บทที่ 3
"สอนยากเสียยิ่งกว่าเด็กสามขวบ"
ลู่ฟางหรงถูกตำหนิซึ่งหน้าก็พลันคอหดก้มหน้ามองพื้น สายตาที่สดใสพลันหม่นหมองชวนให้ผู้พบเห็นนึกสงสารเอ็นดู หวังซินหยางเห็นท่าทางที่เซื่องซึมในใจก็พลันรู้สึกผิดขึ้นมา หรือเมื่อครู่เขาจะเอ่ยวาจาหนักไป อย่างไรเสียนางก็เป็สตรีวัยยังมิได้ปักปิ่น
"ช่างเถิดว่าแต่วันนี้เ้ามาพบข้าด้วยเื่อันใด"
ยามที่ได้ยินผู้เป็อาจารย์ถามถึงเหตุผลที่มาพบเขาแววตาที่หม่นหมองก็พลันกลับมากระจ่างใสอีกครั้ง เร่งขยับลุกขึ้นหมุนตัวจนกระโปรงปลิวแทบปะทะใบหน้าคม ก่อนว่วเท้าพุ่งตรงไปยังหีบใบใหญ่ที่หน้าศาลา หวังซินหยางมองกิริยาที่ไม่สำรวมของนางแล้วได้แต่ถอนหายใจยาว กลืนความรู้สึกเห็นใจลงท้องไปในทันที
ไร้มารยาท!
"อาจารย์ตำราที่ท่านให้ข้าฝึกคัดอักษรข้าคัดจนลายมืองดงามแล้วเ้าค่ะ"
ลู่ฟางหรงวางกระดาษปึกใหญ่ลงบนโต๊ะตัวเล็กด้านหน้าหวังซินหยาง ในแววตามีความภาคภูมิใจอยู่เต็มเปี่ยม เพียงแต่ยามที่สายตาคมกวาดมองตัวอักษรบนกระดาษขาวเนื้อดีแล้ว คิ้วเข้มก็พลันขมวดเข้าหากันแน่น งดงาม ตัวอักษรคดเคี้ยว พันกันยุ่งเหยิงจนแทบอ่านไม่รู้ความหมาย ลายมือเช่นนี้นางยังกล้าเอ่ยได้อย่างเต็มปากว่างดงามอย่างนั้นหรือ หวังซินหยางสูดลมหายใจเข้าจนสุดแล้วกลั้นใจเอ่ยถามเสียงราบเรียบ
"ผู้ใดเป็คนบอกเ้าว่าลายมือเช่นนี้เรียกว่างดงาม"
"มิงามหรือเ้าคะ"
ลู่ฟางหนิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสงสัยก่อนจะหยิบกระดาษที่ตนเองคัดอักษรขึ้นมาเอียงคอมอง
"ไม่สักนิด!"
หวังซินหยางเอ่ยตอบไปตามจริงด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เพียงแต่ยามที่เห็นแววตาสดใสหม่นแสงลงในใจของเขาก็พลันรู้สึกย่ำแย่เล็กน้อย กระแอมไอหนึ่งครั้งแล้วเอ่ยน้ำเสียงอ่อนลงสามส่วน
"แต่ก็มิได้แย่นัก ฝึกฝนให้มากย่อมดีขึ้น"
"เช่นนั้นอาจารย์จับมือข้าเขียนดีหรือไม่เ้าคะ"
ลู่ฟางหรงเอ่ยบอกเสียงสดใส พร้อมกับขยับลุกขึ้นเดินมานั่งข้างเขาจนตัวประชิด วางมือบนแขนแกร่ง หวังซินหยางตวัดสายตาดุหากแต่ไม่ทันเอ่ยปากตำหนินางก็เงยหน้าส่งสายตาเว้าวอน ชวนให้คนมองรู้สึกเห็นใจ
"ความจำเ้าสั้นหรือไรข้ามิใช่เคยกล่าวว่า..."
