“เจ้านี่จะไร้ความสามารถเกินไปแล้วกระมัง หากพยายามสู้สุดชีวิต คุณชายน้อยอย่างข้ายังจะประเมินค่าเขาสูงกว่านี้สักหน่อย”
เก๋อจือวาดคทาเวทด้วยสีหน้าขยะแขยง จัดการ ‘เผาศพตามท้องถนน’ อย่างได้มาตรฐาน
“...... ข้าเดาว่าคงกลัวว่าพวกเราจะระบายโทสะใส่เขากระมัง เพราะถึงอย่างไรที่นี่ก็มีผู้เสียสติจำนวนมาก พวกวิปริตที่ชอบสังหารคนอย่างทรมานคงมิน้อยทีเดียว”
ลาถีเท่อยกยิ้มกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่บ้าง อย่าว่าแต่ตรอกขี้เถ้า ในกิลด์ใดไม่มีพวกที่ภายนอกแลดูปกติ ทว่าภายในกลับเป็นผู้เสียสติที่โหดเหี้ยมอำมหิตบ้าง?
“ฮ่าๆๆ...ท่านลาถีเท่อกล่าวได้ถูกต้องทีเดียว เพียงแต่ยังมีสาเหตุอื่นที่ทหารรับจ้างในตรอกขี้เถ้ายอมปลิดชีพตนเองดีกว่ายอมถูกจับ”
น้ำเสียงเจือความคุ้นหูดังเข้ามาใกล้ พวกเขาไม่กี่คนหันกลับไปมอง พบว่าซีนั่วกำลังเดินเข้ามาอย่างเอ้อระเหย
“...ผู้ที่ถูกจับในตรอกขี้เถ้า แปดจากสิบส่วนจะกลายเป็นทาส ขายได้ราคาดี”
ภายในใจของโม่จ้านเกิดเสียง ‘สะอึก’ ชะงักลำคอของตนเอาไว้พร้อมหันไปมองปฏิกิริยาของลาถีเท่ออย่างแข็งทื่อ เก๋อจือกับเจียนั่วมิเอ่ยสิ่งใด ทว่าหางตาของคนทั้งสองอดมองไปทางเด็กหนุ่มเผ่าหมานมิได้เช่นกัน
สายตาของลาถีเท่อเสมองไปยังทางอื่น ทว่ากรามที่ขบแน่นกลับเปิดเผยสถานการณ์ภายในใจของลาถีเท่อ
“...เช่นนี้นี่เอง ท่านหัวหน้ากิลด์ซีนั่วมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
โม่จ้านหาเรื่องชวนคุย แท้จริงแล้วไม่ต้องถามก็รู้ --- เพราะคนทั้งสี่สร้างความวุ่นวายครั้งใหญ่ถึงเพียงนั้น หากผู้ที่อยู่ละแวกใกล้เคียงจะเข้ามาดูสักหน่อยย่อมเป็นเรื่องปกติอย่างยิ่ง
“ข้าเพิ่งไปติดต่อผู้มอบหมายภารกิจ อยู่มิไกลจากที่นี่นัก หากอีกฝ่ายยืนยันว่าทุกสิ่งปกติดี พวกเราเพียงรอให้งานประมูลจบลงเป็นพอ”
ซีนั่วโบกมือ เอ่ยลาคนทั้งสี่ก่อนเดินไปทางโรงเตี๊ยม
“..ยามอยู่ในโรงเรียน ข้านึกว่าตรอกขี้เถ้าเป็นสถานที่ปักหลักของนักโทษหลบหนีเพียงเท่านั้น เต็มไปด้วยความโกลาหลและความรุนแรง”
เก๋อจือกุมมือลาถีเท่อที่อยู่ข้างกาย สูดหายใจเข้าลึก น้ำเสียงเอาจริงเอาจังอย่างยากพบเห็น
“หลังได้มาพบเจอกับตัวจึงรู้ว่าสถานที่แห่งนี้ซับซ้อนกว่าที่ข้าคาดคิดเอาไว้ตั้งมากโขเสียอีก…”
“เหอะ หากผู้นำของตรอกขี้เถ้าเห็นตรอกขี้เถ้าเป็นเพียงแหล่งกบดานของนักโทษหลบหนีจริง คงจะถูกทั้งสามอาณาจักรร่วมมือกันกวาดล้างไปเสียนานแล้ว”
โม่จ้านมองตรอกที่เริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติอย่างช้าๆ หวนนึกถึงสถานที่แห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงเลื่องลือในโลกก่อน
“…ทว่าหากแต่ละอาณาจักรได้ในสิ่งที่ตนต้องการ ย่อมต้องลืมตาข้างหนึ่งปิดตาข้างหนึ่ง”
“การค้าสีดำ รวมถึงอาวุธ…” เจียนั่วเอ่ยพึมพำกับตนเอง หยุดลงก่อนถึงคำสุดท้าย
ลาถีเท่อเงยหน้าขึ้น สายตาขุ่นเคืองฉายแววเคียดแค้น เก๋อจือเป็นห่วงกลัวว่าลาถีเท่อจะสูญเสียการควบคุมจึงกุมมือเด็กหนุ่มเผ่าหมานแผ่วเบา
เจียนั่วส่งสายตาเป็นห่วงไปให้ ลาถีเท่อได้สติกลับมาพลันส่งยิ้มให้คนทั้งสอง บอกใบ้ว่าตนมิเป็นอันใด
“เม่นที่มีหนามแหลมทั้งตัว หมาป่าทั้งสามตัวยังรอให้อีกสองไปกัดเสียก่อน ผลสุดท้ายยืดเยื้อจนภายหลังเม่นกลายเป็นคมในฝัก กระทั่งหมาป่ายังเก็บมูลเม่นมากินเสียแล้ว”
โม่จ้านแค่นหัวเราะก่อนย่างฝีเท้าไปทางโรงเตี๊ยม
“ยามนี้หมาป่าสองตัวเห็นว่าเม่นอ้วนพีมากพอแล้ว คิดอยากจะลองกัดดู เฮ้อ ช่างเป็นวิถี ‘เห็นผลประโยชน์สำคัญที่สุด’ จริงๆ”
เจียนั่วขมวดคิ้ว คล้ายกับโม่เจ๋อเอ่อร์จะมีอคติกับทั้งสามอาณาจักรมิน้อย เรื่องนี้เกี่ยวอันใดกับเขากัน?
……
“…กองทัพของอันปู้เอ่อร์กับไหลเต๋อเตรียมพร้อมสำหรับการเคลื่อนไหวแล้ว”
บุรุษร่างผอมผิวสีดำนัยน์ตาสีเพลิงนั่งอยู่บนม้านั่ง เงยหน้ามองมังกรกึ่งมนุษย์ที่หัวคิ้วขมวดเข้าเป็นปม
“อืม ข้ารู้แล้ว”
“….ท่านยังจะเคลื่อนไหวเพียงลำพังดังเดิมหรือไม่ ท่านผู้บัญชาการกองพลที่สองซีนั่ว?”
