พระสนมกุ้ยเฟยรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยนางไม่เคยคิดมาก่อนว่าหว่านเอ๋อร์จะดูทุกข์ระทมเพราะเรื่องนี้นางอยากจะรู้ในทันทีว่าบุรุษแบบไหนที่มาเข้าตาหว่านเอ๋อร์ของนางได้
พระสนมกุ้ยเฟยมองด้วยสายตาที่ผ่อนคลาย กุมมือขาวนวลของหว่านเอ๋อร์เอาไว้ "คุณชายบ้านไหนกัน? บอกแม่มาวันหลังแม่จะบอกเสด็จพ่อของเจ้า ให้เขาช่วยจัดการเป็นธุระให้"
หว่านเอ๋อร์ดึงมือให้หลุดจากมือของพระสนมกุ้ยเฟย ยิ่งมีท่าทางเหนียมอายพวงแก้มแดงก่ำขึ้นมา "เขา... เขาไม่ได้เป็นคุณชายจากตระกูลสูงส่งที่ไหน..."
"เช่นนั้นเขาเป็น...?"
"ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน จำได้แต่ว่าเคยพบเขาสองครั้งดูเหมือนว่าเขาจะสนิทกับพี่รองและพี่หนานสวิน เขาเป็นบุรุษที่ราวกับเทพลงมาจุติ..."ยิ่งพูดไปเสียงของหว่านเอ๋อร์ก็ยิ่งเบาลงไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็เหลือเพียงนางคนเดียวที่ได้ยิน
แต่จากที่หว่านเอ๋อร์กล่าวมา พระสนมกุ้ยเฟยก็พอเดาได้ถึงเจ็ดแปดส่วนเพียงแต่ยังไม่อยากจะเชื่อเท่านั้น จึงถามต่ออย่างไม่นิ่งนอนใจ "เจ้าไปรู้จักเขาได้อย่างไร?"
"ตอนงานเลี้ยงร้อยสกุลมีโอกาสได้พบหน้ากันแต่คิดว่าเขาคงลืมข้าไปแล้ว เมื่อวานพวกเราได้เจอกันอีกที่วัดหว่านเอ๋อร์ถึงได้รู้ใจตนเอง" พูดจบ หว่านเอ๋อร์ก็เหมือนคิดอะไรขึ้นมาได้จึงกล่าวต่อ "จริงสิ เมื่อวานพี่รองและพี่สะใภ้ก็อยู่ที่วัดด้วย"
เมื่อหว่านเอ๋อร์กล่าวเช่นนี้พระสนมกุ้ยเฟยก็แน่ใจแล้วว่าคนที่นางกล่าวถึงก็คือจวินหวง ฉับพลันในใจก็รู้สึกต่อต้านขึ้นมาเล็กน้อยแต่พอเงยหน้าขึ้นเห็นสีหน้ายิ้มแย้มเปี่ยมไปด้วยความสุขของหว่านเอ๋อร์แล้วก็กลับพูดไม่ออกใครเล่าอยากจะทำลายหัวใจที่เต็มไปด้วยความเบิกบานของนาง
ในที่สุดนางก็ได้แต่ปลงอยู่ในใจรู้สึกว่าลูกหลานก็ควรจะมีความสุขในทางที่เขาเลือกเอง ตนเองจะกังวลไปก็ไร้ประโยชน์"ในเมื่อเจ้าชอบ เช่นนั้นแม่จะหาวันไปพบพี่รองของเจ้าและคุยกับเขาดูคิดว่าพี่รองของเจ้าคงจะมีวิธี เพียงแต่... เจ้าอย่านึกเสียใจภายหลังก็แล้วกัน... เฟิงไป๋อวี้ผู้นั้นเป็นคนลึกล้ำมากด้วยเพทุบาย....."