"เป็สตรีมิควรถูกเนื้อต้องตัวบุรุษ อาจารย์คำสอนนี้ของท่านข้าจดจำไว้แล้ว แต่ข้าเป็เพียงสตรีวัยมิได้ปักปิ่นเื่นี้ก็ยกเว้นเถิดเ้าค่ะ"
"เ้า!..."
"อาจารย์ตัวข้าั้แ่เด็กมารดาก็ตายจาก บิดาก็ล้มป่วย พี่สาวต้องแบกรับหารายได้มาดูแลทุกคน ตัวข้าจึงไร้คนสอนสั่ง ยามนี้มีท่านเป็อาจารย์จึงนับเป็วาสนา แม้ข้าจะโง่งมแต่ท่านเมตตาข้าหน่อยเถิดนะเ้าคะ"
ลู่ฟางหรงเอ่ยเสียงสั่นในแววตากลมมีหยาดน้ำเอ่อคลอคล้ายจะไหลรินเพียงนางกระพริบแววตาหวานเบาๆ หวังซินหยางให้เข้มงวดอย่างไรก็เป็บุรุษถูกสายตาเช่นนี้ในใจก็อ่อนลงไปถึงสามส่วน เพียงแต่ยามที่กำลังจะเอ่ยสอนสั่ง ลู่ฟางหรงก็ขยับตัวประชิดตัวเขาพร้อมกับวาดแขนโอบเอวหนาซบหน้าบนตักกว้าง
"ลู่ฟางหรงเ้าทำอะไร!"
หวังซินหยางนั่งนิ่งตัวเกร็ง ชั่วชีวิตสตรีเดียวที่เขายอมให้เข้าใกล้ได้คือมารดาที่จากไปแล้ว ยามนี้ถูกสตรีที่เรียกขานตนว่าอาจารย์มาแนบชิดในใจจึงตื่นตระหนกตั้งตัวไม่ทัน เพียงแต่ยามที่กำลังจะผลักไสเสียงหวานสั่นเครือก็ทำให้มือหนาชะงัก
"อาจารย์ ท่านเมตตาศิษย์หน่อยเถิดนะเ้าคะ"
ลู่ฟางหรงกระชับอ้อมแขนแน่น ยามพี่เขยใหญ่ของนางโกรธเคืองพี่สาวก็มักจะใช้วิธีนี้ ไม่เพียงไม่ถูกตำหนิพี่เขยผู้ดุดันของนางยังโอนอ่อนผ่อนตามพี่สาวของนางอย่างง่ายดาย เช่นนี้แล้วอาจารย์หวังที่เป็บุรุษจิตใจอ่อนโยนเขาย่อมต้องยินยอมตามใจนางอย่างแน่นอน
"ลู่ฟางหรง! ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!"
หวังซินหยางแม้ไม่ผลักไสรุนแรง แต่ก็เอ่ยเสียงดุลอดไรฟัน ทว่าคนตัวเล็กกลับยิ่งกระชับอ้อมแขนขยับตัวแนบชิดอย่างดื้อดึง
"ไม่เ้าค่ะ หากอาจารย์ไม่รับปากจะสอนข้าคัดอักษรข้าจะกอดท่านไว้เช่นนี้ไม่ปล่อย"
หวังซินหยางขบกรามแน่นกลั้นลมหายใจกลืนโทสะลงท้อง มือหนากำเข้าหากันแน่น น่าโมโหนัก! หากเป็สตรีอื่นกระทำเช่นนี้เขาย่อมไม่ลังเลที่จะจับอีกฝ่ายโยนออกไปให้ไกลตัว แต่กับคนตัวเล็กข้างกายแค่คิดจะผลักนางออกห่างร่างกายของเขาก็ยังไม่ยอมทำตาม
"ตกลง!"
สุดท้ายเมื่อไม่อาจใช้กำลังผลักไส หวังซินหยางจึงทำได้เพียงเอ่ยปากตกลงไปด้วยความไม่ยินยอม ลู่ฟางหรงได้ยินคำตอบที่พอใจก็ยิ่งกระชับอ้อมแขนเงยหน้าส่งยิ้มกว้างให้ผู้เป็อาจารย์ เพียงแต่แม้นางยิ้มจนเห็นฟันขาวแทบครบทุกซี่ใบหน้าคมเข้มตรงหน้ากลับไม่มีรอยยิ้มตอบกลับให้นางแม้แต่น้อย อีกทั้งยังส่งสายตาดุดันและเอ่ยน้ำเสียงเยือกเย็น
"ปล่อยมือเดี๋ยวนี้!"