ภายในดวงตาของอามู่ฉายแววสงสัยและหลากอารมณ์ ไม่รู้ว่าควรจะสื่อออกไปเช่นไรดี
ยามที่อีกฝ่ายเอ่ยบอกแผนการกับตน ผู้ที่มีท่าทีตอบสนองเป็นคนแรกกลับเป็นเจี๋ยหลัวอย่างคาดมิถึง เจ้าตัวโตไม่เชื่อใจคนสนิทของราชาปีศาจที่ปรากฏตัวอย่างกะทันหันแม้แต่น้อย ไม่ว่าอย่างไรก็อยากไปเห็นกับตาตนเอง ตนเข้าใจเจี๋ยหลัวอย่างยิ่ง เพราะถึงอย่างไรเผ่าปีศาจก็ถูกโลกภายนอกตั้งรางวัลนำจับไว้สูง ด้วยเพราะโศกนาฏกรรมที่เกิดจากการถูกหลอกลวงมีมากมายเกินไป เจี๋ยหลัวที่นิสัยใจคอตรงไปตรงมาจึงไม่เชื่อใจคนแปลกหน้าอีกต่อไปแล้ว
ตนเข้าใจความลำบากของซีนั่ว ยามเมื่อสงครามในครานี้เริ่มขึ้น ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดมีเพียงชนะอย่างน่าสังเวช อาณาจักรไหลเต๋อกับจักรวรรดิอันปู้เอ่อร์มีแหล่งกำลังทหารมากเพียงพอ ทันทีที่เรียกกำลังเสริมเพิ่มเติม นอกจากเผ่าปีศาจที่หลงเหลืออยู่ต่อสู้จนตัวตายก็ไม่มีหนทางรอดอื่นอีกแล้ว ไม่ว่าจะหนีไปที่ใด สันตะสำนักก็จะไล่ตามไปสุดหล้าฟ้าเขียวมิต่างกับแมลงพิษที่ฝังอยู่ในกระดูก
ภายใต้สถานการณ์อันสิ้นหวังเช่นนี้ แม้จะเป็นซีนั่วผู้ขึ้นชื่อเรื่องความมีเหตุผลก็ยังจมดิ่งสู่ความสับสนยุ่งเหยิง ยามนี้ฟางช่วยชีวิตเส้นสุดท้ายหล่นลงมาจากฟ้า ผู้ใกล้จมน้ำตายจะไม่คว้าเอาไว้ได้อย่างไร?
ต่อให้ฟางเส้นนั้นมิใช่ของจริง กระนั้นก็ยังดีกว่าจมดิ่งลงสู่ทะเลอันกว้างใหญ่อย่างตื่นตระหนกจนไม่รู้จะทำอย่างไร
“หากเจ้าคัดค้าน เช่นนั้นโปรดคิดหาวิธีอื่น ผู้บัญชาการกองพลที่สี่อามู่”
ทันทีที่เอ่ยออกไป กระทั่งตัวซีนั่วเองยังยกยิ้มขื่น บทสนทนานี้ระหว่างคนทั้งสองได้เกิดขึ้นซ้ำๆ เป็นรอบที่สามของวันแล้ว หากอีกฝ่ายมีวิธีที่ดีกว่านี้ เกรงว่าคงจะเอ่ยออกมาตั้งแต่ต้น
“ยามเย็นเจ้าก็จะได้ไปพบพวกเขาแล้ว ตัดสินใจเองเถิด”
ภูตความมืดถอนหายใจ เปลี่ยนหัวข้อสนทนาด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง “เช่นนั้นขนส่งของมาอย่างปลอดภัยดีหรือไม่?”
“อืม…ขนมาถึงแล้ว” ซีนั่วที่อ้ำอึ้งลังเลอยู่ครึ่งค่อนวัน ท้ายที่สุดยังคงปิดริมฝีปากลง
“ขอเพียงมีคำสั่งจากมัน เผ่าปีศาจทั้งหมดคงจะสู้รบเพื่อราชาปีศาจกระมัง…”
อามู่หวนนึกถึงเรื่องในยามนั้น สายตาฉายแววเลื่อนลอยเล็กน้อย
“ครั้งล่าสุดที่ได้รู้สึกสิ้นหวังถึงเพียงนี้ยังเป็นยามที่ท่านราชาปีศาจถูก…เฮ้อ”
“ในฐานะที่ข้าเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านราชาปีศาจมีตำแหน่งทางการทหารสูงสุด แต่กระนั้นกลับไม่มีวิธีปกป้องสหายร่วมเผ่าให้ดี ต่อให้กลับสู่นรก ข้าก็ยังไม่มีหน้าไปพบท่านราชาปีศาจ…”
ซีนั่วที่อารมณ์เศร้าหมองเดินไปข้างหน้าต่าง สายตาทอดมองไปยังดวงอาทิตย์ที่คล้อยลงบนเส้นลับขอบฟ้าเสียแล้ว
“ท่านทำได้ดีมากแล้ว หากมิใช่เพราะท่านพบว่าคาถาติดตามของสันตะสำนักไม่มีผลต่อปีศาจรุ่นหลัง เช่นนั้นพวกเด็กๆ คงไม่มีกระทั่งความหวังที่จะมีชีวิตรอดต่อไปเสียแล้ว”
อามู่เดินไปยังข้างกายของซีนั่ว ตามด้วยตบลงบนบ่าของมังกรกึ่งมนุษย์เป็นการปลอบใจ
“ไม่ต้องโทษตนเอง ท่านซีนั่ว สุนัขรับใช้ของพวกสันตะสำนักเจ้าเล่ห์และแข็งแกร่งอย่างยิ่ง พวกเราได้พยายามสุดความสามารถแล้ว…”
เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นกะทันหันขัดจังหวะความคิดของคนทั้งสอง ซีนั่วลูบดวงตาก่อนจะเดินไปเปิดประตูห้อง
…..
เมื่อเทียบกับซีนั่วที่ทุกข์ใจอย่างหนัก จี๋เอ่อร์ป๋อเท่อในยามนี้กลับสุขุมยิ่งนัก เอ้อระเหยมิต่างกับกำลังท่องเที่ยว
ซีนั่วกล่าวว่าวันพรุ่งนี้ผู้มอบหมายภารกิจจะส่งคนมายังจุดวาร์ปเพื่อรับหีบ เช่นนั้นถือเป็นโอกาสอันดีที่จะหลบหนี อีกฝ่ายมิอาจเปิดหีบก่อนเวลา อีกทั้งยังไม่มีทางเผยพิรุธ สิ่งที่ตนต้องทำก็คือลอบเก็บสัมภาระเพื่อรอเวลาออกเดินทาง ฉวยโอกาสพากลุ่มทหารรับจ้างของตนฝ่าออกไปจากตรอกขี้เถ้ากลางดึก
ทันทีที่ตนออกจากตรอกขี้เถ้า อีกฝ่ายก็จะพบกับสถานการณ์ยากลำบากพร้อมกันสองทาง —- หากอีกฝ่ายไม่ไล่ตาม ตนก็เพียงดื่มด่ำกับความสำเร็จ ทว่าหากอีกฝ่ายไล่ตามมาก็จะปะทะกับกองทัพของทั้งสองอาณาจักรที่กำลังลอบเคลื่อนกำลังพล การจะกำจัดทิ้งทั้งหมดมินับว่าเป็นปัญหาใหญ่อันใด อีกทั้งการป้องกันของตรอกขี้เถ้าพลันจะยิ่งเปราะบางลงกว่าเดิม
เพียงแต่ประเด็นสำคัญของสิ่งสำคัญก็คือ ตนจะพาคนจำนวนมากถึงเพียงนี้ลอบหนีออกไปอย่างเงียบเชียบได้อย่างไร…
….แน่นอนว่าตนมิได้เป็นกังวลกับปัญหานี้
จี๋เอ่อร์ป๋อเท่อเผยหนึ่งรอยยิ้มชั่วร้าย ล้วงหยิบมวนยาสูบออกมาหนึ่งมวนพลางสูบหมอกกลืนเมฆอย่างใจเย็น
แน่นอนว่าไม่มีทางหนีออกไปได้ทั้งหมด อีกทั้งยังไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น ตนจะทิ้งคนส่วนมากไว้ที่ตรอกขี้เถ้า ขอเพียงตนกับคนสนิทสิบกว่าคนสามารถออกไปได้เป็นพอ ตนตั้งใจเหลือคนสนิทไว้ที่กิลด์ทหารรับจ้างจำนวนหนึ่งก็เพื่อการเตรียมการนี้โดยเฉพาะ
แน่นอน หากสถานการณ์คับขันอย่างมาก นอกเสียจากหลู่เต๋อกับเคอเอิน ตนล้วนแต่ทอดทิ้งคนอื่นๆ ได้ทั้งสิ้น