กู้ิจูลุกขึ้นจากที่นั่ง เดินอย่างชดช้อยมาหยุดกลางโถงแล้วคุกเข่าลง "ถวายบังคมฮองเฮาเพคะ" กิริยาท่าทางสง่างามเป็ธรรมชาติ ไร้ซึ่งความเคอะเขิน
สายตาของผู้คนในงานต่างจับจ้องมาที่นาง เพียงเพราะชื่อเสียงขององค์หญิงใหญ่เซวียนหยางนั้นเลื่องลือเกินไป แม้พระนางจะสิ้นพระชนม์ไปหลายปีแล้ว แต่ก็ยังคงมีผู้กล่าวขานถึงอยู่เนือง ๆ
หลังม่านผลึกแก้วมีเสียงรับสั่งเบา ๆ ขันทีจึงก้าวเข้าไปเลิกม่านขึ้น ด้านหลังม่านบนเสื่อหยกทอทองคำ สตรีสูงวัยผู้เลอโฉมในฉลองพระองค์ตี๋อีลายหงส์สีเหลืองสว่าง เกล้ามวยผมทรงสูง ทอดพระเนตรมองมาที่กู้ิจู
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือหญิงสาวแรกรุ่นที่คุกเข่าอยู่กลางโถง นางแต่งกายธรรมดาสามัญ ผมหนาปรกหน้าไปกว่าครึ่ง ใบหน้าเหลืองซีดไร้ซึ่งราศี เครื่องหน้าถือว่าพอมองได้
มีเพียงดวงตาคู่นั้นที่สุกใสกระจ่าง ดำขาวตัดกันชัดเจนราวกับมองทะลุจิตใจผู้คนได้
ฮองเฮาเลิกพระขนงขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดพระทัย "เ้าคือ... กู้ิจูแห่งสกุลกู้หรือ" บุตรีของเซวียนหยางหน้าตาเช่นนี้เองหรือ ช่างยากจะเชื่อจริง ๆ
กู้ิจูสบพระเนตรฮองเฮาอย่างสงบนิ่ง "หม่อมฉันคือกู้ิจูแห่งสกุลกู้เพคะ"
เดิมทีเมื่อได้ยินว่าเป็บุตรีขององค์หญิงใหญ่เซวียนหยาง องค์รัชทายาทก็ยืดตัวขึ้นนั่งตรง สายตาจับจ้องไปที่กู้ิจูซึ่งเดินออกมาจากที่นั่ง กวาดตามองขึ้นลงไม่หยุดเพื่อหมายจะชมความงามของนางให้ชัดเจน
ทว่าเมื่อเห็นรูปโฉมของนางชัด ๆ องค์รัชทายาทก็หน้าบึ้งตึง เอนหลังพิงพนักด้วยความผิดหวัง
แม้เขาจะจำพระพักตร์ขององค์หญิงใหญ่เซวียนหยางไม่ได้ชัดเจนนัก แต่ก็เคยได้ยินมานานแล้วว่าพระนางคือหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งฉางอัน แม้แต่มารดาของเขาเองก็ยังมีความงามเทียบไม่ติด
แล้วทำไมบุตรีถึงได้มีหน้าตาสามัญเช่นนี้ ช่างน่าผิดหวังเสียจริง
เขาละสายตาไปอย่างหมดความสนใจ แล้วกวาดตามองบรรดาคุณหนูที่แต่งกายงดงามและมีรูปโฉมสะสวยบนที่นั่งทีละคน
ทว่าฮองเฮากลับแย้มพระสรวลบาง ๆ แล้วพยักพระพักตร์ "เมื่อก่อนเซวียนหยางมารดาของเ้ากับข้าก็เป็คนคุ้นเคยกัน มักจะพูดคุยกันในวังเสมอ นางจากไปหลายปี ข้าก็ไม่เคยเห็นหน้าเ้าเลย จึงได้ถามถึง"
ตรัสจบก็ทรงพยักพระพักตร์ให้กู้ิจู "เ้ากลับไปนั่งที่เถอะ ข้ายังมีของเก่าที่มารดาของเ้าเคยชอบ ประเดี๋ยวจะให้คนนำไปมอบให้เ้า" น้ำเสียงอ่อนโยนดุจญาติผู้ใหญ่ทั่วไป
กู้ิจูรู้สึกโล่งอก ฝืนข่มความดีใจบนใบหน้าไว้ ยกมือขึ้นจรดหน้าผากแล้วหมอบกราบ "หม่อมฉันขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณเพคะ" นางลุกขึ้นแล้วค่อย ๆ ถอยกลับไปนั่งที่
แม้ใบหน้าจะเรียบเฉย ทว่านางกลับได้ยินเสียงหัวใจของตนเต้นโครมคราม ฝ่ามือชื้นเหงื่อ
ในที่สุดครั้งนี้นางก็ไม่ต้องรอให้ฮองเฮาตรัสถามอายุและวันเกิด และไม่ต้องให้นางข้าหลวงด้านหลังจดบันทึกวันเดือนปีเกิดของนางแล้ว
นางช้อนตาขึ้นมององค์รัชทายาทบนที่นั่ง เป็อย่างที่คิด สายตาของเขาไม่ได้หยุดอยู่ที่นาง แต่กลับไปหยุดอยู่ที่สองพี่น้องสกุลกัวซึ่งแต่งกายโดดเด่นกว่าใคร
ทว่านางไม่ทันสังเกตเห็นว่า เสียนอ๋องหลี่อวี้ที่นั่งอยู่บนตั่งข้างองค์รัชทายาทกำลังมองนางอย่างตั้งใจ
เขารู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก หญิงสาวผู้นี้ชัดเจนว่าไม่ได้หน้าตาเช่นนี้ แล้วทำไมถึงแต่งตัวเช่นนี้มาร่วมงานเลี้ยงฉวี่เจียง หรือว่าไม่อยากได้รับพระราชทานสมรส
ชัดเจนว่าเมื่อครู่เสด็จแม่ทรงตั้งพระทัยถามถึงนาง ก็เพื่ออยากจะดูว่านางเหมาะสมหรือไม่ แต่นางกลับทำราวกับรู้ล่วงหน้า ช่างน่าแปลกนัก
กู้ิจูไม่รู้ตัวว่าถูกหลี่อวี้จ้องมอง นางก้มหน้าลงพรูลมหายใจยาว อย่างน้อยก็รอดพ้นไปได้ชั่วขณะ
แม้นางจะรู้ดีว่าด้วยบารมีของจวนแม่ทัพใหญ่เพียวฉี ฮองเฮาอาจไม่ทรงรามือไปง่าย ๆ นางจึงยังต้องระวังตัวให้มาก
ฮองเฮาตรัสถามถึงคุณหนูจวนอื่น ๆ แล้ว คุณหนูแต่ละคนต่างหน้าแดงระเรื่อ แฝงความกังวลและคาดหวัง ก้าวออกมาย่อกายทำความเคารพทีละคน
สองพี่น้องสกุลกัวก็ก้าวออกมาทำความเคารพ ฮองเฮาตรัสถามพร้อมรอยแย้มพระสรวลเพียงไม่กี่ประโยคก็ให้พวกนางถอยไป
ทว่าเมื่อถึงคราวของกู้ิเยว่และกู้ิอวี้กลับตรัสถามมากกว่าปกติ ทรงเอ่ยชมกู้ิเยว่ว่ารู้หนังสือและมีมารยาท ตรัสถามถึงงานอดิเรกในยามปกติ
กู้ิเยว่หน้าแดงระเรื่อ ทว่าก็ตอบคำถามได้อย่างฉะฉานและสง่างาม
ฮูหยินหลัวเห็นดังนั้นก็ดีใจเป็ล้นพ้น รอยยิ้มปรากฏบนหางคิ้วและหางตาอย่างปิดไม่มิด
ความโปรดปรานที่มีต่อสกุลกู้เช่นนี้กลับทำให้สีหน้าของฮูหยินบ้านรองสกุลกัวดูแย่ลงมาก นางนั่งหน้าตึงอยู่บนที่นั่ง จ้องมองสองแม่ลูกสกุลกู้อย่างเ็า ไม่ปิดบังความโกรธแค้นเลยแม้แต่น้อย
นางรู้ดีว่าเหตุที่ฮองเฮาทรงให้ความสำคัญกับสกุลกู้เช่นนี้ ก็เป็เพราะกู้ชิง แม่ทัพใหญ่เพียวฉี และทหารนับแสนนายในแถบทัพตะวันตกเฉียงเหนือที่อยู่ในมือเขา หากสามารถแต่งคุณหนูสกุลกู้เข้ามาได้ ย่อมเป็กำลังสำคัญอย่างแน่นอน
แม้ตอนนี้สกุลกัวจะดูสูสีกับสกุลกู้ ในราชสำนักราชครูกัวหวายและแม่ทัพใหญ่กู้ก็มีอำนาจคานกันอยู่ แต่ถึงอย่างไรราชครูกัวหวายก็ชราภาพแล้ว สุขภาพไม่แข็งแรงเหมือนเมื่อก่อน
หากเกิดเื่ไม่คาดฝันขึ้น สกุลกัวก็จะไร้ที่พึ่ง ไม่แปลกเลยที่ฮองเฮาจะไม่ทรงให้ความสำคัญกับสกุลกัว
แต่นางจะทนดูคนสกุลกู้ได้รับพระราชทานสมรสแต่งเข้าราชวงศ์ไปต่อหน้าต่อตาไม่ได้ สกุลกัวต้องหาทางให้ได้รับพระราชทานสมรสให้ได้ ถึงจะมีความหวังในการค้ำจุนตระกูลต่อไป
สีหน้าของฮูหยินบ้านรองสกุลกัวมืดครึ้ม นางหันไปมองสาวใช้ที่คอยปรนนิบัติอยู่ด้านหลัง สาวใช้ย่อกายค้อมเข่าแล้วถอยออกไปอย่างเงียบเชียบ ไปหยุดยืนอยู่ด้านหลังกัวอวี้ซิ่ว
