หลังจากที่เฟิ่งเซียนผ่านเข้ารอบแรกมาได้ เวลาก็ผ่านไปหนึ่งวันแล้ว ในวันนี้นางไม่ได้กลับเข้าไปภายในมิติ แต่เลือกที่จะนั่งอ่านตำราต่างๆ ที่ศาลาริมน้ำแทน
"ท่านเ้าสำนัก ศิษย์ของเราสามารถผ่านเข้ารอบแรกได้ทั้งหมดขอรับ"
เฟิ่งเซียนพยักหน้าอย่างเข้าใจ แม้นางจะมั่นใจว่าศิษย์สำนักตนสามารถรอบแรกมาได้แน่ๆ แต่ยังเผื่อใจไว้ในกรณีที่สำนักอื่นมีศิษย์ที่มีความสามารถมากกว่าคนของนาง ซึ่งนั้นแม้เื่ที่เป็ไปได้ยาก แต่อย่าลืมในโลกนี้มีผู้แข็งแกร่งอยู่มากมายนัก บางทีผู้คนเ่าั้อาจแฝงตัวอยู่ในแคว้นเล็กๆ อย่างแคว้นฉีก็เป็ได้
"ฝากเ้าไปมอบให้พวกเขาด้วย"
เฟิ่งเซียนหยิบผลท้อสีรุ้งออกมาสิบห้าผล ให้องครักษ์ผู้นี้นำไปให้เหล่าศิษย์และองครักษ์ที่ติดตามมา และอีกผลหนึ่งเป็ค่าเสียเวลาให้เขา
องครักษ์ก้มศีรษะเล็กน้อยเพื่อเคารพนาง ก่อนจะเก็บผลท้อสีรุ้งไว้ในแหวนมิติ ก่อนจะใช้วิชาตัวเบาออกจากจวนนางไปอย่างไร้ล่องลอย
ในวันพรุ่งนี้ตัวนางจะต้องทำการประลองในรอบที่สอง การประลองในรอบนี้เป็การประลองหนึ่งต่อหนึ่ง สามารถใช้สัตว์อสูรเพื่อใช้ในการต่อสู้ครั้งนี้ได้ จะทราบผลแพ้ชนะก็ต่อเมื่อมีผู้ประลองคนใดคนหนึ่งยอมแพ้
หรือตกออกมาจากเวทีประลอง แต่ในกรณีที่แย่ที่สุดคือคู่ต่อสู้ไม่หลงเหลือสติพอหรือสภาพพอที่จะต่อสู้ได้ คนผู้นั้นก็จะชนะไปเลยทันที
ตัวของเฟิ่งเซียนนั้นั้แ่มาโลกนี้ นางก็ไม่เคยมีคนรับใช้ประจำตัว จะให้ไปรบกวนสัตว์เทพทั้งสี่มาคอยปฏิบัติรับใช้ก็ไม่ใช่เื่ ดังนั้นทั้งการทำอาหารหรือแม้แต่งานทั่งไปเล็กๆ น้อยๆ แต่หากงานใดที่สามารถใช้พลังปราณได้ นางก็ไม่เคยเกี่ยงงอนที่จะใช้ในทันที
หลังจากนั่งจิบชาอ่านตำราอยู่หลายชั่วยาม จนตอนนี้ตะวันคล้อยต่ำ เฟิ่งเซียนจึงตวัดมือเก็บน้ำชาและตำราต่างๆ ตรงหน้าเข้าไปภายในมิติ ก่อนตนนั้นจะกลับเข้าไปภายในจวนโดยมุ่งไปที่ห้องนอนของตน ก่อนที่จะกลับเข้าไปภายในมิติเช่นกัน
.
.
.
