บทที่ 1 ก่อนลมหายใจสุดท้าย
เมลดายืนอยู่ท่ามกลางหมอกสีขาวจัด ที่มองไปมุมไหน หรือเดินไปทางไหนก็เห็นแต่หมอก เธอะโหาใครก็ไม่มีใครตอบรับ
“ที่นี่มันที่ไหนกัน หรือเราตะ…ตายแล้วเหรอ” เธอเอ่ยถามตัวเองเสียงสั่น ชีวิตดูหมดหวัง เพราะเดินไปทางไหนก็พบเจอแต่ความว่างเปล่า นั่นทำให้เมลดาร้องไห้ออกมา
หากเธอหมดลมหายใจจริงๆ ก็ขอกลับไปเจอคนที่เธอรักเป็ครั้งสุดท้าย พ่อแม่ ชมพู่และอันเดรส ป่านนี้เขาจะเป็ยังไงบ้าง เพราะสติครั้งสุดท้ายที่จำได้คือเธอกับเขาประสบอุบัติเหตุ
“พ่อจ๋า แม่จ๋า เมกลัว” น้ำเสียงสั่นๆ พร่ำเอ่ยกับตัวเอง กระทั่งเสียงเสียงหนึ่งดังก้องขึ้น
“เ้าจงกลับไป จงกลับไปยังกายเนื้อของเ้า”
“เมอยากกลับ แต่จะให้กลับยังไง ทางไหน” เมลดาเอ่ยถามทั้งน้ำตา เธอยังไม่พร้อมที่จะจากทุกคนมาในตอนนี้จริงๆ
“ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่เ้าจะมาหาข้า กลับไป!” อยู่ๆ ก็มีแสงสว่างพุ่งใส่ตาทั้งสองข้างของเมลดา เธอหลับตาไว้แน่นแต่ยังคงรู้สึกถึงแสงสะท้อนนั้นได้อยู่
ิญญาที่ควรจะหมดอายุไขแค่นี้ แต่เพราะมีการแลกเปลี่ยน นั่นทำให้ลมหายใจของเมลดาถูกต่อออกไปอีก และผู้ที่ล่วงรู้ว่าเวลาของเธอจะหมดลงไปเมื่อไหร่ คงมีเพียงเ้าแห่งนรกเท่านั้น
ร่างบอบบางของเมลดา ค่อยๆ ขยับ พร้อมกับลืมตาที่พร่ามัวขึ้นมองเพดานสีขาว เธอพยายามคิดทบทวนเื่ราวที่เกิดขึ้น จำได้เพียงแค่ว่ารถที่เธอนั่งมากับอันเดรสเกิดอุบัติเหตุ และหลังจากนั้นก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย แม้แต่เื่ที่เธอได้พบกับใครท่ามกลางหมอกสีขาวนั่น รู้สึกคลับคล้ายคลับคลา แต่ก็ปะติดปะต่ออะไรไม่ได้
เธอยังคงบอบช้ำเพราะแรงชนของรถ แถมยังรู้สึกหิวน้ำมาก แต่กลับไม่มีแรงที่จะเปล่งเสียงออกไปด้วยซ้ำ สายน้ำเกลือหรือสายอะไรก็ไม่รู้ระโยงระยางเต็มตัวเธอไปหมด กระทั่งสายตาหันไปเห็นชมพู่ที่นอนอยู่บนโซฟาตัวยาวข้างเตียง
“พู่ พู่” เมลดาพยายามเปล่งเสียงแหบๆ เอ่ยเรียกชมพู่
“อะไรแก” เ้าของชื่อที่ยังคงนอนอยู่บนเตียงขานรับ คล้ายๆ จะหูแว่วเสียด้วยซ้ำ กระทั่งตั้งสติแล้วหันมายังเตียงคนไข้ จึงเห็นเมลดาสบสายตาปิ๊งๆ ชมพู่ถึงกับดีดตัวเองจากโซฟาแล้วปรี่เข้าหามาเพื่อนทันที
“เม รู้สึกตัวแล้วเหรอแก”
“อื้อ…ขอน้ำกินหน่อยสิ ฉันคอแห้งมาก”
“ได้ๆ” ชมพู่รีบรินน้ำใส่แก้ว หยิบหลอดมาด้วย แล้วค่อยๆ พยุงเมลดาขึ้นมาดื่ม จังหวะนั้นก็หันไปมองนาฬิกาที่บอกเวลาว่าตอนนี้เลยเที่ยงคืนมาได้สิบนาทีแล้ว
“ค่อยๆ ดูดแก ค่อยๆ”
“ขอบใจแก” หลังจากดื่มน้ำหมดไปครึ่งแก้ว เมลดาก็ค่อยรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย
“เป็ไงบ้างแก เจ็บตรงไหนไหม” น้ำเสียงห่วงใยของชมพู่เอ่ยถาม เธออาสาขออยู่เฝ้าเพื่อนรักแทนพ่อและแม่ของเมลดา โดยให้ท่านทั้งสองไปพักที่บ้าน เช้าค่อยมาเยี่ยม
“ทั้งตัวเลย โดยเฉพาะหัว เจ็บเหมือนจะะเิ” เมลดานิ่วหน้า นั่นเพราะตอนนี้ความเจ็บวิ่งชน จนเธอชาไปทั้งตัว โดยเฉพาะบริเวณหัว
“งั้นรอก่อน ฉันเรียกหมอมาตรวจแกแป๊บ”
“พู่…พี่สิงห์เป็ไงบ้าง” คำถามของเมลดา ทำให้ชมพู่ดูจะหยุดการเคลื่อนไหวไปเล็กน้อย ก่อนจะปรับสีหน้า ท่าทางให้เป็ปรกติ
“เออเดี๋ยวบอก ตอนนี้ขอฉันไปตามหมอมาดูอาการของแกก่อนนะ” เอ่ยจบก็รีบออกไปตามหมอ กระทั่งชมพู่กลับมาพร้อมหมอและพยาบาลอีกสามสี่คน
เมลดาถูกส่งตัวไปตรวจร่างกายอย่างละเอียดอีกครั้ง โดยเฉพาะบริเวณศีรษะเพราะเธอบอกตลอดว่าปวดมาก แต่กลับไม่พบสิ่งผิดปรกติที่จะส่งผลต่อชีวิตในตอนนี้ แม้ก่อนหน้านี้สิ่งที่หมอเ้าของไข้ห่วงมากที่สุดคือเธอสลบไปนานกว่าที่คิด นั่นเพราะกลัวว่าเมลดาจะกลายเป็เ้าหญิงนิทรา
ใครต่อใคร เมื่อได้เห็นสภาพรถของอันเดรส ต่างไม่เชื่อว่าเมลดานั้นจะยังมีชีวิตรอด เพราะรถพังยับเยินแทบทั้งคัน แต่หญิงสาวกลับาเ็ไม่มาก
เมื่อไม่มีอะไรน่าห่วง ชมพู่จึงปลีกตัวไปโทรศัพท์หาแม่และพ่อของเมลดา เพื่อบอกข่าวดีว่าตอนนี้ลูกสาวของท่านทั้งสองคนนั้นรู้สึกตัวและปลอดภัยดีแล้วแล้ว หลังจากนั้นก็กลับมานั่งข้างเตียง กุมมือของเพื่อนไว้
“ยินดีต้อนรับกลับสู่โลกแก”
“แกนี่ก็พูดยังกับฉันไปท่องโลกอื่นมาอย่างนั้นแหละ” เมลดาเอ่ยขำๆ แต่เื่จริงเธอก็ไปท่องโลกอื่นมานั่นแหละ ทั้ง์และนรก แต่ถ้าพูดไปคนอื่นคงหาว่าเธอบ้าแน่ๆ
“หรือไม่จริง รู้ไหมแกสลบไปตั้งสองอาทิตย์แน่ะ”
“สองอาทิตย์เลยเหรอ!” คนฟังอุทานออกมาอย่างใ เพราะไม่คิดว่าเธอจะสลบไปนานขนาดนั้น
“เออน่ะสิ ฉันนี่มานอนเฝ้าแกทุกคืน จนจะได้หมอเป็สามีอยู่แล้ว” ชมพู่พยายามพูดติดตลก นั่นเพราะรู้ว่าอีกไม่เกินหนึ่งนาที เธอต้องพูดความจริงบางอย่างออกไป ความจริงที่จะทำให้ทุกอย่างเหลือเพียงความเงียบได้ง่ายๆ
“แกยังไม่ตอบคำถามฉันเลย ว่าพี่สิงห์เป็ไงบ้าง”
“แกฟังฉัน” ก่อนจะพูดอะไรออกไป ชมพู่ก็ขอสูดอากาศเข้าปอดลึกๆ สองสามครั้ง จากนั้นก็สบตาเมลดา แล้วตอบคำถามที่เธอได้ถามมาเมื่อครู่นี้ นั่นเพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องปิดบัง จะช้าหรือเร็ว เมลดาก็ต้องรู้ความจริงนี้อยู่ดี
ความจริงที่ได้รู้ ทำให้น้ำตาอุ่นๆ รินไหลอาบแก้มทั้งสองข้าง หัวใจของเมลดาแตกสลาย เมื่อรู้ข่าวร้ายว่าอันเดรสเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ
จากคำบอกเล่าของชมพู่ ภาพสุดท้ายของเขา ที่กุมมือเธอไว้ ยิ่งทำให้หัวใจของเมลดาเ็ป นั่นแสดงให้เห็นว่าก่อนลมหายใจสุดท้ายของอันเดรส เขาก็ยังคงปกป้องเธอ
