หลี่หว่านชิงนั่งรถประจำทางเข้ามาในตัวเมืองเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยอาคารเก่าแก่และร้านค้าหลากหลาย
เธอเดินสำรวจตลาดอย่างตั้งใจ มองหาว่ามีอะไรที่พอจะทำเงินได้บ้าง อาหาร? เสื้อผ้า? ของใช้? หรือจะเป็สินค้าอะไรที่กำลังขาดแคลน?
หลังจากเดินวนอยู่พักใหญ่ ความเมื่อยล้าเริ่มเล่นงาน หญิงสาวจึงตัดสินใจเข้าไปนั่งพักที่ร้านอาหารเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ร้านนี้เป็ร้านบะหมี่แบบดั้งเดิม กลิ่นน้ำซุปหอมกรุ่นลอยคลุ้งในอากาศ เธอสั่งบะหมี่ชามหนึ่งมากินช้า ๆ พร้อมกับเงี่ยหูฟังเสียงผู้คนรอบข้าง
โต๊ะข้าง ๆ มีพ่อค้าหลายคนกำลังคุยกันอย่างออกรส
"่นี้แป้งสาลีขาดตลาด ฉันหาเท่าไหร่ก็ไม่ได้"
"จริงหรือ? อั๊วเพิ่งไปดูมาหลายร้าน ของหมดเกลี้ยง แถมราคาก็กำลังพุ่งขึ้นเรื่อย ๆ"
"เฮ้อ... พ่อครัวที่ร้านฉันบ่นทุกวัน บอกว่าถ้าไม่มีแป้งสาลี จะทำบะหมี่กับซาลาเปาขายยังไงได้"
หลี่หว่านชิงชะงัก มือที่กำลังคีบบะหมี่ชะลอลง เธอขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิด
‘แป้งสาลีขาดตลาดงั้นหรือ... ถ้าหากเธอหาแป้งมาได้ ก็อาจทำกำไรได้ไม่น้อย’
หญิงสาวรีบคิดทบทวน ในหมู่บ้านของเธอมีโรงสีเล็ก ๆ ที่ยังมีแป้งสาลีอยู่บ้าง ถ้าเธอรีบกลับไปติดต่อ หรือหาทางซื้อมาก่อนที่คนอื่นจะรู้ข่าว เธออาจจะพลิกโอกาสนี้เป็เงินก้อนใหญ่ได้
หลังจากทานบะหมี่เสร็จ หลี่หว่านชิงเดินไปสำรวจตลาดอย่างใจเย็น นอกจากแป้งสาลีแล้ว หญิงสาวยังพิจารณาถึงสิ่งอื่นที่สามารถใช้เป็โอกาสทำเงินได้ ระหว่างเดินผ่านแผงขายผ้า เธอสังเกตเห็นว่าเสื้อผ้าของคนยุคนี้ส่วนใหญ่ยังเป็ชุดตัดเย็บตามสั่ง เสื้อสำเร็จรูปแทบไม่มีให้เห็นเลย
“นี่ก็น่าสนใจ…” เธอเอ่ยพึมพำกับตัวเอง
หากเธอสามารถตัดเสื้อสำเร็จรูปที่มีแบบสวยงามและเหมาะกับคนในยุคนี้ได้ เธอย่อมสามารถเปิดตลาดใหม่ได้เช่นกัน เสื้อผ้าเป็ของที่ทุกคนต้องใช้ หากสามารถผลิตในปริมาณมากและขายในราคาที่เหมาะสม ย่อมทำกำไรได้อย่างแน่นอน
หลี่หว่านชิงยกยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะหันไปเลือกซื้อข้าวของเครื่องใช้เพิ่มเติม พลางวางแผนในใจ… ฉันจะไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไปเด็ดขาด
หลังจากซื้อของเสร็จหลี่หว่านชิง กำลังจะกลับไปหมู่บ้านซ่งเจีย แต่ขณะที่เดินผ่านตรอกข้างตลาด จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเอะอะดังขึ้นจากมุมหนึ่ง