่ค่ำคืนผ่านพ้นไป เช้าวันใหม่ที่สดใสก็เข้ามาแทนที่ วันนี้เป็วันที่เฟิ่งเซียนนั้นจะต้องเข้าร่วมประลองในรอบที่สอง เฟิ่งเซียนที่ตอนนี้กำลังนัดแนะกับเต่าดำอยู่นั้น กำลังพูดถึงเื่เสวียนอู่จะต้องแปลงกลายเป็สัตว์อสูรโดยตัวของเสวียนอู่นั้นจะแปลงกายเป็เต่าปฐี ชั้นสูง โดยสัตว์อสูรตัวนี้นั้นเป็ สัตว์อสูรธาตุดินที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาสัตว์อสูรชั้นสูงด้วยกัน
หลังจากที่พูดคุยนัดแนะกับเสวียนอู่เรียบร้อย เฟิ่งเซียนก็เดินทางไปที่สนามประลองในทันที การประลองคู่แรกนั้นจะจัดขึ้นในยามซื่อ และตอนนี้ก็ยามเฉินแล้วเฟิ่งเซียนจึงต้องรีบเสียหน่อย
เมื่อเดินมาถึงลานประลองแล้ว เฟิ่งเซียนก็มายังที่พักของผู้เข้าประลองในทันที การประลองในครั้งนี้นั้น ไม่มีใบประกาศว่าผู้ใดจะได้ประลองกัน แต่จะเป็การจับฉลากชื่อเพื่อความยุติธรรม และปราศจากการฉ้อโกงในครั้งนี้
เฟิ่งเซียนมองสำรวจผู้เข้าประลอง โดยในกลุ่มนั้นมีเหล่าศิษย์สำนักเพลิงบุปผา เหล่าองค์ชายองค์หญิงที่ผ่านเข้ารอบ รวมถึงเหล่าศิษย์สำนักต่างๆ และคุณชายตระกูลใหญ่อีกหลายคน
การประลองในรอบนี้เป็แบบแพ้คัดออก คงได้แต่ภาวนาอย่าได้ประลองกับคนของตัวเอง เพื่อที่จะเหลือกำลังต่อสู้ให้มากที่สุด ส่วนรอบที่สามนั้นผู้ประลองที่ผ่านเข้ารอบทั้งยี่สิบห้าคนนั้น จะต้องมาจับฉลากเพื่อหาคนที่ได้ผ่านในรอบที่สามเพื่อไปรอในรอบที่สี่ ถือว่าเป็การใช้ดวงในการตัดสินก็ว่าได้ แต่ข้อเสนอนี้ถือว่าพอรับได้เพราะผู้สามารถผ่านเข้ามารอบสามได้นั้นแต่ละคนย่อมเป็อัจฉริยะที่เก่งกาจกันทุกคนอยู่แล้ว
ส่วนรอบสุดท้ายนั้นเป็การประลองเพื่อจัดลำดับผู้ที่แข็งเกร่งที่สุดสิบลำดับแรก ในรอบแรกของการประลองรอบสุดท้ายนั้นจะจับคู่การประลองอีกเช่นเคย โดยรอบสุดท้ายนั้นจะจัดขึ้นทั้งหมดสามวัน ผู้ที่เข้าประลองจะได้ประลองกับผู้ที่ผ่านเข้ารอบคนอื่น ผู้ที่ชนะรอบแรกจะมีสิทธิเป็ตัวแทนในทันที แต่ยังต้องประลองเพื่อหาลำดับหนึ่งอยู่เช่นเดิม ส่วนผู้แพ้นั้นจะมีโอกาสอีกรอบเพื่อหาผู้ที่ได้ลำดับเจ็ดถึงสิบ
เพื่อเป็ตัวแทนของแคว้นฉีไปประลอง ในอีกสองเดือนข้างหน้านี้ เนื่องจากในรอบสุดท้ายนั้นมีความซับซ้อนและโหดหินมากสำหรับผู้เข้าประลอง เวลาในการประลองจึงมากตามไปด้วย
หลังจากนั่นรอเวลามาสักพักตอนนี้ก็ถึงเวลาประกาฆ่ชื่อของผู้ประลองในรอบแรกทั้งสองคนแล้ว
"ผู้ประลองรอบแรกได้แก่....ฉีิเซียนและฉีอันเล่อ "
เสียงประกาศดังขึ้น ฉีิเซียนลุกจากที่นั่งมองไปที่องค์ชายรองทันที การประลองในรอบนี้เป็ขององค์ชายใหญ่และองค์ชายรองนั่นเอง ดูจากสายตาของิเซียนแล้วดูท่าองค์ชายรองจะรอดได้ยากเสียแล้ว
ทั้งสองเดินขึ้นไปที่เวทีประลอง ก่อนจะเรียกสัตว์อสูรในพันธะตนออกมา โดยสัตว์อสูรขององค์ชายใหญ่คือ พยัคฆ์เหมันต์ สัตว์อสูรชั้นสูงที่หาได้ยาก
