เขาหยุดหน้ากระจกเงาข้างทางเดิน
ใต้ตาเขาคล้ำจริงอย่างที่เมษาบอก แต่สิ่งที่ทำให้เขานิ่งไม่ใช่ความเหนื่อย
ตรงลำคอด้านซ้าย มีจุดสีทองจาง ๆ เกาะอยู่หนึ่งจุด
พฤกษ์ใช้กระดาษเช็ดออกทันที จุดนั้นหลุดติดกระดาษมา แต่ิัใต้เกสรเย็นเฉียบ
เขาพับกระดาษเก็บใส่ซองตัวอย่างอีกใบ
เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมอคิราห์ถึงบอกว่าอย่าอยู่คนเดียว
ตรอกวรพฤกษ์ตอนบ่ายดูธรรมดาเกินไปสำหรับสถานที่ที่มีคนตายเมื่อคืน แผงขายของยังตั้งอยู่หน้าปากตรอก คนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างยังนั่งเล่นโทรศัพท์ เสียงรถยังติดอยู่บนถนนใหญ่ ไม่มีใครพูดถึงสวน ไม่มีใครมองกำแพงเก่านานเกินหนึ่งวินาที
เถาวัลย์ยังคลุมประตูเหล็ก
แต่ช่องที่เคยเปิดพาเขาเข้าไปเมื่อคืนหายไปแล้ว
พฤกษ์เดินไปตรงรอยแตกที่เคยมีพืชเล็กขึ้นอยู่
"แกพาผมเข้าไป" พฤกษ์พูดกับพืชเล็กข้างกำแพง
"แล้วตอนนี้อยากให้ผมรู้อะไร" เขาถามพืชต้นนั้นต่อ
อคิราห์บอกว่าอย่าตอบเสียงจากสวน แต่ไม่ได้บอกว่าอย่าถามกลับ
พฤกษ์หยิบหลอดเก็บตัวอย่างออกจากกระเป๋า เขาตั้งใจจะเก็บดินรอบราก ไม่ใช่ต้นพืช แต่ทันทีที่ปลายช้อนโลหะแตะดิน กลิ่นหวานก็พุ่งขึ้นมาจากรอยแตกของกำแพง
ภาพหนึ่งกระแทกเข้ามาในหัว
กิตติภพยืนอยู่หน้าประตูเหล็กตอนฟ้ายังมืด มือกอดซองเอกสารแนบอก เขามองซ้ายขวาเหมือนกลัวใครตามมา แต่ไม่ได้หนี เขากำลังรอ
มีเสียงเคาะประตูสามครั้งจากอีกฝั่งของกำแพง
พฤกษ์หายใจติดขัด ภาพขาดเป็่ ๆ เหมือนฟิล์มเก่าเสีย เขาเห็นมือข้างหนึ่งยื่นออกมาจากความมืด มือสวมแหวนโลหะสีคล้ำ หัวแหวนสลักวงกลมซ้อนสามชั้น ตัดด้วยเส้นตรงคล้ายก้านใบ
ลายเดียวกับแผ่นโลหะข้างศพ
มือข้างนั้นไม่ได้คว้ากิตติภพ
แล้วเดินเข้าสวนเอง
พฤกษ์สะดุ้งกลับมาเมื่อมีมือคว้าข้อมือเขา
"บอกแล้วว่าอย่าตอบมัน" อคิราห์พูด
อคิราห์ยืนอยู่ข้างเขา
ไม่มีเสียงฝีเท้า ไม่มีคำทัก ไม่มีเหตุผลที่เขาควรมาอยู่ตรงนี้
พฤกษ์ดึงข้อมือกลับทันที "คุณตามผมมา?"
