ภายในห้องโถงตอนนี้เหลือเพียงคนสี่คน คือ กังหยางที่ยังนั่งบนเก้าอี้ผู้นำตระกูล ฟางเหม่ยผู้เป็ภรรยา เยี่ยนฟางผู้เป็บุตรสาวและกังหลง กังหยางเข้าใจความเด็ดเดี่ยวและมุ่งมั่นของกังหลงเป็อย่างดีเขาได้กล่าวขึ้นด้วยความรักและเมตตาว่า
"หลงเอ๋อร์ พ่อเข้าใจลูก หากลูกอยากเข้าร่วมการแข่งขันพ่อจะให้โอกาสเ้า แต่เ้าอย่าได้ฝืนตัวเองจนกลายเป็ทำร้ายตัวเองไป ถึงเ้าจะเก่งกาจหรืออ่อนด้อย พ่อก็ยังรักลูกไม่เปลี่ยนแปลง หากเ้าไม่พร้อมไม่ร่วมการแข่งขันพ่อก็ไม่ตำหนิเ้า"
"หลงเอ๋อร์ ฟังพ่อเ้านะลูก แม่ไม่อยากเห็นเ้าาเ็ ให้น้องสาวเ้าเข้าร่วมการแข่งขันระดับเมืองคนเดียวก็พอนะลูก"
ฟางเหม่ยกล่าวด้วยความห่วงใย
"พี่กังหลง พี่เชื่อท่านพ่อท่านแม่เถิดนะ ข้าจะเป็ตัวแทนเข้าร่วมการแข่งขันระดับเมืองเอง ข้าไม่อยากเห็นพี่เป็อะไรไป"
เยี่ยนฟางกล่าวพร้อมทั้งน้ำตา ทุกครั้งที่เห็นพี่ชายาเ็กลับมานางจะปวดร้าวในใจเป็ยิ่งนัก ได้ฟังดังนั้นเฟยหลงก็ลุกขึ้นกล่าวด้วยสายตาที่จริงจังแน่วแน่
"ข้ารู้ว่าทุกคนเป็ห่วงข้า แต่ท่านพ่อ ท่านแม่ เยี่ยนฟาง ข้าไม่อยากให้ทุกคนต้องมาคอยปกป้องข้าตลอดไป ข้าเป็ลูกผู้ชาย ข้าจะต้องยืนหยัดด้วยตัวข้าเอง ข้าจะไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา "
" ข้าไม่อยากเป็ขยะที่โดนผู้คนเหยียดหยามอีก..!!"
"แม้ชีพจรข้าจะโดนผนึกข้าจะต้องหาวิธีแก้ไขให้จงได้ "
"ข้าอยากรู้ว่าเหตุใดชีพจรของข้าถึงโดนผนึก "
"ข้าอยากรู้ว่าแท้จริงข้าเป็ใคร "
"ข้าอยากรู้ว่าพ่อแม่ที่แท้จริงของข้าเป็ใคร เหตุใดถึงได้ทิ้งข้าไป "
"และที่สำคัญ ข้าไม่อยากให้ท่านพ่อต้องสูญเสียตำแหน่งผู้นำตระกูล ข้ารู้ท่านพ่อภูมิใจในตำแหน่งผู้นำตระกูลขนาดไหน ขอให้ท่านพ่อท่านแม่ได้ให้โอกาสข้าพิสูจน์ตัวเองด้วยเถอะ"
ยิ่งกล่าวยิ่งอัดอั้นจนดวงตาเริ่มแดงก่ำ หลังจากกังหลงกล่าวหลายประโยคออกมาทั้งน้ำตาเสร็จสิ้นแล้วจึงเดินออกจากห้องไปอย่างอ้างว้าง
ทุกคนต่างตกตะลึงเมื่อได้ยินที่กังหลงกล่าวออกมา
"ท่านพี่ หลงเอ๋อร์รู้เื่ชาติกำเนิดนี้ได้อย่างไร ท่านพี่เป็คนบอกลูกใช่หรือไม่"
ฟางเหม่ยใจนหน้าซีดกล่าวถาม
"อาา.. ท่านพ่อท่านแม่ พวกท่านหมายความว่าอย่างไรกัน ทำไมพี่กังหลงถึงพูดแบบนั้น แล้วที่ท่านแม่พูดเมื่อกี้หมายความว่าอย่างไร ชาติกำเนิดพี่กังหลง หรือพี่กังหลงไม่ใช่ลูกของท่าน ข้าไม่เข้าใจ"
เยี่ยนฟางละล่ำละลักถามออกมาอย่างใในสิ่งที่ได้ยิน
"เห้อ..!! สงสัยหลงเอ๋อร์จะบังเอิญได้ยินตอนข้าพูดปรึกษากับท่านเมื่อวันก่อนว่า อย่างไรหลงเอ๋อร์ก็โตแล้วสมควรจะรับรู้ชาติกำเนิดตัวเองหรือไม่ เพราะวันนั้นข้าบังเอิญไปเปิดกล่องที่บรรจุผ้าสีทองที่เคยห่อตัวหลงเอ๋อร์ตอนเจอครั้งแรกที่เขียน คำว่าหลงด้วยโลหิต ไม่รู้ว่ามีบุญคุณความแค้นอะไร แต่ผู้เป็บุตรควรแบกรับภาระนี้ เพราะข้าคิดเสมอว่า บิดามารดาแท้จริงของหลงเอ๋อร์ต้องมีเหตุจำเป็ที่สำคัญอย่างที่สุด หาไม่คงไม่อาจตัดใจทิ้งทารกที่น่ารักเช่นหลงเอ๋อร์ไว้เป็แน่แท้ ฮูหยินท่านคิดว่าข้าผิดหรือไม่"