"หว่านเอ๋อร์ทราบแล้วเพคะ เพียงแค่เสด็จแม่ยอมช่วย หว่านเอ๋อร์ย่อมขอบพระทัยอยู่แล้วนอกจากนี้หว่านเอ๋อร์ยังรู้สึกว่าคุณชายเฟิงเป็นสุภาพบุรุษมีคุณธรรมที่หาได้ยากยิ่งถ้าได้อยู่ร่วมเป็นสามีภรรยากับเขาจะต้องมีชีวิตคู่ที่เปี่ยมไปด้วยความสุขยืนยาวแน่นอน"หว่านเอ๋อร์ไม่อยากฟังพระสนมกุ้ยเฟยพูดถึงจวินหวงในทางที่ไม่ดีจึงกล่าวตัดบทในสิ่งที่พระสนมยังพูดไม่จบ
พระสนมกุ้ยเฟยได้แต่ส่ายหน้า ถือว่าต้องยอมรับแบบนี้ไปโดยปริยายพวงแก้มแดงฝาดของหว่านเอ๋อร์ค่อยๆ หายไป นางลุกขึ้นตัดสินใจอำลาออกมา
"หว่านเอ๋อร์ หากเขาไม่ยินยอมล่ะ?" ในที่สุดพระสนมกุ้ยเฟยก็ยังคงเอ่ยถาม
หว่านเอ๋อร์ชะงักไปเล็กน้อย แล้วก็หัวเราะรื่นราวกับไม่เคยคิดถึงปัญหานี้มาก่อนยิ่งรู้สึกว่าปัญหานี้ช่างเป็นเรื่องไร้สาระเสียเหลือเกิน "เสด็จแม่ทรงคิดว่าหว่านเอ๋อร์เป็นสตรีที่ไร้เสน่ห์เช่นนั้นหรือ? นอกจากนี้ข้าเป็นองค์หญิงผู้สง่างามเขาเป็นเพียงคนที่ไม่มีแม้แต่ตำแหน่งขุนนางเป็นไปได้หรือที่เขาจะกล่าวว่าไม่ยินยอม?"
"แล้วถ้าหากว่าเขาแต่งงานกับเจ้าเพียงเพราะต้องการตำแหน่งราชบุตรเขยล่ะ? หากเขาไม่ได้รักเจ้าล่ะ?" ผู้เป็นมารดาย่อมรักบุตรสุดหัวใจนางไม่อยากให้หว่านเอ๋อร์ต้องเจ็บช้ำน้ำใจแม้แต่น้อย
หว่านเอ๋อร์หลุบสายตาลงนิ่งคิดอยู่ชั่วครู่ จากนั้นก็ยิ้มออกเงยหน้าขึ้นมาท่าทางแบบเมื่อครู่หายไปโดยสิ้นเชิง "หากเป็นเช่นนี้ หว่านเอ๋อร์มั่นใจว่าหว่านเอ๋อร์สามารถทำให้เขารักหลังจากที่พวกเราอยู่ด้วยกันแล้ว"หลังจากพูดจบนางก็วิ่งออกไป
พระสนมกุ้ยเฟยมองเงาร่างของหว่านเอ๋อร์ที่ค่อยๆ ไกลออกไปแล้วก็ได้แต่ถอนใจออกมา นางไม่ชอบเฟิงไป๋อวี้มาตั้งแต่แรกเพราะรู้สึกว่าเขาไม่มีความบริสุทธิ์ใจพอและเป็นคนมีความคิดลึกล้ำยากจะหยั่งถึงทำให้นางรู้สึกหวาดระแวง แต่ในเมื่อหว่านเอ๋อร์ชอบ นางก็ไม่มีทางเลือกคงได้แต่ต้องพยายามทำใจยอมรับ
หลังจากนั้นสองวันฉีเฉินก็เข้าวังมาเยี่ยมคารวะพระสนมกุ้ยเฟยให้บ่าวทั้งหมดออกไปก่อน แล้วให้ฉีเฉินนั่งคุยกับตนเองฉีเฉินย่อมจะตอบตกลง เขานั่งลงฝั่งตรงข้ามรินน้ำชาสองถ้วยถ้วยหนึ่งวางไว้ที่หน้าของพระสนมกุ้ยเฟย ส่วนตนเองก็ยกอีกถ้วยหนึ่งขึ้นดื่ม
"เฉินเอ๋อร์ เฟิงไป๋อวี้เคยแต่งงานกับผู้ใดแล้วหรือยัง?"พระสนมกุ้ยเฟยลองถามหยั่งเชิง
แม้ว่าจะไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดพระสนมกุ้ยเฟยจึงถามเช่นนั้นแต่ฉีเฉินก็ยังส่ายหน้า "น้องเฟิงเคยชินกับการอยู่คนเดียว อย่าว่าแต่คนที่แต่งงานด้วยเลยแม้แต่คนที่เขาชอบพอก็ยังไม่มี ว่าแต่เสด็จแม่ถามเรื่องนี้ทำไมหรือพ่ะย่ะค่ะ?"
