ตอน 03
ยังไม่คุ้นเคย
(ส่วนตอนต้น)
“อะนี่ รับไปสิ ผัดซีอิ๊วของโปรดนาย” วนัสยื่นกล่องโฟมอาหารมื้อเย็นให้เพื่อน “ไปกินตรงบันไดด้านนอกนั้นกันเถอะ”
เกริกไกรรับไว้แล้วลุกจากเก้าอี้ เดินตามเพื่อนด้วยใจยังหมองหม่นไม่คลาย
นั่งลงปักหลักด้านนอกรับลมเย็น สองหนุ่มเริ่มสนทนาพลางเปิดกล่องอาหารรับประทาน
“ไปซื้อแถวไหนมาหรอ เร็วจัง” เกริกไกรแปลกใจเริ่มถามไถ่
“แถวนี้แหละ พอดีมีงานวัดข้าง ๆ แผงรถเข็นขายอาหารเพียบเลย” วนัสบรรยายชวนให้อยากเดินเที่ยว “นี่เดินแป๊บเดียวเอง ของขายเยอะแยะเลยน่าซื้อไปฝากที่บ้าน”
“มีแต่อาหารไทยหรอ” เกริกไกรถามเสียงอ่อนเอื่อย
วนัสชะงักมือที่ยังถือช้อนตักผัดซีอิ๊วจะใส่เข้าปาก เมื่อตะกี้นี้เพื่อนรักกลับถามแปลกพิกล “ก็ต้องมีแต่อาหารไทยสิ จะให้มีอาหาร...”
“อาหารฝรั่ง...” เพื่อนรักอย่างเกริกไกรช่วยต่อคำพูด พลันก้มหน้างุดคอตก “แล้วฉันจะดูแลได้ยังไงล่ะเพื่อน”
คนหนึ่งวิตกอีกคนก็คล้ายเข้าใจ วนัสตบบ่าแ่เบา “ไม่เป็ไร ฉันจะช่วยเอง ว่าแต่ โทรบอกลูกสาวนายหรือยัง จะได้หายเป็ห่วงพ่อ”
“โทรแล้วล่ะ บอกว่าไม่ต้องรอให้เข้านอนก่อนเลย” เกริกไกรตอบอ้อมแอ้ม
“แล้วมีหมอ พยาบาล มาแจ้งบอกอะไรไหม ่ที่ฉันไปเอาของกลับมา” วนัสถามซักต่อ
“ก็มีพยาบาลคนนึง เอาโบติดผมมาคืนให้ ฉันก็ถามอาการไป” เกริกไกรพักรอเคี้ยวอาหารจนหมดปากแล้วพูดต่อ “เขาบอกกำลังวินิจฉัยละเอียด การหายใจกลับมาดี แต่มันก็มีเื่น่าห่วง ฉันไม่รู้ว่าเื่อะไร เขาแค่บอกจะแจ้งให้ทราบอีกที”
“ก็ต้องรอคำตอบอยู่ดี” วนัสเริ่มพึมพำเบื่อหน่ายการรอคอย
ไม่กี่อึดใจเกริกไกรถามเลื่อนลอย “ไหนล่ะของที่นายเอากลับมา ทำไมมีแต่ตัว”
“อยู่ในรถนายหมดแล้วตอนนี้” วนัสตอบไม่อ้อมค้อม
“อะไรนะ หมดเลย หมายถึง...” เกริกไกรเริ่มใเบิกตาโต
“ทุกสิ่งทุกอย่างของน้องลอริส อยู่ในรถนายหมดแล้ว”
คนเป็พ่อมีลูกสาวเริ่มร้อนรนกระวนกระวาย “นี่จะย้ายมาบ้านฉันจริงหรอ ลูกสาวฉันยังไม่รู้เื่เลย”
“ด้า...” วนัสพูดคำแปลกออกมา
เกริกไกรฟังแล้วไม่คุ้นหู ถามกลับทันควัน “อะไร ด้า... อะไรของนาย”
“ด้า แปลว่า ใช่ แปลว่า เยส ไง เพื่อน” วนัสช่วยแปลเป็ไทยและอังกฤษ
“ภาษาอะไรของนายอะ”
“รัสเซียไง...” วนัสตอบให้หมดจด อีกฝ่ายหน้าชาหน้าซีดทันที
“ช่วยพูดภาษาไทยแทนทีได้ไหม ฉันจะบ้าตายแล้ว”
วนัสตบบ่าปลอบ “เอาน่า ยังไง นับแต่วันนี้ก็หนีภาษารัสเซียไม่พ้นหรอก ซ้อมไว้เพื่อน ฮ่า ๆ”
เกริกไกรเงียบงันคำพูด ดูเหมือนที่วนัสบอกมาจะถูกต้องทุกอย่าง หมายว่าให้ทำใจแล้วเตรียมตัวรับมือปัญหาใหม่ที่จะเกิดแน่ ๆ
“หวังว่า... ตุ๊กตารัสเซียคงอยู่กับฉันไม่นานแล้วมีคนรับกลับไปนะ” เกริกไกรภาวนาพลางตักผัดซีอิ๊วใส่เข้าปาก
“ฉันว่ายาก” วนัสเอ่ยเสียงแ่ต่ำ “พ่อแม่น้องลอริสน่าจะสาบสูญแน่ ๆ แค่รอผลยืนยัน ส่วนญาติหรอ ฉันว่ายากเข้าไปใหญ่ ลอริสลี้ภัยมาไทยแปลว่าที่รัสเซียมีปัญหากับน้องแน่นอน นายก็อยู่ด้วยไม่เห็นหรอ น้องร้องไห้ฟูมฟายไม่อยากกลับบ้าน”
เกริกไกรได้แต่ถอนหายใจ “เฮ้อ... อนิจจา... ทำไมต้องเป็ฉันนะ”
ไม่กี่อึดใจจึงถามไถ่ความเห็นจากวนัส มองเพื่อนในฐานะเ้าหน้าที่รัฐที่ตรวจสอบคนเข้าเมืองมาไม่รู้เท่าไหร่ “นายว่า... น้องแหม่ม ลอ... ลอริส จะเป็ลูกสาวก่อการร้ายไหม”
“ฉันว่าไม่ใช่” น้ำเสียงวนัสเคล้ามั่นใจ “วันก่อนฉันเคยถามน้องนะ พ่อแม่อาชีพอะไร น้องตอบแบบว่าฉันก็แปลไม่ได้หมดนะ แต่เหมือนกับว่า พ่อทำงานห้องแล็บ แม่เป็ครู ข้อมูลแค่นี้ฉันก็พอเดาว่าไม่น่าก่อการร้ายหรอก แต่เมื่อมาแต่ลูกไม่มีพ่อกับแม่ มันก็พิสูจน์ฐานะครอบครัวน้องไม่ได้”
“แล้วเื่ที่ลอริสบอกว่าลี้ภัยล่ะ” เกริกไกรขอซักไซ้ต่อ
“อันนั้นฉันก็ถามนะว่ามาที่นี่เพื่ออะไร น้องก็บอกว่าขอลี้ภัย” วนัสก้มหน้าระลึกชั่วขณะ “แต่พอถามเหตุผล น้องบอกอะไรก็ไม่รู้บอกไปร้องห่มร้องไห้ไป ฉันฟังตรงนั้นไม่ค่อยรู้เื่แปลก็ยากจับความก็ไม่ได้”
“แล้วทำไม... พี่สานิตย์ถึงเลือกฉัน ไม่ได้เลือกนาย ถ้าไม่ได้ตัดสินเพราะว่าฉันมีลูกสาวนะ” คนเป็พ่ออยากทราบคำตอบที่ค้างคาใจที่สุด
“ง่ายมาก เพื่อน ลองมองตัวฉัน และมองตัวนายสิ”
เกริกไกรมองทั่วตัววนัส แล้วก้มมองตัวเอง แต่ก็ยังไม่ได้คำตอบ
“นายดูตัวฉันสิ มีอะไรติดตัวบ้าง” วนัสเริ่มเฉลย “วิทยุ มือถือ และก็ ปืน แล้วตัวนายมีอะไร ปากกา เพจเจอร์ ถ้ามีแฟ้มเอกสารถือด้วยก็นับด้วย”
“มันบ่งบอกอะไรหรอเพื่อน” เกริกไกรยังไม่เข้าใจเช่นเดิม
“นายคิดดูสิ หญิงฝรั่งจิตใจอ่อนโยน และอ่อนแอแบบนั้น ควรมีคนดูแลแบบไหน” วนัสพรั่งพรูเหตุผลจากใจทั้งหมด “ปืนที่ตัวฉันน่ะ ไม่ได้ทำให้น้องรู้สึกปลอดภัยหรอกนะ ปืนมันฆ่าคนได้ ฉันไม่ใช่คนที่น้องจะเข้าใจได้ง่าย ๆ ถ้าต้องมาเห็นปืนแล้วจิตใจน้องจะย่ำแย่แค่ไหน ยิ่งน้องลี้ภัยมา ก็แปลว่าน้องต้องประสบเื่เลวร้ายมาก่อน แล้วฉันน่ะ ก็พูดทำร้ายจิตใจน้องจนน้องหมดสติ ฉันเกือบฆ่าน้องแล้วนะ... นายจะให้ฉันรับดูแลหรอ ถ้าเทียบกับนายแล้ว นายคือผู้บริสุทธิ์ขาวสะอาดกว่าฉันเป็สิบเท่า ฉันพูดจริง ๆ นะ”
“ฉันเข้าใจแล้ว ขอบใจนายนะที่อธิบาย” เกริกไกรก้มหน้าซาบซึ้ง
“กินเสร็จแล้วเข้าไปข้างในนั่งรอเหมือนเดิมเถอะ เผื่อมีพยาบาลเรียก” วนัสชวนกลับเข้าอาคาร เกริกไกรพยักหน้าตกลง
สองหนุ่มต่างอาชีพเดินกลับมานั่งประจำที่ เฝ้ารอเลื่อนลอยไร้การติดต่อใดจากเ้าหน้าที่ ผู้คนที่เคยรอก็เริ่มบางตาลง ทยอยกลับบ้านมีญาติมารับช่างน่ายินดี ผิดถนัดที่ตนต้องทนนั่งรอผลตรวจของคนที่ไม่รู้จัก
ถ้าเป็คนอื่นเล่า เมื่อไม่รู้จักกันจะปล่อยให้ตายจากไปหรือเปล่าหนอ เกริกไกรฟุ้งซ่านครุ่นคิดแล้วครุ่นคิดอีก
สองทุ่มก็แล้ว นานเกินจนเริ่มหมดความอดทนรอคอย วนัสเริ่มลุกไปสอบถามเ้าหน้าที่หน้าเคาน์เตอร์
“ใจเย็นก่อนนะคะ แพทย์ใหญ่เพิ่งมาวินิจฉัยเมื่อหกโมงเย็น กำลังตรวจละเอียดค่ะ น้องก็กำลังรักษาอย่างดีค่ะ อย่าห่วงเลยค่ะ เรากำลังทำเต็มที่ค่ะ ถ้าไม่มีอะไรน่าวิตกน้องก็กลับบ้านคืนนี้ได้ค่ะ”
พยาบาลสาธยายยาวเหยียด หวังให้สองหนุ่มอบอุ่นใจบ้าง วนัสตอบขอบคุณก่อนจะกลับมานั่งที่
เกริกไกรที่พอได้ยินทั้งหมดจึงตบบ่า “ฉันปลอบบ้างนะ ฉันก็พยายามทำใจให้เย็น ๆ อยู่ ทุกอย่างต้องดีขึ้นนะเพื่อน อย่างน้อยพยาบาลยังบอกเลยว่าน้องน่าจะกลับบ้านได้”
“ขอบใจ ขอบใจ สปาซิบะ” วนัสเอ่ยติดตลก
“อะไรอีกอะเพื่อน สอนรัสเซียอีกแล้วหรอ” เกริกไกรซักถามอีก
“ด้า...” วนัสตอบไทยปนรัสเซีย “สปาซิบะ แปลว่า ขอบคุณ จดจำไว้นะเพื่อน ยังไงเผื่อน้องพูดออกมา นายจะได้ดีใจนะ”
วนัสพูดเหมือนเพิ่มพลังใจ เกริกไกรเริ่มยิ้มน้อย ๆ “ถ้าน้องพูดออกมา คงน่ารักมากสินะ สปาซิบะ สปาซิบะ สปาซิบะ ด้า... สปาซิบะ”
“เดี๋ยว ๆ นี่ท่องเป็สูตรคูณหรือไงเพื่อน” วนัสขำออกมาเบา ๆ
ไร้การติดต่อใดจากสานิตย์ ไร้การติดต่อใดจากสุรีย์รัตน์ ยามนี้เกริกไกรและวนัสเริ่มโดดเดี่ยวแท้จริง ผ่านเลยสามทุ่มก็แล้ว จวบจนถึงสี่ทุ่มก็ยังต้องนั่งรอที่เดิม
เสียงสัญญาณสั่นข้างเอวเกริกไกร รู้ทันทีว่ามีใครสักคนส่งข้อความมาหา หยิบเพจเจอร์ออกมาอ่านถึงกับน้ำตาคลอ
'ขอให้ปลอดภัยนะคะพ่อ เป็ห่วงมากเลย'
อ่านดูก็รู้ว่าลูกคงจะเข้าใจ แม้ไม่รู้ว่าพ่อต้องประสบเหตุการณ์อะไรบ้างในวันนี้
เกริกไกรแทบอยากตอบให้สุรีย์รัตน์ได้ยินเหลือเกิน 'พ่อไม่เป็ไรนะลูก' แต่ยามนี้กลับไม่กล้ายืมมือถือเพื่อนเพื่อถ่ายทอดความรู้สึก
วนัสนั่งเคียงข้างยังพอเข้าใจหัวอกเพื่อน ปล่อยให้ความเงียบงันช่วยให้สองพ่อลูกห่วงหาอาวรณ์กัน
สี่ทุ่มครึ่งจนไม่เหลือญาติใดรอหน้าห้องวินิจฉัย นอกจากสองหนุ่มวนัสและเกริกไกรเท่านั้น บรรยากาศอาคารหนึ่งโรงพยาบาลโรดสามสิบเอ็ดกลับเงียบกริบ เ้าหน้าที่เริ่มเปลี่ยนกะเริ่มบางตา
ดึกสงัดจนแทบได้ยินเสียงทุกเสียง แม้แต่เสียงเรียกจากเ้าหน้าที่ก็คล้ายกึกก้องกว่าคราวใด
“ญาติผู้ป่วย คุณ มิส เพ... รี... ตินา เชิญพบแพทย์ด้านในห้องวินิจฉัยค่ะ กรุณาปิดอุปกรณ์สื่อสารทุกชนิดเพื่อไม่ไปรบกวนอุปกรณ์แพทย์ด้วยนะคะ”
คำว่า 'ญาติ' ไยช่างสั่นสะท้านกลางใจเกริกไกรเหลือเกิน เราต่างเป็ญาติกันตอนไหนั้แ่เมื่อใด...
ทว่าจะเป็คำใดก็ช่าง ทั้งสองไม่รั้งรอรีบปิดการติดต่อทุกทางแล้วเข้าห้องตามคำเชิญ
ก้าวสู่ภายในกลับมีห้องย่อยอีกสามห้อง เป้าหมายที่ย่างเยือนคือห้องในสุด เ้าหน้าที่พยาบาลนำทางเชิญแล้วจึงเปิดประตูให้
สองหนุ่มก้าวเข้ามาแล้วจึงพบหญิงชุดกาวน์สองคน ดูไม่ยากนี่คือแพทย์ช่วยชีวิตหญิงสาวฝรั่งผู้เคราะห์ร้าย จึงยกมือไหว้ไม่ขาดตกมารยาท
“เชิญนั่งก่อนค่ะ ตรงนี้ค่ะ” หนึ่งในสองแพทย์หญิงเชื้อเชิญ
“ขอบคุณครับ” วนัสและเกริกไกรกล่าวพร้อมกันแล้วนั่งลง
“เป็ผู้พาน้อง 'ลอริส เปรีติน่า' มารักษาโดยตรงใช่ไหมคะ”
เกริกไกรอาสาตอบ “ใช่ครับ ผมขับรถพามาเพราะน้องหมดสติ”
สองหนุ่มสบมองตาสองแพทย์หญิง กระทั่งยังทอดมองบางสิ่งจากด้านหลัง ตรงนั้นคือเตียงผู้ป่วยพร้อมสารพันเครื่องช่วยชีวิต ทว่าร่างที่นอนอยู่กลับไม่ได้เชื่อมต่อสายเส้นใดเลย นอนสงบเหมือนตุ๊กตาน่ารักตัวหนึ่ง
หญิงสาวฝรั่งที่ชื่อลอริสนอนบนเตียงผู้ป่วยอยู่เื้ันี้เอง
“ขอทราบสาเหตุที่น้องหมดสติได้ไหมครับ” วนัสขอซักถาม
“คนไข้หัวใจหยุดเต้นกะทันหันค่ะ เป็ที่ตัวน้องมีโรคประจำตัวมาก่อนคือหัวใจไม่ค่อยสมบูรณ์” แพทย์หญิงเริ่มแจกแจงรายละเอียด พลางวางฟิล์มเอกซเรย์และแผ่นกระดาษกราฟข้อมูลให้ดู “การเต้นก็มีผิดจังหวะ แต่การหายใจโดยรวมถือว่าดีแทบปกติ ระบบการหายใจไม่มีปัญหาเท่าใด แต่การสูบฉีดโลหิตจากหัวใจของน้องยังมีปัญหาอยู่ค่ะ”
เกริกไกรขอถามบ้าง “แปลว่าน้อง หัวใจวายชั่วขณะใช่ไหมครับ”
แพทย์หญิงเริ่มบอกสาเหตุที่แท้จริง “คนไข้เกิดภาวะช็อกรุนแรงค่ะ คงได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจอย่างหนัก ที่หมดสติไปคือหัวใจหยุดเต้น อีกอย่าง เหมือนคนไข้อดหลับอดนอน หรือนอนไม่พอมาหลายวัน ร่างกายจึงอ่อนแอมาก มีทั้งภาวะโลหิตจาง ทางเราต้องให้เืถึงดีขึ้น โชคดีว่าคนไข้อายุยังน้อย ปั๊มหัวใจจนหายใจได้เองและฟื้นตัวเร็ว ยังตอบสนองต่อยาและการหายใจยังดีอยู่ค่ะ”
“พอจะรักษาให้หายได้ไหมครับ... คุณหมอ” เกริกไกรขอถามต่อ
เสียงตอบจากแพทย์แ่ลงแต่จริงจัง “ทางเราไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ค่ะ เนื่องจากหัวใจของน้องบกพร่อง กล้ามเนื้อหัวใจที่สูบฉีดโลหิตไม่แข็งแรงนัก ได้แต่ประคับประคองด้วยยาบำรุงกล้ามเนื้อหัวใจ ต้องให้ยาบำรุงโลหิตประจำด้วยค่ะเพื่อไม่ให้โลหิตจาง”
เกริกไกรหน้าซีดฉายชัด เสียงซักถามอ่อนเอื่อยขีดสุด “แล้วมีวิธีที่ดีที่สุดที่จะรักษาน้องยังไงบ้างครับ”
“ก็มีวิธีที่รักษาได้ดีกว่าคือการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจค่ะ” น้ำเสียงของแพทย์หญิงฟังแล้วยิ่งใจหาย “แต่ก็ต้องทำใจนะคะเพราะต้องใช้หัวใจของคนที่เพิ่งสมองตายและอายุใกล้เคียงกับน้องด้วยค่ะ ถึงจะรักษาแบบนั้นได้ ก็คือต้องสละชีวิตคนนึงที่จะจากไปแล้วมอบหัวใจเพื่อยื้อชีวิตอีกคนนึงไว้ค่ะ ประมาณนั้น”
“ผมอยากทราบว่าน้องจะมีชีวิตปกติต่อไปได้ไหมครับ” เกริกไกรถามไถ่เจือเสียงสั่นพร่า คล้ายรู้แก่ใจถึงคำตอบที่ไม่อยากได้ยิน
แพทย์หญิงตอบจริงจังตามตรง “อันที่จริง น้องก็อาจมีชีวิตได้อีกไม่นานค่ะ ส่วนใหญ่คนที่มีปัญหาหัวใจั้แ่เด็ก จะมีชีวิตสั้น มักจะหัวใจวายตอนเด็กโตหรือวัยรุ่น อันนี้ก็ต้องทำใจนะคะ ขึ้นอยู่กับการดูแลหัวใจของน้อง ให้น้องอยู่ในท่าสบายอย่าให้น้องหอบหรือเหน็ดเหนื่อย ถ้าดูแลดีก็อาจอยู่กับเราได้ยาวนานกว่าปกติค่ะ แต่ก็ต้องเผื่อใจไว้เหมือนกันค่ะ”
ฟังถึงตรงนี้กลับช่างเศร้าจับจิต ดั่งชีวิตถูกกำหนดเพียงแค่ไม่ทราบวันตายเท่านั้นหรือ... เกริกไกรก้มงุดเผยสีหน้าสลด แม้รู้ว่าวันนี้หญิงสาวฝรั่งชื่อว่าลอริสปลอดภัยแล้ว
“ตอนนี้น้องอาการดีขึ้นมาก วันนี้ก็พากลับบ้านได้ค่ะ” น้ำเสียงจากแพทย์หญิงดั่งคล้ายความหวังอันน้อยนิด “ก็ต้องระวังเื่กระทบกระเทือนจิตใจให้มาก ๆ ด้วยค่ะ จิตใจสำคัญต่อน้องมากนะคะ เพราะถ้าดูแลดีจิตใจน้องก็จะมีความสุข หัวใจก็จะแข็งแรง พยายามมอบแต่ความสุขบำรุงหัวใจน้องให้อยู่กับเราไปนาน ๆ ค่ะ”
สองหนุ่มยกมือไหว้อำลาสองแพทย์หญิง พยาบาลหลายคนช่วยประคองร่างสาวฝรั่งลุกจากเตียง ร่างชุดเดรสขาวคลุมน่องผมเผ้ายุ่งเหยิงช่างน่าเห็นใจ หนึ่งพยาบาลคอยสวมรองเท้าคู่เดิมให้จากที่แยกเก็บไว้ระหว่างรักษา ไม่ช้าจึงเดินตามมือจูงพยาบาลพาออกจากห้องวินิจฉัย
ไม่ได้ยินแม้เสียงพูดสักคำจากหญิงฝรั่ง ดูช่างเชื่องเชื่อให้พาไปไหนก็ยอมเดินตามง่าย ๆ ไม่ต้องสื่อสารภาษารัสเซียหรืออังกฤษให้วุ่นวาย
เกริกไกรและวนัสเดินตามอีกหนึ่งพยาบาลที่เชิญพา แวะสู่แผนกจ่ายยาและชำระค่ารักษา
บัตรเครดิตใบหนึ่งถูกรูดชำระค่าบริการด้านแพทย์ เกริกไกรใจหายวูบชั่วครู่ เมื่อรู้ว่ารวมทุกอย่างมันมากกว่าค่าเทอมของลูกสาว
ในมือเกริกไกรเต็มไปด้วยถุงยาและถุงห่อผ้าขาวหลากชิ้น ไม่รู้ข้างในบรรจุอะไรไว้บ้าง
เวลาที่รอคอยจะได้ออกจากโรงพยาบาลเช่นนี้ ควรจะดีใจทว่าไยกลับเศร้าหมอง
คำกล่าวจากแพทย์แม้นิ่มนวลสุภาพ ทว่ากลับแทงทิ่มตำใจเหลือเกิน เกริกไกรพลันหัวใจปวดหนึบสุดรวดร้าว
เวลาเท่านั้นหรือคือยายื้อชีวิต
พยาบาลอาสาพาส่งหญิงสาวฝรั่งจนถึงหน้าอาคารนอก เกริกไกรและวนัสรีบออกเดินนำ หวังจะเตรียมรถจอดเทียบให้ขึ้นได้สะดวก
“ฉันไปเอารถก่อนนะ นายรออยู่ตรงนี้” เกริกไกรเดินจากทิ้งให้วนัสเฝ้าดูหญิงสาวฝรั่ง
ไม่ช้ารถสีขาวแล่นมาแล้วจอดใกล้ เตรียมพาหญิงสาวรัสเซียสู่จุดหมายใหม่เพื่ออยู่พำนัก เกริกไกรเปิดประตูลงจากรถเพื่อขอบคุณพยาบาล
พยาบาลคนสุดท้ายโค้งไหว้อำลาหญิงสาวฝรั่ง ไม่น่าเชื่อคล้ายรับรู้เข้าใจหรืออย่างไรกัน หญิงสาวชื่อว่าลอริสก้มโค้งเพียงน้อยตอบรับ
“นายว่า น้องเค้าเข้าใจมารยาทใช่ไหม” วนัสถามไถ่เพื่อน
เกริกไกรนิ่งงันชั่วครู่แล้วพยักหน้าตอบ “ฉันว่า น้องเค้าน่าเอ็นดูนะ มารยาทงามจริง”
รองเท้าคัชชูขาวเข้ากับชุดกระโปรงยาวคลุมน่อง ผมเผ้ายังยุ่งเหยิงจากที่ต้องเจ็บป่วยแทบดับชีวา สีหน้าเรียบเฉยไร้ยิ้มไร้แย้มให้เห็น ทั้งประกายตาสีครามแกมฟ้าก็ยังอาบเจือหมองหม่น
ช่างเป็หญิงสาวใบหน้าเศร้าไม่ต่างจากรูปถ่ายบนพาสปอร์ต
“ลองจูงมือพามาขึ้นรถไหม” วนัสออกความเห็น ทว่าเกริกไกรไม่ได้ตอบใดเลย เพียงก้าวเข้าหาหญิงสาวฝรั่งแล้วยื่นมือจับแขนไว้
เชื่องเหมือนลูกแมวน้อยเสียจริง เกริกไกรจูงมือหญิงสาวฝรั่งพามาถึงข้างรถ วนัสผลิยิ้มคล้ายนี่เป็เื่น่ายินดี
“ดูแล้วน้องลอริสน่าจะว่านอนสอนง่าย เชื่องเสียขนาดนี้” วนัสบอกเพื่อนให้แช่มชื่นใจ
“ฉันก็ว่างั้นนะ” เกริกไกรตอบแ่ ก่อนจะหยิบถุงใสในกระเป๋ากางเกงออกมา เกรงว่าจะหล่นหายจึงจำใจใส่ในที่ไม่ค่อยเหมาะเท่าใด
กิ๊บโบผ้าขาวแกมม่วงอ่อนจากเกริกไกรส่งยื่นให้
มือนวลผ่องจากลอริสยื่นรับไว้ พลันได้ยินเสียงหนึ่งแสนเพราะพริ้ง
“สปาซิบะ / Спасибо” เสียงแ่เบาจากลอริสตอบรับ ก้มศีรษะเพียงน้อยคล้ายคำนับก่อนสวมกิ๊บโบติดผม
หญิงสาวฝรั่งกลับยิ่งเพิ่มความน่ารักขึ้นไปอีก
เกริกไกรเริ่มใจไหวหวั่นสั่นรัว ไม่อยากเชื่อเลยลอริสช่างน่าประทับใจปานนี้เชียวหรือ พลางระลึกคำพูดง่าย ๆ เผื่อน้องอาจเข้าใจ
“โก ทู นิว โฮม... มาย โฮม...”
เสียงตอบรับนิ่มนวลยิ่งแช่มชื่นหัวใจ เสียงตอบสั้นเพียงคำหวานว่า “ด๊า... / Да”
เกริกไกรประคองร่างตุ๊กตารัสเซียขณะพาเข้าไปนั่งเบาะหลัง อีกฝั่งเป็กระเป๋าหนังสีน้ำตาลและซองเอกสารที่คุ้นตา ยามนี้ถึงเวลาคืนสู่เ้าของดังเดิมแล้ว
ลอริสนั่งนิ่งช่างสงบเสงี่ยม สองหนุ่มนั่งเบาะหน้าเงียบงันวาจา รถสตาร์ตแล้วเคลื่อนออกสู่ถนนวิภาวดี มุ่งหน้าลงใต้กลับบ้านพักกายพักใจ
“เดี๋ยวฉันขับถึงบ้านส่งน้องก่อน แล้วจะขับมาส่งนายที่สนามบินนะ” เกริกไกรบอกให้เพื่อนอย่ากังวล
วนัสถอนใจแ่ “เฮ้อ เกรงใจนาย ต้องวกขับมาส่งฉันตั้งไกล”
“ฉันควรเกรงใจนายกว่า เพราะอยากให้นายช่วยอธิบายให้น้ำฟัง ถ้าไม่เช่นนั้นก็คงส่งนายที่สนามบินแต่แรกแล้ว” เกริกไกรอยากอธิบายให้เพื่อนรับรู้ “ถ้าฉันพาน้องกลับบ้านคนเดียว น้ำจะคิดยังไง ฉันไม่กล้านึกเลย”
“น้ำก็คงเผลอคิดว่า กลับดึกนี่ พาแฟนใหม่มาหรือไง” วนัสพูดติดตลกแต่อีกฝ่ายขำไม่ออก
“ฉันคงโดนลูกงอนใส่โกรธเป็ฟืนเป็ไฟแน่เลย” เกริกไกรยิ่งคิดยิ่งหวั่น ภาพลักษณ์คุณพ่อแสนดีคงจบสิ้นแน่
มองผ่านกระจกส่องหลังยังเห็นโฉมหน้านิ่งงัน แววตาเชื่องเชื่อเคล้าเซื่องซึมจาง ๆ แต่กลับดูน่าทะนุถนอมอย่างบอกไม่ถูก
“ลอริสดูน่ารักเนอะ เห็นแล้วน่าเอ็นดูมากเลย” เกริกไกรพรรณนาให้วนัสฟัง ฝ่ายหลังก็แย้มยิ้มจาง ๆ
“น่ารักสุดจะบรรยายเลยล่ะเพื่อน ฉันถึงพยายามทุกทางเพื่อจะไม่ให้ส่งกลับ” วนัสชะงักคำพูดชั่วครู่ก่อนจะบอกเื่สำคัญ “อย่าเป็อย่างฉันนะ พยายามอย่าพูดว่าส่งกลับบ้าน อย่าพูดภาษาอังกฤษถ้าจะทำให้น้องต้องเศร้าะเืใจ เื่พ่อแม่น่าจะสาบสูญก็อย่าพูดเลย ฉันกลัวน้องจะหมดสติอีก”
“อืม เข้าใจแล้ว” เกริกไกรตอบให้เพื่อนสบายใจ “ฉันจะระวังให้มากเลย ยังดีที่เราคุยกันตอนนี้น้องฟังภาษาไทยไม่ออก”
“ถ้านายทำอะไรให้น้องแล้วได้ยินคำว่า เนี้ยต เนี้ยต นายต้องหยุด” วนัสพยายามเตือน “จำตอนที่น้องเกาะแขนฉันและนายแล้วร้องไห้ได้ไหม”
“อ๋อ จำได้ นึกออกแล้ว ฉันจะจำอีกคำไว้ เดาว่าแปลว่า ไม่ ใช่ไหม”
“ด้า...” วนัสสอนทบทวน “เนี้ยต แปลว่า ไม่”
ลอบมองเื้ัเพื่อให้แน่ใจ เห็นหญิงสาวยังดูสงบเสงี่ยมส่งประกายตาซื่อ ๆ เหมือนเคย
“ยังดีนะ เราคุยกัน ไม่กระทบจิตใจน้อง” วนัสเอ่ยอย่างผ่อนคลาย พลางเปิดถุงใบใหญ่ที่มีทั้งห่อยาและห่อผ้าขาวปริศนามากมาย เพราะเป็คนช่างสงสัยจึงหยิบชิ้นผ้าขาวหนึ่งขึ้นมา “นี่คืออะไรหว่า”
เกริกไกรชำเลืองมองขณะขับ “ของใช้ของผู้หญิง เก็บเถอะ”
วนัสรีบใส่กลับเข้าที่แล้วผนึกถุง ในใจพลันต้องอับอาย
“มิน่าเล่าหมอถึงบอกว่าน้องโลหิตจาง ป่วยหลายอย่างพร้อมกันทั้งเป็่วันนั้นของเดือนด้วยนี่เอง” เกริกไกรช่วยไขกระจ่าง
“วันแรกที่ลอริสมาถึง ฉันเห็นน้องเดินถือแผ่นกระดาษเขียนชื่อพ่อแม่ อีกมือก็ถือรูปถ่ายครอบครัว เดินไปทั่วสนามบินร้องไห้ตามหา น่าสงสารมาก ตำรวจหญิงก็เดินตามห่าง ๆ ไม่กล้าพากลับ รอจนน้องอ่อนล้า ถึงกลับมาที่ตรวจคนเข้าเมืองแล้วก็นั่งรออยู่อย่างนั้น” วนัสเล่าเื่น่าสังเวชให้ฟัง
“น้องคงเหนื่อยมาก คงหมดแรง ข้าวปลาได้กินบ้างไหมนะ” เกริกไกรรำพันแ่เบา
วนัสก้มคลำเอวหยิบมือถือ แต่กลับชะงักมือก่อนจะเปิดสัญญาณ “ฉันมาคิด ๆ ดู คลื่นมือถือจะรบกวนจังหวะเต้นหัวใจคนเราไหมนะ”
“ฉันไม่รู้...” เกริกไกรจนใจจะคาดเดา “ถึงบ้านค่อยเปิดดีไหม”
“แต่น่าจะโทรบอกน้ำล่วงหน้านะ พูดแค่สั้น ๆ ก็พอ” วนัสรีบบอกสิ่งที่ควรทำก่อน ไม่ทันให้อีกฝ่ายตอบเห็นด้วยหรือไม่ สุดท้ายจึงตัดสินใจเปิดเครื่องแล้วกดหมายเลขไปยังบ้านของเพื่อน
เกริกไกรไม่ได้ยินเสียงพูดปลายสาย ได้แต่รับรู้บทสนทนาของวนัส “ตอนนี้คุณพ่อกำลังขับรถกลับบ้านแล้ว น้าวนัสก็มาด้วย แค่นี้ก่อนนะ แล้วเจอกัน”
วนัสปิดสัญญาณมือถืออีกครั้ง หวั่นหวาดว่าคลื่นสื่อสารอาจทำอันตรายตุ๊กตาสาวรัสเซียที่นั่งนิ่งสงบอยู่ด้านหลัง
“ที่ฉันโทรไปเพราะเพจเจอร์นายก็ไม่ได้เปิด นายก็ไม่ทราบน้ำจะเป็อย่างไร ส่วนมือถือฉันก็ปิด ถ้าเกิดน้ำติดต่อไม่ได้ คงกระวนกระวายใหญ่โตแน่ บอกน้ำให้สบายใจก่อนน่ะดีแล้ว” วนัสบอกเหตุผลแท้จริงให้เพื่อน
เสียงตอบแ่จากเกริกไกรเคล้าซาบซึ้ง “ขอบใจมากเพื่อนรัก”
รถแล่นช้าลงเมื่อเข้าซอยย่อยแยกจากถนนรัตนาธิเบศร์ รอบข้างเริ่มเปลี่ยนเป็เรือกสวนและบ้านเรือนน้อยใหญ่
คนขับลอบมองผ่านกระจกส่องหลังอีกครั้ง สังเกตเห็นหญิงสาวชะเง้อคอมองซ้ายแล้วมองขวา ไม่รู้ว่ามองหาสิ่งใดอยู่ หรือแค่มองทิวทัศน์ข้างทางที่มีแต่แสงไฟหรุบหรู่
แววตายังอาบฉายเศร้าสร้อยน่าเห็นใจไม่เปลี่ยนเลย
เกริกไกรเลื่อนสายตากลับมาเตรียมจะจอดหน้าประตูเลื่อน รำพันแ่เคล้าท้อแท้ใจ “น้องจะปรับชีวิตอยู่ในบ้านฉันได้ไหมนะ”
บีบแตรหนึ่งครั้งหวังส่งสัญญาณให้คนในบ้านรู้ตัว ไม่นานประตูเหล็กจึงเลื่อนออก หญิงสาววัยสิบแปดสวมชุดนอนขายาวลายทางตัวใหญ่โคร่งโบกมือยิ้มต้อนรับ
“น้องน้ำดีใจ เห็นไหม พ่อกลับมาแล้ว” วนัสบอกเพื่อนให้อบอุ่นใจ
“เดี๋ยวก็รู้ ถ้าน้ำต้องมาเห็นอีกคนที่เพิ่มขึ้นมา” อีกฝ่ายกลับเสียงเอื่อยระคนหวั่นวิตก
รถเคลื่อนช้า ๆ เข้าสู่เขตบ้าน มองภายในรถยังมืดสนิท กระทั่งดับเครื่องยนต์ไฟภายในส่องสว่างทุกสิ่งทุกอย่างจึงเริ่มเฉลย
สายตาสุรีย์รัตน์เริ่มจดจ้องสองหนุ่มที่เริ่มลุกออกจากรถ วนัสรีบเดินมาใกล้พลางบอก “กลับมาแล้ว พวกเรากลับมาแล้ว”
สุรีย์รัตน์ยกมือไหว้คนในเครื่องแบบ ทว่าสายตาไม่ได้สบมองผู้มาทัก กลับทอดมองเื้ัที่พ่อบังเกิดเกล้ากำลังประคองอีกร่างอิดโรยออกมาจากรถ
เกริกไกรค่อยก้าวเท้าเข้ามาใกล้ มือจูงอีกมือหนึ่งหญิงสาวที่เดินตามอย่างเชื่องเชื่อ เมื่อเริ่มปล่อยมือออกจึงปริปากแ่เบาดั่งคนอ่อนล้า
“น้ำ ลูกพ่อ...”
สายตาลูกสาวสบมองพ่ออย่างประหลาด สีหน้าอาบเคล้างุนงงสับสน ไร้คำเอ่ยใดเพียงรอให้ใครสักคนช่วยอธิบาย ไม่วายยังเมียงมองหญิงสาวฝรั่งที่ยืนนิ่งก้มหน้างุด
“พ่อคะ...” สุรีย์รัตน์เอื้อนเสียงเอื่อยก่อนยกมือไหว้ แม้เป็มารยาทที่พบกันเคยกระทำไม่เคยขาด ทว่าวันนี้คืนนี้กลับผิดแผกแปลกยิ่ง รอยยิ้มที่เคยมีกลับเจื่อนจางสิ้น
-ยังไมจบตอน-
