ตอนที่ 9 ความคุ้นเคย ความรัก หรือพรหมลิขิต 1
อายุ วัณโน สุขัง พะลัง...
สิ้นเสียงพระสงฆ์ให้พรรินอารีน้อมศีรษะระลึกแผ่เมตตาถึงเ้ากรรมนายเวรญาติมิตร สรรพสัตว์น้อยใหญ่ตามที่บุญเรือมแนะนำและเมื่อลืมตาขึ้นก็รู้สึกอิ่มอกอิ่มใจ จนกระทั่งหันไปทางด้านซ้ายของตัวเอง
เสียงพระให้พรแบบเดียวกันชายหนุ่มที่ชื่อน้ำคนนั้นกำลังพนมมือน้อมศีรษะลงเล็กน้อยเพียงไม่นานเขาก็ลดมือลงและเมื่อสังเกตเห็นว่ารินอารีมองดูอยู่จึงค่อยๆ เอานิ้วชี้ด้านขวากดใต้ดวงตาขวาแล้วเบิกลูกตาออกแลบลิ้นใส่รินอารี
“แบร่...”
“หึ...”รินอารีย่ำเท้าครั้งหนึ่งก่อนจะกัดริมฝีปากล่างไว้แน่ ทำตาขวางใส่เขา
พระสงฆ์เดินไปไกลผู้คนในหมู่บ้านที่ออกมาตักบาตรก็เริ่มทยอยกันกลับบ้านรินอารีอาสาถือโถข้าวร้อน ๆ ที่วางบนถาดอีกทีเพราะนกแกต้องหอบหิ้วสิ่งของที่เหลืออีกหลายอย่างส่วนคู่อริของหล่อนเดินนำหน้าเพียงไม่กี่ก้าวก่อนจะถึงหมู่บ้านจังหวะนั้นเองที่พนักงานรักษาความปลอดภัยกำลังเปลี่ยนกะเมื่อเห็นชายหนุ่มเขาก็ทำท่าแสดงความเคารพเขาจึงหยุดทักทายพอเป็มารยาท
รินอารีเดินมาถึงจุดที่ชายหนุ่มยืนอยู่หล่อนพยายามเดินเลี่ยงไปพร้อมกับชำเลืองมองสบตาอีกฝ่ายแล้วแสดงท่าทีที่รังเกียจจงใจให้อีกฝ่ายรู้แต่เ้ากรรมเชือกผูกรองเท้าที่เป็ปัญหาสำหรับหล่อนก็สร้างปัญหาให้จนได้เท้าซ้ายเหยียบเชือกผูกรองเท้าด้านขวารินอารีเสียหลักเซถลาไปหาชายหนุ่มและเพียงเสี้ยววินาที
“ว้าย... คุณน้ำฟ้า” สาวใช้ที่มาด้วยกับชายหนุ่มอุทานเรียกชื่อเ้านายของตนเสียงดัง
“คุณหนู” นกแกอุทาน
ท่ามกลางสายตานับสิบคู่ที่เป็พยานในตอนเช้าตรู่รินอารีกำลังเป็ฝ่ายคร่อมทับร่างของชายหนุ่มพร้อมกับประทับริมฝีปากเล็กบางของหล่อนบดบี้ริมฝีปากของเขาโดยมีโถข้าวร้อนๆ คั่นกลางระหว่างร่างของทั้งสอง ส่วนถาดกระเด็นออกไปด้านข้างรินอารีถอนริมฝีปากออกโดยเร็วโดยใช้มือซ้ายกดที่หัวไหล่ของเขาเพื่อยกตัวเองขึ้นชายหนุ่มที่ชื่อน้ำฟ้านิ่งอึ้งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเหลือบมองข้าวสวยร้อน ๆที่โป๊ะเต็มหน้าอกของตนเอง
“โอ๊ย ๆ ร้อน ๆ ๆ”
น้ำฟ้ารีบปัดข้าวออกจากตัวในขณะที่รินอารียังอาศัยหัวไหล่ของเขาเป็หลักค้ำยันและเมื่อน้ำฟ้าขยับตัวเช่นนั้นมือซ้ายของรินอารีก็เลื่อนหลุดจากไหล่หล่อนได้ประทับรอยจูบของตนเองบนริมฝีปากของเขาอีกครั้ง
“ตายแล้ว คุณหนู”นกแกทำตัวไม่ถูกได้แต่อุทานออกมาแค่นั้น
