ตอนที่4ตัวละครใหม่อีกแล้วหรือ
ผมใช้เวลาศึกษาชนิดของผ้าที่ทางร้านนำมาขายอยู่นานรู้ตัวอีกทีมองออกไปทางหน้าต่าง พระอาทิตย์ก็ใกล้ลับขอบฟ้าแล้วแต่ยังเหลือตำราที่ไม่ได้อ่านอีกหลายเล่ม
ค่อยเอาไปอ่านที่เรือนก็แล้วกัน...
“เสี่ยวไป๋ ให้คนส่งตำราพวกนี้ไปที่จวนด้วย”
“เ้าค่ะคุณชายจะกลับเลยหรือไม่เ้าคะ”
“อืม”
ตอนนี้ยามโหย่วแล้ว ถ้าให้เทียบก็ราวๆหกโมงเย็น ผมใช้เวลาอยู่ที่นี่ั้แ่เช้า คิดๆ ดูแล้วอาหารยังไม่ตกถึงท้องเลยนอกจากน้ำชากับขนมที่เสี่ยวไป๋เอามาให้ทาน ความจริงเสี่ยวไป๋ก็ยกอาหารมาให้นั่นแหละแต่ผมกลับเพลินกับการอ่านตำราจนอาหารเย็นชืดไปหมด
แต่จะว่าไป... ตอนนี้ก็ชักจะหิวแล้วสิ
ผมออกมาขึ้นรถม้าที่หน้าร้านผ้าลี่จินซึ่งตอนนี้ถึงเวลาปิดร้านพอดีไม่นานรถม้าก็มาจอดเทียบหน้าร้าน
“เสี่ยวไป๋ แวะร้านจวนเลิศรสด้วย”
“คุณชายหิวแล้วใช่หรือไม่เ้าคะ”
“ใช่ ทำไม?”ผมหันไปถามเสี่ยวไป๋ที่มีท่าทางไม่พอใจเล็กน้อย
“ก็คุณชายไม่ยอมทานข้าวนี่เ้าคะเสี่ยวไป๋ยกอาหารไปให้ คุณชายก็ไม่ทาน ทำเช่นนี้เมื่อไรจะหายดีเ้าคะ”แม่นางเสี่ยวไป๋ได้ทีก็บ่นยาวเหยียด เหตุเกิดจากผมไม่ยอมทานอาหารสักทีเธอยกไปอุ่นแล้วอุ่นอีก ผมก็ไม่ยอมเงยหน้าจากกองตำรามาทานข้าว
บางทีอาจเรียกว่าเป็ความเคยชินสมัยที่ผมเรียนหนังสือหรือตอนทำงาน เมื่อผมจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งผมจะเอาตัวเองเข้าไปหมกมุ่นกับสิ่งนั้นจนไม่สนใจรอบข้าง แทบจะไม่ผละไปจากตรงนั้นเื่ทานอาหารนี่ลืมไปได้เลย
ดังนั้นเมื่อต้องศึกษาเกี่ยวกับชนิดของผ้าและการออกแบบซึ่งเรียกได้ว่าเป็สิ่งที่ผมให้ความสนใจ มันจึงอดประพฤติตัวตามปกติไม่ได้
“ข้าสบายดีแล้วเพียงอ่านตำรานานไปหน่อย อีกอย่าง เรากำลังจะไปทานข้าวกันแล้ว เ้าเลิกบ่นเถิด”
“เสี่ยวไป๋เป็ห่วงคุณชายนี่เ้าคะไม่อยากให้คุณชายป่วยอีก คุณชายป่วยแล้วหลับไปนานมาก เสี่ยวไปเหงามากเลยเ้าค่ะ”เสี่ยวไป๋พูดด้วยท่าทางหงอยๆ ดูเป็บ่าวรับใช้ที่ติดเ้านายไม่น้อยสงสัยเ้าของร่างเดิมคงมอบความรัก ความเอ็นดูให้นาง เผลอๆ อาจมองนางเป็น้องสาวด้วยซ้ำไม่อย่างนั้นนางจะกล้าเอ่ยตัดพ้อเ้านายเช่นนี้หรือ
“เอาเถิดต่อไปนี้ข้าจะทานข้าวให้ตรงเวลา ดีหรือไม่ จะได้ไม่ล้มป่วยให้เ้าต้องทนเหงาอีก”
“จริงหรือเ้าคะ”
“จริงสิ เลิกงอนเถิดเสี่ยวไป๋เดี๋ยวข้าเลี้ยงอาหารเ้าเอง” เพียงได้ยินว่าจะได้ทานของอร่อย เสี่ยวไป๋ก็แทบลืมไปแล้วว่ากำลังงอนอยู่แววตาของนางทอประกายสดใส
เด็กหนอเด็ก...
