เจ้าหน้าที่ศาลาว่าการผู้นั้นหงุดหงิดจริง ๆ ที่หญิงชราพุ่งตัวเข้ามาสร้างความตกใจ แต่เมื่อหันไปมองครอบครัวของนางแล้วก็อดรู้สึกเวทนาไม่ได้ ทำได้เพียงสบถเล็กน้อย จากนั้นก็เริ่มจัดการเรื่องให้พวกเขา
“ครอบครัวเจ้ามีคนเยอะแบบนี้ ยอมแยกกันอยู่คนละหมู่บ้านได้หรือไม่ หรือจะอยู่หมู่บ้านเดียวกันทั้งหมดนี่?”
เจ้าหน้าที่ใช้น้ำเสียงไม่ค่อยดีนัก
“ใต้เท้า พวกเราเป็นญาติตระกูลเดียวกันต้องอยู่ด้วยกันอยู่แล้ว โปรดจัดการให้พวกเราได้อยู่หมู่บ้านเดียวกันด้วยขอรับ!”
ชาวบ้านตระกูลลู่ยังไม่มีใครเปล่งเสียงใด ลู่ฟู่กุ้ยก็เสนอความต้องการทันทีไม่รีรอ ล้อเล่นหรืออย่างไร พวกเขาพึ่งพาอาศัยครอบครัวลู่จึงสามารถเดินทางมาถึงที่นี่ได้ จนกว่าจะตั้งตัวได้พวกเขาก็ยังหวังพึ่งครอบครัวลู่ต่อไป จะให้แยกกันอยู่ได้อย่างไร
คนอื่น ๆ ต่างพยักหน้าเห็นด้วย พวกเขาไม่เคยคิดจะแยกกับครอบครัวลู่มาก่อนเลย ตลอดเวลาที่ผ่านมา พวกเขาคุ้นชินกับการติดตามครอบครัวนี้แล้ว
เจ้าหน้าที่เข้าใจความสัมพันธ์ในเครือญาติดี ตราบใดที่เครือญาติอยู่ด้วยกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน ก็จะไม่มีใครมารังแกง่าย ๆ
“เช่นนั้นข้าจะจัดให้พวกเจ้าไปอยู่หมู่บ้านที่ไกลออกไปหน่อยก็แล้วกัน”
เจ้าหน้าที่กล่าวจบก็ไล่รายชื่อหมู่บ้านห่างไกลเพื่อส่งพวกเขาไป เหอจิ่วเหนียงเดินไปข้างหน้า นำป้ายหยกที่ฉินเจียนมอบให้ออกมาวางบนโต๊ะ
“ไม่ทราบว่าท่านรู้จักของสิ่งนี้หรือไม่?”
หญิงสาวแย้มรอยยิ้มพลางมองเจ้าหน้าที่ตรงหน้า ฝ่ายถูกถามส่งเสียงชิชะด้วยความรำคาญ แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นสิ่งที่วางอยู่บนโต๊ะก็นิ่งอึ้งไปทันที เขาหยิบป้ายหยกขึ้นมาดูอย่างละเอียด จากนั้นเอ่ยถาม “เจ้า…เจ้าได้ป้ายหยกนี่มาจากไหน?”
“มีผู้สูงศักดิ์มอบให้ข้าเป็นรางวัล ระหว่างทางที่ลี้ภัยพวกข้าได้ช่วยชีวิตคนของเฉินอ๋องไว้ ญาติพี่น้องผู้ชายในครอบครัวข้าได้รับบาดเจ็บสาหัสก็เพราะเหตุนี้ เขาซาบซึ้งในบุญคุณของครอบครัวข้าจึงมอบป้ายนี่มา
โปรดจัดหาหมู่บ้านที่ใกล้เมืองที่สุดให้พวกเราด้วย”
เหอจิ่วเหนียงต่อรองด้วยความสงบเยือกเย็น เจ้าหน้าที่ศาลาว่าการถือป้ายหยกเอาไว้พลางหันมองซ้ายขวา ก่อนลากสหายร่วมงานที่อยู่ข้าง ๆ ไปอีกด้าน และกระซิบปรึกษาด้วยคิ้วขมวดมุ่น “เจ้าหลี่ เจ้าว่ามันเป็นของจริงหรือไม่?”
