บทที่ 28: ทางเลือกของคุณ
ถึงจะพูดว่าให้พวกเขาเลือกแต่ลูซีฟไม่ได้ทำอย่างที่พูดสักนิดทุกอย่างเป็การวางแผน ั้แ่พวกมันย่างเท้าเข้ามาในห้องนี้แล้ว
เมื่อมาแล้วแสดงว่าเลือกที่จะใช้วิธีซื้อชีวิตมากกว่าจะใช้วิธีดิบเถื่อนอีกฝ่ายเองก็คงไม่อยากจะก่อคดีให้เป็ที่สนใจของหน่วยพิเศษเหมือนกัน
หากเป็เขาก็คงเลือกเหมือนกัน สามารถจบพิธีได้อย่างรวดเร็วด้วยความยินยอมของเหยื่อสังเวยแล้วยังได้สร้างความสับสนให้ตำรวจด้วยโดยที่ไม่มีหลักฐานอะไรมาจับได้ สามารถหนีออกนอกเมืองไปได้อย่างสบายใจ
หลักฐานและทรัพย์สินที่เคยเป็ของผู้ร้ายมาก่อนก็อยู่ในมือน้องชายของเหยื่อเองเป็การป้ายความผิดไปในตัว ใส่ไฟด้วยการซื้อข่าวจากนักข่าว โยนความผิดไปให้ทั้งที่ไม่ใช่คนร้ายตัวจริงตำรวจจะยิ่งไขว้เขวมากขึ้น กว่าจะจับทางได้พวกมันก็คงหนีไปไกลแล้ว...
นี่แค่การคาดเดาเบื้องต้น ยังมีการคาดเดาอีกสองสามรูปแบบที่อาจเป็ไปได้แต่ความเป็ไปได้ก็ลดน้อยลงตามลำดับ
ด้วยปัจจัยอื่นเสริมอย่างการมีคนที่ระดับสูงกว่าเฮนรี่ปรากฏตัวออกมาเขาดูแล้วว่าโอกาสที่การต่อรองเอาทรัพย์สินของอีกฝ่ายมาก็มีสูงมาก จึงพูดบลัฟฟ์ไปอีกเพื่อเพิ่มความระแวงไม่ให้ลงมือผลีผลามทำให้เชื่อว่าเขาต่อสู้กลับอย่างแน่นอนหากมีการใช้กำลัง ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าแท้จริงเขามีพลังพิเศษอยู่หรือไม่และพวกเขายังเปลี่ยนเหยื่อไม่ได้ พิธีกรรมเมื่อเลือกเหยื่อสังเวยไปแล้วก็มีแต่ต้องใช้เหยื่อสังเวยคนเดิมเท่านั้น
ดังนั้นตัวเลือกของพวกเขาจึงไม่มีอยู่ในความเป็จริง
กับดักถูกวางไว้แล้ว การที่อีกฝ่ายจะออกจากกับดักได้มีแต่ต้องหนีออกไปจากห้องนี้และไม่กลับมาหาเขาอีกเลย
แต่จะยอมถอยเหรอ?
เมื่อถอยก็แปลว่าต้องยกเลิกพิธีกรรม หรือไม่ก็เริ่มพิธีกรรมใหม่โดยไม่วางเขาเป็เหยื่อทว่าเขาก็เห็นหน้าคนร้ายแล้ว รู้ที่ตั้งร้านซึ่งเป็ทรัพย์สินของคนร้ายด้วยยังคิดว่าจะซ่อนตัวอยู่ได้อีกหรือ
ลูซีฟยืนนิ่งรอให้อีกฝ่ายได้เลือกตามความพอใจในใจแอบหัวเราะเล็กน้อย ถึงจะเสียเวลาวางกับดักและรอนานไปหน่อย แต่เมื่อคิดถึงร้านค้าสองร้านที่มีมูลค่ามากกว่าหนึ่งพันปอนด์ก็นับว่าคุ้มค่ากับอาการปวดหัวในสามวันที่ผ่านมา
เขาแอบเลียริมฝีปากที่แห้งผากเงียบๆราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังรอเหยื่อเดินเข้ามาหา ลูซีฟโหมดนิสัยเสียเกือบจะควบคุมตนเองไม่ได้เพราะความตื่นเต้นกับเงินก้อนโต
คนร้ายที่ยังไม่รู้ตัวว่ากลายเป็เหยื่อของคนอื่นครุ่นคิดไปพลางสำรวจตัวลูซีฟไปพลางเห็นท่าทางของเขาเลียริมฝีปากก็กระตุ้นให้รู้สึกหวาดระแวงอย่างหนัก นึกอยากจะฉีกกระชากอีกฝ่ายให้ตายเสียเดี๋ยวนี้แล้วทำพิธีในจบสิ้นไป
แต่จะฆ่าเขาได้หรือ?
ชายหนุ่มที่รอดพ้นพิธีมาได้แล้วยังไปพัวพันกับหน่วยพิเศษของทางการถึงจะมีร่างกายเป็มนุษย์แต่จะต้องมีวัตถุวิเศษติดตัวเพื่อต่อต้านแล้วเปิดโอกาสให้หนีแน่
หรือจะจับน้องชายมาเป็ตัวประกัน?
แต่ชายหนุ่มที่แปลกประหลาดตรงหน้าต้องคิดไว้อยู่แล้วว่าอาจจะมีการจับตัวประกันต้องมีการปกป้องแน่หนากว่าตัวมันเองแน่
ถอยกลับไปก่อนดีไหม?
เขาเป็ผู้วิเศษระดับหกจะถอยเพียงเพราะถูกพูดยื่นข้อเสนอได้อย่างไรแถมผู้เสนอยังเป็เพียงมนุษย์ไม่กลัวตายผู้หนึ่ง ถ้าถอยไปทั้งอย่างนี้ไม่เท่ากับเสียหน้าหรอกหรือ
คราวนี้ผู้วิเศษสายสื่อิญญาได้ัักับความแปลกประหลาดที่บรรยายไม่ได้จากลูซีฟแต่เพื่อไม่ให้ตัวเองดูเป็ฝ่ายเพลี่ยงพล้ำเขาจึงกลัวออกมาอย่างเคร่งขรึมคุกคาม
“อย่าคิดว่าพวกเราจะไม่ฆ่าเ้าตอนนี้นะเ้าหนู”
“ถ้าคิดว่าทำได้โดยที่ผมไม่ยินยอมก็ลองดูได้นะครับ”ลูซีฟหัวเราะ “หรือจะลองน้องชายผมด้วย เชิญเลย... ผมเปิดประตูให้ด้วยเอาไหม เป็มารยาทเ้าบ้านที่ดีต้องมีการต้อนรับที่อบอุ่น”
“...”
คำพูดนั่นคือการคุกคามกลับมาใช่ไหม
ผู้วิเศษสื่อิญญาหรี่ตาลงอย่างจับผิด แต่ไม่มีอะไรผิดสังเกตยกเว้นั์ตาสีดำอันมืดมิดราวกับไร้ก้นบึ้ง
แม้แต่เฮนรี่ยังมีสีหน้าบิดเบี้ยวเขาคิดไม่ออกเลยว่าเ้าบ้านแปลกประหลาดตรงหน้ามีการต้อนรับอบอุ่นอะไรรอพวกเขาอยู่มันจะต้องไม่ใช่เื่ดีแน่ๆ
ถ้ารู้ว่าทั้งสองคนคิดอะไรอยู่ลูซีฟจะต้องลงไปขำชักดิ้นชักงอกับพื้นแน่เขาไม่มีอะไรต้อนรับนอกจากน้ำเปล่าอุ่นๆ
เื่ไม่ดีอะไรกัน ใส่ร้ายเขาชัดๆ
“เื่สัญญายกร้านให้เขาจะเตรียมให้พร้อมในวันพรุ่งนี้ลงชื่อเป็น้องชายของเ้า” ผู้วิเศษในร่างิญญากล่าวออกมาในที่สุดลูซีฟกะพริบตาครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วยิ้มตอบ
“ใส่เป็ชื่อผมดีกว่า ถ้าใส่ชื่อน้องชายมันจะดูมีพิรุธเกินไปตอนเรียกน้องชายมาเซ็นเอกสารรับรองเมื่อใส่ชื่อผมไว้แล้วผมตายทรัพย์สินจะถูกโอนไปให้น้องชายโดยปริยาย ผมจะจ้างทนายไว้และเขียนพินัยกรรมด้วยร้านจะได้เป็ของมาร์ชได้อย่างถูกต้อง ไม่ถูกยึดทรัพย์จากกลุ่มคนไหนแม้แต่ตำรวจ”
“คิดรอบคอบและตอบกลับได้รวดเร็วราวกับเตรียมการไว้รออยู่แล้ว”เฮนรี่เอ่ยอย่างจับผิด
“ไม่ได้เตรียมการไว้ เรียกว่าฉลาดและระมัดระวังจะดีกว่ายังไงเราก็แค่คู่ค้านะไม่ใช่เพื่อน ต้องให้น้ำอีกกี่ครั้งถึงจะเข้าใจเนี่ย” ต่อให้เป็เพื่อนเขาก็ยังคงระมัดระวังอยู่ดีมันจึงไม่เกี่ยวกับว่าจะเป็ใครที่ต้องพูดตกลงกับลูซีฟ
“ได้ ทุกอย่างจะเป็ไปตามนั้น หวังว่าทางเ้าเองก็จะรักษาคำพูดไม่หนีไปหรือคดโกงพวกเรา”
“ด้วยความสัตย์จริงไม่มีความจำเป็ที่จะต้องหนีหรือคดโกงแม้แต่น้อย เพราะการแลกเปลี่ยนนี้ค่อนข้างคุ้มค่าสำหรับผม”ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ ในหูได้ยินเสียงเข็มนาฬิกาขยับ เขาเลิกคิ้วเล็กน้อยแล้วมองนาฬิกาพกโบราณสีเงินนั่นอย่างประหลาด
ทำไมอยู่ๆ ก็ได้ยินเสียงขึ้นมาล่ะเนี่ย
“ดีมาก พรุ่งนี้เวลาเดิมพวกเราจะมาที่นี่แต่จำไว้ว่าเื่นี้เป็ความลับของพวกเรา ห้ามบอกกับคนอื่นเด็ดขาด”
“เข้าใจแล้ว” ลูซีฟพยักหน้าและก็แอบไขว้นิ้วข้างหลังเช่นเคย
แต่แล้วก็เห็นเป็ละอองแสงสีเหลืองลอยมาทางเขา เป็แสงคนละแบบกับที่ข้อมือของเขาตอนเซ็นสัญญารักษาความลับแต่เขาคิดว่ามันให้ความรู้สึกเหมือนกัน
ทางนั้นเองก็ไม่เชื่อในคำพูดปากเปล่าของเขาสินะ
ถือว่าเท่าเทียม...?
จนกระทั่งเฮนรี่แกะแผ่นโลหะแล้วะโออกจากหน้าต่างไปแล้วลูซีฟจึ่งเดินมาหยุดที่หน้ากรอบหน้าต่าง เลิกคิ้วประหลาดใจ พลังพิเศษสีเหลืองนั้นก็ลอยออกจากตัวเขาไปก่อรูปเป็โบว์อย่างสวยงามที่มุกหน้าต่าง
นี่ไม่ใช่ฝีมือเขาควบคุมแน่ๆ เขาไม่มีพลังประเภทิญญา
“...แซม ฝีมือนายงั้นเหรอ?”
‘ไม่ใช่ นาฬิกานั่นต่างหาก’
เสียงของแซมตอบกลับมาทันทีทั้งยังนำความประหลาดใจมาให้เขาด้วย
“เป็วัตถุวิเศษที่ช่วยปัดป้องพลังพิเศษอื่นงั้นเหรอ”
‘สรรพคุณมันไม่ได้มีแค่นั้นหรอกน่า เออ คิดซะว่ามันคือระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันนะเพราะงั้นต้องพกติดตัวตลอดล่ะลูซ’
“...”
ระบบความปลอดภัยเชิงป้องกัน (Active Safety) นี่เป็ระบบลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุของรถยนต์ไม่ใช่เรอะ
แล้วไม่ใช่มีระบบคู่เป็ระบบความปลอดภัยเชิงแก้ไข (Passive Safety) ด้วยหรอกนะ ไม่อย่างนั้นมันจะเป็อะไหล่รถยนต์แทนวัตถุวิเศษแล้ว
ลูซีฟคิดอย่างขบขัน ก่อนจะปิดหน้าต่างลงเงียบๆคืนนี้เื่ที่้าบรรลุแล้ว ส่วนพรุ่งนี้ก็ยังมีเื่ที่เขาจะต้องทำอีกจดหมายก็เขียนพร้อมแล้วขาดแค่ให้ใครสักคนเอาไปส่ง
โอ้ พรุ่งนี้คงได้เวลาไปมหาวิทยาลัยแล้วสินะเขาหยุดมาสามวันเต็มแล้ว อาจารย์จะต้องคิดถึงนักศึกษาที่แสนฉลาดอย่างเขาแน่ๆ เลย
วันรุ่งขึ้นลูซีฟและมาร์ชออกไปโรงเรียนและมหาวิทยาลัยกันแต่เช้าท่าทางปกติเหมือนเมื่อคืนนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ลูซีฟถูกถามไถ่ด้วยความเป็ห่วงจากเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยและเพื่อนร่วมห้องเพราะเกิดเื่แล้วไม่มีใครรู้ มีเพียงได้อ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์เท่านั้นเองด้วยความมนุษย์สัมพันธ์อันดีของเ้าของร่างเดิมทำให้ลูซีฟปวดหัวกับการตอบคำถามมาก
คำถามแบบเดิมแต่มาจากหลายคนแต่คนตอบคือคนเดียวเขาจึงต้องราวกับเครื่องตอบรับอัตโนมัติไปตลอดทาง
อีวาน ลอเรนก็เข้ามาทักเขาด้วย แต่ถามไถ่ไปสองประโยคก็กลับเข้าเื่บันทึกของดาเรียนอากัสที่ยังคงถูกยึดไว้บ้านของเขา
“บันทึกนั่นจะได้คืนเมื่อไรหรือลูซีฟ นี่เก็บไว้กว่าหนึ่งสัปดาห์แล้วนะ”อีวานถอนหายใจอย่างน่าสงสาร “นั่นเป็สมบัติที่ฉันใช้เงินซื้อไปไม่น้อยเลยถ้าถูกยึดไว้ตลอดโดยไม่ได้อ่านตีความสักประโยคฉันคงเสียใจจนตาย”
“ต้องรอจนกว่าคดีจะจบนั่นแหละอีวาน ผมเองก็บอกไม่ได้แต่ถ้าผมเจอคุณตำรวจก็จะขอมันคืนให้ดีไหม ยังไงมันก็ไม่น่าจะเกี่ยวกับคดีอยู่แล้ว”
“จริงเหรอ นายจะขอคืนให้จริงๆ ใช่ไหม”
“อื้ม ถ้าขอคืนได้แล้วผมจะเอาไปส่งให้นายเอง”
“ขอบใจนะเพื่อน” อีวานยิ้มกว้าง “ว่าแต่นายได้อ่านมันไปบ้างหรือยัง?”
“อ่านไปบ้างแล้ว แต่ต้องใช้หนังสืออื่น่อ้างอิงด้วยถึงจะเข้าใจผมเลยไม่ได้อ่านต่อ”
“อย่างนั้นเอง” อีวานพยักหน้าอย่างเข้าใจพวกเขาเหล่านักศึกษาถึงจะพอมีเวลาบ้างแต่ก็ไม่มากมายนักยิ่ง่ใกล้เรียบจบด้วยแล้วก็คงไม่มีเวลาว่างไปให้กับเื่อื่นนัก
ลูซีฟยังคุยกับอังเครและแคลร์ด้วยเป็การขอบคุณที่มาเยี่ยมเยือน จนกระทั่งไปคุยกับอาจารย์เพื่อขอโทษสำหรับการไม่เข้าเรียนใน่สามวันนี้ซึ่งเป็ที่เข้าใจได้ไม่ถูกว่ากล่าวใดๆ เพราะเป็เหตุสุดวิสัยหลังเลิกเรียนก็ติดต่อทนายสำหรับการเขียนพินัยกรรม ซึ่งเป็แค่การคุยคร่าวๆ เท่านั้น
วันนี้ลูซีฟมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนมากมายจนน่าปวดหัวหากมีคนจับตาดูเขาว่าจะส่งข่าวอะไรออกไปให้ใครบ้างใน่เวลาที่อยู่มหาวิทยาลัยนับว่าเป็การกระทำที่ผิดพลาดมาก
เพราะเขาจะต้องแบ่งกำลังคนออกไปจับตามอง ซึ่งเป็คนนับสิบที่แยกกันไปคนละทิศทางหรือต่อให้ฉลาดจับจ้องเฉพาะคนที่สนิทสนมด้วยจริงๆพวกเขาก็ไม่รู้ว่าลูซีฟส่งข่าวออกไปได้ยังไง
ความจริงคือเขาไม่ได้ส่งแต่วางจดหมายไว้ที่ช่องว่างใต้ประตูแล้วเป่านกหวีดครั้งหนึ่ง ก่อนออกจากบ้านก็แขวนนกหวีดเอาไว้ ถ้าตำรวจที่มาไม่โง่จนเกินไปก็จะต้องเห็นจดหมาย
ยังไงการจับตาดูเขาก็คือการเดินตาม ไม่ได้อยู่เฝ้าสถานที่เสียหน่อยและบ้านของเขาพวกนั้นก็เคยเข้าไปแล้วคงไม่พบอะไร แค่เขาออกห่างจากที่ที่มีจดหมายแล้วรอให้คนมารับก็เท่ากับส่งจดหมายแล้ว
เมื่อหลับจากมหาวิทยาลัยมาตรวจสอบ จดหมายก็หายไปแล้วเหลือไว้เพียงนกหวีดที่ยังแขวนอยู่ที่เดิมลูซีฟยกยิ้มขึ้นอย่างพอใจก่อนจะเปิดประตูเข้าบ้าน ทำกิจวัตรเหมือนทุกวัน
เมื่อยามราตรีกาลมาเยือน แขกผู้ร่ำรวยก็มาถึง และยังคงเข้าทางหน้าต่างเช่นเคย
“นี่เป็เอกสารของนาย” เฮนรี่ยังคงเป็ผู้มาเจรจาแต่ครั้งนี้ไม่ได้พกผู้วิเศษสื่อิญญามาด้วย
ลูซีฟหยิบมาอ่านอย่างละเอียด ความเร็วในการอ่านของเขาสูงมากเพียงไม่นานก็วางเอกสารลงแล้วเซ็นลงไปอย่างไม่ลังเล
“อ่านจบแล้วเหรอ?” เฮนรี่ถามอย่างสงสัย เอกสารสิบกว่าแผ่นเขาอ่านจบในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงได้อย่างไร
“ครับ ทุกอย่างถูกต้องครบถ้วนดี ไม่มีอะไรต้องแก้ไข” ต้องถือว่าทางฝ่ายคนร้ายซื่อสัตย์อยู่บ้างเอกสารไม่มีการเล่นลูกไม้ใดๆ เลย เพียงแค่เซ็นชื่อเท่านั้นกรรมสิทธิ์ในร้านก็เป็ของเขาอย่างถูกต้องมูลค่าซื้อขายที่ระบุก็ไม่มี เป็การให้เปล่าอย่างแท้จริง
ก็ไม่ได้ให้เปล่า แต่แลกด้วยชีวิตเขานี่นะ
“แล้วจะให้ผมเดินเข้าพิธีกรรมเมื่อไรครับ ผมพร้อมแล้ว”ลูซีฟเก็บเอกสารอย่างระมัดระวังโดยไม่ได้มองหน้าของคนยื่นเอกสารสักนิด
“วันพรุ่งนี้พวกเราจะมารับ ในวันพรุ่งนี้เช้านายต้องช่วยพวกเราอย่างหนึ่ง”
“อะไรครับ?”
“ส่งข่าวให้ตำรวจ หลอกล่อพวกมันไปอีกทางในระหว่างทำพิธี”เฮนรี่ยืนจดหมายมาให้ “ถ้าพิธีไม่สำเร็จสัญญาฉบับนั้นจะถูกทำลายในทันที เข้าใจใช่ไหม”
“เข้าใจแล้ว ผมจะส่งจดหมายให้สำเร็จแน่นอน” ลูซีฟรับจดหมายมามันไม่ได้ถูกปิดผนึกเอาไว้“ไม่ได้ปิดผนึก แสดงว่าผมอ่านได้งั้นเหรอ”
“ใช่ มันไม่ถือเป็ความลับสำหรับนาย”
“อย่างนี้เอง”
เพราะสถานที่ที่ระบุไว้ในจดหมายน่าจะอยู่ในทิศทางตรงกันข้ามกับสถานที่จัดพิธีกรรมสุดท้ายและเขาก็ไม่รู้สถานที่จัดพิธีกรรมจึงบอกอะไรไม่ได้หากแผนผิดพลาดก็ยังทำลายสัญญาได้ด้วยพลังที่แนบมากับเอกสารโอนกรรมสิทธิ์
ก็แยบยลดี... แต่น่าเสียดายที่เขามีนาฬิกาพกอยู่ด้วยเพียงแค่เสียงเข็มนาฬิกาดังขึ้น พลังที่อยู่กับเอกสารก็ไปผูกไว้กับหน้าต่างแล้ว
เป็พลังประเภทเวทมนต์ที่แนบมากับเอกสาร คงจะเผาทำลายจากระยะไกล
เอาเถอะ แค่ดำเนินแผนต่อก็พอ
“แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะ คุณลูกค้า” ลูซีฟโบกมือให้กับเฮนรี่ที่กำลังจะะโออกหน้าต่างไปสีหน้าท่าทางสุดระรื่นนั่นช่างน่าสงสัยและแปลกประหลาดแต่เขายังคงบอกไม่ได้ว่ามันแปลกที่ตรงไหน
ยังคงจับทิศทางของแผนการไม่ได้เลยสักนิดเขารู้เพียงว่าทุกอย่างมันง่ายดายเกินไป
ง่ายดายราวกับมีคนขีดเส้นไว้ให้พวกเขาเดิน