ร้านอาหารจวนเลิศรสเป็ร้านอาหารโปรดของผมในมิตินี้ และอาจเป็ร้านโปรดของเ้าของร่างเดิมด้วยเพราะเสี่ยวไป๋ดูคุ้นเคยกับเสี่ยวเอ้อเป็อย่างดี
นอกจากนั้น ครั้งแรกที่ผมเข้ามาในร้านนี้หลังจากทำใจยอมรับที่จะใช้ชีวิตอยู่ในมิตินี้พนักงานในร้าน ไม่ว่าจะเป็เสี่ยวเอ้อหรือผู้จัดการเมื่อเห็นหน้าผมเป็ต้องเข้ามาทักทายอย่างสนิทสนม
“คุณชายเฟิง วันนี้รับเหมือนเดิมหรือไม่ขอรับ”เสี่ยวเอ้อเอ่ยถามหลังจากพาผมเข้ามานั่งที่โต๊ะประจำ โต๊ะนี้ค่อนข้างหลบมุมแต่ไม่อึดอัด ทั้งยังเงียบสงบ
“เอาเหมือนเดิม ขอสุราอ่อนดอกท้อด้วย”
“ได้ขอรับ คุณชายโปรดรอสักครู่”เสี่ยวเอ้อโค้งคำนับเล็กน้อยก่อนเดินออกไป
ร้านจวนเลิศรสมีอาหารหลากหลายและอาหารแต่ละอย่างก็อร่อยจนแทบจะกลืนลิ้น แต่ทีเด็ดคือสุราดอกท้อของที่นี่
ถ้าให้บรรยายก็คือสุราดอกท้อเป็สุราที่มีกลิ่นหอม เพียงจิบเข้าไปกลิ่นของมันก็ตลบอบอวนอยู่ในปากและกรุ่นอยู่ที่จมูก รสชาติซาบซ่านหวานลิ้นต้องค่อย ๆ จิบ หากกรอกพรวดเข้าไปในปากอาจตายเพราะความซ่าของมันได้อาจดูเหมือนกล่าวเกินจริงไปหน่อย แต่ถ้าให้เปรียบก็เหมือนการกินวาซาบิยิ่งกินคำใหญ่ยิ่งตีขึ้นจมูก ความซ่าของมันเหมือนกินน้ำโซดาแต่เพราะความมึนหลังจากกินเข้าไปนาน ๆ เข้า จึงทำให้ตระหนักรู้ว่ามันยังคงเป็สุราไม่ใช่น้ำหวานโซดา
“คุณชายเ้าคะท่านจะออกแบบชุดอย่างไรให้ฉิงอันกงจู่” เสี่ยวไป๋เอ่ยทำลายความเงียบระหว่างรออาหาร
ตอนนี้เธอนั่งอยู่บนเก้าอี้ด้านข้างเป็เพราะผมบังคับอีกนั่นแหละ แรกๆ ที่สั่งให้เธอนั่งในระดับที่เสมอกันเสี่ยวไป๋ไม่ยอมท่าเดียว ทั้งยังทำท่าเหมือนจะร้องไห้เพราะความต่างชั้นของคนในสมัยนี้ และกฎระเบียบของบ่าวรับใช้ที่ห้ามตีตนเสมอนายแม่สาวน้อยเสี่ยวไป๋จึงค้านหัวชนฝา จนผมต้องบังคับด้วยอำนาจของเ้านาย เธอถึงจะยอมทำตาม
ที่ผมบังคับเธอเพราะผมเห็นเธอเป็น้องสาวและรู้สึกแปลกๆ ที่มีคนคอยยืนบริการตอนกำลังทานอาหาร ยิ่งไปกว่านั้นคนที่ยืนบริการยังเป็สาวน้อยอายุสิบห้าปีผมทนเห็นเธอยืนบริการไปด้วยท้องร้องไปด้วยไม่ได้หรอก