บรรดาคุณหนูทยอยก้าวออกไปทำความเคารพตามคำเรียกขาน สายตาทุกคู่ล้วนจับจ้องมาที่พวกนาง มีทั้งประเมินและคาดเดา ต่างก็คาดเดาพระทัยของฮองเฮาว่าทรงหมายตาใครให้องค์ชายทั้งสอง
มีเพียงสองคนเท่านั้นที่ดูเหมือนจะไม่สนใจเื่นี้เลย ไม่แม้แต่จะปรายตามองเหล่าคุณหนูที่กำลังกระวนกระวายใจแม้แต่น้อย
ชุยอี้กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนตั่ง มือข้างหนึ่งเท้าคางพิงโต๊ะเตี้ย อีกข้างหนึ่งถือจอกสุราอย่างสบายอารมณ์
เขาจิบสุราอึกหนึ่งแล้วขมวดคิ้วเอ่ยกับหลี่เนี่ยน ‘เฉินหลิวอ๋อง’ ที่นั่งตัวตรงอยู่ข้าง ๆ "เ้ากลับฉางอันมาเพื่อจะหาคู่ครองหรือ"
บนใบหน้าหล่อเหลาเกลี้ยงเกลาของหลี่เนี่ยนมีรอยยิ้มอบอุ่น "ข้ามาเพื่อถวายพระพรวันพระราชสมภพของฝ่าาต่างหาก"
ชุยอี้ยิ้มเยาะ "เฉินหลิวอยู่ห่างจากฉางอันนับพันลี้ หลายปีมานี้เ้าไม่เคยกลับมาในวันพระราชสมภพเลย ปีนี้กลับจะมาถวายพระพร"
เขาปรายตามองฮองเฮาที่กำลังตรัสถามอย่างอ่อนโยน แล้วหันกลับมามองหลี่เนี่ยน "พระนางเรียกเ้ากลับฉางอันหรือ"
รอยยิ้มของหลี่เนี่ยนยังคงเดิม "เป็ความกตัญญูของข้าเองที่อยากกลับมาถวายพระพรฝ่าาและฮองเฮาที่ฉางอัน"
ชุยอี้เสยผมที่ปรกหน้าผากลวก ๆ ขมวดคิ้วจิบสุราอีกอึก "รู้ว่าเ้าต้องพูดแบบนี้ ช่างน่าเบื่อจริง ๆ!"
เขายกจอกสุราที่ว่างเปล่าขึ้น ให้นางกำนัลรินเพิ่มให้ พลางบ่นว่า "น่าจะให้พี่ห้าตามเ้ามาฉางอันด้วย เขาคุยกับเ้าถูกคอ มีนิสัยน่าเบื่อเหมือนกันเปี๊ยบ"
เมื่อหลี่เนี่ยนได้ยินดังนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าก็กว้างขึ้น "พี่ห้าสบายดีหรือไม่ ไม่ได้พบเขานานแล้ว ครั้งนี้ทำไมเขาถึงไม่มาฉางอันเล่า"
ชุยอี้เกาหัว พูดด้วยน้ำเสียงกระด้าง "ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่าเขาไปไหน ปกติก็มีแต่เขาคอยคุมข้า ครั้งนี้พวกตาเฒ่าพวกนั้นบังคับให้ข้าตามเ้ามา"
"หากไม่ใช่เพราะเห็นว่าฉางอันพอมีเื่สนุกอยู่บ้าง ใครจะอยากมาเป็ผู้ติดตามเ้ากัน" กิริยาท่าทางและคำพูดของเขาช่างขัดกับใบหน้าอันหล่อเหลาอย่างสิ้นเชิง
หลี่เนี่ยนยิ้มพลางยกจอกสุราขึ้นดื่มคารวะเขา และกล่าวขอบคุณเบา ๆ
กู้ิจูไม่ได้มองการดูตัวของฮองเฮา แต่กลับมองดูสองคนนั้นอยู่ไกล ๆ นางขมวดคิ้ว นึกถึงข่าวลือที่เคยได้ยินมา
ในอดีตสกุลเฉินซึ่งเป็ตระกูลเดิมของเฉินฮองเฮา คือสายย่อยของสกุลเฉินแห่งหลงซีซึ่งเป็ตระกูลขุนนางแห่งกวนหลง เช่นนั้นหลี่เนี่ยนก็นับว่าเป็ทายาทของตระกูลขุนนาง
การที่คุณชายสายตรงของสกุลชุยติดตามหลี่เนี่ยนมาฉางอัน หมายความว่าตระกูลขุนนางแห่งกวนหลงจะกลับมาแทรกแซงราชสำนักอีกครั้งใช่หรือไม่
ความคิดของนางแล่นพล่าน พยายามทำความเข้าใจความเชื่อมโยงในเื่นี้
"คุณหนู" อาปี้เดินเข้ามาใกล้ กระซิบด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก "ถุงหอมใบนั้นหายไปแล้วเ้าค่ะ..."
.
.
.