"เฮ้ย เอาเงินออกมาให้หมด เมื่อกี้กูเห็นนะว่ามึงเก็บเงินเข้ากระเป๋า"
"ผะ... ผมไม่มีเงินมากขนาดนั้น ได้โปรดเถอะครับ นี้เป็คนของเ้านายผม"
เสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้นอย่างตื่นตระหนก หลี่หว่านชิงชะงัก กวาดตามองไปเห็นกลุ่มนักเลงสามคนยืนล้อมชายหนุ่มแต่งตัวดีคนหนึ่งไว้ เขาสวมเชิ้ตขาวสะอาด กางเกงสแล็คดูเนี้ยบ แถมยังสวมรองเท้าหนังอย่างดี ดูจากสภาพแล้วคงไม่ใช่คนแถวนี้ น่าจะมาจากเมืองใหญ่
"น่าจะโดนรีดไถสินะ…"
นักเลงคนหนึ่งกระชากคอเสื้อชายหนุ่มจนแทบเซ "เงินแค่นี้เอง แกต้องมีแน่ๆ อย่ามาทำเป็เล่นตัว"
หลี่หว่านชิงถอนหายใจ เธอไม่ใช่คนชอบยุ่งเื่ของคนอื่นหรอกนะ แต่เห็นคนโดนรังแกต่อหน้าต่อตาแบบนี้ก็ทำเฉยไม่ได้
"เฮ้ พวกนาย" เธอเอ่ยเสียงดังขณะเดินเข้าไปใกล้
นักเลงทั้งสามหันขวับมามองทันที หนึ่งในนั้นขมวดคิ้ว มองเธอด้วยแววตาไม่พอใจ "นังนี่มายุ่งอะไรด้วย? แกอยากเจ็บตัวรึไง?"
หลี่หว่านชิงกอดอก มองพวกมันอย่างไม่สะทกสะท้าน "พวกนายอยากมีปัญหาหรือไง? ถึงได้ข่มขู่เอาเงินคนอื่นแบบนี้" เธอทอดเสียงเรียบ ก่อนจะยกยิ้มเ็า
"ไม่กลัวโดนทางการเล่นงานหรือไง? ่นี้ฉันรู้ข่าวมาว่าทางการกำลังปราบพวกอันธพาลอยู่ ถ้าเกิดเื่ขึ้นมาแล้วพวกแกถูกจับไป ก็คงไม่มีใครช่วยพวกแกได้กระมัง"
พวกนักเลงเริ่มชะงัก หันไปมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนที่หลี่หว่านชิงจะกล่าวต่อ "แล้วอีกอย่าง...เขาเป็คนเมืองหลวง พวกแกแน่ใจหรือว่าเขาไม่มีเส้นสาย? ถ้าไปสร้างเื่กับคนที่มีแบ็คดี พวกแกจะซวยโดยไม่รู้ตัว"
คำพูดของเธอทำให้นักเลงสามคนลังเล สีหน้าของพวกมันเปลี่ยนไปทันที ก่อนจะสบถออกมาอย่างหัวเสีย "บ้าชะมัดพวกเราไปกันเถอะ"
พวกมันสะบัดหน้าหนี ปล่อยชายหนุ่มตรงหน้าให้เป็อิสระ ก่อนจะรีบเดินแยกย้ายกันไปท่ามกลางฝูงชนที่เริ่มกลับมาคึกคักเหมือนเดิม
หลี่หว่านชิงมองตามแผ่นหลังของพวกมัน พลางหัวเราะในลำคอเบา ๆ "พวกคนประเภทนี้ ถ้าไม่ใช้กำลัง ก็ต้องใช้สมองจัดการ"
ชายหนุ่มที่เพิ่งถูกช่วยไว้รีบปรับเสื้อผ้าของตัวเอง ก่อนจะโค้งศีรษะให้หญิงสาว "ขอบคุณมากครับ"
หลี่หว่านชิงไหวไหล่ไม่ใส่ใจ เธอเอ่ยถามเขาต่อทันที
"ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่คนเดียวล่ะ? แล้วทำไมคนพวกนั้นถึงพุ่งเป้ามาที่คุณ?"