"ท่านไม่ผิดหรอกท่านพี่ ถือกำเนิดเป็ชาวยุทธ บุญคุณความแค้นต้องแยกแยะให้กระจ่างชัด บุตรผู้กตัญญูย่อมต้องตอบแทนและแบกรับภาระทั้งปวงของบิดามารดาไว้ "
"ลูกเซียน คงถึงเวลาแล้วที่แม่จะบอกเล่าเื่พี่ชายเ้าให้เ้าได้ทราบ พี่หลงของเ้าได้ถูกพ่อของเ้าเก็บมาเลี้ยงเมื่อสิบห้าปีก่อน "
"ตอนนั้นพ่อกับแม่ของเ้าแต่งงานอยู่กินกันมาเกือบสิบปียังไม่มีบุตรให้เชยชม จึงเลี้ยงพี่ชายเ้าดุจบุตรในอุทร หลังจากนั้นถัดมาอีกปีกว่า ๆแม่จึงได้ตั้งท้องเ้าและกำเนิดเ้าออกมา "
"แต่ถึงแม้จะมีเ้าที่เป็บุตรในสายเื พ่อกับแม่ของเ้าก็ไม่เคยรักและห่วงใยในตัวพี่ชายเ้าลดลงแม้เพียงแต่น้อย"
"อา..พี่กังหลงไม่ใช่พี่ชายแท้ ๆ ของข้าไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของท่านพ่อและท่านแม่ พี่กังหลงคงเสียใจมาก ข้าเป็ห่วงพี่กังหลงท่านพ่อท่านแม่จะอนุญาตให้พี่กังหลงลงแข่งขันการคัดเลือกผู้นำตระกูลจริง ๆหรือไม่เ้าคะ ข้าไม่อยากให้เขาได้รับอันตราย"
"พี่ชายเ้าเป็คนดื้อรั้นมุ่งมั่น ไม่ยอมแพ้ต่อสิ่งใด หากเขาตัดสินใจแล้วเ้าคิดว่าเขาจะยอมถอนตัวหรือไม่ พวกเ้าเติบโตมาด้วยกันเ้าน่าจะรู้จักนิสัยของพี่เ้าดีกว่าพ่อพ่อคงทำได้แค่ให้โอกาสพี่เ้าทำในสิ่งที่ลูกผู้ชายควรจะทำ ส่วนผลออกมาเช่นไรพ่อไม่ตำหนิพี่ชายเ้า"
กังหยางกล่าวออกมาด้วยสีหน้าสงบ เมื่อได้ยินเช่นนั้นเยี่ยนฟางก็อับจนถ้อยคำที่จะกล่าว ทำได้เพียงมองด้วยสายตาที่ห่วงใยไปยังกังหลงที่กำลังเดินจากไป
"ปล่อยให้พี่ชายเ้าตัดสินใจด้วยตัวเขาเองหากเขาแข็งแกร่งพอเขาก็จะยืนหยัดและฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆไปจนได้แม่เพียงเป็ห่วงเื่ชีพจรของพี่ชายเ้าที่โดนผนึกไว้ทำให้พลังฝีมือของเขาไม่อาจก้าวล้ำไปกว่านี้ได้ จากที่ท่านหมอฮูโต๋บอกโอกาสที่ผนึกจะคลายออกเ้าก็ทราบว่ามีโอกาสน้อยนิดแค่ไหนหากไม่พบเจอผู้ที่มีพลังฝีมือระดับที่เท่ากับหรือเหนือกว่าผู้ที่ทำการผนึกชีพจรเป็คนช่วยคลายให้ก็เป็การยาก ซึ่งคนเ่าั้ต้องมีพลังระดับราชันย์จักรพรรดิ์ขึ้นไป และบุคคลเช่นนั้นจะมีอยู่จริงหรือไม่ก็ไม่อาจทราบได้ ส่วนอีกประการคือการได้กินเม็ดพลังของสัตว์อสูรระดับราชันย์จักรพรรดิ์จำนวนสามเม็ด ทั้งสองประการนี้มันเป็ความหวังที่ริบหรี่เสียเหลือเกิน"
"ไม่ต้องพูดถึงว่า สัตว์อสูรระดับนี้จะมีอยู่หรือไม่ซึ่งไม่อาจรู้ได้ และถ้าหากว่ามีสัตว์อสูรในระดับราชั้นย์จักรพรรดิ์อยู่จริง แล้วจะมีใครสามารถเข้าไปสังหารเพื่อแย่งเม็ดพลังของมันมาได้ทุกอย่างนี้ต้องฝากไว้กับวาสนาของกังหลงเท่านั้น"