เมื่อิเซียนเรียกสัตว์อสูรออกมานั้น ผู้คนก็ได้แต่ตกตะลึง นั้นสัตว์อสูรชั้นสูงเลยนะ ใช่สิ่งที่พวกตนสามารถพบเห็นได้บ่อยหรือ ไม่ใช่เพียงผู้คนที่เข้ามาชมการประลองเท่านั้นที่ใ ตัวขององค์ชายรองก็ใไม่แพ้กัน
เป็ไปได้อย่างไร เหตุใดคนเช่นมันถึงมีสัตว์อสูรระดับนี้ได้ ขนาดตนที่ว่าจ้างพรรคมารเพื่อหาสัตว์อสูรมาให้นั้นยังได้แค่สัตว์อสูรชั้นกลาง แล้วตนจะเอาสิ่งใดไปสู้กับมันได้เล่า หลังจากตะลึงงันอยู่ได้ไม่กี่ลมหายใจ ฉีอันเล่อก็ได้เรียกราชสีห์เพลิง ชั้นกลางออกมา
ผู้คนเมื่อได้เห็นก็เริ่มวิจารณ์กันอีกครั้งอย่างออกรส หลายคนกล่าวออกมาทั้งที่ยังไม่เริ่มต่อสู้เลยว่า อย่างไรองค์ชายใหญ่ต้องเป็ฝ่ายชนะอย่างแน่แท้
"ข้าจะสั่งสอนเ้าให้รู้ว่าสิ่งใดควรสิ่งใดไม่ควรเอง...แม้ว่าเ้าจะดูิ่ข้าเช่นไรข้าไม่เคยตอบโต้ แต่ครั้งนี้เ้าบังอาจดูถูกสหายและมารดาผู้ให้กำเนิดข้า เ้าคิดว่าตนจะรอดไปโดยง่ายหรืออย่างไร!"
เมื่อสิ้นเสียงองค์ชายใหญ่ฉีิเซียนตัวของฉีอันเล่อนั้นก็เริ่มสั่นกลัว เป็ไปไม่ได้!คนเช่นข้าจะมากลัวคนเช่นนี้หรือ ไม่มีทาง!
องค์ชายรองพยายามประคองสติไว้ คิดแค่เพียงว่าอย่างไรคนผู้นี้คงไม่กล้าทำร้ายอันใดตนมากแน่ ถึงอย่างไรมารดาของเขาก็เป็ถึงฮองเฮา หากเขาเป็อันใดไปมารดาไม่อยู่เฉยแน่
แต่หน้าเสียดายเหลือเกินที่เขาไม่รู้เสียแล้วว่าได้ปลุกพยัคฆ์ให้ตื่นจากการจำศีลเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
"เริ่มการประลองได้!!"
เสียงเริ่มต้นการประลองดังขึ้น ฉีิเซียนก็ซัดพลังปราณน้ำแข็งของตนใส่อีกฝ่ายทันที ตัวของฉีอันเล่อเมื่อเห็นเช่นนั้นก็รีบกางม่านพลังขึ้นมาป้องกันตนเองทันที แต่ด้วยพลังที่ห่างชั้นกันเหลือเกินเกาะที่สร้างขึ้นนั้นก็แตกสลายไปในทันที
ฉีอันเล่อพยายามเรียกสัตว์อสูรให้เข้าไปช่วยตน แต่ก็ไม่สามารถทำได้ นั่นก็เพราะสภาพของราชสีห์เพลิงในตอนนี้ ถูกพยัคฆ์เหมันต์โจมตีอยู่เช่นเดียวกัน ตัวมันเองยังไม่สามารถต่อกรกับพยัคฆ์ตนนี้ได้ จะสามารถไปช่วยผู้เป็นายได้อย่างไร!
ฉีอันเล่อเมื่อได้เห็นว่าสัตว์อสูรของตนไม่สามารถมาช่วยได้ ก็ทำได้เพียงแค่ซัดพลังธาตุไฟของตนโจมตีอีกฝ่าย ขบวนท่าโจมตีมากมายถูกซัดออกไป
แต่พลังนั้นห่างชั้นกันมากเกินไป เพียงแค่ฉีิเซียนสร้างเกราะน้ำแข็งมาป้องกัน พลังธาตุไฟของอันเล่อก็สลายหายไปในทันที อันเล่อที่ในตอนนี้ไม่สามารถทำสิ่งใดได้ ได้แต่ขยับตัวหนีชายตรงหน้า
แววตาของคนผู้นี้ดูอย่างไรก็พร้อมที่จะสังหารตนโดยไม่ลังเลเป็แน่ ขณะที่ฉีอันเล่อกำลังจะยกมือประกาศยอมแพ้นั้น ก็ถูกปราณน้ำแข็งของฉีิเซียนโจมตี
จนร่างของเขานั้นลอยไปไกลจนเกือบจะตกจากเวทีประลอง ฉีอันเล่อกระอักเืออกมาหลายครั้ง ร่างกายปวดร้าวจนแทบจะอยากตายมันซะเสียตรงนี้ มองร่างของคนที่ได้ชื่อว่าเป็พระเชษฐาของตนอย่างอ้อนวอน ตนนั้นยังไม่อยากตาย
ในขณะที่ฉีิเซียนกำลังจะซัดพลังโจมตีอีกครั้งนั้น เสียงของสตรีผู้หนึ่งก็ดังขึ้นมา
"หยุด! เราบอกให้เ้าหยุด! เ้าคิดจะสังหารโอรสของเราหรือไร!"
ฉีิเซียนที่แทบจะอยากฆ่าคนตรงหน้าให้ตายไปซะ ก็ได้หยุดชะงักลงก่อนจะหันไปมองฮองเฮาผู้ได้ชื่อว่าเป็มารดาของแผ่นดิน หากคนที่นอนกระอักเือยู่นั้นคือตน มีหรือคนผู้นี้จะสั่งให้หยุด
"หากเขากล่าวยอมแพ้ไปเสีย กระหม่อมจะไม่ทำอันใดต่อแน่"
"ข...ข้าขอยอมแพ้"
ฉีอันเล่อเมื่อเห็นหนทางรอดของตนแล้ว ก็รีบเอ่ยยอมแพ้ออกมาทันที ก่อนจะมีเสียงประกาศผู้ชนะและมีคนของเสด็จแม่นำตนไปรักษา
ฉีิเซียนลอบมองพระพักตร์ของฮองเฮา พระพักตร์ของพระนางในตอนนี้นั้นมีแต่ความเคียดแค้นตน ในเมื่อทำสิ่งใดกับตนไม่ได้ ไม่แน่ว่าคนผู้นี้จะไปลงที่มารดาของตนก็เป็ได้ ฉีิเซียนได้แต่นึกเป็ห่วง หากเกิดอันใดขึ้นตนคงไม่ให้อภัยคนผู้นี้อย่างแน่นอน
หลังจากที่เดินลงมาจากเวทีประลองแล้วฉีิเซียนก็เดินกลับมานั่งข้างๆ เฟิ่งเซียนในทันที
"ห่วงเื่ของกุ้ยเฟยหรือ? "
เฟิ่งเซียนกล่าวถามผู้เป็สหาย มองจากพระพักตร์ของฮองเฮาแล้วคงไม่ปล่อยเื่นี้ผ่านไปโดยง่ายแน่ๆ
"ข้าสามารถช่วยเ้าได้หากเ้า้า"
นับั้แ่ก่อตั้งสำนักเพลิงบุปผาขึ้นมานั้น คนของนางก็ได้เข้าไปแทรกซึมอยู่ทั่วแคว้นฉี ไม่เว้นแม้กระทั่งในวังหลวงด้วยก็ตาม
ิเซียนได้แต่ส่ายหน้า ตนนั้นไม่อยากให้สหายต้องมาเดือดร้อนเพราะเื่ของตนเอง อย่างไรมารดาก็เป็สนมที่ฮ่องเต้โปรดปรานมากที่สุด หากคนเ่าั้จะทำสิ่งใด คงไม่ง่ายดายเพียงนั้นแน่
"ขอบใจเ้า แต่ไม่เป็อันใด ข้าจะจัดการเื่นี้เอง"
เมื่อได้ยินสหายกล่าวเช่นนั้นเฟิ่งเซียนก็ได้แต่พยักหน้าอย่างเข้าใจ
หากเกิดสิ่งใดกับกุ้ยเฟยผู้เป็มารดาของสหายขึ้น คนของตนย่อมต้องมารายงานให้รู้อยู่แล้ว เมื่อถึงตอนนั้นแม้เขาไม่อยากให้ตนช่วย ตนก็จะช่วยจนสุดความสามารถที่ตนมีแน่
.
.
.
รอบหลังจากฉีิเซียนขึ้นประลองแล้วนั้น ตอนนี้การประลองก็ผ่านไปแล้วสี่คู่ แต่ยังไม่มีท่าทีว่าจะมีชื่อนางเลยสักครั้ง
การประลองสี่รอบที่ผ่านมานั้นมีศิษย์สำนักตนด้วยถึงสองคน และสองคนนั้นยังสามารถผ่านเข้ารอบสามได้อีกด้วย
*****