รินอารีถอนริมฝีปากจากจุ่มพิษครั้งที่สองที่ตนเองเป็ฝ่ายเริ่มอย่างไม่ได้ตั้งใจและเมื่อลุกขึ้นได้ก็ตั้งหน้าตั้งตาเดินตัวปลิวไปที่บ้านทันทีไม่สบตาใครไม่หยุดเดินแม้จะเดินกะโผลกกะเผลกก็ฝืนกัดฟันจนถึงบ้าน
น้ำฟ้าค่อยลุกขึ้นมีเอื้อมขนุนสาวใช้ช่วยปัดเศษข้าวที่ติดตามเสื้อผ้าออกนกแกมาช่วยอีกแรงราวกับจะเป็คนรับหน้าและชดเชยในความผิดพลาดของรินอารี
“ไม่เป็ไรหรอกครับ”น้ำฟ้าพูดกับนกแก “รีบไปดูเธอก่อนเถอะครับ เหมือนจะเจ็บ”
“ค่ะ”นกแกเก็บข้าวของแล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้าบ้าน
น้ำฟ้าค่อย ๆเดินกลับบ้านสีหน้าและแววตาของเขาเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
สายลมพัดผ่านหน้าหมู่บ้านเฟื่องฟ้าข้างป้อมยามสั่นไหวเพียงเล็กน้อยกลีบดอกสีแดงอมชมพูเริงเล่นกับท่วงทำนองของสายลมราวกับจะบอกว่ามันถูกทักทายด้วยบทเพลงอันชุ่มฉ่ำในหัวใจ...
ไร่ส้มธิตาการ
สีเขียวของใบต้นส้มเขียวหวานพันธ์ดีทอดยาวสุดสายตาตามพื้นที่ทั้งหมดของไร่ความเขียวชอุ่มปนสีส้มสุกใสบัดนี้ได้ทอดเงาสายรุ้งผ่านละอองน้ำที่ฟุ้งขึ้นสูงทั่วทั้งไร่เมื่อดวงตะวันกลมโตสุกใสลอยเด่นผ่านพ้นแนวเขาด้านทิศตะวันออก
คุณนันทิศยืนอยู่ตรงระเบียงกว้างที่เปิดโล่งบนชั้นสองของบ้านเรือนไทยหลังใหญ่เขามองดูไร่ส้มของตนด้วยความภาคภูมิใจแต่เมื่อยกกาแฟขึ้นจับเขาก็ถอนหายใจเหมือนกำลังเบื่อหน่ายกับบางสิ่งแล้วหันมองไปยังไร่องุ่นฝั่งตรงข้ามของถนนที่มีเนื้อที่ยาวเหยียดเช่นกันครู่หนึ่งเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น
เมื่อเห็นหน้าจอที่ปรากฏชื่อของคนติดต่อเข้ามาก็รีบกดรับทันที
“ฮัลโหลจ้า”
“ได้ข่าวว่าคุณพี่กลับจากฮ่องกงแล้วเหรอครับ”ต้นสายเป็ชายหนุ่มสวมสูทไม่ผูกเนกไท รอบข้างมีเสียงเอะอะมีเครื่องเล่นการพนันแทบทุกชนิดมีนักพนันมากหน้าหลายตาใจจดใจจ่ออยู่กับเครื่องเล่นพนันตรงหน้า
“จ้า ก็สักพักแล้วล่ะ”
“แล้วไม่เห็นแวะมาที่บ่อนบ้างเลยละครับ”
“อ้อ...พอดี่นี้มีเื่วุ่นๆ ที่บ้านนิดหน่อย” เงียบครู่หนึ่ง “แต่ก็คงไม่นานหรอกจ๊ะพอทุกอย่างลงตัวแล้วพี่จะแวะไปจ้ะ”
“คุณพี่ไม่อยู่สักคนบ่อนเงียบเหงาไปมากนะครับ มีแต่คนเขาถามถึง” ชายหนุ่มเหมือนคิดอะไรได้“อ้อ...คุณพี่ไม่มาคุณพนิตนันท์ก็พาลเงียบไปอีกคน”
“อ้อ... รายนั้นเห็นว่าต้องอยู่ดูแลกิจการเพราะลูกชายไปต่างประเทศอีกไม่นานหรอกจ้ะ” เมื่อเห็นน้องสาวเดินเข้ามานันทิศก็รีบจบการสนทนา “แค่นี้ก่อนนะจ๊ะคุณน้องพี่มีธุระ”
