ภายในวัดขนาดใหญ่แห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพฯชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ตามแบบลูกครึ่งยุโรปยืนสงบนิ่งอยู่ในฝั่งตรงกันข้ามกับสถานที่ฌาปนกิจสีหน้าเรียบเฉยกับดวงตาที่พุ่งมองไปตรงหน้าทำให้ใบหน้าหล่อดูน่าเกรงขามอีกทั้งสูทสากลสีดำบนร่างของเขาก็ยิ่งเสริมให้ดูลึกลับ มีอำนาจจนคนที่ยืนอยู่ใกล้ไม่กล้าเข้าไปรบกวนความคิดของเขาในขณะนี้
ดวงตาคมเข้มทอดมองกลุ่มควันที่กำลังพวยพุ่งขึ้นจากปากปล่องของเมรุเกือบ 20 ปี ที่เขาไม่ได้กลับมาเมืองไทยและก็ไม่เคยคิดจะกลับมาเยือนอีก หากไม่มีเหตุจำเป็เพราะไม่อยากอยู่ร่วมรับรู้ความสุขของผู้เป็พ่อ แต่เขาอยากอยู่ให้กำลังใจกับแม่ที่ต้องหอบหิ้วเขาพร้อมหัวใจบอบช้ำกลับไปอังกฤษถิ่นของบ้านเกิดแต่ที่ต้องกลับมาครั้งนี้ก็เพราะข่าวร้ายที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น
ในวันนั้นเด็กชายวัย7 ปีอย่างเขาไม่รู้อะไรมากไปกว่าไม่อยากให้แม่ร้องไห้เมื่อแม่บอกว่าให้เตรียมตัวไปอังกฤษ เขาก็ไปอย่างไม่โต้แย้ง และไม่ถามด้วยว่า ‘ทำไม’ หรือ ‘เพราะอะไร’ที่แม่ต้องทำอย่างนั้น และเมื่อโตพอจะรับรู้เื่ราวเขาก็เข้าใจว่าเพราะอะไร นั่นทำให้ยิ่งนึกรังเกียจครอบครัวใหม่ของพ่อเพราะสาเหตุที่ทำให้แม่บอบช้ำก็มาจากเธอคนนั้นคนที่ไร้ยางอายจนไม่มีอะไรจะเปรียบเทียบได้
แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปแม่ได้พบรักครั้งใหม่กับแด๊ดดี้ส่วนเด็กชายในวันวานก็เติบโตขึ้นเป็คนหนุ่มเต็มตัว เขาได้เห็นโลกมากขึ้นได้เรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตในแง่มุมต่างๆนั่นทำให้เขาแยกแยะออกได้ว่าสิ่งที่พ่อ้านั้นคืออะไรเหตุนั้นทำให้ความรังเกียจคนที่มาแทนที่แม่เริ่มจางลงที่เพิ่มขึ้นคือความเข้าใจในเพศรสที่ผู้ชายชื่นชอบเมื่อผู้หญิงตอบสนองได้อย่างถึงใจ ก็ยากที่ใครจะตัดได้
และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาข่าวที่เขารับรู้ผ่านญาติๆ ของพ่อก็คือ เธอคนนั้นดูแลพ่อเป็อย่างดีพ่อดูหนุ่มและหล่อขึ้นตามอายุ นั่นทำให้เขาเบาใจแม้จะไม่ได้สนิทสนมกันอย่างที่ควรจะเป็แต่ได้รับรู้ว่าพ่ออยู่อย่างมีความสุขก็พอแล้ว แต่ทั้งหมดนั้นไม่ใช่เลยเมื่อความจริงนั้นคือสิ่งที่เขามองเห็นอยู่ตรงหน้าต่างหาก
กลุ่มควันสีขาวที่เกิดจากเปลวไฟกำลังเผาไหม้ร่างของพ่อนั่นคือเื่จริงที่ปฏิเสธไม่ได้ อีกทั้งข่าวการตายของพ่อที่กระพือไปทั่วประเทศไทยและขจรไกลไปอีกฟากโลกก็ไม่อาจมีใครเปลี่ยนแปลงได้ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปอีกนานเท่าไร อีก 10 ปี 20 ปี หรืออีก 30 ปีโลกโซเชียลเน็ตเวิร์คที่ไวกว่าไฟลามทุ่งก็จะทำให้ข่าว...