ฟางเหม่ยกล่าว และทอดถอนใจออกมา
ส่วนกังหลงเมื่อจากมาก็รีบมุ่งกลับไปยังห้องของตนในทันที เขาไม่อยากอยู่กับกังหยางและฟางเหม่ยนานกลัวทั้งสองจะจับสังเกตุได้ถึงอาการบอบช้ำจากการโดนทำร้ายตอนออกไปหาสมุนไพรอันที่จริงเื่การาเ็บอบช้ำภายในของกังหลงนั้นเป็การกังวลเกินกว่าเหตุไปเท่านั้นเองเพราะจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็แค่การสร้างรอยขีดข่วนทางผิวกายเท่านั้นซึ่งเสื้อผ้าได้ปกปิดไว้มิดชิดจนมิมีใครสังเกตุได้
แต่ที่สำคัญคือตอนนี้เขาอยากรีบกลับไปดูว่ามีอะไรในถุงสีทองอีกบ้างที่เขายังไม่ได้ค้นดูหลังออกมาจากถ้ำลึกลับในเขตเทือกเขาเนตรอสูรซึ่งเป็เขตชั้นสามของเทือกเขาเนตรอสูรที่อยู่ไกล้เขตใจกลางของเทือกเขาอันเป็เขตป่าดึกดำบรรพ์ที่ไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้าไป..!!
เพราะก่อนนั้นเขตชั้นสามของเทือกเขาเนตรอสูรที่อยู่ไกล้เขตใจกลางของเทือกเขาอันเป็เขตป่าดึกดำบรรพ์ต่างเล่าขานบอกต่อ ๆ กันมาว่าเป็ที่อยู่ของสัตว์อสูรระดับสูงที่โหดร้ายและป่าเถื่อน..
............................................................................................................................
เทือกเขาเนตรอสูรถูกแบ่งเป็สี่ชั้นตามระดับพลังของสัตว์อสูรที่อาศัยอยู่ชั้นแรกเป็ชั้นนอกสุดที่ติดกับชายป่าและหมู่บ้านมีระยะทางกินพื้นที่เข้าไปประมาณหนึ่งลี้เป็เขตอาศัยของสัตว์อสูรระดับขุนพลขั้นหนึ่งถึงระดับครึ่งก้าวสู่ราชันย์
ชั้นที่สองมีระยะทางประมาณสองลี้เป็เขตอาศัยของสัตว์อสูรระดับราชันย์ระดับหนึ่งถึงระดับห้า
ส่วนชั้นที่สามกินพื้นที่ประมาณห้าลี้ เป็เขตใจกลางเทือกเขาเนตรอสูรและเป็ป่าดึกดำบรรพ์ที่เล่าลือว่าเป็เขตอาณาเขตของสัตว์อสูรั้แ่ระดับครึ่งก้าวสู่ราชชันย์จักรพรรดิ์
และชั้นที่สี่ซึ่งเป็เขตใจกลางของเทือกเขาเป็ผืนป่าดึกดำบรรพ์เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายดึกดำบรรพ์และเป็เขตอาศัยของสัตว์อสูรระดับราชชันย์จักรพรรดิ์ แต่ไม่เคยมีใครเคยเห็นสัตว์อสูรระดับราชชันย์จักรพรรดิ์มาก่อนเลย หรือจะป็นเพราะผู้ที่เคยพบเจออาจไม่มีโอกาสกลับมาบอกเล่าผู้อื่นก็เป็ได้
กังหลงนั้นเคยเข้าเขตเทือกเขาสัตว์อสูรเพื่อไปหาสมุนไพรหลายครั้งและแอบล่วงล้ำเข้าไปในเขตชั้นสองของเทือกเขาหลายครั้งโดยไม่ให้ใครรู้เพราะกลัวโดนตำหนิเนื่องจากกังหยางและฟางเหม่ยได้ห้ามไว้ไม่ให้ไปหาสมุนไพรเกินเขตชั้นหนึ่งของเทือกเขาเพราะกลัวจะเป็อันตรายเพราะสัตว์อสูรกังหลงชอบแอบล่วงล้ำเขาไปหาสมุนไพรในชั้นที่สองของเทือกเขาเพราะยิ่งเข้าไปลึกยิ่งเจอสมุนไพรที่หายากและมีค่า