“ครับคุณพี่แล้วเจอกันนะครับ”
“จ้ะ”
คุณนวลหงส์วางแฟ้มเอกสารกองโตไว้บนโต๊ะคุณนันทิศมองเห็นแล้วถอนหายใจ
“ไม่รู้ว่ายายรินจะทนอยู่กับเอกสารกองโตแบบนี้ได้หรือเปล่า”คุณนันทิศถอนหายใจอีกครั้ง “ให้เรียนบริหารก็ไม่เอาไปเรียนศิลปะ”
“แกคงทำได้อยู่หรอกค่ะตาวายังทำบัญชีได้เลย” คุณนวลหงส์เผลอพูดชื่อบุตรชายขึ้นบรรยากาศก็เริ่มเปลี่ยนไปพร้อมกับสีหน้าคุณนันทิศทันที
“นั่นนะสินะขนาดตาวายังทำได้เลย” คุณนันทิศฝืนยิ้มกับน้องสาว“อีกไม่นานนาราภัทรก็คงจะกลับจากต่างประเทศถึงตอนนั้นพี่ก็คงจะโล่งใจขึ้นมาบ้าง”
“ค่ะน้องเองก็อยากให้ตาภัทรกลับมาเร็ว ๆ เป็พรุ่งนี้ได้ก็ยิ่งดี” คุณนวลหงส์เงียบครู่หนึ่ง“แต่... พี่คะแล้วยายรินแกจะยอมเหรอคะ”
“...”คุณนันทิศเงียบ
“...” คุณนวลหงส์นิ่งเงียบเช่นกันสีหน้าครุ่นคิดก่อนจะมองไปที่ไร่องุ่นฝั่งตรงข้าม“ยายรินคงไม่หัวรั้นเหมือนตาวาหรอกนะคะ ถึงจะเลี้ยงมาแต่เล็กแต่ก็อดคิดไม่ได้ว่ายายรินจะหัวรั้นเหมือนตาวาหรือไม่ก็ยิ่งเสียกว่าอีก”
“ไม่ต้องคิดมากหรอกสิ่งที่เรากำลังจะทำอยู่ล้วนแต่เป็ผลดีกับยายริน”แม้จะพูดไปแบบนั้นแต่คุณนันทิศก็อดคิดหนักใจไม่ได้
“ค่ะ พี่”
คุณนวลหงส์หันไปยิ้มกับพี่ชาย...
หมู่บ้านจัดสรรใกล้กับสนามบินเชียงใหม่
รินอารีแปรงฟันรอบที่สองและมองตัวเองบนกระจกเงา
“รินอารี เธอทำไมถึงได้ซุ่มซ่ามอย่างนี้ต่อไปฉันจะซื้อรองเท้าที่ไม่มีเชือกผูก” รินอารีพูดไปแปรงฟันไปด้วยความโกรธระคนความเขินอายและก่อนจะแปรงฟันเสร็จหล่อนใช้แปรงสีฟันชี้หน้าตัวเองที่กระจกแล้วะโขณะที่ฟองยาสีฟันยังเต็มปาก“ต่อไปฉันจะผูกเชือกรองเท้าให้ดีกว่านี้” ฟองยาสีฟันกระเด็นเต็มกระจกเงา
รินอารีใช้ฝักบัวของเครื่องทำน้ำอุ่นเปิดพุ่งใส่กระจกเงาจนเห็นใบหน้าของตัวเองอีกครั้งคราวนี้หล่อนมองดูริมฝีปากของตัวเองบนกระจกเงา อารมณ์ขุ่นเคืองเมื่อครู่หายไปมันถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกบางอย่างในทันทีลมหายใจเริ่มติดขัดก่อนจะรู้สึกเจ็บแปลบบริเวณหัวใจจนต้องยกมือขึ้นมาประทับหน้าอกของตนเอง...
บ้านฝั่งตรงข้ามถนนสองหลังถัดไปทางทิศตะวันตกน้ำฟ้าอาบน้ำจากเครื่องทำน้ำอุ่นเขาเอามือเช็ดกระจกเมื่อเห็นหน้าตัวเองชัดเจนเขายิ้มละมุนให้กับตัวเองบนกระจกเงา
“เธอบอกว่าฝากไว้ก่อน... แต่ไม่รู้ว่าจะเอาคืนด้วยวิธีแบบนี้” น้ำฟ้ายิ้มแบบคนอารมณ์ดี...