ลู่ฟางหรงไม่ใช่คนไม่รู้ความเมื่อได้ผลลัพธ์ที่พอใจแล้วนางก็ดึงแขนกลับขยับตัวออกห่างเขาในทันที
"จุนซี ไปเตรียมของมา"
สิ้นคำสั่งของหวังซินหยาง ลู่ฟางหรงก็เห็นเงาสายหนึ่งเคลื่อนไหวผ่านไปอย่างรวดเร็วดุจสายลม ดวงตาหวานพลันเบิกกว้างยามที่อีกฝ่ายกลับมาร่างเล็กก็ลุกขึ้นพุ่งตรงไปหาเขาในทันที
"ท่านจุนซี ท่านเป็วรยุทธ์ด้วยหรือ สอนข้าได้หรือไม่"
เมื่อครู่เพราะได้ยินอาจารย์เรียกขานอีกฝ่ายเช่นนั้นลู่ฟางหรงจึงเอ่ยเรียกขานตามด้วยน้ำเสียงสดใส
"ขอรับ"
"ยอดไปเลย"
หวังซินหยางเห็นท่าทางตื่นเต้นสนใจบ่าวชายของลู่ฟางหรงแล้วในใจก็พลันเกิดความขุ่นเคืองขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ ยิ่งเห็นเท้านางขยับไปใกล้จุนซีและมือเล็กก็เอื้อมไปคล้ายจะจับที่แขนของอีกฝ่ายดวงตาคมก็พลันส่งสายตาดุดันไปยังคนสนิท
จุนซีรับใช้อีกฝ่ายมาเกือบยี่สิบปีท่าทางเช่นนี้ไม่ต้องรอให้ผู้เป็นายเอ่ยปากเขาก็รับรู้ถึงความไม่พอใจ สองเท้าจึงขยับถอยหลังห่างจากเด็กสาวตรงหน้าในทันที โดยที่มือเล็กไม่ได้แม้แต่จะััชายผ้าอีกฝ่าย
"ท่านจุน..."
"หรงหรงมานั่งข้างๆข้า"
ลู่ฟางหรงที่กำลังอ้าปากจะอ้อนวอนขอให้จุนซีสอนวรยุทธ์พลันกลืนถ้อยคำลงท้อง ส่งสายตาละห้อยมองคนที่เอาแต่ก้มหน้านิ่งไม่แม้แต่จะสบตานางแล้วถอนหายใจยาว ก่อนจะเดินไปนั่งข้างๆผู้เป็อาจารย์ แน่นอนว่านางย่อมไม่ลืมเว้นระยะห่างอันเหมาะสม
หวังซินหยางมองท่าทางเว้นระยะของลูกศิษย์ตัวน้อยแล้วขมวดคิ้วเข้ม ก่อนหน้าเขาสอนสั่งมิรู้กี่ครานางล้วนไม่เคยจดจำ ครั้งนี้เพียงเห็นคนสนิทของเขาแค่ครั้งเดียวก็รู้มารยาทขึ้นมาเสียอย่างนั้น มันน่าโมโหนัก
"ขยับเข้ามาใกล้ๆข้า"
"อาจารย์แต่ท่านเคยบอกข้าว่าเป็สตรีมิควร..."
"ยัง้าให้ข้าจับมือคัดอักษรอยู่หรือไม่"
ยามได้ยินผู้เป็อาจารย์เอ่ยเช่นนั้นลู่ฟางหรงก็ยิ้มกว้าง ไม่รอให้อีกฝ่ายต้องเอ่ยปากเรียกก็ขยับตัวมาประชิดเขาจนแทบนั่งบนตักกว้าง หวังซินหยางปรายตามองคนสนิทที่ก้มหน้านิ่งแล้วเอ่ยน้ำเสียงราบเรียบปนขุ่นเคือง
"เอาของมาวางแล้วออกไป"
จุนซี ที่ยืนก้มหน้าพลันเหงื่อตกเร่งขยับตัวนำกระดาษ พู่กัน แท่งหมึก และจานหมึกวางลงบนโต๊ะ หากแต่ไม่ทันขยับวางข้าวของ ร่างเล็กข้างๆอาจารย์ก็เหยียดตัวลุกขึ้นยื่นมทอมาหาเขา
"ข้าช่วยเ้าค่ะ ท่านจุนซี"
จุนซีเบิกตากว้างดึงมือกลับถอยหลังในทันทีลู่ฟางหรงยิ้มกว้างเอ่ยเสียงสดใสยื่นมือไปรับของมาจากคนสนิทของผู้เป็อาจารย์ เพียงแต่ยังไม่ทันรับของแขนเล็กก็ถูกดึงกลับพร้อมกับน้ำเสียงตำหนิขุ่นเคือง
"ไม่ต้อง!"
"อาจารย์ข้าแค่อยากช่วยท่านจุน..."
"เช่นนั้นก็ช่วยนั่งนิ่งๆ อย่าซุกซน"
ลู่ฟางหรงถูกตำหนิก็ทรุดตัวลงนั่ง เม้มริมฝีปากส่งสายตาตัดพ้อไปยังผู้เป็อาจารย์ จุนซีเร่งขยับตัววางของแล้วถอยเท้าออกจากศาลาในทันที ยามพ้นเขตสายตาของผู้เป็นายก็ถอนหายใจยาวยกมือขึ้นซับเหงื่อบนใบหน้า เหตุใดวันนี้คุณชายของเขาจึงดูหงุดหงิดโดยไร้เหตุผลเช่นนี้กัน
หวังซินหยางเห็นคนตัวเล็กนั่งนิ่งไม่เอ่ยวาจาก็ถอนหายใจยาว ก่อนจะขยับตัวถอยหลังไปเล็กน้อยพร้อมกับวาดวงแขนวางมือหนาบนมือเล็ก
"อาจารย์ท่าน... "
"ยังจะฝึกคัดอักษรอยู่หรือไม่"
ลู่ฟางหรงได้ยินว่าผู้เป็อาจารย์จะฝึกนางคัดอักษรก็เร่งพยักหน้ารัวๆ แม้ในใจจะยังเสียดายวิชาตัวเบาของจุนซี แต่ตราบใดที่นางยังมีอาจารย์หวังเป็อาจารย์นางย่อมได้พบอีกฝ่าย เช่นนั้นพบกันครั้งหน้านางค่อยเจรจาขอฝากตัวเป็ศิษย์ม่านจุนซีก็ยังไม่สายไป
กลิ่นหอมอ่อนๆจากร่างเล็กพัดโบกมาตามสายลม หวังซินหยางพลันใจสั่นระรัวสายตาที่เคยมั่นคงสั่นไหวอย่างไม่เคยเป็ พลั้งเผลอกดใบหน้าลงต่ำจนชิดเส้นผมนุ่ม
"อาจารย์ท่านจุ่มหมึกนานไปแล้วเ้าค่ะ"
เสียงหวานใสในอ้อมแขนดึงสติที่หลุดลอยของหวังซินหยางกลับคืนมา ก่อนที่เขาจะสลัดความคิดอันไร้คุณธรรมออกจากหัวแล้วตั้งสติสอนสั่งคนในอ้อมแขนคัดอักษรอย่างมั่นคง เพียงแต่สอนจนตะวันจวนตกดินกระดาษแทบหมดจวนหวัง ลู่ฟางหรงก็ยังคัดอักษรได้ย่ำแย่เช่นเดิม
ช่างโง่งมยิ่งนัก
...............................................
ตอนหน้าน้องจะปักปิ่นแล้วววว
เนื้อเื่จะเดินเร็วหน่อย เพราะไรต์ตั้งใจแต่งเป็เื่สั้นประมาณ 10 ตอนนะคะ