“ในเมื่อนางพูดถึงพระนามขององค์ชายเช่นนี้ก็อาจเป็นของจริงถึงแปดส่วนนะ”
บนป้ายห้อยเอวไม่มีการตกแต่งโดดเด่น ดูแล้วเหมือนเป็นเพียงป้ายคำสั่งธรรมดา ไม่มีทางที่คนทั่วไปจะรู้ได้ว่าเป็นของตำหนักเฉินอ๋อง
“อีกอย่าง พวกเขาตั้งใจจะตั้งหลักปักฐานที่นี่ คงไม่กล้าสร้างเรื่องเท็จมาหลอกพวกเราหรอก”
เจ้าหน้าที่คนนั้นฟังแล้วก็รู้สึกเห็นด้วย เมื่อเดินกลับมาอีกครั้งรอยยิ้มอบอุ่นก็ฉายขึ้นบนใบหน้า “ที่แท้ก็เป็นผู้มีบุญคุณต่อตำหนักเฉินอ๋องนี่เอง ไม่มีปัญหา ๆ ข้าจะหาหมู่บ้านใกล้ ๆ ให้พวกเจ้าอยู่ก็แล้วกัน แต่ครอบครัวพวกเจ้ามีกันหลายคนเช่นนี้ อาจต้องเบียดเสียดกันหน่อยนะ”
เมืองจิงโจวมีจำนวนประชากรสวนทางกับขนาดพื้นที่ เป็นเรื่องจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้
เหอจิ่วเหนียงไม่ใช่คนได้คืบจะเอาศอก ขอเพียงไม่ใช่หมู่บ้านที่อยู่ป่าเขาก็พอ
“ขอบคุณใต้เท้ามากขอรับ!”
วาจาประจบประแจงของลู่ฟู่กุ้ยดึงดูดให้เหอจิ่วเหนียงมองเขาอีกครั้ง
ตลอดการลี้ภัย นางพบว่าลู่ฟู่กุ้ยเป็นคนฉลาดและมีไหวพริบคนหนึ่ง เข้าใจพลิกแพลงสถานการณ์ ในวันข้างหน้าคงมีโอกาสพึ่งพาเขาในด้านนี้ ไม่เสียแรงที่พาเขามาด้วย
สุดท้ายเจ้าหน้าที่ศาลาว่าการจึงจัดให้ชาวบ้านตระกูลลู่อาศัยอยู่ที่หมู่บ้านอันผิงในอำเภอต้าหลิ่ง ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่อยู่ใกล้โจวฝู่และเขตเศรษฐกิจมากที่สุด ทั้งยังเดินทางสะดวก
หลังจากเตรียมทะเบียนบ้านเสร็จเรียบร้อยทั้งกลุ่มก็ไปรับเงินช่วยเหลือ จากนั้นขั้นตอนต่อไปพวกเขาต้องไปรายงานตัวที่อำเภอต้าหลิ่ง
ตามหลักต้องเป็นเช่นนี้ แต่เนื่องจากพวกเขามีป้ายห้อยเอวของตำหนักเฉินอ๋อง เจ้าหน้าที่ทั้งสองจึงอำนวยความสะดวกให้เป็นพิเศษ และยังอาสาจะพาพวกเขาไปโรงหมอ
ชาวตระกูลลู่ร้อนใจทันที พวกเขาแค่แกล้งบาดเจ็บ หากพาไปหาหมอ ความจริงจะไม่ถูกเปิดเผยเอาหรือ!
“ไม่เป็นไร ๆ! ใต้เท้า พวกท่านช่วยจัดการเรื่องที่อยู่อาศัยให้พวกเราก็รบกวนมากพอแล้ว จะให้พวกท่านลำบากอีกได้อย่างไร อย่าทำให้ชีวิตบั้นปลายของคนแก่อย่างข้าสั้นลงกว่านี้เลย พวกเรารับไว้ไม่ไหวจริง ๆ!”
นางซุนเตรียมจะคุกเข่า เจ้าหน้าที่ศาลาว่าการที่ถูกเรียกว่าเจ้าหลี่รีบประคองนางเอาไว้ “ท่านยาย รีบลุกขึ้นเถอะ เช่นนั้นพวกเราไม่พาไปก็ได้ พวกเจ้าไปหาหมอเองก็แล้วกันนะ”
อันที่จริงเจ้าหน้าที่ทั้งสองแค่เสนอตัวเป็นมารยาทเท่านั้น ทำงานมาทั้งวันก็เหนื่อยพอแล้ว ไม่ต้องไปก็ดีเหมือนกัน
ชาวตระกูลลู่กล่าวขอบคุณด้วยความซาบซึ้งใจ จากนั้นจึงจากไป
ห่างออกมาถึงจุดหนึ่ง ทุกคนก็พากันถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“น้องสะใภ้สามเยี่ยมไปเลย! พวกเราเกือบถูกส่งไปอยู่ในหมู่บ้านบนป่าบนเขาแล้ว”
นางฉินอดทอดถอนใจไม่ได้ ก่อนหน้านี้นางยังคิดเสียดายอยู่เลยว่าป้ายห้อยเอวที่คุณชายฉินให้ไว้ยังไม่ทันได้ใช้ นึกไม่ถึงเลยว่าหลังจากนั้นไม่นานจะมีเรื่องให้ใช้จริง ๆ
“นั่นสิ ข้าเองก็นึกไม่ถึงว่าจะผกผันเช่นนี้!”
ลู่กุ้ยหลานเองก็ยิ้มอย่างโล่งใจ ตั้งแต่เดินทางจากเมืองเฉียนโจวจนถึงที่นี่นางก็เห็นความสามารถของเหอจิ่วเหนียงแล้ว ไม่ว่าจะพบเจอเรื่องใด สุดท้ายพี่สะใภ้สามก็แก้ปัญหาได้เสมอ
“แล้วตอนนี้พวกเราต้องไปไหนกันหรือ ฟ้าใกล้จะมืดแล้ว หากเดินทางไปต้าหลิ่งตอนนี้คงไม่ทัน”
จางซงเข้าเรื่อง หากวันนี้ไปไม่ถึงต้าหลิ่งก็อาจต้องนอนกลางดินกินกลางทรายอีกคืน
“ไปโรงหมอกันก่อนเถอะ แล้วไปนอนพักที่ค่ายผู้ลี้ภัยสักคืน พรุ่งนี้เช้าพวกเราค่อยเดินทางไปอำเภอต้าหลิ่งกัน”
เหอจิ่วเหนียงตอบ พลางจูงโก่วเอ๋อร์ไปหานางซุน
“โรงหมอหรือ พวกเราไม่ได้…”
ลู่เหอหรงเกือบหลุดปากออกมา แต่เมื่อคิดได้ก็รีบยกมือปิดปากทันที นางซุนหันขวับไปจ้องเขม็ง “เจ้าไม่พูดก็ไม่มีใครว่าเจ้าเป็นใบ้หรอกนะ!”
คนปากไวรู้ตัวว่าตนเองผิดจึงไม่อาจเอ่ยคำแก้ตัว แต่สายตายังคงมองไปที่เหอจิ่วเหนียงด้วยความร้อนใจ อยากรู้ว่านางมีความคิดอะไร
เหอจิ่วเหนียงอดหัวเราะไม่ได้ จากนั้นจึงกล่าว “แสดงละครตบตาทั้งทีต้องให้เนียน ๆ หน่อยสิเจ้าคะ อย่างน้อยพวกเราต้องส่งคนไปสักสองคนเพื่อซื้อยารักษาแผลกลับมา”
“แบบนี้จะไม่เป็นการเปลืองเงินหรือ?”
สองพี่น้องหลิวเอ่ยคำถามเสียงเบา อย่าคิดว่าทุกคนจะมีเงินอยู่ในมือ ตอนนี้แม้แต่ที่ซุกหัวนอนยังไม่มี วันหน้ายังต้องใช้เงินอีกมาก ประหยัดได้ก็ต้องประหยัด
“จะสิ้นเปลืองพวกข้าก็ไม่ได้ขอเงินพวกเจ้าสองพี่น้องมาจ่าย พวกเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอก!”
นางฉินตอกกลับด้วยความไม่พอใจ ตลอดการเดินทางยามต้องใช้เงินก็ล้วนเป็นเงินครอบครัวนาง หากนับจริง ๆ ไม่รู้พวกเขาติดค้างครอบครัวลู่มากเท่าไรแล้ว
“ที่น้องสะใภ้พูดก็ถูก จะตบตาทั้งทีต้องทำให้ครบ ตอนนี้พวกเราทุกคนมีเงินติดตัว ยารักษาแผลทั่วไปซื้อได้อยู่แล้ว”
ลู่ฟู่กุ้ยเอ่ยออกมา เพื่อแสดงออกว่าครั้งนี้พวกเขาจะใช้เงินตัวเองซื้อเอง ทุกคนไม่มีใครคัดค้าน อย่างไรเสียจะให้ครอบครัวลู่ออกเงินอยู่ฝ่ายเดียวไม่ได้
เหอจิ่วเหนียงได้ยินเช่นนี้ก็สบายใจ “เช่นนั้นข้าจะไปซื้อกับพี่สะใภ้ใหญ่เอง พี่ใหญ่กับพี่รองพาทุกคนไปจับจองที่ในค่ายผู้ลี้ภัยเถอะ”
“ตกลง!”
นางหยูนึกไม่ถึงเลยว่าเหอจิ่วเหนียงจะเลือกให้ตนไปด้วย นางรู้สึกดีใจมาก เพราะจะได้ใช้โอกาสนี้เป็นการเดินเล่นด้วย หากไปกันหมดนี่คงไม่สะดวก
หลังจากที่ทุกคนแยกย้ายกันไป นางหยูก็เอ่ยขึ้น “น้องสะใภ้สาม เราหาโรงหมอใกล้ ๆ ซื้อยา เสร็จแล้วไปเดินเล่นกันสักหน่อยเถอะ”
เหอจิ่วเหนียงไม่คัดค้าน “เจ้าค่ะ พี่สะใภ้ใหญ่ เราไปซื้อพวกเครื่องเขียนด้วย ข้าจะวาดภาพคนในครอบครัวของท่าน พรุ่งนี้เช้าข้าจะนำป้ายหยกออกมาต่อรองกับเจ้าหน้าที่ศาลาว่าการสองคนนั่นให้ช่วยท่านตามหาคนในครอบครัว เช่นนี้ท่านคิดว่าดีหรือไม่?”
.
.
.