รินอารีกับกางเกงยีนเสื้อยืดนั่งอยู่ที่ปลายเตียงด้วยใบหน้าบึ้งตึงเหมือนเด็กน้อยที่ถูกขัดใจและเมื่อสายลมวูบหนึ่งพัดผ่านใบหน้าหล่อนรีบหันไปมองระเบียงที่เปิดกว้าง
“ไม่ต้องมาทักทายกันเลยนะไม่เห็นช่วยกันเลย”รินอารีหันไปพาลแม้กระทั่งสายลมที่พัดผ่านเข้ามาและสายลมก็เงียบหายราวกับยอมรับว่าเป็ผู้ผิด
ก๊อก ๆ ๆ
“ค่ะ”
รินอารีขานรับประตูห้องก็เปิดออกบุญเรือมเดินเข้ามาภายในห้องแล้วตรงไปตะกร้าผ้าที่มีเพียงกระโปรงกับเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีฟ้าอ่อนๆ แต่ระหว่างนั้นก็อมยิ้มเพราะก่อนหน้านั้นนกแกเล่าเื่ทุกอย่างให้บุญเรือมฟัง
“ป้าบุญเรือมคะ”
“อะไรคะคุณหนู” ทำสีหน้าเหมือนไม่รู้ไม่ชี้
“ป้าห้ามยิ้มเลยนะ”
“อะไรคะ”เสียงปนหัวเราะของบุญเรือม
“หัวเราะก็ไม่ได้”
“ค้า”
“อี้...”รินอารีเอาแขนขวาเช็ดปากตัวเองก่อนจะเอามือสองข้างตีลงที่เตียงสลับกันพร้อมกับดีดขาสองข้างเหมือนกำลังเล่นอยู่ข้างสระน้ำบุญเรือมไม่พูดอะไรได้แต่อมยิ้มกับท่าทีของรินอารีอย่างเอ็นดู
รุ่งเช้าวันที่สามหลังจากเหตุการณ์ที่สร้างความเขินอายรินอารีเดินลงจากชั้นสองมาหยิบกุญแจรถที่ห้อยอยู่ผนังบ้านใกล้ ๆ กับประตูนกแกมองตาแล้วก็ยิ้มก่อนสะกิดบุญเรือม
“คุณหนูคะ”บุญเรือมรีบเอ่ยทัก
“คะป้า”รินอารีสีหน้ายิ้มแย้ม
“ไม่ปั่นจักรยานแล้วเหรอคะ”
“ไม่ค่ะ...อายคนเขา” ยิ้ม
ตอบคำถามบุญเรือมรินอารีรีบไปสตาร์ทรถขับออกบ้านไปปล่อยให้บุญเรือมกับนกแกอมยิ้มให้กัน
“เห็นไหมป้าไม่เกินสามวันคุณหนูก็กลับมาเป็เหมือนเดิมแล้ว”
“สมกับที่เป็จอมซนของไร่ส้มธิตากรซะจริงๆเลย...อ้อ” บุญเรือมนึกบางอย่างได้ “แล้วเื่ที่จะแกล้งหนุ่มที่ชื่อน้ำฟ้าอะไรนั่นล่ะ”
“โอย...คงลืมไปหมดแล้วล่ะค่ะป้า คุณหนูแกไม่ได้เป็คนเ้าคิดเ้าแค้นอะไรขนาดนั้นหรอก”นกแกเงียบครู่หนึ่ง “แต่ป้า... ว่าไปแล้วคุณน้ำคนนั้นเขาก็หน้าตาน่ารักเหมือนกันนะคะดูไปแล้วเหมาะสมกับคุณหนูดีออก ป้าว่าไหม”
“ว่าแต่เป็ลูกเต้าเหล่าใครล่ะ”
“ไม่รู้เหมือนกันนะคะป้าเห็นพี่ยามเขาบอกว่าจบมาจากเมืองนอกแล้วตอนแรกเหมือนจะเกิดอะไรขึ้นนี่แหละสติก็เลยไม่ค่อยดีจนต้องมีบอดี้การ์ดคอยตามตลอดแต่ก็มีอยู่ครั้งหนึ่งที่แอบเอารถจักรยานของยามปั่นไปที่สนามบินต้องไล่จับกันชุลมุน”
“อ้าว... แล้วอย่างนี้จะเหมาะสมกับคุณหนูของเราได้ยังไงละนังนกแก”
“เหมาะสิป้าตอนนี้เขาหายดีแล้วนี่ อีกอย่างนกแกว่าเหมาะกันดีออกคนหนึ่งความจำเสื่อมอีกคนหนึ่งก็สติไม่ดี”
เพียะ... บุญเรือมตีแขนนกแก
“โอ๊ย...ตีหนูทำไม”
“แล้วทำไมไปว่าคุณหนูอย่างนั้นล่ะ”
“โธ่...ป้านกแกก็แค่พูดไปอย่างนั้น ป้าก็รู้ว่านกแกน่ะรักคุณหนูของนกแกจะตาย”
นกแกทำหน้าย่นเอามือลูบที่แขนของตัวเอง...