‘หม่อมเ้าพงศกร วรเวชเดชากร ตายคาอกหม่อมเพราะใช้ไวอากร้าเกินขนาด’จะยังถูกพูดถึงไปตลอดกาล
“คุณชายครับเื่พินัยกรรมของท่าน”
ดวงตาคมเข้มของ ‘หม่อมราชวงศ์ธีรดนย์ วรเวชเดชากร’ มีแววกร้าวขึ้นเล็กน้อยก่อนจะปรับให้เป็ปกติดังเดิมเขาไม่ได้อยากฟังเื่พินัยกรรมในเวลานี้ เพราะร่างของพ่อยังเผาไม่หมดซะด้วยซ้ำแต่เพราะทนายวีระเดชนั้นเป็ทนายประจำตระกูลและเป็เพื่อนสนิทของพ่อเขาจึงไม่ควรแสดงกิริยาไม่เหมาะสมออกไปอีกทั้งฐานันดรที่แบกอยู่บนบ่าั้แ่เกิดก็สอนสั่งให้เขาเก็บอารมณ์
“ไว้คุยกันวันอื่นได้มั้ยครับคุณลุง”
ทนายวีระเดชชำเลืองมองใบหน้าเคร่งขรึมนึกเห็นใจคุณชายธีรดนย์ที่สุด เพราะคุณชายไม่ควรต้องมาพบเจอกับเื่ราวแบบนี้เลยเขารับรู้เื่ราวในวงศ์สกุลนี้เป็อย่างดีเพราะเป็ทนายประจำตระกูลและเป็เพื่อนร่วมเรียนหนังสือกับหม่อมเ้าพงศกรครั้งที่ท่านไปเรียนต่อปริญญาตรีที่อังกฤษ จนได้พบรักกับหม่อมคัทรียาจนถึงวันที่หม่อมเ้าพงศกร พาสาวงามจากบ้านป่ามาสู่วังไม่นานหลังจากนั้นหม่อมคัทรียาก็หอบคุณชายธีรดนย์บินลัดฟ้าจากไป
จากวันนั้นจนถึงวันนี้คุณชายธีรดนย์ได้กลับมาเยือนเมืองไทยในฐานะของทายาทวรเวชเดชากรก็คือวันที่ท่านสิ้นแล้ว และท่านก็จากไปอย่างไม่ปกติ คนเป็ลูกแม้จะไม่ได้ผูกพันกันสักเท่าไร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็ยากที่จะยอมรับได้โดยง่ายและจากสายตาคมเข้มที่พุ่งตรงไปยังศาลาด้านในก็ทำให้เขาเดาได้ว่าคุณชายธีรดนย์อยู่ในห้วงอารมณ์ใด
เพราะเธอคนนั้นนั่งหน้าเศร้าและถือผ้าเช็ดหน้าไว้ซับน้ำตาตลอดเวลาน้ำตาจะมีจริงไหมเขาไม่รู้รู้แต่ว่าภายใต้ใบหน้าสวยงามที่สวมแว่นตาดำบดบังไว้จนเกือบครึ่งหนึ่งของใบหน้านั้นเขาไม่อาจเห็นสายตาของเธอ บางทีเธออาจกำลังสมใจอยู่ก็ได้ใครจะรู้เพราะวันเปิดพินัยกรรมถูกกำหนดไว้แล้ว นั่นคือ หลังฌาปนกิจศพและตามดุลพินิจของทนายซึ่งนั่นคือตัวเขาเอง
“เขารีบเหรอครับ”ธีรดนย์ถามพลางหันมาสบสายตาทนายสูงวัย และสายตาที่ตอบกลับมาก็หมายความตามนั้น
“จะรอให้ศพไหม้หมดก่อนไม่ได้เชียวเหรอครับทำไมต้องรีบมากขนาดนั้นในเมื่อเขาก็เป็ภรรยาของท่านอย่างถูกต้องตามกฎหมายอยู่แล้ว ผมสิ คือคนที่ต้องรีบใช่ไหมครับคุณลุง”
น้ำเสียงราบเรียบเอ่ยถามแต่คนฟังก็รู้ว่านั่นคือการแสดงออกที่มากสุดแล้วเพราะคุณชายธีรดนย์ขึ้นชื่อเื่ความเคร่งขรึมเมื่อไม่พอใจก็มีเพียงสายตาเท่านั้นที่จะแสดงออก และสำหรับเขาหากไม่เพราะหม่อมสุดาวดีเร่งเร้า เขาก็จะไม่ทำแบบนี้เด็ดขาด