ชายหนุ่มถอนหายใจ ก่อนตอบ "ผมเป็พ่อค้าจากเมืองหลวงครับ ผมมาตามหาสินค้าที่เมืองหลงเฉิงเพื่อส่งกลับไปขาย ผมเพิ่งจะได้รับเงินจากนายจ้าง ก็โดนพวกนั้นจ้องเล่นงานเลยทันที"
"พ่อค้าจากเมืองหลวงอย่างงั้นเหรอ?" หลี่หว่านชิงหรี่ตานิดๆ อย่างใช้ความคิด บางที… นี่อาจเป็โอกาสดีอีกอย่างที่เธอจะใช้ได้
"คุณ้าสินค้าตัวไหนคะ ถ้าฉันมีฉันจะขายให้คุณ"
ชายหนุ่มมองหลี่หว่านชิงด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะปรับสีหน้าเป็จริงจังขึ้น "คุณมีสินค้าขายด้วยเหรอครับ?"
หลี่หว่านชิงยิ้มเล็กน้อย "ก็นิดหน่อยนะ คุณกำลังหาสินค้าตัวไหนอยู่ล่ะ?"
ชายหนุ่มลังเลเล็กน้อยก่อนจะเอ่ย "่นี้แป้งสาลีขาดตลาด ผมหามาหลายที่แล้วแต่ไม่มีของเลย ถ้าคุณมี ผมยินดีซื้อในราคาดี"
ดวงตาของหลี่หว่านชิงเป็ประกายขึ้นทันที นี่มันโอกาสทองชัดๆ
"แป้งสาลีอย่างนั้นเหรอ?" เธอยิ้มบาง
"ถ้าฉันมี คุณจะซื้อเท่าไหร่?"
ชายหนุ่มเมื่อได้ยินที่หญิงสาวเอ่ยถึงกับตาโต "ราคาตลาดตอนนี้สูงขึ้นเกือบสองเท่าแล้ว ถ้าคุณมีของจริง ผมพร้อมจ่ายในราคาที่สูงกว่าปกติ"
หลี่หว่านชิงพยักหน้า "โอเค งั้นให้เวลาฉันวันสองวัน ฉันจะไปเช็กสินค้าก่อน ถ้าฉันหามาให้คุณได้ ฉันจะติดต่อคุณทันที"
ชายหนุ่มดูโล่งใจขึ้นมาทันที "ขอบคุณมาก อ้อ ผมชื่อ จ้าวเจิ้งอวี่ นะ แล้วคุณล่ะ?"
"หลี่หว่านชิง" เธอตอบสั้นๆ
"ผมจะรอคุณติดต่อมานะครับ คุณหลี่ " เขายิ้ม ก่อนยื่นนามบัตรให้
"คุณสามารถโทรหาผมที่เบอร์ของโรงแรมที่ผมเขียนไว้บนนามบัตรได้เลยครับ"
หลี่หว่านชิงรับมา มองชื่อบริษัทที่พิมพ์อยู่บนนั้น...ดูท่าทางคนคนนี้อาจจะไม่ใช่พ่อค้าธรรมดาเสียแล้ว…
หลังจากแยกย้ายจากจ้าวเจิ้งอวี่มา หลี่หว่านชิงก็เดินไปขึ้นรถโดยสารเพื่อกลับหมู่บ้านทันที หลังจากใช้เวลาทั้งวันสำรวจตลาด เธอพบโอกาสทำเงินจากแป้งสาลีที่ขาดตลาด และตั้งใจแน่วแน่ว่าจะรีบกลับไปจัดการเื่นี้ให้เร็วที่สุด
แต่ทันใดนั้น…สายตาของเธอสะดุดเข้ากับชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ที่จอดรถประจำทาง
เขามีใบหน้าคมเข้ม ร่างกายกำยำ เส้นกรามเด่นชัด ดั้งโด่งรับกับสันจมูกตรง ดวงตาดำลึกแฝงความสุขุม และคิ้วเข้มได้รูปที่ขับให้แววตาคมนั้นดูจริงจังแต่กลับน่าค้นหา เขาใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนกับกางเกงสแล็คสีเข้ม แม้จะแต่งตัวเรียบง่าย แต่กลับให้ความรู้สึกดูดีและภูมิฐานอย่างประหลาด
หลี่หว่านชิงชะงักไปเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะหน้าตาของเขาเพียงอย่างเดียว แต่เพราะเขาดูไม่เข้ากับบรรยากาศของเมืองเล็กๆ แห่งนี้เลยสักนิด
แต่เธอก็ไม่ได้สนใจเขามากนัก ผู้ชายหน้าตาดีไม่ได้ช่วยให้เธอหาเงินได้เสียหน่อย
ขณะที่กำลังก้าวเดินไปข้างหน้า จู่ๆ ก็มีเด็กชายคนหนึ่งวิ่งมาจากอีกฝั่งของถนน เด็กน้อยไม่ได้มองทางและพุ่งเข้ามาชนเธอเต็มแรง
"โอ๊ย..."
แรงกระแทกทำให้เธอเสียหลัก เซไปด้านข้างอย่างไม่ทันตั้งตัว
ก่อนที่ร่างของเธอจะล้มลง แขนแข็งแรงของใครบางคนก็คว้าเธอไว้แน่น รั้งตัวเธอเข้ามาหา
ร่างของหลี่หว่านชิงกระแทกเข้ากับแผงอกกว้าง เธอเงยหน้าขึ้นมองด้วยความใ แล้วก็พบว่าคนที่รับเธอไว้คือชายหนุ่มหน้าตาดีเมื่อครู่นี้
กลิ่นน้ำหอมจางๆ จากตัวเขาลอยมากระทบจมูก ทำให้เธอชะงักไปชั่วขณะ
"คุณโอเคไหม?" เสียงทุ้มของเขาดังขึ้น
หลี่หว่านชิงรีบตั้งสติ ก้าวถอยหลังออกมาจากคนร่างสูง ก่อนจะพยักหน้ารับ "ฉันไม่เป็ไรค่ะ ขอบคุณนะคะที่ช่วยฉันไว้"
เขามองเธอนิ่งๆ ก่อนจะยิ้มบางๆ "ดีแล้วครับที่คุณไม่เป็อะไร"
เธอพยักหน้าเล็กน้อย พลางหันไปมองเด็กชายที่ชนเธอเข้า
"หนูโอเคไหม?"
เด็กชายรีบพยักหน้าแรง ๆ "ขะ... ขอโทษครับพี่สาว ผมไม่ได้ตั้งใจ"
เธอหัวเราะเบา ๆ ลูบศีรษะของเขาอย่างอ่อนโยน "คราวหน้าระวังหน่อยนะ"
เด็กชายรีบวิ่งไปหาแม่ของเขาที่กำลังมองมาจากอีกฟากของถนน ทิ้งให้เธอหันกลับมาสบตากับชายหนุ่มที่ยังยืนอยู่ที่เดิม
"ยังไงก็… ขอบคุณอีกครั้งค่ะ"
เขาไม่ได้ตอบทันที แต่กลับมองเธอด้วยด้วยความสนใจ ราวกับพยายามจดจำใบหน้าของเธอให้ได้
"คุณชื่ออะไรครับ"
เธอเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แปลกใจที่อีกฝ่ายเอ่ยถาม "ทำไมคุณถึงอยากรู้ชื่อของฉันละคะ?"
ชายหนุ่มยิ้มมุมปากบาง ๆ รอยยิ้มของเขาไม่ได้ดูเป็มิตรจนน่าไว้ใจ แต่ก็ไม่ได้เ็าจนดูน่ากลัว มันเป็รอยยิ้มที่แฝงความหมายบางอย่างเอาไว้
"เพราะลางสังหรณ์ของผมบอกว่า… พวกเราคงได้เจอกันครั้งอีกแน่ๆ"
หลี่หว่านชิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เสียงเครื่องยนต์ของรถโดยสารที่กำลังจอดจะดึงสติของเธอกลับมา
เธอมองเขาอย่างครุ่นคิด ตอนนี้เ้าของร่างนี้มีสามีแล้วเธอไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับผู้ชายที่ไหนอีกเธอจึงปฏิเสธเขากลายๆ "ไว้เจอกันอีกครั้งฉันจะบอกชื่อให้คุณทราบแล้วกันค่ะ"
จากนั้นเธอก็หันหลังเดินไปขึ้นรถโดยสาร ทิ้งให้ชายหนุ่มยืนมองตามแผ่นหลังของเธอด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก
โดยที่เธอไม่รู้เลยว่า... การพบกันครั้งนี้จะเปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล
