ถูกจับได้ว่าแอบมองไม่เพียงไม่ถูกด่า แต่ยังได้ลิ้มชิมรสอาหาร นี่คือสิ่งที่เยาเม่ยไม่กล้าฝัน
สวีหว่านหนิงเห็นเธอทั้งกลัวทั้งอยากเข้ามาจึงคีบเนื้อจากในหม้อขึ้นมาหลอกล่อ
เยาเม่ยกลืนน้ำลายก่อนจะเดินเข้าไปหาอย่างระมัดระวัง แล้วเงยศีรษะขึ้นมองสวีหว่านหนิงอย่างน่าเอ็นดู
สวีหว่านหนิงเอาเนื้อไก่ที่เป่าจนหายร้อนแล้วใส่เข้าปากเยาเม่ยเยาเม่ยค่อยๆ เคี้ยวอยู่นานก่อนจะกลืนลงไปเธอไม่ได้กินเนื้อที่อร่อยขนาดนี้มานานมากแล้ว!
สวีหว่านหนิงโน้มเอวลงไปหยิกแก้มเยาเม่ยพลางบ่นร่างเดิมในใจว่า เด็กน้อยหน้าตาน่ารักขนาดนี้ยังทรมานได้ลงคอ
“อร่อยไหม”
เยาเม่ยพยักหน้าหลายครั้งดวงตากลมโตมองเนื้อในหม้ออย่างหิวโหย
“แม่จะทำแป้งทอดมาให้แป้งสุกเมื่อไร แม่จะให้เยาเม่ยกินให้หนำใจ”
เยาเม่ยนั่งลงข้างเตาไฟเพื่อช่วยพัดฟืนให้สวีหว่านหนิง
สวีหว่านหนิงแปะแผ่นแป้งข้าวโพดลงไปที่ขอบกระทะมุมปากยกยิ้ม ลูกสาวถูกเธอซื้อใจสำเร็จแล้ว หลังอาหารมื้อนี้อีกสองคนที่เหลือก็คงเริ่มยอมรับในตัวเธอด้วยเช่นกันถึงอย่างไรก็ไม่เคยมีใครปฏิเสธฝีมือการทำอาหารของเธอได้
กลิ่นหอมหวานของแป้งทอดและไก่ตุ๋นขิงอบอวลไปทั่วบ้านแม้แต่เพื่อนบ้านซ้ายขวาก็อดท้องร้องไม่ได้ บ้านไหนตุ๋นเนื้อได้หอมขนาดนี้
จือชิง [1] ที่เดินผ่านบ้านของสวีหว่านหนิงหยอกเย้ากู้จวิ้นว่าเขาคงจะลาภปากอีกแล้ว
กู้จวิ้นไม่พอใจนักทว่ายังทำหน้าภาคภูมิใจระคนดูแคลนผู้หญิงโง่เง่าคนนั้นบอกว่าจะขายลูกเพื่อเอาเงินมาให้เขา แต่กลับเปลี่ยนใจกะทันหันคงกลัวว่าเขาจะโกรธถึงได้ทำอาหารเพื่อเอาใจ
อาหารเขารับไว้ได้แต่เขาไม่มีทางยอมคืนดีกับเธอ กู้จวิ้นคิดอย่างย่ามใจสวีหว่านหนิงชาติกำเนิดดีแล้วอย่างไร สุดท้ายก็หลงรักเขาหัวปักหัวปำ ถูกเขาปั่นหัวจนกลายเป็ลูกไก่ในกำมือ
หลังกลับมาที่หน่วยจือชิงกู้จวิ้นไม่ได้ไปตักอาหาร เขารอสวีหว่านหนิงเอาอาหารมาให้อย่างใจจดใจจ่อ แต่หารู้ไม่ว่าสวีหว่านหนิงยกไก่ตุ๋นขึ้นโต๊ะอาหารที่บ้านแล้ว
เนื้อไก่ตุ๋นมันฝรั่งหอมกรุ่นอัดแน่นอยู่เต็มชามใหญ่กลิ่นหอมฟุ้งเตะจมูกจนทำให้คนน้ำลายไหล
แป้งข้าวโพดทอดแผ่นบางกว่าทุกครั้งสีเหลืองทองกรอบอร่อย
สวีหว่านหนิงมั่นใจในฝีมือการทำอาหารของตัวเองเสมอมาเธอมองสามคนที่นั่งล้อมโต๊ะอาหารอย่างภาคภูมิใจ แต่ก็ต้องแปลกใจเมื่อไม่มีใครขยับตะเกียบสักคน
“แม่จ๋าหนูกินได้จริงๆ เหรอจ๊ะ”
เยาเม่ยเอียงศีรษะถามเธอแววตาที่ดูหวาดระแวงของหนูน้อยทำเอาสวีหว่านหนิงปวดใจ ร่างเดิมโหดร้ายเหลือเกิน เด็กน้อยทั้งสองถึงได้แตกสลายขนาดนี้
ชาติก่อนสวีหว่านหนิงงานยุ่งมาก เธอขึ้นเครื่องบินเดินทางั้แ่เหนือจรดใต้แทบไม่มีเวลาคิดเื่ส่วนตัว เธอเป็คนรักเด็กแต่ครองโสดมาั้แ่เกิดและกลัวเจ็บมากตอนนี้จึงเป็โอกาสอันดีที่จะได้เป็แม่คนโดยไม่ต้องเจ็บตัว
ในเมื่อมาเยือนที่นี่แล้วก็ควรอยู่อย่างเป็สุขไม่ว่าอย่างไร เธอก็จะเลี้ยงดูเด็กทั้งสองคนให้เติบใหญ่อย่างดี
สวีหว่านหนิงลูบศีรษะเยาเม่ยด้วยความสงสารก่อนจะคีบน่องไก่ที่ฉ่ำไปด้วยน้ำซอสลงไปในถ้วยของเด็กหญิง
“วันหลังแม่จะทำของอร่อยให้หนูกินทุกวันเลย!”
เยาเม่ยยิ้มหวานเธอหยิบตะเกียบเตรียมกิน แต่กลับถูกต้าชุนห้ามไว้
“เด็กโง่เธอบอกให้กินก็กินงั้นเหรอ ไม่กลัวถูกวางยาหรือไง!”
ต้าชุนมองสวีหว่านหนิงอย่างหวาดระแวงก่อนหน้านี้เขาได้ยินว่า ผู้หญิงคนนี้ไปขอยาที่ทำให้นอนหลับกับหมอเท้าเปล่า [2] ประจำหมู่บ้าน
เมื่อครู่เขากับเยาเม่ยร้องไห้โวยวายจึงไม่สะดวกนำไปขายไม่แน่เธออาจจะอยากทำให้พวกเขาหมดสติก่อนแล้วค่อยเอาไปขายทีหลัง
แม่หลินวางตะเกียบก่อนจะหยิบเงินสามหยวนจากกระเป๋ายัดใส่มือสวีหว่านหนิง พลางถอนหายใจหลายครั้ง
“แม่ไม่ขอสิ่งอื่นใดและไม่สนว่าเธอจะทำอะไรนอกบ้าน ขอแค่อย่าแตะต้องเด็กสองคนนี้ก็พอเธอเป็คนคลอดพวกเขาออกมานะ และพวกเขาก็ยังเรียกเธอว่าแม่”
สวีหว่านหนิงอยากจะร้องไห้พลางกรีดร้องในใจว่าช่วยด้วยต้องโทษร่างเดิมที่กระทำความชั่วเสียจนระดับความน่าเชื่อถือกลายเป็ศูนย์!
เธอจะต้องพิสูจน์ตัวเอง!
สวีหว่านหนิงคีบเนื้อไก่ใส่เข้าปากรสชาติเข้มข้นหอมฟุ้งกระจายไปทั่วปาก เนื้อไก่นุ่มละมุนอร่อยเสียจนอยากจะกลืนลิ้นตัวเองเข้าไปด้วย
หลังกินเสร็จสวีหว่านหนิงก็คีบน่องไก่อีกข้างให้กับต้าชุนจากนั้นก็เลาะอกไก่ที่ตุ๋นจนเปื่อยให้กับแม่หลิน
แม่หลินอายุเกือบหกสิบปีแล้วควรระวังเื่อาหารการกิน การกินหนังไก่ไม่ดีต่อสุขภาพ
แม่หลินทั้งตกตะลึงและมึนงงพลางมองลูกสะใภ้ที่แต่งเข้าตระกูลมาได้ห้าปีแต่พูดคุยกับเธอแทบนับคำได้ อีกฝ่ายคีบอาหารให้เธอแบบนี้หรือจะกลับตัวกลับใจแล้วจริงๆ?
ต้าชุนเองก็ตกตะลึงนี่เป็ครั้งแรกที่สวีหว่านหนิงคีบอาหารให้เขา
ผู้หญิงในหมู่บ้านมีใครบ้างไม่รักลูกชาย์รู้ดีว่าเขาอิจฉาเด็กชายคนอื่นมากเพียงใด...
เยาเม่ยเห็นต้าชุนนั่งเหม่อจึงรีบหยิบตะเกียบขึ้นมาส่งไก่ครึ่งน่องเข้าปากเธอกินจนปากมันเยิ้ม และสุดท้ายก็ใช้มือหยิบน่องไก่ขึ้นมาแทะ
“อร่อยมากคุณย่า พี่ชาย รีบกินสิจ๊ะ ฉันไม่เคยกินไก่ที่อร่อยขนาดนี้มาก่อนเลย!”
เยาเม่ยกินเนื้อไก่สลับกับแป้งทอดดวงตาคู่นั้นเปล่งประกายเต็มไปด้วยความอิ่มเอมใจ
เธอไม่รู้เลยว่าแม่ทำอาหารเก่งขนาดนี้แม้กระทั่งแป้งข้าวโพดทอดก็หอม กรอบ อร่อยเหลือเกิน
สวีหว่านหนิงเห็นแม่หลินกับต้าชุนยังไม่ยอมกินจึงวางตะเกียบลงเธอกระแอมให้คอโล่งเล็กน้อย แล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “แม่ต้าชุน ฉันรู้ว่าเมื่อก่อนฉันทำตัวไม่ดีและทำให้พวกแม่เสียใจได้โปรดให้โอกาสฉันอีกครั้ง แล้วคอยดูการกระทำต่อจากนี้ของฉันด้วยเถอะค่ะ”
คำพูดประกาศความมุ่งมั่นแบบฉบับคนยุค60-70 ทำเอาสวีหว่านหนิงรู้สึกปวดฟันไปหมด
สายตาของแม่หลินมีประกายขึ้นมาวูบหนึ่ง“อาหนิง คิดได้แล้วก็ดี เธอคลอดลูกชายและลูกสาวให้กับสกุลหลินไม่ว่าอย่างไร แม่ก็จะทำดีกับเธอ”
พูดจบแม่หลินก็คีบเนื้อไก่เปื่อยนุ่มส่งเข้าปากมันนุ่มจนแทบละลายในปากทันทีเธออายุปูนนี้แล้วแต่ไม่เคยกินอาหารที่อร่อยขนาดนี้มาก่อน
นึกไม่ถึงว่าลูกสะใภ้ของเธอจะทำอาหารเก่งเช่นนี้แม้แต่แป้งข้าวโพดทอดก็ทำอร่อยกว่าใครหลายคน!
หลังมื้ออาหารเด็กสองคนกินอาหารกันจนท้องป่อง ใบหน้าซีดเหลืองของแม่หลินเริ่มมีเืฝาดขึ้นมาบ้าง
ในน้ำแกงที่ใช้ตุ๋นไก่สวีหว่านหนิงใส่ตั่งเซิน [3]หวงฉี [4] และเก๋ากี้ ซึ่งล้วนเป็สมุนไพรบำรุงร่างกายทั้งสิ้น เธอเป็เชฟซึ่งเคยจัดงานเลี้ยงระดับประเทศการปรุงอาหารตำรับยาถือเป็เื่เล็กมาก
สวีหว่านหนิงเก็บชามและตะเกียบพลางคิดถึงรายละเอียดในนิยาย
พระเอกจะต้องคู่กับนางเอกอย่างแน่นอนเธอเป็แค่ตัวประกอบ ช้าเร็วก็จะต้องหย่าร้างกับพระเอก เธอไม่สนใจผู้ชายแต่เด็กสองคนนี้จะต้องเป็ของเธอ
ตามความคืบหน้าของเนื้อเื่พระเอกจะได้เลื่อนตำแหน่งในกองทัพอย่างราบรื่น ทั้งยังแต่งงานตอนเป็ข้าราชการทหารฟ้าดินย่อมเข้าข้างฝั่งพระเอกอยู่แล้ว
ขณะที่เธอนั้นเป็แค่จือชิงที่ถูกส่งมายังชนบทไม่มีงานทำและไม่มีรายได้ ศาลย่อมไม่มอบสิทธิ์การเลี้ยงดูบุตรให้กับเธอ
ตอนนี้คือปี 1977 หลังตรุษจีนจะมีประกาศการนำระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัยกลับมาใช้อีกครั้งคนสอบเข้ามีจำนวนมหาศาล แต่คนสอบผ่านมีแค่หยิบมือนักศึกษามหาวิทยาลัยยุคนี้หายากและมีค่ายิ่งกว่าคนจบปริญญาเอกในยุคสมัยของเธอเสียอีก
เพื่อ่ชิงสิทธิ์การเลี้ยงดูบุตรเพื่อมอบคุณภาพชีวิตและสภาพแวดล้อมทางการศึกษาที่ดีกว่านี้ให้กับลูกเธอจะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อกลับเข้าไปใช้ชีวิตในเมืองให้ได้!
ในเมื่อตัดสินใจแล้วก็ควรรีบลงมือทำหลังเก็บถ้วยชามเสร็จ สวีหว่านหนิงก็ตักเนื้อใส่ชามและหยิบแผ่นแป้งหลายแผ่นใส่ลงตะกร้าก่อนจะมุ่งหน้าไปยังหน่วยจือชิง
ในบ้านต้าชุนจับตาดูความเคลื่อนไหวของเธอตลอดเวลา เขาเบ้ปากจนปากคว่ำ
“ย่าเธอออกไปหาผู้ชายคนนั้นอีกแล้ว!”
“ห้ามพูดถึงแม่แบบนั้น!”
แม่หลินมองแผ่นหลังของลูกสะใภ้ที่เดินห่างออกไปเรื่อยๆแล้วถอนหายใจ
“เธอแย่แค่ไหนก็เป็แม่ของหลานคนอื่นด่าเธอได้ แต่หลานทำไม่ได้”
เธอนึกว่าลูกสะใภ้จะกลับตัวกลับใจและหันมาใช้ชีวิตตามครรลองจริงๆ แล้วเสียอีก เฮ้อ...
[1]หมายถึง คนหนุ่มสาวที่มีความรู้หรือมีการศึกษาสูงและถูกส่งมาใช้ชีวิตยังชนบทใน่ปฏิวัติวัฒนธรรม
[2]หมายถึง เกษตรกรที่ได้รับการฝึกวิชาการแพทย์พื้นฐานและทำงานในหมู่บ้านชนบทในประเทศจีน
[3]พืนสมุนไพรชนิดหนึ่งช่วยบำรุงชี่ของม้ามและกระเพาะอาหาร
[4]พืชสมุนไพรขนิดหนึ่งช่วยบำรุงชี่ระงับเหงื่อ ขับปัสสาวะลดอาการบวม ทำให้ชี่ไหลเวียน ระงับปวด ช่วยรักษาาแและสร้างเนื้อเยื่อ