บทที่ 15 ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องกรีดแผล
ภายในห้องหัตถการหมายเลข 5 บรรยากาศเต็มไปด้วยความกดดันที่แฝงไว้ด้วยความสงสัย
ฟางหานกวาดสายตามองไปรอบห้องราวกับกำลังรอคอยสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ขณะที่ฟางเฮ่าหยางยังคงยืนนิ่งสงบอยู่ด้านข้างอย่างสุขุม หมอเหมียวซึ่งเป็แพทย์เ้าของไข้ก้มลงมองนาฬิกาข้อมือด้วยความกระวนกระวาย ก่อนจะเอ่ยถามฟางหานด้วยความฉงน
“เสี่ยวฟาง... นายกำลังรอใครอยู่หรือเปล่า?”
ผู้ป่วยถูกเคลื่อนย้ายเข้ามาในห้องหัตถการได้สามนาทีแล้ว แต่ฟางหานกลับทำเพียงแค่ล้างมือด้วยแอลกอฮอล์จนสะอาด เตรียมสารหล่อลื่นและสำลีไว้ จากนั้นก็ยืนสงบนิ่งอยู่เช่นนั้น เห็นได้ชัดว่าเขากำลังรอคอยบางอย่าง หรือใครบางคนเพื่อให้การรักษานี้เริ่มต้นขึ้น
หากไม่ใช่การรอคนที่มีฝีมือเหนือกว่า ก็คงไม่มีเหตุผลอื่นที่นักศึกษาฝึกงานอย่างเขาจะกล้ารับมือกับเคสที่แม้แต่รองหัวหน้าแผนกยังต้องกุมขมับ
‘หรือเขาจะเชิญอาจารย์แพทย์ระดับประเทศท่านใดมาช่วย?’ หมอเหมียวลอบพิจารณาฟางหานในใจ พลางคาดเดาว่าเด็กหนุ่มคนนี้อาจจะเป็ศิษย์ลับของยอดฝีมือระดับชาติสักท่าน
“ผมกำลังรออู๋เหล่ยครับ!”
ฟางหานชำเลืองมองนาฬิกาอีกครั้ง พลันคำนวณในใจว่าเวลาล่วงเลยไปสิบห้านาทีแล้ว ตลาดงานฝีมือที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากโรงพยาบาล น่าจะใช้เวลาไปกลับไม่เกินนี้ เพื่อนของเขาน่าจะใกล้ถึงแล้ว
“อู๋เหล่ย?” หมอเหมียวทวนคำด้วยความตกตะลึง อู๋เหล่ยคือใครกัน? ในทำเนียบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของโรงพยาบาลหรือแม้แต่ในมณฑลเจียงโจว เขาไม่เคยได้ยินชื่อปรมาจารย์ที่ชื่ออู๋เหล่ยมาก่อนเลย
ในขณะที่หมอเหมียวกำลังจมอยู่กับความสับสน ประตูห้องหัตถการก็ถูกผลักออกพร้อมกับการปรากฏตัวของอู๋เหล่ยที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาจนตัวโยน ในมือถือถุงพลาสติกใบหนึ่ง เขาปรี่เข้าไปหาฟางหานพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงขาด่
“นี่... ของที่นาย้า ฉันซื้อมาแล้ว”
“อู๋เหล่ย ขอบใจมากเพื่อนรัก” ฟางหานรับถุงมาแล้วตบไหล่เพื่อนเบา ๆ เพื่อแทนคำขอบคุณ
ในเวลาวิกฤตเช่นนี้ เพียงคำขอเดียวอู๋เหล่ยก็ยอมวิ่งวุ่นจัดการให้จนสำเร็จ ฟางหานซาบซึ้งในน้ำใจนี้ยิ่งนัก
“นี่น่ะเหรอ... อู๋เหล่ย?”
หมอเหมียวเบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ นี่คือคนที่ฟางหานรอคอยอย่างนั้นเหรอ? เป็เพียงนักศึกษาฝึกงานอีกคนหนึ่งเท่านั้นเองเหรอเนี่ย?
ในตอนนี้นักศึกษาร่วมรุ่นคนอื่น ๆ ต่างก็จดจ้องไปที่ถุงในมือของฟางหานด้วยความใคร่รู้ ยกเว้นเพียงฟางเฮ่าหยางที่รับทราบแผนการรักษาอยู่ก่อนแล้ว ทุกคนต่างสงสัยว่าในถุงนั้นจะมีเครื่องมือล้ำสมัยหรือยาสมานแผลวิเศษสิ่งใดซ่อนอยู่กันแน่
“ช่วยแกะของออกมา ฆ่าเชื้อให้เร็วที่สุด แล้วแช่ในสารหล่อลื่นด้วยครับ” ฟางหานส่งถุงให้พยาบาลสาวก่อนจะก้าวเข้าไปหาผู้ป่วยด้วยท่าทางจริงจัง
พยาบาลสาวรับของมาด้วยความกระตือรือร้น เธอมองแผ่นหลังของฟางหานด้วยแววตาชื่นชม ท่าทางมาดมั่นของเขาช่างดูเปี่ยมเสน่ห์เสียจริง
เมื่อเปิดกล่องด้านในถุงออกมา สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาคือลูกประคำชุดหนึ่ง แต่ละเม็ดมีขนาดประมาณไข่ไก่หรือเล็กกว่านั้นเพียงเล็กน้อย
“ลูกประคำ?”
หมอเหมียว หลินกวางเลี่ยง และนักศึกษาฝึกงานคนอื่น ๆ ต่างอ้าปากค้าง นี่คือสิ่งที่ฟางหานรอคอยอย่างนั้นเหรอ? เขาคิดจะใช้สิ่งนี้ในการรักษาจริง ๆ เหรอเนี่ย? หรือเขาตั้งใจจะสวดมนต์ขอพรให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยคุ้มครองผู้ป่วยกันแน่?
พยาบาลสาวจ้องมองลูกประคำที่ร้อยเรียงกันอยู่แล้วถามเสียงอ่อน “คุณหมอฟางคะ... ต้องตัดเส้นเอ็นที่ร้อยประคำออกไหมคะ?”
“ครับ ตัดออกได้เลย แล้วนำเฉพาะเม็ดประคำไปฆ่าเชื้อก่อนจะแช่ลงในสารหล่อลื่น” ฟางหานสั่งการพลางสวมถุงมือทางการแพทย์อย่างคล่องแคล่ว
เด็กหนุ่มที่นั่งอยู่บนเตียงอ้าปากค้างด้วยความทรมาน น้ำตาคลอเบ้าด้วยความเ็ป คราบเืและน้ำลายเปรอะเปื้อนจนดูน่าเวทนา ฟางหานค่อย ๆ หยิบปลายเส้นเบ็ดที่โผล่ออกมาจากปากผู้ป่วยขึ้นมาอย่างเบามือ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเพื่อคลายความกังวล
“คราวหน้าอย่าเล่นอะไรแผลง ๆ แบบนี้อีกนะ การกลืนเบ็ดตกปลาเข้าไป มันไม่ช่วยเื่ระบบย่อยอาหารหรอก”
เด็กหนุ่มมองค้อนฟางหานด้วยสายตาขุ่นเคือง ในใจนึกเถียงว่าเขาก็แค่พลาดเพราะความคึกคะนองเท่านั้นเอง
เมื่อลูกประคำได้รับการฆ่าเชื้อและเคลือบด้วยสารหล่อลื่นจนลื่นปรื๊ด ฟางหานก็เริ่มร้อยเส้นเบ็ดผ่านรูตรงกลางของลูกประคำทีละเม็ด
เม็ดที่หนึ่ง... เม็ดที่สอง... ค่อย ๆ เลื่อนลงไปตามแนวเส้นเบ็ด
“อ้าปากกว้าง ๆ นะ ทนอีกนิดเดียวจะเสร็จแล้ว” ฟางหานให้กำลังใจผู้ป่วยขณะที่เขาสอดประคำเม็ดที่ห้าลงไป จนประคำเม็ดแรกััเข้ากับตำแหน่งที่เบ็ดเกี่ยวติดอยู่ในลำคอ
ฟางหานใช้มือที่สวมถุงมือจับลูกประคำเม็ดสุดท้ายที่อยู่นอกปากไว้แน่น จากนั้นออกแรงดันเข้าไปด้านในอย่างมั่นคง พร้อมกับดึงเส้นเบ็ดให้ตึงเปรี๊ยะแล้วกระชากออกมาด้านนอกในจังหวะเดียว
“อื้อออ!”