“มีเื่คดีความน่ะครับหม่อมท่านเลยอยากให้คุณชายกำหนดวันเปิดพินัยกรรมให้เรียบร้อยหม่อมท่านจะได้รู้ว่าจะต้องทำยังไงต่อไป เพราะตอนนี้ข่าวก็ดังไปทั่วประเทศ เอ่อ...หม่อมท่านก็ทำตัวลำบากน่ะครับ”
คำอธิบายของทนายประจำตระกูลไม่ต่างจากน้ำมันที่สาดใส่กองไฟเพราะนั่นน่ะมันเกิดขึ้นจากเธอไม่ใช่เหรอ ความอัปยศที่เกิดแก่วงศ์ตระกูลไม่ต่างจากโคลนตมที่เปื้อนเปรอะผ้าขาว แม้จะซักออกไม่ทิ้งรอย แต่ก็อาจทิ้งกลิ่นและแม้ไม่มีกลิ่น แต่ผ้าก็ถูกขยี้จนใยแห่งความบริสุทธิ์เสียหายไม่มีสิ่งใดจะล้างมลทินเ่าั้ได้ ไม่มีใครจะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วเช่น ร่างที่กำลังถูกเผาไหม้ให้มอดเหลือเพียงเถ้าก็ไม่มีใครทำให้ท่านฟื้นคืนมาได้เช่นกัน
“แล้วใครใช้เขาทำแบบนั้นล่ะครับคุณลุงกลางวันก็ยัง... ไม่เว้น”
น้ำเสียงเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันเปล่งออกไปเพราะความน่าอดสูนั้นมันฟ้องอยู่บนสภาพศพของพ่อ หลังจากได้รับโทรศัพท์ทางไกลจากเมืองไทยว่าพ่อเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลันเขาก็รีบมาอย่างเร่งด่วน!นึกสงสารเธอคนนั้นอยู่มากที่จู่ๆ ก็มาเป็ม่ายกะทันหันแต่กลับกลายเป็ว่าข่าวอัปยศอดสูเริ่มต้นขึ้นั้แ่เขาจดฝ่าเท้าก้าวสู่ประเทศไทย
ความสงสารจึงแปรเปลี่ยนเป็ความแค้นแต่จะแค้นด้วยเื่อะไรล่ะ เื่นั้นเขาแค้นเธอได้เหรอ เื่ความ้าตามธรรมชาติของมนุษย์ความ้าจะได้รับการปลดเปลื้อง แต่หากมันมากไปล่ะ เธอหรือพ่อ ที่เป็คนผิดกันใครกันแน่ที่ความมากล้นนั้นเติมเต็มไม่พอ จนทำให้พ่อต้องใช้ยา...
สภาพศพของพ่อที่เขามองผ่านจากบานกระจกของโลงเย็นดูเหมือนว่าพ่อจะแค่นอนหลับไปเฉยๆเพราะร่างกายของท่านไม่มีาแใดๆ แต่สภาพศพที่ถ่ายจากสถานที่เกิดเหตุรวมทั้งคำให้การจากพยานซึ่งก็คือคนงานในวังของพ่อ ทั้งหมดนั่นเขาแค้นเธอได้ไหม เพราะแม้จะพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครผิดใครถูกแต่ผู้ร่วมกระทำที่ยังมีชีวิตอยู่เพียงคนเดียวก็คือผู้ต้องหาไม่ใช่เหรอเธอควรต้องร่วมรับผิดชอบที่สร้างความอัปยศนั้นขึ้นมา
พ่อซึ่งเป็หม่อมเ้าผู้สูงศักดิ์แต่ต้องมาเสื่อมเสียชื่อเสียงเอาในวันตายเมื่อสาเหตุการตายนั้นคือหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน จากการใช้ยาไวอากร้าร่วมกับยารักษาโรคหัวใจฤทธิ์ยาที่ไปเสริมกัน ไม่ต่างกับกินไวอากร้าเข้าไปหลายเม็ดพร้อมๆ กันและหลักฐานที่พบเพิ่มเติมก็คือ ท่านมียาประเภทนี้อยู่ในลิ้นชักโต๊ะทำงานหลายแผง
หลักฐานจากสถานที่บ่งชี้กิจกรรมของท่านกับเธอคนนั้นรวมพยานในที่เกิดเหตุที่ระบุว่าท่านกับหม่อมมีกิจกรรมเื่นี้กันตลอดไม่ว่าจะเช้า สาย บ่าย เย็น หรือว่ากลางคืน จนคนงานทุกคนรู้กันดีว่าหากท่านอยู่กับหม่อม 2 ต่อ 2 เมื่อไร นั่นคือทุกคนจะถูกกันให้ห่างจากตัวตึก
ทว่าในวันเกิดเหตุเสียงกรีดร้องด้วยความใของหม่อมกลับทำให้คนงานทุกคนต่างวิ่งกรูเข้ามา และภาพที่เห็นก็คือหม่อมซึ่งอยู่ในร่างเปล่าเปลือยกรีดร้องจนเป็ลม กับท่านที่ช็อคตาค้างมือเท้าเกร็งไปทั้งร่างในสภาพเปลือยเปล่าไม่มีเสื้อผ้าติดกายสักชิ้นไม่ต่างจากหม่อมภาพที่มองออกว่าคนทั้งคู่ร่วมกิจกรรมกันจนอีกฝ่ายหนึ่งหัวใจวายและแม้จะเรียกรถพยาบาลมาก็ไม่ทันเสียแล้วอย่างนี้เธอยังกล้ามาร่ำร้องให้เขานัดเปิดพินัยกรรมอีกเหรอ
“ผมไม่้าอะไรจากท่านพรุ่งนี้หลังจากเก็บกระดูกเสร็จ ผมจะบินกลับทันทีรบกวนคุณลุงจัดการตามที่เธอ้าด้วยนะครับ”
“ไม่ได้นะครับคุณชาย”
ดวงตาคมเข้มที่ปรายมองมาอย่าง้าคำตอบเป็แรงบีบเค้นให้ทนายสูงวัยต้องสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกขวัญและกำลังใจของตัวเองให้กลับคืนมาเพราะแค่สายตาตวัดมอง เขาเองยังรู้สึกเกรงได้มากขนาดนี้ และหากพินัยกรรมเปิดออกเขาจะถูกมองแบบไหน จะมอดไหม้เป็จุลเพราะดวงตาคู่นี้หรือเปล่า
“ท่านชายระบุไว้ว่าพินัยกรรมของท่านจะถูกเปิดออกก็ต่อเมื่อคุณชาย หม่อม และคุณวรรณรดา ร่วมรับฟังพร้อมกันครับ”
เมื่อพูดออกไปแล้วทนายวีระเดชก็ถอนใจหายอย่างโล่งอกไปเปราะหนึ่งก่อนจะใช้ฝ่ามือปาดเหงื่อที่ผุดออกมาจากบริเวณหน้าผากอย่างมากมายเพราะหัวใจยังเต้นรัวเร็วรอลุ้นกับคำตอบจากคุณชายธีรดนย์
“ใคร วรรณรดา”
คิ้วเข้มเลิกสูงพร้อมดวงตาคมเข้มกร้าวขึ้นอย่างฉับพลันเพราะคำตอบของทนายวีระเดชก็ทำให้ความคิดของเขาเปลี่ยนไปเสียงทุ้มราบเรียบจึงเปล่งออกไปซึ่งก็ทำให้ทนายวีระเดชต้องซับเหงื่อที่ยิ่งไหลออกมามากขึ้น
“เปิดพินัยกรรมพรุ่งนี้บ่ายโมงผมตรงต่อเวลาเสมอ”
นั่นคือสิ่งที่เขาจะยอมได้มากที่สุดเพราะเพียงต้องเผชิญหน้ากันอยู่นี้ก็มากพอแล้ว และเขาจะไม่เป็ฝ่ายรอใครหากใครผิดนัดหรือมาไม่ตรงเวลา ทั้งหมดนั่นคือยุติหากใคร้าจะร่ำร้องขอเปิดพินัยกรรมอีกครั้งคนเ่าั้ต้องเป็ฝ่ายติดตามหาเขาเอง ซึ่งจะไม่มีวันตามพบ