พระสนมกุ้ยเฟยค่อยคลายความกังวลใจลงก่อนหน้านี้นางกังวลว่าจวินหวงจะมีคนในดวงใจอยู่แล้วหากหว่านเอ๋อร์แต่งไปให้กลัวว่าเขาจะไม่เต็มใจรับนาง ตอนนี้ดูเหมือนว่าคงจะใช้ได้ข้างกายยังขาวสะอาด
"จะว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องบังเอิญจริงๆเมื่อหลายวันก่อนเจ้าเด็กหว่านเอ๋อร์ก็ไปวัดไม่คิดว่านางจะไปตกหลุมรักเฟิงไป๋อวี้เข้า สองวันมานี้ก็ยังคิดถึงไม่ลืมเลือนนางก็เลยมาบอกเรื่องนี้กับข้า ยิ่งนางรู้ว่าเจ้ารู้จักกับเฟิงไป๋อวี้ก็หน้าบางไม่กล้ามาบอกเอง จึงให้ข้ามาคุยกับเจ้า หากเฟิงไป๋อวี้ยินยอมหว่านเอ๋อร์ก็จะแต่งให้เขา" พระสนมกุ้ยเฟยไม่พูดอ้อมค้อมกับฉีเฉินนำเรื่องที่ตนเองรู้ทั้งหมดบอกกับฉีเฉินให้รู้แล้วรู้รอดไป
ไม่ว่าอย่างไรฉีเฉินก็คิดไม่ถึงว่าน้องสาวจอมดื้อและเอาแต่ใจของตนเองจะไปชอบคนที่เฉยชาและเยือกเย็นอย่างเฟิงไป๋อวี้ได้จึงนิ่งงันไปชั่วขณะ จนกระทั่งถ้วยชาที่ถืออยู่หลุดมือลงไปบนโต๊ะน้ำชาหกเปียกผ้าปู เขาถึงตกใจได้สติกลับมา
เขารู้สึกว่าเรื่องนี้ออกจะเหลือเชื่อไปเล็กน้อย"หว่านเอ๋อร์พูดกับเสด็จแม่ด้วยตัวเองเลยหรือพ่ะย่ะค่ะ?"
"ก็ใช่น่ะสิ หรือเจ้าคิดว่าแม่กุเรื่องขึ้นมาเองหรืออย่างไร? ใช่ว่าเจ้าไม่รู้ว่าตลอดมาแม่ไม่เคยถูกชะตากับเฟิงไป๋อวี้หากไม่ใช่เพราะหว่านเอ๋อร์ชอบเขา แม่จะมาพูดเรื่องนี้กับเจ้าได้อย่างไร?”
ฉีเฉินนิ่งคิดอยู่ชั่วครู่ ก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ก็ใช่ว่าจะไม่ได้ตอนนี้เฟิงไป๋อวี้ก็ตัวคนเดียว หากเขายกน้องสาวสุดที่รักให้แต่งงานด้วยก็จะเป็นการผูกมัดเขาไว้ และเขาก็จะยิ่งซื่อสัตย์ต่อตนเองมากขึ้นยิ่งไปกว่านั้นหว่านเอ๋อร์ยังมีความสุขอีกด้วย
เขาพยักหน้า "เสด็จแม่โปรดวางพระทัย เรื่องนี้มอบให้ลูกไปจัดการเองว่าแต่เจ้าเด็กหว่านเอ๋อร์นี่ช่างตาถึงมองคนเก่งจริงๆ หากนางแต่งงานกับน้องเฟิงได้ก็ถือเป็นโชคที่ยิ่งใหญ่ทีเดียว"
พระสนมกุ้ยเฟยหัวเราะตามไป แต่ในใจกลับไม่รู้สึกเช่นนั้น นางกลับคิดว่าชาติที่แล้วจวินหวงอาจจะสร้างคุณงามความดีอะไรไว้ชาตินี้ก็เลยได้รับความรักจากหว่านเอ๋อร์
คนเราก็เป็นเช่นนี้ มักจะคิดว่าลูกของตนเองประเสริฐที่สุดแม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นมังกรหงส์จริงๆ ก็ยังรู้สึกว่าก็ธรรมดางั้นๆ เอง
วันเดียวกันหลังจากที่ฉีเฉินกลับจวนแล้ว ก็ไปยังเรือนข้างโดยตรง ก็เห็นจวินหวงกำลังพลิกอ่านหนังสือที่ถือในมืออยู่เอนอยู่บนเก้าอี้ท่าทางสบายใจเฉิบ ฉีเฉินเห็นแล้วก็รู้สึกริษยา
นางอยู่ในอาภรณ์สีขาวปักลาย เรือนผมสีดำไม่ได้มัดรวบขึ้นเพียงแค่ใช้ผ้ารัดหลวมๆ ไว้ที่ด้านหลัง ใบหน้าขาวเกลี้ยงเกลาสีหน้าเรียบเฉยราวกับโลกนี้ไม่มีอะไรที่จะทำให้นางกังวลใจได้และก็ไม่มีสิ่งใดจะพานางไปจากความเยือกเย็นสงบนิ่งนี้ได้ด้วยเช่นกัน
เมื่อได้ยินเสียงเท้าเดิน จวินหวงก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองไปก็เห็นฉีเฉินนางคิดจะลุกขึ้นมาทำความเคารพ แต่ถูกฉีเฉินยกมือขึ้นปรามไว้ว่าไม่ต้อง เขายิ้มแล้วกล่าวว่า"น้องเฟิงไม่จำเป็นต้องทำความเคารพทุกครั้งก็ได้หากไม่มีคนนอกพวกเราก็เรียกกันว่าพี่น้องน้องเฟิงเคยเห็นน้องชายบ้านไหนต้องทำความเคารพพี่ชายเวลาเจอกันไหมเล่า?"