"คุณกลับมาที่นี่เอง" อคิราห์ตอบ
"นั่นไม่ใช่คำตอบ" พฤกษ์สวน
"คุณก็ไม่ได้ตอบคำถามผมเหมือนกัน" อคิราห์พูด
"คำถามอะไร" พฤกษ์ถาม
"เมื่อกี้คุณเห็นอะไร" อคิราห์ถามกลับ
พฤกษ์ลุกขึ้นช้า ๆ ระยะระหว่างพวกเขาใกล้เกินไปสำหรับคนที่ไม่ไว้ใจกัน เขาได้กลิ่นสบู่จาง ๆ จากเสื้ออคิราห์ ปนกับกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่เหมือนติดอยู่ในผิว
และใต้กลิ่นนั้น มีความหวานบาง ๆ ของดอกไม้
"คุณมีกลิ่นมันติดตัว" พฤกษ์บอกอคิราห์
"ผมเพิ่งออกจากห้องตรวจ" อคิราห์ตอบ
"ห้องตรวจไม่ได้กลิ่นเหมือนสวน" พฤกษ์แย้ง
"คุณไม่ควรเชื่อจมูกตัวเองตอนนี้" อคิราห์เตือน
"เพราะผมสูดพิษ?" พฤกษ์ถาม
"เพราะสวนอยากให้คุณเชื่อบางอย่าง" อคิราห์ตอบ
คำตอบนั้นทำให้พฤกษ์โกรธขึ้นมาแบบแปลก ๆ
"คุณพูดเหมือนรู้จักมัน" พฤกษ์พูด
"ผมรู้จักผลของมัน" อคิราห์ตอบ
"เมื่อสิบปีก่อน?" พฤกษ์ถาม
อคิราห์มองไปที่พืชเล็กบนกำแพง สีหน้าเขาอ่านยาก แต่ขากรรไกรตึงขึ้นเล็กน้อย
"คุณไม่ควรขุดดินตรงนั้น" อคิราห์พูด
"เพราะอะไร" พฤกษ์ถาม
"เพราะถ้าพืชต้นนี้ยังจำคุณได้ แปลว่าสวนยังไม่ปล่อยคุณ" อคิราห์ตอบ
"มันจำผม?" พฤกษ์หัวเราะแห้ง "ผมเพิ่งเจอมันเมื่อคืน"
"บางครั้งสวนจำสายเืก่อนจำหน้า" อคิราห์พูด
คำว่าสายเืทำให้พฤกษ์เย็นไปถึงท้อง
"คุณรู้อะไรเกี่ยวกับวรากุล" พฤกษ์ถามอคิราห์
พฤกษ์ก้าวเข้าไปใกล้ "คุณรู้เื่เศษกระดาษ รู้เื่เสียง รู้เื่เมื่อสิบปีก่อน รู้กระทั่งว่าสวนจำสายเืได้ แต่คุณยังจะบอกว่าตัวเองเป็แค่นักพิษวิทยา?"
"ผมไม่เคยบอกว่าแค่นั้น" อคิราห์ตอบ
"งั้นคุณเป็อะไร" พฤกษ์ถาม
อคิราห์หันมามองเขาเต็มตา
่สั้น ๆ นั้น ตรอกวรพฤกษ์เงียบลงจนเสียงรถบนถนนใหญ่หายไป เหลือแค่เสียงใบไม้แห้งเสียดสีกันหลังเถาวัลย์
"คนที่รอดออกมา" อคิราห์ตอบ
พฤกษ์ไม่ทันถามต่อ เสียงโทรศัพท์เขาดังขึ้น
ไม่ใช่เสียงเรียกเข้า
เป็เสียงแจ้งเตือนจากอีเมล
ไฟล์ภาพที่เมื่อคืนส่งออกไปเป็ภาพดำ ตอนนี้ถูกส่งกลับมาเองจากอีเมลของเขาเอง ทั้งที่เขาไม่ได้กดส่งซ้ำ
มันชัดกว่าต้นฉบับ
เงาดำหลังศพยังอยู่ แต่ภาพถูกขยายตรงมือของเงาเอง เห็นนิ้วเรียวยาวและแหวนโลหะสีคล้ำ หัวแหวนมีลายวงกลมซ้อนสามชั้น ตัดด้วยเส้นตรงคล้ายก้านใบ
พฤกษ์มองภาพ
แล้วมองมืออคิราห์
อคิราห์ไม่ได้ใส่แหวน
แต่ที่นิ้วนางข้างขวาของเขามีรอยกดจาง ๆ เป็วงกลม เหมือนเพิ่งถอดแหวนออกไม่นาน
"อธิบายมา" พฤกษ์พูด เสียงต่ำกว่าที่คิด
อคิราห์มองรูปในโทรศัพท์
สีหน้าเขาไม่ใช่สีหน้าของคนถูกจับได้
มันแย่กว่านั้น
เหมือนคนเห็นสิ่งที่หวังว่าจะไม่กลับมาอีก
"นั่นไม่ใช่มือผม" อคิราห์พูด
"แต่รอยอยู่บนนิ้วคุณ" พฤกษ์สวน
"เพราะผมเคยใส่มัน" อคิราห์ตอบ
พฤกษ์กำโทรศัพท์แน่น "แหวนอยู่ไหน"
อคิราห์ยังไม่ทันตอบ พืชเล็กบนกำแพงก็ค่อย ๆ ชูใบขึ้นอีกครั้ง
ใบคู่เล็กหันไปทางประตูเหล็ก
เถาวัลย์แหวกออกเอง
จากอีกฝั่งของกำแพง มีเสียงเคาะประตูสามครั้ง
เหมือนในภาพนิมิตทุกอย่าง
ก๊อก
ก๊อก
ก๊อก
แล้วเสียงจากสวนก็กระซิบชื่ออคิราห์