และที่เมลดาเสียใจอย่างที่สุด คือเธอไม่มีโอกาสแม้จะมาส่งเขาเป็ครั้งสุดท้าย ร่างบอบบางนอนร้องไห้บนเตียงคนไข้อย่างสะอึกสะอื้น ปานจะขาดใจ
“ทำไมต้องเป็แบบนี้ด้วยแก ทำไม”
“ร้องมาแก ร้องมาเลย” เพราะไม่รู้จะห้ามน้ำตาของเพื่อนยังไง ชมพู่จึงขอให้เมลดาร้องออกมาอย่างที่ใจ้า โดยหวังว่าความเ็ปเสียใจที่เกิดขึ้นกับเพื่อนรักตอนนี้จะเหือดแห้งไปพร้อมกับน้ำตาบ้าง
“ใจฉันตอนนี้มันเจ็บไปหมดแล้ว เจ็บจนฉันหายใจแทบไม่ออก ฮือๆ” เมลดาร้องไห้อย่างน่าสงสาร ดวงตากลมโตตอนนี้แดงและบวมมาก ชมพู่นั้นได้แต่กอดและปลอบอยู่ข้างๆ
“แกต้องผ่านมันไปให้ได้เม” ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ มาจากเมลดา มีเพียงเสียงสะอื้นไห้เท่านั้น ชมพู่แอบปาดน้ำตา เพราะเธอเองก็ร้องไห้ตามไปอีกคน ก่อนจะสวมกอดเพื่อนไว้แล้วร้องไห้ไปพร้อมกัน
เมลดานอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลอีกสองวัน หมอก็อนุญาตให้กลับไปพักฟื้นต่อที่บ้านได้ โดยมีมารดาคอยอยู่ดูแลอย่างใกล้ชิด ส่วนบิดานั้นต้องกลับไปคุมงานต่อ
ทันทีที่ออกจากโรงพยาบาล เธอก็ขอให้มารดาพาไปยังวัดที่เก็บอัฐิของอันเดรส เมื่อมาถึงก็เอ่ยขอโทษเขาหลายประโยค และนั่นยิ่งทำให้เธอร้องไห้ออกมา
“ชาติหน้า ขอให้เราได้พบ ได้รักและได้อยู่ด้วยกันจนแก่เฒ่านะคะพี่สิงห์ ขออย่าให้เหมือนชาตินี้เลย” เมลดาเอ่ยเสียงสั่น พลอยทำให้ช่อทิพย์รู้สึกะเืใจไปด้วย จนต้องแอบยืนปาดน้ำตา
แม้จะเสียใจมากขนาดไหน เธอก็ต้องสั่งตัวเองให้หยุดและเก็บอันเดรสไว้เพียงความทรงจำ เพราะคนที่เ็ปยามที่เห็นเธอเสียใจร้องไห้ก็ไม่ใช่ใครอื่น แม่ พ่อ รวมถึงคนที่รักเธอทั้งนั้น
เมลดาต้องเดินหน้าต่อไป หลังจากนี้เธอจะใช้ทุกวินาทีเพื่ออันเดรสด้วย ชายหนุ่มไม่ได้จากเธอไปไหน เขายังคงอยู่ในใจของเธอไปตลอดกาล
“เรากลับกันเถอะค่ะแม่” เมลดาเอ่ยบอก ยิ่งเห็นมารดาตาแดงๆ เพราะคงแอบร้องไห้ นั่นยิ่งทำให้เธอต้องกลับมาเป็เมลดาคนเดิมให้ได้โดยเร็ว
“จ้ะ” ช่อทิพย์เอ่ยรับคำ พอเห็นสีหน้าของบุตรสาวที่ดูดีขึ้นก็พลอยโล่งอก เพราะไม่อยากให้เมลดาจมอยู่กับความเสียใจไปมากกว่านี้อีกแล้ว
แต่ระหว่างที่กำลังเดินผ่านที่เก็บอัฐินั้น อยู่ๆ เมลดาก็ได้ยินเสียงพูดของเด็กผู้ชายคนหนึ่งดังแว่วมาให้ได้ยิน เด็กคนนั้นเอาแต่เอ่ยคำว่า ‘ขอโทษนะฮะแม่’ อยู่ซ้ำๆ
“แม่ได้ยินเสียงเด็กผู้ชายไหมคะ”
“ไม่ได้ยินนี่ลูก เม…ไม่เอา อย่าล้อแม่เล่นแบบนี้สิ”
“เมคงหูแว่วไปเอง เอางี้แม่ไปรอเมที่รถก่อนนะคะ เดี๋ยวเมตามไป” ช่อทิพย์พยักหน้าให้ แล้วเดินไปรอที่รถ
เมลดาตัดสินใจแล้วเดินตามเสียงนั้นไป กระทั่งมาหยุดอยู่ที่เก็บอัฐิสีขาวก็พบกับเด็กผู้ชายหน้าตาน่ารักอายุประมาณสิบสองสิบสามยืนอยู่
“หนูหลงทางกับแม่หรือเปล่าจ๊ะ”
“พี่สาวมองเห็นแม็คเหรอฮะ” เด็กชายเอ่ยถามอย่างดีใจ ส่วนคนฟังได้แต่ยิ้มให้อย่างงงๆ
“ก็เห็นสิ ทำไมจะมองไม่เห็น”
“เห็นจริงๆ นะฮะ”
“จริง” เมลดาพยักหน้ารับ
“ไชโย ในที่สุดก็มีคนมองเห็นแม็คแล้ว”
“แค่มีคนมองเห็น ทำไมเราต้องดีใจขนาดนั้นด้วย”
“ก็แม็คตายแล้ว พูดกับใครก็ไม่มีใครได้ยิน” คำตอบของเด็กชาย ทำให้เมลดาตาโตเป็ไข่ห่าน ก่อนจะถอยหลังให้ห่างอย่างอัตโนมัติ
“หา…ตายแล้ว”
“ฮะ…นี่ไงที่เก็บกระดูกแม็ค” เอ่ยจบเด็กชายคนดังกล่าวก็ชี้นิ้วมายังที่เก็บอัฐิ เมลดาเพ่งสายตามองไปที่รูป ซึ่งใบหน้าของเด็กชายก็เหมือนกับรูปที่ติดอยู่หน้าที่เก็บอัฐิไม่มีผิด
เมลดายืนสตั๊นไปสามวิ เพราะเกิดมาเธอเคยเห็นผีเสียที่ไหน แล้วนี่ยังกลางวันแสกๆ อีกต่างหาก นั่นทำให้เธอขยับหนีอีกสองสามก้าว ไม่ได้กลัวหรอกนะ แต่ถอยให้ห่างอีกหน่อยก็คงดี
“พี่ไม่ต้องกลัว แม็คไม่หลอกพี่สาวหรอก”
“ไม่กลัวจ้ะไม่กลัว” ปากบอกไม่กลัว แต่ขาเมลดาก็ชักจะสั่น มือไม้เย็นเฉียบไปหมดแล้วในตอนนี้ หรือเพราะเธอผ่านความเป็ความตายมา ถึงทำให้ได้เห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็น แต่ไม่แน่ว่านี่อาจเป็แค่ความบังเอิญเท่านั้น ใช่…แค่ความบังเอิญ
“แม็คอยากให้พี่สาวช่วย”
“ช่วย ช่วยอะ…อะไร” เมลดาเอ่ยถามเสียงสั่น
“ฮะ…แม็คอยากให้พี่สาวช่วยบอกกับแม่แม็คหน่อย ว่าอย่าร้องไห้ อย่าโทษตัวเองเื่แม็คอีกเลย แม็คไม่ดีเองที่ดื้อจนต้องจมน้ำตายแบบนี้”
“แล้วพี่จะบอกแม่เราได้ยังไง”
“นั่นไงฮะ แม่แม็คมาแล้ว” เด็กชายชี้ไปยังทางเดิน ที่ตอนนี้มีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเดินตรงมาทางที่เก็บอัฐิ เมลดามองเธอตรงๆ จนมารดาของเด็กชายต้องเอ่ยถาม
“คุณมีอะไรกับฉันหรือเปล่า”
“เอ่อ…ฉันเองก็ไม่รู้จะเริ่มยังไงดี” เมลดาอ้ำๆ อึ้งๆ สบตาเด็กชายแม็คที มารดาของเด็กชายที เพราะไม่รู้จะเริ่มพูดจากตรงไหนเหมือนกัน
“เอาเป็ว่าคุณช่วยฟังฉันสักสองสามนาทีจะได้ไหมคะ”
“เื่อะไรคะ”
“เราจะพูดอะไรบ้าง เดี๋ยวพี่บอกต่อให้” เมลดาหันไปคุยกับเด็กชาย ท่าทางของเธอทำให้มารดาของแม็คดูจะงงอยู่ไม่น้อย
“ลูกชายคุณ แกยืนอยู่ตรงนี้นะคะ แกฝากฉันมาบอกคุณ ว่าอย่าโทษตัวเองเื่เขาอีก เขาไม่ดี เขาดื้อ จนต้องจากคุณไปแบบนี้” ประโยคของเมลดา ทำเอาคนฟังอึ้ง ก่อนจะตวัดสายตามองเธออย่างไม่พอใจ
“ฉันไม่สนุกหรอกนะที่คุณเอาความทุกข์ของฉันมาล้อเล่นแบบนี้”
“ฉันไม่ได้มีเจตนาแบบนั้นหรอกค่ะ”
“แม่ฮะ แม็คอยู่ตรงนี้จริงๆ” เด็กชายพยายามส่งเสียง แต่มารดากลับไม่ได้ยิน
“คุณนี่พวกลวงโลกชัดๆ ออกไปให้พ้นเลยนะ ไม่งั้นฉันจะแจ้งตำรวจ ข้อหาต้มตุ๋น”
“ถ้าคุณไม่เชื่อก็ไม่เป็ไรค่ะ” เมลดาลอบถอนหายใจออกมา เพราะถ้าเป็เธอเจอเหตุการณ์แบบนี้ ก็คงไม่เชื่อเหมือนกัน
“พี่ฮะ” แววตาของแม็คยังคงเต็มไปด้วยความวิงวอน ขอให้เมลดาช่วยเหลือต่อ
“ให้พี่ทำยังไง ในเมื่อแม่เราไม่เชื่อ ว่าเรายืนอยู่ตรงนี้”
“งั้นเอาแบบนี้นะฮะ แม็คจะบอกความลับของแม็คแล้วพี่ค่อยบอกแม่ต่อ”
“อ่ะๆ ลองดู” เมลดาพยักหน้ารับ ขณะที่มารดาของแม็คยังคงมองเธออย่างไม่พอใจ ส่วนเมลดาเมื่อฟังเื่ราวที่แม็คบอกว่าคือความลับจบ ก็เอ่ยขึ้น
“ลูกคุณมีไฝที่หลังมือซ้าย แขนขวาแกเคยหักเพราะตกต้นไม้ แกอยากเลี้ยงหมามากแต่คุณไม่อนุญาตเพราะแกเป็ภูมิแพ้ และคุณเกิดวันเดียวกับแก”
“คุณรู้เื่พวกนี้ได้ยังไง” มารดาของเด็กชายอึ้งกับสิ่งที่ได้รู้
“ลูกชายคุณบอกฉันมา อันที่จริงถ้าเป็ฉันก็คงเชื่อยากสักหน่อย แต่ฉันไม่ใช่พวกต้มตุ๋นที่จะมาหลอกเอาเงินหรืออะไรจากคุณ ฉันแค่จะบอกว่าตอนนี้ลูกชายคุณแกอยู่ตรงนี้ แกรักและห่วงคุณมาก”
“แม็ค แม็คจริงๆ เหรอลูก”
“ฮะแม่” เด็กชายขานรับ แล้วหันมาคุยกับเมลดา
“แกไม่อยากเห็นคุณร้องไห้และขอให้คุณเลิกโทษตัวเองกับเื่ที่เกิดขึ้น”
“แม่จะเลิกร้องไห้ จะไม่โทษตัวเองอีกแล้ว แม่สัญญาจ้ะลูก” ขณะเอ่ยประโยคนี้ มารดาของเด็กชายก็ยังคงร้องไห้ออกมาอย่างหนัก เธอทรุดตัวลงไปนั่งหน้าที่เก็บอัฐิ พร้อมกับยื่นมือไปััรูปของบุตรชายที่ติดไว้ตรงหน้าอย่างคิดถึง
“แกบอกว่าแกรักคุณมาก”
“แม่ก็รักแม็คนะลูก ชาติหน้ามีจริง แม็คมาเกิดเป็ลูกแม่อีกนะ” เด็กชายแม็คไม่อาจรับปากได้ แต่ถ้าเลือกได้ ก็อยากกลับมาเกิดเป็แม่ลูกกันอีกครั้ง
“แม็ครักแม่นะฮะ” เมลดาได้แต่ยืนมองหนึ่งคนมีชีวิตกับอีกหนึ่งดวงจิตที่อาจเรียกว่าิญญาหรือผี ที่ยังคงยึดติดไม่ยอมไปไหน จนกว่าจะคลายบ่วงที่ผูกเอาไว้ได้ ชีวิตคนเราก็คงหนีไม่พ้น เกิด แก่ เจ็บ ตาย
และการได้พบแม็ค นั่นทำให้เธอคิดถึงอันเดรส ถ้าเธอสามารถมองเห็นผีได้จริงๆ เธอก็อยากมองเห็นเขาบ้าง แต่ไม่ว่าจะมองไปมุมไหนก็ไม่เห็นเลย ไม่แน่ว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งอาจนำดวงิญญาของเขาไปสู่ภพภูมิที่ควรจะเป็แล้วก็ได้
“พี่ฮะ เวลาแม็คหมดแล้ว แม็คต้องไปแล้ว”
“อ้อจ้ะ” เมลดาเอ่ยรับ รู้สึกใจหายบอกไม่ถูก ยิ่งได้เห็นภาพของเด็กชายที่พยายามกอดมารดาก็พลอยทำเอาน้ำตาเอ่อขึ้นมาอีก ก่อนจะสูดหายใจลึกๆ แล้วเอ่ยกับมารดาของเด็กชายไป
“แม็คต้องไปแล้วค่ะ แกฝากบอก ว่าขอให้คุณดูแลตัวเอง”
“แม่รักแม็คนะลูก” คำบอกรักจากมารดาที่ได้ยิน ทำให้เด็กชายยิ้มออกมา ก่อนที่จะรีบวิ่งออกไปจากจุดที่ยืนอยู่อย่างเร็ว
เมลดาเห็นว่าเด็กชายแม็คยืนคุยกับใครอยู่อีกมุม แม้ภาพจะรางๆ แต่เธอก็มองออกว่าเขาคนนั้นใส่ชุดดำทั้งชุด ตัวสูงมากและยืนหันข้างให้เธออยู่ มีออร่าบางอย่างแผ่ออกมาจากตัว แต่กลับไม่ได้ดูน่ากลัว เป็ความรู้สึกที่เธอก็อธิบายไม่ถูก แต่ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก แค่เธอกะพริบตาครั้งเดียว ภาพที่เห็นก็พลันหายไป
“ถ้าตอนนี้พี่สิงห์ยังไม่ได้ไปไหน มาหาเมได้ไหมคะ” เมลดาเอ่ยบอกกับอีกคนที่เธออยากพบเขามาก หวังลึกๆ ว่าเขาจะมาปรากฏตัวให้เธอได้เห็นบ้าง
เธอบอกลามารดาของเด็กชายแม็ค แล้วกลับไปหามารดาของเธอที่รถ ระหว่างทางที่นั่งรถกลับบ้านนั้น เมลดาก็อดคิดเื่ที่เธอมองเห็นิญญาไม่ได้จริงๆ เธอสับสนว่านี่มันคือเื่จริงหรือแค่ความบังเอิญเท่านั้น
กระทั่งรถที่กำลังนั่งอยู่ ค่อยๆ แล่นผ่านจุดที่เธอประสบอุบัติเหตุ จังหวะนั้นหัวใจของเมลดาบีบอัดจนรู้สึกหายใจไม่ออก แม้จะไม่อยากมองแต่สายตากลับไม่อาจละไปจากภาพของสถานที่เกิดเหตุ ที่ยังทิ้งร่องรอยของความเสียหายจนทำให้น้ำตาเธอเอ่อ
“เม”
“เมไหวค่ะแม่” เมลดาหันไปตอบมารดา ที่ตอนนี้เอื้อมมือมากุมมือของเธอแล้วบีบเบาๆ ก่อนจะหันไปขับรถต่อ ส่วนเธอก็หันไปมองยังต้นไม้ที่หักครึ่งไปเพราะแรงชนของรถตอนเกิดเหตุ จังหวะที่รถกำลังจะผ่าน สายตาเธอก็มองเห็นผู้ชาย ใส่สูทสีดำคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น
“พี่สิงห์” เธอเอ่ยชื่ออันเดรสออกมา แม้จะมองไม่เห็นหน้า แต่รูปร่างและความรู้สึกของเธอบอกว่านั่นคืออันเดรสแน่นอน
“แม่คะ จอดรถก่อน” เมลดารีบบอกมารดา ช่อทิพย์จึงต้องหาที่จอดรถ เมื่อรถจอดสนิท เมลดาก็รีบเปิดประตูแล้วก้าวลงไปทันที แต่ทว่ากลับพบแค่ความว่างเปล่า
“พี่สิงห์ ใช่พี่สิงห์จริงๆ ใช่ไหม อย่าหายไปแบบนี้ ได้โปรด” ประโยคที่ดังมาให้ได้ยิน ทำให้ช่อทิพย์ที่ตามหลังมาเดินไปรั้งแขนบุตรสาวไว้ แววตาเธอเต็มไปด้วยความเป็ห่วง
“สิงห์เขาไปสบายแล้วลูก”
“ตะ…แต่เมื่อกี้นี้เมเห็นพี่เขาจริงๆ นะคะแม่”
“ลูกแค่ตาฝาดไปเท่านั้น กลับบ้านเรากันเถอะ” ช่อทิพย์เน้นคำว่าเราให้ชัดๆ และนั่นก็ช่วยดึงสติของเมลดาได้มาก
“ค่ะ” เธอเอ่ยรับ แล้วกลับไปขึ้นรถ ก่อนที่มารดาจะขับพากลับบ้าน
การมองเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นของเมลดา ทำให้ิญญาบางดวงที่ยังคงติดอยู่กับบ่วงทั้งดีและไม่ดี ต่างเฝ้ามองพร้อมกับพยายามเข้าหาเธอ เพื่อให้ผู้ที่สามารถมองเห็นพวกเขาช่วยปลดบ่วงเ่าั้ให้ ดวงิญญาจะได้เป็อิสระ ไม่ต้องอยู่กับสภาวะเช่นที่เป็อยู่ในขณะนี้
“ช่วยด้วย ช่วยฉันด้วยยย”
เสียงหวีดร้องขอความช่วยเหลือ ดังแว่วมาให้เมลดาได้ยินเป็ระยะๆ เธอหันซ้าย หันขวามองหาที่มาของเสียง แต่กลับไม่พบ
“เป็อะไรเม นั่งกระสับกระส่ายเชียวลูก”
“เอ่อ…มดกัดน่ะค่ะแม่ มันเลยคันๆ” เมลดาพูดปด นั่นเพราะไม่อยากให้มารดาต้องมากังวลกับการเห็นิญญาหรือผีของเธออีก และตัดสินใจที่จะไม่เล่าเื่นี้ให้มารดารู้เด็ดขาด
เมลดานั่งหลับตา พร้อมกับสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ พยายามไม่คิดเื่ิญญา เื่ผีอะไรทั้งนั้น ส่วนผู้ชายใส่สูทสีดำคนเมื่อครู่ เธอก็แค่ตาฝาดอย่างที่มารดาบอกจริงๆ ก็เป็ได้ เพราะมันเป็ภาพรางๆ ไม่ได้ชัดเจนเหมือนกับิญญาของแม็ค
แต่พอเธอลืมตาขึ้นมอง กลับต้องสะดุ้งโหยงแล้วส่งเสียงร้องกรี๊ดออกมาอย่างใ
“เม เมเป็อะไรไปลูก” ช่อทิพย์รีบจอดรถเข้าข้างทางซึ่งเป็ถนนทางเข้าหมู่บ้านแล้ว จากนั้นก็รีบเอ่ยถามขึ้น
“ตะ…ตะกี้เมเห็นคนวิ่งตัดหน้ารถน่ะค่ะแม่” เมลดาหลับหูหลับตาบอก ไม่กล้าแม้จะเงยหน้าขึ้นมอง เพราะภาพที่เห็นเมื่อครู่ มันน่ากลัวมาก
“ไม่มีนะเม”
“มะ…ไม่มีเหรอคะ”
“จ้ะ…ไม่มี” คำตอบของมารดา ทำให้เมลดาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมอง และสิ่งที่เธอเห็นตอนนี้คือภาพของผู้หญิงคนหนึ่งที่ยืนอยู่หน้ารถ เธอจะเฉยๆ มากหากผู้หญิงคนนั้นมาอย่างคนปรกติ แต่นี่…เธอมาพร้อมกับเืท่วมตัว หน้าตาเละๆ อีกต่างหาก
“ถ้าจะให้ช่วย อย่ามาทำให้กลัว ไม่งั้นจะไม่ช่วยเด็ดขาด จะแช่งให้ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดด้วย” สายโหดเริ่มทำงาน เมลดาเอ่ยเสียงเขียวปัด ปรกติเวลาเธอจะขอความช่วยเหลือใคร เธอจะขอดีๆ และยามที่ใครจะมาขอความช่วยเหลือ เธอก็หวังให้เขามาดีๆ เช่นกัน
“เม ลูกคุยกับใครน่ะ”
“ไม่มีค่ะ ไม่มี” เมลดาหันมาตอบมารดา ที่ตอนนี้สีหน้าสับสนเล็กน้อย และพอหันกลับไปยังหน้ารถ สิ่งที่อธิบายไม่ได้นั้นก็หายไปแล้ว
“เรากลับบ้านกันเถอะค่ะ เมรู้สึกหิวแล้ว อยากกินข้าวฝีมือแม่”
“ได้จ้ะ” ช่อทิพย์พยักหน้าให้ แล้วขับรถตรงกลับบ้านทันที เมื่อมาถึงเธอก็ตรงเข้าครัว แต่ใจนั้นก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงอาการแปลกๆ ของเมลดาที่เกิดขึ้นตลอดทั้งวัน
ส่วนคนถูกสั่งให้นั่งพักก็นั่งคิดอะไรไปเรื่อย กระทั่งรู้สึกว่ากระแสจิตจากใครหรืออะไรบางอย่างส่งมาจากนอกรั้วบ้าน นั่นทำให้เมลดาต้องลุกขึ้นจากเก้าอี้ตัวที่นั่งอยู่แล้วเดินตรงไปยังหน้าบ้าน และนั่นทำให้เธอได้พบกับผู้หญิงคนหนึ่ง
“ฉันขอโทษที่ทำให้เธอกลัว แต่ฉันไม่ได้ตั้งใจ”
“อ้อ…เธอนั่นเอง” ประโยคที่เธอคนนั้นเอ่ย ทำให้เมลดาถึงบางอ้อ มาให้เห็นแบบปรกติแบบนี้ค่อยยังชั่วหน่อย นี่โผล่มาแบบเืท่วม หน้าเละๆ แบบนั้น ใครมันจะไม่กลัว
“ฉันอยากมาให้เธอช่วย”
“ช่วย”
“ใช่…ฉันถูกรถชนแต่ฉันยังไปไหนไม่ได้ จนกว่าจะมีใครพบศพ เอ่อ…ร่างของฉัน”
“แล้วร่างเธออยู่ที่ไหน”
“อยู่ในคลองหน้าหมู่บ้าน เธอช่วยฉันด้วยนะ ช่วยพาฉันกลับบ้านที” สายตาวิงวอนของผู้หญิงตรงหน้า ทำให้เมลดาไม่อาจปฏิเสธได้
“ได้สิ”
“ขอบคุณมาก” เธอส่งยิ้มให้ แม้จะเป็รอยยิ้มที่ทำให้เมลดารู้สึกเย็นๆ สันหลังอยู่บ้างก็ตามที
เมลดากลับเข้ามาในบ้าน หยิบกุญแจรถติดมือมา จากนั้นก็ตรงไปยังรถที่จอดอยู่ ทันทีที่เธอสตาร์ทรถ เสียงมารดาก็ดังขึ้น
“เม…นั่นจะไปไหนลูก”
“ไปเซเว่นค่ะแม่ พอดีเมรู้สึกว่าประจำเดือนจะมา แต่เดี๋ยวเมกลับมากินข้าวด้วย” เมลดารีบบอก แล้วขับรถออกไปทันที เธอรีบจัดการติดต่อกับมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งและตำรวจเพื่อให้ไปตรวจสอบจุดที่ผู้หญิงคนนั้นบอกไว้
โดยขอให้พวกเขาตรวจสอบคลองเป็พิเศษ ซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยต้นไม้และหญ้าสูงท่วมหัว กระทั่งมีการรายงานว่าได้พบศพของผู้หญิงคนหนึ่งเข้าจริงๆ จากสภาพศพเธอเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่าสามวัน สาเหตุเพราะถูกรถชน
ทางตำรวจรีบแจ้งญาติให้ทราบทันที เพราะก่อนหน้านี้ญาติได้เข้าแจ้งความเื่คนหายไว้แล้ว
“ขอบใจเธอมากนะ ที่ช่วยปลดปล่อยเรา”
“ไม่เป็ไร” เมลดายิ้มให้ ก่อนที่ผู้หญิงคนนั้นจะค่อยๆ จางหายไป การได้ช่วยแม้จะไม่ใช่กายที่มีเืเนื้อ แต่เมลดากลับมีความสุข อิ่มใจอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อเสร็จธุระ เธอก็ขับรถตรงกลับบ้าน แต่คราวนี้กลับยิ่งถูกสิ่งที่อธิบายไม่ได้มากมาย มาปรากฏตัวให้เห็น ทั้งที่ตั้งใจมาหลอกหลอน ทั้งที่ตั้งใจมาขอความช่วยเหลือจากเธอ
วัตถุประสงค์หลังนี่มาโผล่แบบไม่น่ากลัวสักเท่าไหร่ แต่ก็ใกับการที่อยู่ๆ ก็โผล่พรวดเข้ามาอยู่ไม่น้อย ส่วนวัตถุประสงค์แรก คล้ายผีโรคจิตที่มาเพื่อหลอกให้เธอกลัวโดยเฉพาะ คิดแล้วมันน่าจับใส่หม้อถ่วงน้ำนัก ฮึ๋ย!
“พอแล้ว ไม่อยากเจอแล้ว พอ” เมลดาะโดังลั่นรถ ความกลัวแล่นมาเกาะกุมหัวใจ เธอไม่อยากเห็นอะไรพวกนี้อีกแล้ว
และทันทีที่ขับรถมาถึงบ้าน เธอกลับไม่เห็นผีเ่าั้สักตนเดียว เมลดายืนงงๆ ชักจะสับสนว่าตอนไหนของจริง ตอนไหนเธอถูกผีหลอกกันแน่
ก่อนจะสะดุ้งเมื่อมารดาเอ่ยเรียก เธอหยุดคิดทุกอย่างไว้แค่นี้แล้วเดินเข้าไปทานข้าวที่ช่อทิพย์เตรียมไว้ให้ โดยเลือกที่จะไม่พูดถึงเื่ที่เธอเห็นอะไรมา นั่นเพราะไม่อยากให้มารดาต้องกังวล
“ความรู้สึกแบบนี้มาอีกแล้ว” เมลดาพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะมองไปนอกกำแพงบ้าน นั่นเพราะเธอััได้ว่ามีใครหรืออะไรยืนอยู่ ความรู้สึกเหมือนตอนอยู่ที่วัดไม่มีผิด มันไม่ได้น่ากลัวเหมือนตอนเธอเจอผี แต่ก็อธิบายไม่ได้ว่าเป็ความรู้สึกแบบไหน
ขอบคุณค่ะ
วรนิษฐา