ข้ออ้างของฉีเฉินไม่มีช่องว่างจะให้กล่าวแย้งได้ แต่จะให้จวินหวงเรียกฉีเฉินว่าพี่ชายยังเป็นเรื่องที่ลำบากใจนิดหน่อยนางอ้าปากอยู่หลายหนก็ยังพูดไม่ออก จึงวางหนังสือลงเชิญให้ฉีเฉินมานั่งที่โต๊ะแล้วนำเสนอชาที่ตนเองชงไว้เรียบร้อยแล้ว รินให้ฉีเฉินหนึ่งถ้วย
หลังจากจวินหวงดื่มชาเข้าไปคำหนึ่งก็ช้อนตาขึ้นมองฉีเฉิน แล้วถามว่า"ฝ่าพระบาทมาหาผู้น้อยวันนี้มีธุระสำคัญอะไรหรือไม่?"
"น้องเฟิงไม่พูด ข้าก็เกือบจะลืมไปแล้วจริงๆความจริงแล้วที่มาในวันนี้เพราะมีคนไหว้วานมา" ฉีเฉินตบๆ ศีรษะแล้ววางชาในมือลง ดวงตาทั้งคู่จ้องไปที่จวินหวงตรงๆ จวินหวงก็ไม่หลบตา จ้องเขากลับเช่นกัน
เดิมทีก็คิดว่าจะพูดตรงๆ แบบเปิดประตูมาก็เห็นภูเขา แต่พอเห็นดวงตาใสบริสุทธิ์ของจวินหวงแล้วไม่ว่าอย่างไรเขาก็พูดไม่ออก จึงได้เพียงแค่พูดอ้อมๆ "เอ่อ… น้องเฟิงมาอยู่ที่นี่ก็นานแล้วสตรีเป่ยฉีสวยๆ ก็มีมากมาย เจ้ามีคนที่รู้สึกชอบพอหรือยังล่ะ?"
ได้ยินฉีเฉินถามขึ้นมากะทันหันเช่นนี้ จวินหวงก็ไม่ทันคิดให้รอบคอบจึงส่ายหน้า "ผู้น้อยตัวคนเดียว แม้แต่บ้านให้คนมาพักอาศัยยังไม่มีไหนเลยจะกล้าให้สตรีเหล่านั้นมาติดตามผู้น้อยให้ลำบากด้วยเล่า? ไม่สู้อยู่คนเดียวดีกว่า"
"ยังไม่มีคนที่ชอบจริงๆ หรือ?" ฉีเฉินยังคงถามต่ออย่างไม่ลดละ
"แน่นอน"
"ถ้ามีคนมาชอบพอเจ้าล่ะ เจ้าจะยินยอมหรือไม่?" ฉีเฉินถามตรงๆ
คราวนี้จวินหวงถึงเริ่มจะรู้สึกตัวพอเอามาเชื่อมโยงกับการวิเคราะห์ของหนานสวินครั้งที่แล้วก็พอจะเข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นนางลุกขึ้นพรวดแล้วคุกเข่าลงประสานมือกล่าวด้วยความนอบน้อมและจริงใจ
"ฝ่าพระบาทน่าจะเข้าใจว่าผู้น้อยเป็นคนอย่างไรผู้น้อยเพียงอยากรับใช้มหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ช่วยชาวประชาให้พ้นจากทุกข์เข็ญกับองค์หญิงหว่านเอ๋อร์ผู้น้อยยิ่งไม่คิดอาจเอื้อม เพราะผู้น้อยรู้ตัวดีว่าตนเองไม่เหมาะสมกับองค์หญิงขอฝ่าพระบาทโปรดพิจารณาให้กระจ่างแจ้งด้วย"
ฉีเฉินไม่คิดว่าจวินหวงจะมีทีท่าที่ดุเดือดรุนแรงเช่นนี้จึงนิ่งงันไปชั่วขณะ เมื่อได้สติกลับมาก็รู้สึกโกรธมาก "เฟิงไป๋อวี้อย่าทำตัวเป็นคนไม่รู้จักรักดี เจ้ารู้หรือไม่ว่าหว่านเอ๋อร์เป็นใคร? นางเป็นคนที่เจ้าไม่อาจจะปีนไปถึงด้วยซ้ำเจ้าจะปฏิเสธง่ายดายเช่นนี้ได้หรือ?"