เด็กหนุ่มสำลักออกมาเป็เืปนเสมหะ ทว่า ความรู้สึกอัดอั้นในลำคอกลับมลายหายไปสิ้น เขาสามารถสูดลมหายใจเข้าปอดได้อย่างเต็มปอดเป็ครั้งแรก
“แฮ่ก... นึกว่าจะตายไปแล้ว...”
“ตอนนี้ปลอดภัยแล้วครับ ลำคออาจจะยังมีรอยแผลอยู่บ้าง หลังจากนี้ห้ามใช้เสียงเยอะ เดี๋ยวหมอเหมียวจะช่วยสั่งยาประสานแผลให้”
หมอเหมียวที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ถึงกับยืนแข็งทื่อเป็หิน ในตอนที่เขาเห็นฟางหานสอดลูกประคำเข้าไป เขาก็เริ่มเข้าใจกลยุทธ์การรักษาอันชาญฉลาดนี้ทันที
ลูกประคำที่มีลักษณะกลมมนและลื่นจากสารหล่อลื่นจะช่วยขยายช่องคอออก เมื่อร้อยเส้นเบ็ดผ่านรูประคำ เงี่ยงของเบ็ดที่เกี่ยวเนื้ออยู่จะถูกลูกประคำดันให้หลุดออกมา จากนั้นเมื่อดึงเส้นเบ็ดให้ตึง หัวเบ็ดและเงี่ยงที่แหลมคมก็จะถูกดึงเข้ามาหลบซ่อนอยู่ในรูของลูกประคำ ทำให้เวลาดึงประคำออกมา หัวเบ็ดจะไม่สามารถกรีดทำลายเนื้อเยื่อส่วนอื่นในลำคอได้เลย
ช่างเป็ความคิดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังยิ่งนัก!
ทุกคนที่อยู่ในห้องต่างรู้สึกเหมือนได้เห็นแสงสว่าง วิธีที่ดูเหมือนยากลำบากจนต้องพึ่งการผ่าตัด กลับถูกคลี่คลายด้วยของใช้ธรรมดาอย่างลูกประคำเพียงไม่กี่เม็ด
ฟางหานเป็นักศึกษาฝึกงานจริง ๆ เหรอเนี่ย? เมื่อเทียบกับตัวเองในตอนฝึกงานที่ทำได้เพียงชงชาและเดินเอกสารแล้ว ความต่างชั้นนี้มันช่างน่าหดหู่เหลือเกิน
หมอเหมียวรู้สึกอิจฉาปนเลื่อมใสในตัวเด็กหนุ่ม ขณะที่ฟางหานได้รับการแจ้งเตือนจากระบบขึ้นมาทันที
[ได้รับแต้มความชอบ +86]
ฟางหานพึงพอใจอย่างมาก ทักษะการปฐมพยาบาลขั้นกลางที่เขาเลือกมานั้นคุ้มค่าจริง ๆ ประสบการณ์ที่รวบรวมภูมิปัญญาแพทย์แผนจีนทั้งเก่าและใหม่ไว้ด้วยกัน ทำให้เขามีสัญชาตญาณในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างยอดเยี่ยมประดุจหมอที่ผ่านงานมานับสิบปี
“อืม... ยอดเยี่ยมมาก สมบูรณ์แบบจริง ๆ” ฟางเฮ่าหยางคลี่ยิ้มกว้างออกมาอย่างเปิดเผย แม้ตอนแรกจะพอเดาแผนการได้บ้าง แต่เมื่อได้เห็นผลลัพธ์ที่ราบรื่นเช่นนี้เขาก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชม
เมื่อทั้งหมดเดินออกมาจากห้องหัตถการ ก็พบกับครอบครัวของผู้ป่วยที่เดินไปมาด้วยความกระวนกระวายใจ ทันทีที่เห็นฟางหาน พ่อของเด็กก็ปรี่เข้ามาถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “คุณหมอครับ ลูกชายผมเป็อย่างไรบ้าง...”
ฟางหานเพียงแค่เอียงศีรษะบุ้ยใบ้ไปทางด้านหลัง “ดูนั่นสิครับ”
เด็กหนุ่มเดินตามกลุ่มแพทย์ออกมาด้วยท่าทางปกติ หลังจากล้างคราบเืออกจนสะอาดสะอ้าน เขาก็ดูเหมือนไม่เคยผ่านอุบัติเหตุเฉียดตายมาเลยนอกจากเสียงที่แหบพร่าเล็กน้อย
“ลูกพ่อ! เจ็บตรงไหนไหม?” พ่อของเด็กเข้าไปสำรวจตามร่างกายลูกชายด้วยความตระหนก เมื่อเห็นว่าไม่มีาแที่ลำคอหรือช่องปากเลยก็ถึงกับยืนอึ้ง
“ผมไม่เป็ไรแล้วครับพ่อ คุณหมอคนนี้เก่งมากจริง ๆ รีบโทรบอกเสี่ยวเฟยเถอะ” เด็กหนุ่มเอ่ยถึงเพื่อนอีกคนที่ประสบชะตากรรมเดียวกัน
พ่อของเด็กเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่ายังมีเพื่อนของลูกอีกคนหนึ่งที่ถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลอื่น เขาจึงรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออกทันที
“ลั่วเฮ่า! ลูกชายคุณถึงโรงพยาบาลหรือยัง เป็อย่างไรบ้าง?”
ปลายสายตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “เขากำลังจะเข้าห้องผ่าตัดแล้ว หมอบอกว่าต้องกรีดแผลที่คอเพื่อเอาเบ็ดออก คงต้องพักฟื้นยาวและอาจต้องหยุดเรียนเทอมนี้เลย แล้วเสี่ยวเหมาล่ะ?”
“เริ่มผ่าตัดหรือยัง?! ถ้ายังก็หยุดไว้ก่อน! เสี่ยวเหมาหายแล้ว โรงพยาบาลเจียงจงมีคุณหมอที่เก่งมาก เขาไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องกรีดแผลเลย ตอนนี้เดินออกมาได้ปกติแล้วนะ”
“ว่าไงนะ?! หายแล้วงั้นเหรอ เร็วขนาดนี้เลยเหรอ?!”
“ใช่ครับ! ผมเห็นว่าหมอที่นี่เก่งจริง ๆ เลยอยากรีบโทรบอก ถ้าทางนั้นยังไม่ได้ลงมีด อย่าให้เขาผ่าเลยนะ แผลที่คอมันส่งผลเสียต่อร่างกายเด็กมาก”
“ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้!” เสียงปลายสายตัดไปพร้อมกับความหวังที่พุ่งขึ้นสูง
ฟางเฮ่าหยางที่ยืนฟังอยู่ขมวดคิ้วถาม “ยังมีเด็กอีกคนที่มีอาการแบบเดียวกันเหรอครับ?”
