บทที่ 26 ฟางจัวแย่แล้ว (รีไรท์)
ไม่นานเสิ่นทิงหงก็กลับมาถึงห้องเรียนของตัวเอง ระหว่างนั้นไม่ลืมส่งสายตามีเลศนัยไปทางฟางจัว
ฟางจัวกำลังแอบเศร้าอยู่กับตัวเอง เขาได้ยินเื่ที่เกิดขึ้นวันนี้แล้ว เสิ่นทิงหงบอกว่าตัวเองหมั้นหมายแล้ว เื่ที่คู่หมั้นเป็คนในกองทัพก็รู้เื่แล้ว เขาไม่คิดเลยว่ารักแรกของตัวเองยังไม่ทันเริ่มก็ต้องมาจบลงเสียแล้ว
ขณะเดียวกันเสิ่นทิงหงกลับมานั่งที่โต๊ะของตัวเองแล้วยืนกระดาษส่งไปให้ฟางจัว
ฟางจัวคลี่กระดาษออกมาดูอย่างงุนงงพลันลุกขึ้นยืน
“ทำอะไรน่ะฟางจัว?” คุณครูผู้หญิงผมสั้นที่สอนวิชาคณิตศาสตร์ปกติก็มักจะเข้มงวดอยู่แล้ว พอเห็นฟางจัวแสดงอาการแปลกประหลาด น้ำเสียงที่เปล่งออกมาจึงไม่ค่อยน่าฟังนัก
“ไม่มีอะไรครับครู ผมแค่รู้สึกเมื่อยนิดหน่อย เลยลุกขึ้นยืนยืดเส้นยืดสายน่ะครับ”
ฟางจัวย่อมไม่อาจพูดความจริงได้ ไม่ใช่เพราะเขาห่วงชื่อเสียงของซ่งเจี๋ย เพียงแต่รู้สึกว่าจะทำให้ตัวมีจุดด่างพร้อย ถ้าต้องไปเกี่ยวข้องกับหญิงพรรค์นี้
“รีบนั่งลงซะ อย่ารบกวนเวลาเรียนหนังสือเพื่อนสิ” ครูคณิตศาสตร์ไม่ได้คิดอะไรมาก คะแนนของฟางจัวนั้นอยู่ในเกณฑ์ดี อีกทั้งคุณครูส่วนใหญ่ต่างให้ความเอ็นดูนักเรียนรูปร่างตุ้ยนุ้ยคนนี้ไม่น้อย และไม่้าสร้างความลำบากให้เขา
ฟางจัวได้แต่นั่งลงมองกระดาษในมือเงียบ ๆ
ทั้งหัวของเขาในตอนนี้เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม สมองของซ่งเจี๋ยไม่ได้รับความกระทบกระเทือนใช่ไหมเนี่ย!?
ก่อนหน้านี้ที่โรงอาหารก็บอกไปแล้วว่าไม่ได้สนิทกับเธอ ตอนนี้หล่อนกลับก่อเื่ขึ้นมาอีก มันหมายความว่ายังไงกัน!?
เพียงข้อความว่า ‘ซ่งเจี๋ยพูดในห้องธุรการว่านายคบกับเธออยู่’ ไม่กี่คำบนกระดาษ ก็เพียงพอทำให้เขารู้สึกขนลุกเกรียว ถ้าไม่ได้เผชิญหน้ากันที่โรงอาหารในวันนี้ เขาก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครคือซ่งเจี๋ย
สังคมของฟางจัวนั้นเล็กมาก เพราะที่บ้านฐานะดี เพื่อนส่วนมากจึงไม่ใช่เพื่อนที่จริงใจต่อกัน คนพวกนั้นต่างก็มีเป้าหมายของตัวเอง สมัยเด็กเขายังไม่ค่อยรู้ความ พอโตขึ้นฟางจัวก็เข้าใจเื่ราวอะไรต่อมิอะไรขึ้นเยอะ พอขึ้นมัธยมเขาก็ไม่ยินดีที่จะสานสัมพันธ์กับเพื่อนใหม่
การที่เขาสามารถคุยเล่นอยู่กับเสิ่นชิงชิงและเสิ่นทิงหงได้ หนึ่งเพราะเขาสนใจเสิ่นทิงหง สองเพราะบุคลิกนิสัยของเสิ่นชิงชิงไม่ต่างอะไรกับเด็กผู้ชาย แถมเธอทั้งคู่ยังเป็คนรักความเป็ธรรม เหมาะสมที่จะคบเป็เพื่อน
ถึงเสิ่นทิงหงจะดูเข้าหายาก แต่พอได้คบหาสมาคมมาสักระยะก็จะรู้ว่าแท้จริงแล้วเธอเป็ผู้หญิงที่ดีมากคนหนึ่ง ฟางจัวจึงอดไม่ได้ที่จะชมชอบอีกฝ่าย แต่สำหรับเสิ่นชิงชิง เขากลับรู้สึกเหมือนอยู่กับพี่น้องเท่านั้น
กระทั่งเพื่อนนักเรียนในชั้นหลายคนที่ถึงแม้ได้เรียนด้วยกันมาสองปีแล้ว ก็ยังมีบางส่วนที่เขาจำชื่อไม่ได้
แม้ตัวเองจะดูเป็คนหน้าหนาต่อหน้าเสิ่นชิงชิงและเสิ่นทิงหง แต่จริง ๆ แล้วฟางจัวค่อนข้างเก็บตัว ไม่กล้าที่จะเข้าหาคนอื่น ๆ ด้วยกลัวว่าตัวเองจะมอบมิตรภาพให้ผิดคน
เขาจึงคิดไม่ถึงกับการกระทำของซ่งเจี๋ย
เห็นได้ชัดว่าไม่มีเวลาให้เขาได้ขบคิดเื่ระหว่างหญิงชายจนเข้าใจ คุณครูเฉินก็มาหาที่ชั้นเรียนเพื่อเรียกเขาไปพบแล้ว
ฟางจัวหันกลับมามองเสิ่นทิงหงครั้งหนึ่งก่อนจะสาวเท้าไปทางคุณครูเฉิน
คุณครูคณิตศาสตร์ยังพูดอะไรบางอย่างกับคุณครูเฉินก่อนไป บอกว่าถ้าไม่มีเื่อะไรสำคัญจะไม่ให้ฟางจัวขาดเรียน เพราะสำหรับวิชาคณิตศาสตร์ในชั้นมัธยมปลาย หากขาดไปสักคาบก็จะทำให้ต่อไปเรียนไม่รู้เื่
คุณครูเฉินจึงได้แต่อธิบายเื่ราวไปคร่าว ๆ ว่าเื่นี้มีความสำคัญระดับไหน และสุดท้ายสายตาของคุณครูคณิตศาสตร์ที่มองมาทางฟางจัวนั้นก็แปลกออกไป
คุณครูคณิตศาสตร์เป็คนเข้มงวด ปกติไม่มีใครกล้าใช้ลูกไม้ต่าง ๆ ในชั้นเรียนของเธอ เพราะราวกับว่าเธอมีดวงตาหนึ่งคู่ติดอยู่บนตัวนักเรียนทุกคน หากพวกเขาเล่นพิเรนทร์ อะไรขึ้นมา ล้วนหนีไม่พ้นสายตาของเธอแน่
จากนั้นจนกระทั่งเลิกเรียน ฟางจัวก็ไม่ได้กลับมาที่ห้องอีก เสิ่นชิงชิงรู้สึกคันหูอยากรู้อยากเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น แต่กลับยังไม่สบโอกาสที่จะถาม
ไม่ง่ายเลยกว่าจะหมดเวลาเรียนได้ จึงรีบร้อนเข้าไปถามเสิ่นทิงหงให้รู้เื่ชัดเจน
“ทิงหง ครูเรียกเธอไปจัดการเื่นั้นเป็ยังไงบ้าง? แล้วทำไมฟางจัวถึงถูกเรียกไปด้วยอีกคนล่ะ เื่นี้คงไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับฟางจัวหรอกมั้งใช่ไหม?”
เสิ่นทิงหงยังไม่สามารถพูดเื่ของฟางจัวออกไปอย่างเปิดเผยในตอนนี้ อย่างไรเื่นี้ก็เกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของเขา
ดังนั้นเสิ่นทิงหงจึงโน้มตัวลงไปกระซิบที่ข้างหูเสิ่นชิงชิง พอเล่าออกไปคร่าว ๆ ก็เห็นสีหน้าของเสิ่นชิงชิงเปลี่ยนไป
เสิ่นชิงชิงรู้สึกโกรธในตอนแรก จากนั้นพลันมีสีหน้าโล่งใจ แล้วสุดท้ายก็อ้าปากค้างพร้อมสีหน้าไม่เชื่อ
“จะเป็ไปได้ไง ถ้าฟางจัวกับหล่อน....แล้วพวกเราจะไม่รู้ได้ยังไง?” เสิ่นชิงชิงรู้สึกว่าสมองของตัวเองไม่ทำงานอีกต่อไป
“ฉันเองก็เห็นถึงปัญหาอย่างที่เธอพูดนั่นแหละ โง่รึเปล่าก็ไม่รู้ ก่อนหน้านี้ซ่งเจี๋ยก็พูดเองว่าหากต้องเลิกเรียน หล่อนก็ต้องกลับไปแต่งงานไม่ใช่เหรอ นี่ไม่ใช่เพราะ้าใช้ประโยชน์จากฟางจัวรึไง” เสิ่นทิงหงพูดออกมาเสียงเบา
เสิ่นชิงชิงอ้าปากค้างอีกครั้ง “หล่อน...ชอบฟางจัวงั้นเหรอเนี่ย?”
ไม่ใช่ว่าพวกเธอดูถูกเพื่อนของตัวเอง แต่เพราะว่าเป็เพื่อนกันต่างหาก เพราะงั้นเลยดูถูกกันเองได้
หากพูดถึงรูปลักษณ์ภายนอก เด็กหนุ่มตัวขาวจ้ำม่ำอย่างฟางจัวดูไปก็น่ารักดี แต่ถ้าพูดถึงลักษณะที่ผู้หญิงชอบกันแล้ว เรียกได้ว่าแทบจะเป็ไปไม่ได้เลย
นอกจากซ่งเจี๋ยจะเป็พวกชอบของแปลกน่ะนะ
แต่ถ้าบอกว่าซ่งเจี๋ยชอบพอฟางจัวจริง ๆ นั้น ก็แทบจะเป็ไปไม่ได้เหมือนกัน เพราะยังไงซะตอนนี้ก็ใกล้จะเรียนจบแล้ว
ก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยเห็นหล่อนแสดงท่าทีอะไรต่อฟางจัวเลยด้วยซ้ำ แต่ว่ากันว่าเวลาผู้หญิงตามจีบผู้ชายมักไม่เปิดเผยโจ่งแจ้ง ถ้าก่อนหน้านี้เคยตามจีบขึ้นมาจริง ๆ ก็ใช่ว่าเป็ไปไม่ได้เช่นกัน
ยังไงซ่งเจี๋ยก็เป็เด็กสาวในเมือง ไม่เหมือนเด็กในชนบทที่ต้องลงเรือกสวนไร่นาตลอดเวลาจนเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง
ทั้งชั้นเรียน ซ่งเจี๋ยจึงนับได้ว่าเป็เด็กสาวที่หน้าตาดีคนหนึ่ง
“เื่นี้เธอต้องไปคิดเองแล้วละ เื่พวกนี้เราเองก็คงเข้าไปช่วยอะไรได้ไม่มาก ต่อให้ฟางจัว้าพยานบุคคล ดูท่าก็ไม่น่าหล่นมาถึงพวกเราหรอก ทุกคนรู้ดีว่าพวกเรามีสัมพันธ์อันดีต่อกัน คงไม่ถามพวกเราอยู่แล้ว ยังดีที่ตอนเที่ยงวันนี้มีเื่เกิดขึ้นในโรงอาหาร ถ้าจะตรวจสอบเื่นี้ให้ชัดเจนก็ไม่ได้ยากอะไรเท่าไหร่”
เสิ่นทิงหงวิเคราะห์แจกแจงออกมาให้เสิ่นชิงชิงฟังทีละส่วน เสิ่นชิงชิงฟังแล้วก็รู้สึกว่ามีเหตุผล จึงพยักหน้าตามหงึก ๆ
เื่ราวเป็ไปตามที่เสิ่นทิงหงพูดไว้ไม่ผิด ภายหลังคุณครูได้เรียกนักเรียนจำนวนไม่น้อยไปสอบถามทีละคนที่ห้องธุรการ โดยไม่บอกเล่าต้นตอของปัญหาให้ฟัง เพียงถามคำถามออกไปอย่างคลุมเครือ
ที่สำคัญคือต้องไม่เปิดเผยเื่นี้ออกไปก่อนที่จะตรวจสอบชัดเจน เพราะเื่นี้เกี่ยวพันถึงชื่อเสียงของเด็ก ๆ เหล่าคุณครูต่างต้องปิดเื่นี้เอาไว้ไม่ให้แพร่งพรายออกไปได้
เื่คงไม่ยุ่งยากแบบนี้ถ้าฟางจัวนั้นยอมรับตรง ๆ แต่ฟางจัวกลับกัดฟันยืนยันว่าตัวเองไม่ได้สนิทสนมกับซ่งเจี๋ย แต่หล่อนกับพ่อแม่เอาแต่พูดว่าเขาทำตัวเป็อันธพาล
พอรวมเข้ากับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ คุณครูจึงไม่เหลือความรู้สึกดี ๆ ต่อซ่งเจี๋ยและพ่อแม่อีก ท่าทางของฟางจัวก็ดูตรงไปตรงมา ย่อมทำให้เกิดความลำเอียงไปทางฟางจัวมากกว่า