บางทีก็นึกสงสัยว่าใครเป็คนจัดสาวน้อยวัยสิบห้ามาเป็บ่าวรับใช้ข้างกายของผม...หรืออาจเป็เ้าของร่างเดิมเอง
อย่างไรก็ตามตอนนี้เธอสามารถนั่งเทียบเคียงผมได้โดยไม่แสดงท่าทีอิดออดแต่ใช่ว่าเธอจะนั่งข้างผมแบบนี้ตลอด เสี่ยวไป๋รู้กาลเทศะดี และผมก็รู้ดีถึงการแบ่งแยกชนชั้นของสังคมที่นี่ดังนั้น นอกจากตอนทานอาหารในเรือน เสี่ยวไป๋ก็จะยืนบริการผมอยู่ทางด้านหลัง
ยกเว้นตอนนี้ผมเห็นว่าโต๊ะที่พวกเรามานั่งอยู่ค่อนข้างตั้งอยู่ในจุดที่เป็มุมอับสายตาไม่มีผู้คนเดินผ่านไปมา ดังนั้นจึงไม่จำเป็ต้องใส่ใจสายตาใคร ผมจึงให้เสี่ยวไป๋นั่งบนเก้าอี้
อีกอย่าง... ผมต้องง้อเธอด้วยอาหาร ไม่อย่างนั้นแม่สาวน้อยต้องไปฟ้องท่านแม่แน่ๆ ว่าผมไม่ยอมทานข้าว ถือว่าอาหารมื้อนี้เป็ค่าปิดปาก
“ข้ายังนึกรูปแบบไม่ออกคงต้องไปเจอกงจู่เป็การส่วนตัว” และที่สำคัญผมต้องศึกษาชนิดของผ้าในมิตินี้ให้ละเอียดเสียก่อน
“คุณชายคงไม่ได้... ” เสี่ยวไป๋หยุดพูดในตอนท้ายเธอหันซ้ายหันขวาราวกับกลัวใครจะมาได้ยินเข้าก่อนจะโน้มตัวมากระซิบเสียงเบาใกล้หูของผม
“คุณชายคงไม่ได้ลืมเื่พวกนี้หรอกนะเ้าคะ”เธอมองผมด้วยแววตาที่แสดงความกังวลเล็กน้อย
โธ่ แม่สาวน้อย เป็อย่างที่เธอคิดจ้ะ
“ข้าลืมจริง ๆ นั่นแหละ”
“ตายแล้วเช่นนั้นจะทำอย่างไรกันดีเ้าคะ เสี่ยวไป๋ได้ยินมาว่าฉิงอันกงจู่เป็คนร้ายกาจหากคุณชายออกแบบชุดให้พระองค์ไม่ได้ ฉิงอันกงจู่ต้องทรงกริ้วแน่นอนเ้าค่ะ”เสี่ยวไป๋กล่าวด้วยความร้อนรน ท่าทางของเธอดูเป็เดือดเป็ร้อนแทนผมอย่างมาก
“ใจเย็น ๆ ก่อน ถึงตอนนี้จะจำไม่ได้แต่ศึกษาเพียงไม่นาน ข้าก็มั่นใจว่าสามารถออกแบบชุดให้ฉิงอันกงจู่ได้แล้ว”
อย่าดูถูกผมเชียวอย่างน้อยในชีวิตก่อนผมก็เป็ดีไซเนอร์
“จริงหรือเ้าคะ คุณชายเลื่อนวันส่งจดหมายเชิญกงจู่ดีหรือไม่เ้าคะ”สาวน้อยเสี่ยวไป๋ยังคงเป็กังวล
“ไม่จำเป็ แค่หนึ่งอาทิตย์ก็เพียงพอแล้วเ้าอย่าห่วงไปเลย” ผมเอ่ยปลอบใจเสี่ยวไป๋อีกครั้ง เธอทำท่าจะพูดอะไรบางอย่างออกมาแต่เพราะเสี่ยวเอ้อยกอาหารมาวางพอดี เสี่ยวไป๋จึงจำใจต้องกลืนคำพูดลงคอ
และหลังจากนั้นก็ดูเหมือนเธอจะลืมไปแล้วว่ากำลังกังวลกับเื่ของผมอยู่...
เสี่ยวไป๋ทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อยแต่เธอก็ยังไม่ลืมหน้าที่ของตัวเอง ยังคงคอยตักอาหาร คอยเติมชาและรินสุราดอกท้อให้ผมไม่ขาด
พวกเราดื่มด่ำกับอาหารเลิศรสสมชื่อร้านกอปรกับบรรยากาศเงียบสงบ แม้ความจริงแล้วในร้านจะเต็มไปด้วยลูกค้าคนอื่น ๆ ก็ตามแต่มุมที่ผมอยู่กลับเป็ส่วนตัวอย่างมาก
ทานอาหารหนึ่งคำ ชิมสุราหนึ่งจิบ
อา... ไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้ทานอาหารอร่อยอีกแล้ว
อย่างไรก็ตามกลับมีใครบางคนไม่ยอมปล่อยให้ผมได้อยู่เป็สุข
“คุณชายใหญ่เฟิง”
สตรีผู้หนึ่งก้าวมาหยุดอยู่ที่โต๊ะของผมทั้งยังเอ่ยเรียกผมด้วยน้ำเสียงไม่เป็มิตร
เสี่ยวไป๋รีบะโลุกจากเก้าอี้และมายืนสงบเสงี่ยมอยู่ด้านหลัง
ใครกัน... ตัวละครใหม่เหรอ
ผมมองเธอด้วยความสงสัยจากท่าทางของเธอแล้ว ดูไม่เหมือนคนที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อผมเท่าไรอาจเป็ศัตรูเสียมากกว่า
“ท่าทางท่านจะหายดีแล้ว”ผู้หญิงคนนั้นกอดอก เชิดหน้า และปรายหางตามามองผม แท้จริงแล้วหากจะรังเกียจกันถึงเพียงนี้ก็ไม่จำเป็ต้องฝืนใจเข้ามาทักทายนะ
“ข้าดีขึ้นมากขอบใจแม่นางที่เป็ห่วง” ผมตอบกลับไปตามมารยาท แต่ดูเหมือนผมจะพูดบางอย่างผิดไปผู้หญิงคนนั้นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหันมามองผมด้วยท่าทีประหลาดใจแต่ไม่นานเธอก็กลับมาทำหน้าเชิดเหมือนเดิม
เชิดเสียขนาดนั้นระวังคอหักนะแม่คุณ...
“หึ เห็นท่านสบายดี ข้าก็ยินดีด้วย”แม่นางผู้นั้นเอ่ยด้วยรอยยิ้มชั่วร้ายที่มุมปากเธอโน้มตัวลงมาให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกับผม พลางขยับริมฝีปากสีอิงเถาแ่เบา
“คราวหลังก็ระมัดระวังตัวด้วยเล่าทางที่ดี... ท่านอยู่ให้ห่างจากท่านพี่ของข้าเสียไม่เช่นนั้นครั้งหน้าท่านอาจจะไม่ฟื้นตัวเร็วเช่นนี้”
ผมตกตะลึงไปชั่วขณะ กว่าจะรู้สึกตัวแม่นางผู้นั้นก็เดินจากไปแล้ว
ที่นางพูดหมายความว่าอย่างไร...
หมายถึง ‘เหตุการณ์นั้น’ ที่ทำให้เ้าของร่างเดิมตายและทำให้ผมทะลุมิติมาอยู่ในร่างนี้อย่างนั้นเหรอ
ทำไมถึงมีแต่คนกล่าวถึงเหตุการณ์นั้นผมคงต้องถามเสี่ยวไป๋อย่างจริงจังแล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
อีกทั้ง... แม่นางผู้นั้นดูจะไม่ปิดบังตัวตนเลยว่าเธอมีส่วนในเหตุการณ์นั้น
“คุณชาย”เสี่ยวไป๋เอ่ยเรียกผมด้วยน้ำเสียงเป็กังวล
“เดี๋ยวค่อยกลับไปคุยที่จวนอีกอย่าง... เ้าคงต้องเล่าให้ข้าฟังอย่างละเอียดแล้วล่ะ ว่าเกิดอันใดขึ้นกับข้า”