“ใช่ครับ เด็กพวกนี้มันท้ากันว่าใครจะกลืนเบ็ดได้ลึกกว่ากัน...” พ่อของเด็กตอบพลางจ้องมองลูกชายด้วยสายตาที่ถ้าไม่ได้อยู่ในโรงพยาบาล คงได้มีการลงโทษกันเกิดขึ้นแน่
...
ณ แผนกฉุกเฉิน โรงพยาบาลในเครือแห่งที่ 1 มหาวิทยาลัยการแพทย์เจียงโจว
ห้องผ่าตัดถูกตระเตรียมไว้พร้อมสรรพ ศัลยแพทย์หลายท่านกำลังเตรียมตัวทำการรักษา เคสเบ็ดตกปลาติดคอเช่นนี้ถือว่าหาได้ยาก ทว่า สำหรับหมอศัลยกรรมฝีมือดีที่นี่ ความยากของการผ่าตัดนับว่าอยู่ในระดับพื้นฐาน บรรยากาศในห้องจึงค่อนข้างผ่อนคลาย
“วิสัญญีแพทย์ เริ่มเตรียมการให้ยาสลบได้เลย ทีมผ่าตัดเตรียมตัว” ศัลยแพทย์เ้าของไข้สั่งการอย่างเป็ระบบ
แต่ในขณะที่วิสัญญีแพทย์กำลังจะลงมือ เสียงเคาะประตูห้องผ่าตัดก็ดังขึ้นอย่างรัวเร็วและรุนแรง
“เกิดอะไรขึ้น? ใครมาเคาะประตูตอนจะเริ่มผ่าตัด!” ศัลยแพทย์ขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจที่ถูกรบกวนสมาธิ
แพทย์ฝึกหัดคนหนึ่งรีบออกไปตรวจสอบและกลับมาแจ้งข่าวด้วยท่าทางกระวนกระวาย “หมอเฝิงครับ... ญาติผู้ป่วยมาขอระงับการผ่าตัดกะทันหันครับ พวกเขาบอกว่าถ้ายังไม่ได้เริ่มลงมือ ก็ขอให้หยุดไว้ก่อน เพราะ้าย้ายโรงพยาบาลครับ!”
“ย้ายโรงพยาบาลในเวลานี้เนี่ยนะ?!” หมอเฝิงใ “เพราะอะไร? โรงพยาบาลเราเป็เบอร์หนึ่งเื่ศัลยกรรมนะ เคสเล็ก ๆ แค่นี้ผมรับประกันความสำเร็จร้อยเปอร์เซ็นต์”
“ญาติผู้ป่วยอ้างว่า มีเด็กอีกคนที่ประสบเหตุแบบเดียวกัน แต่รักษาที่โรงพยาบาลอื่นโดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องกรีดแผล และตอนนี้หายดีแล้วครับ เขาเลยไม่อยากให้ลูกชายต้องมีแผลเป็ที่ลำคอ”
“เหลวไหล!” หมอเฝิงะเิอารมณ์ออกมา “ไม่ต้องผ่าตัดจะเอาเบ็ดที่มีเงี่ยงออกมาได้อย่างไร? นั่นมันเบ็ดตกปลา ไม่ใช่เข็มเย็บผ้าที่จะดึงออกมาง่าย ๆ นี่มันเื่หลอกเด็กชัด ๆ!”
ทว่า คำคัดค้านของหมอก็ไม่อาจสู้การยืนกรานของญาติได้ “หมอเฝิงครับ ญาติยืนยันหนักแน่นว่าถ้าเราไม่ยอมให้ย้าย เขาจะฟ้องร้องข้อหาฝืนใจผู้ป่วยครับ”
หมอเฝิงสะบัดมืออย่างหัวเสีย “หยุดการให้ยาสลบเดี๋ยวนี้! ผมจะออกไปคุยกับญาติให้รู้เื่เอง ว่าโรงพยาบาลไหนกันที่ใช้วิชาไสยศาสตร์รักษาคนไข้แบบนั้น!”