"เพราะผู้น้อยรู้ตัวว่าฐานะของตนเองไม่เหมาะสมกับองค์หญิงถึงได้ตัดสินใจปฏิเสธ นอกจากนี้บิดามารดาของผู้น้อยเสียชีวิตไปยังไม่ถึงปีผู้น้อยควรจะไว้ทุกข์แสดงความกตัญญูสามปี ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่กล้าดูหมิ่นองค์หญิง และในใจของผู้น้อยก็มีความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่ถ้าหากแต่งงานกับองค์หญิง ความสามารถที่มีในตัวผู้น้อยก็เป็นดังอาวุธที่ไร้ประโยชน์ผู้น้อยรู้สึกหวั่นเกรงจริงๆ ว่าองค์หญิงจะรักคนผิด หวังว่าฝ่าพระบาทจะช่วยผู้น้อยอธิบายให้องค์หญิงทรงเข้าพระทัย"นางกล่าวอย่างเหมาะเจาะไม่ถ่อมตนไม่ก้าวร้าว แม้ว่าคุกเข่าอยู่ที่พื้นแต่กลับไม่พบความต่ำต้อยแววตากระจ่างใสราวกับน้ำ หลังหยัดตรงราวกับต้นสน
ฉีเฉินยกน้ำชาบนโต๊ะขึ้นมาจิบบางๆ ดวงตาทั้งคู่มองจวินหวงอย่างพิจารณาไม่วางตาและก็ไม่เรียกให้จวินหวงลุกขึ้น เขาก็อยากจะดูว่าจวินหวงจะกระดูกแข็งสักแค่ไหน
แต่ก็เห็นได้ชัดว่าจวินหวงกระดูกแข็งจริงๆ นางกัดฟันคุกเข่าอยู่ตรงนั้นเหงื่อเย็นเม็ดใหญ่บนหน้าผากร่วงเผาะๆ ลงมา แต่กลับไม่ขยับเลยแม้แต่น้อยในที่สุดคนที่ต้องยอมแพ้ก็คือฉีเฉิน เขายังคงรู้สึกว่าจวินหวงไม่รู้จักรักดีแค่นเสียงหึ! อย่างวางอำนาจแล้วเดินอาดๆ ออกไปปล่อยให้จวินหวงคุกเข่าอยู่ในห้องเพียงลำพัง
ลมกระโชกเข้ามาในห้องโถงระลอกหนึ่ง จวินหวงรู้สึกหนาวเยือกสั่นสะท้านไปทั้งตัวใบหน้าขาวซีดจนน่าตกใจ นางสูดลมหายใจลึกๆ แล้วหยัดกายลุกขึ้นมายืนรู้สึกเพียงว่าแผ่นหลังของตนเองเปียกชุ่มไปหมดแล้ว
ในที่สุดฉีเฉินก็ไปแล้วจากที่เห็นสีหน้าของเขาเมื่อครู่เขาคงจะเลิกล้มความตั้งใจเรื่องของตนเองไปแล้วแบบนี้ก็ดีจะได้ตัดปัญหาลงไปไม่น้อย ในใจของจวินหวงคิดอยู่เช่นนี้ นางนั่งในที่ที่นางนั่งเมื่อครู่ยกชาที่เย็นชืดแล้วขึ้นมาดื่มรู้สึกเพียงความขมเฝื่อนในลำคอที่ราวกับจะท่วมท้นออกมา
หว่านเอ๋อร์กำลังรอข่าวดีจากฉีเฉินอย่างรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่นางคิดถึงจวินหวงใบหน้าของนางก็จะแดงระเรื่อนางไม่เคยรู้มาก่อนว่าตนเองจะชอบใครสักคนได้มากขนาดนี้
"พี่รอง คุณชายเฟิงพูดว่าอย่างไรบ้าง?" ใบหน้าของนางมองฉีเฉินอย่างมีความหวังดวงตาสว่างสดใสทำให้เขาเห็นแล้วไม่กล้าพูดถ้อยคำที่ทำร้ายจิตใจนางออกมาฉีเฉินถอนหายใจเฮือกหนึ่ง สีหน้าเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม