สลับร่างไปสร้างครอบครัวให้ร่ำรวยในยุคโบราณ (มี e-book นะคะ)

    ตอนที่ 46 สู้ด้วยการค้า

            “ดึกป่านนี้แล้วเหตุใดท่านเขยถึงยังไม่กลับมา หรือว่ายายแก่คนนั้นยังไม่กลับหมู่บ้านที่ชนบทอีก” จ้าวฉินถามสาวใช้ส่วนตัว ก่อนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “ช่างเป็นคนยากจนที่ไม่รู้จักเจียมตัวเสียจริง นี่คงเห็นว่าท่านพี่แต่งเข้าตระกูลร่ำรวยก็เลยอยากมาหาผลประโยชน์ล่ะสิ”

            “ดูจากที่พ่อบ้านสงเล่ามา หญิงชราคนนั้นอยากจะให้ท่านเขยรับนางเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ด้วยเจ้าค่ะ”

            “ข้าไม่ยอมหรอก ให้ข้าอยู่ใต้ชายคาเดียวกับคนชนบทอย่างนั้น แค่คิดข้าก็หายใจไม่ออกแล้ว” จ้าวฉินลูบท้องของตัวเองที่อีกไม่นานก็จะคลอดออกมาอย่างพอใจ “แต่ข้าคงทำอย่างที่ใจอยากอย่างชัดเจนไม่ได้ เพราะท่านพี่คิดว่าข้าเป็นภรรยาที่ดีและเข้าใจท่านพี่มากที่สุด แต่ระหว่างมารดากับบุตรชายที่กำลังจะเกิดมา ข้าต้องทำให้ท่านพี่เลือกได้เพียงบุตรชายที่กำลังจะเกิดมาเท่านั้น”

            “ท่านเขยจะยอมหรือเจ้าคะ”

            “ท่านพี่ไม่ใช่คนโง่ ขนาดข้าบอกให้เขาหย่าและให้ตัดสัมพันธ์กับลูกๆ ของเขาเพื่อให้เขาได้แต่งเข้าสกุลจ้าว ท่านพี่ยังทำได้เลย เจ้าเชื่อข้าสิ ข้าแค่เสนอเงินค่าเลี้ยงดูให้ยายแก่นั่นแค่เดือนละไม่กี่ตำลึง ท่านพี่ก็ต้องเห็นด้วยกับข้าอยู่แล้ว และข้าก็คงจะจ่ายค่าเลี้ยงดูให้นางได้ไม่นานหรอก แก่ขนาดนั้นแล้วจะมีเวลาใช้ชีวิตอยู่บนโลกได้นานเท่าใดกัน”

            หนิงผิงที่ยืนฟังบทสนทนาอยู่ด้านนอกได้แต่กำมือแน่น แต่เขาจะไปโทษนางได้อย่างไร เพราะสิ่งที่จ้าวฉินพูดออกมาล้วนเป็นความจริง เขาแสร้งทำดีให้นางเห็นและให้นางพอใจ อีกทั้งยังยอมหย่ากับภรรยาและตัดสัมพันธ์กับบุตรสาวและบุตรชายเพื่อให้ได้แต่งเข้าสกุลของนางจริงๆ และวันนี้เขายังเสนอเงินค่าเลี้ยงดูให้มารดาอย่างที่นางคิดอีก ตัวเขาช่างเป็นผู้ชายที่เห็นแก่เงินจนคนมองออกและช่างไม่มีศักดิ์ศรีในตัวเองเอาเสียเลย ‘ข้าจะไม่อยู่ใช้ชีวิตภายใต้ปีกของเจ้านานหรอกจ้าวฉิน รอข้าคิดแผนได้ก่อน อย่าว่าแต่เงินที่เจ้าต้องจ่ายให้ข้า แม้แต่บุตรที่อยู่ในท้องเจ้าก็จะต้องเป็นของข้า’

            หนิงผิงสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ก่อนที่จะผลักประตูห้องนอนเข้าไปด้วยท่าทางมึนเมา เขาตรงไปกอดภรรยาไว้อย่างรักใคร่ “อาฉิน เมียรักของข้า วันนี้ข้าได้ตัดตัวปัญหาไปให้เจ้าแล้วนะ เจ้าไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครมาทำให้เจ้ารำคาญใจ”

            “ท่านพี่หมายความว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ” จ้าวฉินแสร้งถามอย่างไม่เข้าใจ เพราะนางไม่แน่ใจว่าบทสนทนาระหว่างนางกับสาวใช้ที่พูดไปนั้น สามีจะเข้ามาได้ยินมากน้อยเพียงใด

            “เหตุผลที่ท่านแม่มาหาข้าวันนี้ก็เพราะท่านแม่อยากย้ายเข้ามาอยู่กับเรา แต่ข้ากลัวว่ามันจะดูไม่เหมาะสม อีกทั้งยังกลัวเจ้าจะลำบากใจ ข้าก็เลยเสนอไปว่าข้าจะมอบเงินค่าเลี้ยงดูให้นางไปเดือนละห้าตำลึง” 

            “ทำเช่นนั้นมันจะดูไม่เหมาะหรือไม่เจ้าคะ อย่างไรนางก็เป็นมารดาของท่าน หากท่านไม่รับนางมาดูแล ข้าเกรงว่าเมื่อมีคนรู้เข้า พวกเขาจะสาปแช่งท่านว่าเป็นลูกอกตัญญู”

            “เจ้าไม่ต้องสนใจเรื่องพวกนั้นหรอก ตัวข้าเองก็ยังไม่คิดที่จะสนใจ” หนิงผิงกอดภรรยาแน่นขึ้นกว่าเดิม “ข้าทำทุกอย่างเพื่อความสบายใจของเจ้า ข้าอยากให้เจ้ามีความสุข”

            “ท่านพี่” จ้าวฉินเรียกสามีเสียงอ่อน แต่เวลานี้หนิงผิงได้หลับไปแล้ว ทั้งที่เขายังซบอยู่บนไหล่ของนาง จ้าวฉินพูดขึ้นเสียงเบาอย่างได้ใจ“เฮ้อ...ยังนับว่าท่านยังฉลาดอยู่นะเจ้าคะ ได้แต่งสามีเช่นท่าน มันช่างง่ายต่อการควบคุมจริงๆ”

            หนิงผิงได้ยินคำพูดนั้น ถึงแม้จะโกรธแต่ก็ยังแกล้งหลับและพยายามปรับลมหายใจของตัวเองให้เป็นปกติ จากนั้นเขาก็หลับไปเพราะฝืนความเมาไม่ไหว

     

            “พี่ชิง คุณชายว่าน วันนี้ข้ากับสามีมีเรื่องอยากมาปรึกษาพวกท่าน” หนิงลี่ทักเมื่อเห็นว่านชิงและว่านเฉียงเดินเข้ามาในห้องรับรอง วันนี้นางกับสามีนัดให้ว่านชิงและว่านเฉียงออกมาพบที่โรงน้ำชา

            “น้องลี่เอ๋อ เจ้ามีเรื่องใดถึงได้นัดพวกเราออกมาพบหรือ” ว่านชิงทักกลับพร้อมกับเดินไปนั่งข้างหนิงลี่

            “อีกไม่กี่เดือน ครอบครัวของข้าก็จะย้ายไปเมืองหลวงแล้ว ร้านอาหารของข้าก็จะมอบให้ครอบครัวของน้าชายมาดูแลต่อ” หนิงลี่หยุดพูดพร้อมกับมองหน้าสองพี่น้องแซ่ว่าน

            “พี่สะใภ้ไม่ต้องเป็นห่วงขอรับ ข้าจะดูแลความเรียบร้อยให้กับครอบครัวน้าชายของท่านเอง” ว่านเฉียงรีบอาสาอย่างเข้าใจ

            “ข้าจะนำเรื่องนี้ไปปรึกษาท่านพ่อสามีกับท่านพี่ดูว่าจะมีวิธีใดช่วยพวกเขาได้บ้าง” ว่านชิงก็เสนอขึ้นมาเช่นกัน

            “ขอบคุณท่านทั้งสองมากเจ้าค่ะ เพียงแต่ก่อนหน้านี้ข้ารู้มาว่ากิจการของตระกูลว่านอยู่ในช่วงซบเซา พอดีข้าติดต่อพ่อค้าขายข้าวสารจากเมืองอื่นได้ แต่คนๆ นี้เสนอให้ข้ากับสามีเป็นตัวกลาง และเขาจะไม่ยอมติดต่อการค้ากับพวกท่านโดยตรง จะเสนอผ่านข้ากับสามีเท่านั้น” หนิงลี่อธิบาย

            “จริงหรือขอรับพี่สะใภ้ ท่านติดต่อกับพ่อค้าข้าวได้ จริงหรือขอรับ” ว่านเฉียงถามขึ้นอย่างตื่นเต้น “ตัวข้าไม่ติดใจหากเขาจะติดต่อค้าขายผ่านพี่สะใภ้กับพี่เซียว เพียงแต่ข้าเกรงว่าจะเป็นการรบกวนพวกท่านมากเกินไป”

            เมื่อเห็นว่าว่านเฉียงเข้าใจสถานการณ์ หนิงลี่จึงส่งกระดาษแผ่นหนึ่งให้กับว่านเฉียง ซึ่งเขาก็รับไปอ่านอยู่สักพัก “นี่คือปริมาณข้าวที่เขาจะส่งมาขายให้ข้าได้ในแต่ละเดือนหรือขอรับ มากมายถึงเพียงนี้? และชื่อของข้าวแต่ละชนิดข้าก็ยังไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย เอ่อ...พี่สะใภ้จะให้ข้าได้ตรวจสอบข้าวเหล่านี้ดูก่อนได้หรือไม่ขอรับ” ว่านเฉียงถามอย่างเกรงใจ

            เซียวหยางฟางเอาข้าวสารขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะอยู่สามชนิด ทั้งข้าวหอมมะลิ ข้าวเจ๊กเชยเสาไห้ และข้าวกล้อง ส่วนหนิงลี่ก็เปิดกล่องอาหารที่นางนำข้าวเหล่านี้ไปหุงสุกแล้วขึ้นมาวางเช่นกัน

            “ท่านลองชิมข้าวพวกนี้ดูก่อนได้เจ้าค่ะ” หนิงลี่ยื่นตะเกียบให้กับว่านชิงและว่านเฉียง

            เมื่อสองพี่น้องคีบข้าวขึ้นมาลองชิมต่างก็ตาโต ข้าวแต่ละชนิดมีรสสัมผัสที่แตกต่างกัน

            หนิงลี่จึงเริ่มอธิบาย “ถ้วยแรกคือข้าวหอมมะลิ จะมีกลิ่นหอมละนุ่ม ถือเป็นข้าวที่ดีที่สุด ถ้วยที่สองคือข้าวเจ๊กเชยเสาไห้ เป็นข้าวที่หุงขึ้นหม้อไม่บูดง่าย เหมาะที่จะนำมาแปรรูปเป็นอาหารเส้นหรือขนม ส่วนถ้วยที่สามคือข้าวกล้องหอมมะลิ ที่มีสีเป็นอย่างนี้เพราะไม่ได้ถูกขัดสีจนขาวทำให้ยังมีจมูกข้าวและรำข้าวติดอยู่ ข้าวชนิดนี้จึงอุดมไปด้วยสารอาหาร ข้าได้ยินมาว่าที่เมืองของพ่อค้าคนนั้นนิยมบริโภคข้าวชนิดนี้มาก ดูเหมือนพวกเขาจะกินเพื่อป้องกันโรคน่ะเจ้าค่ะ แต่ว่าข้าจำชื่อโรคพวกนั้นไม่ได้แล้ว เอาไว้ข้าจะสอบถามเขามาให้อีกทีนะเจ้าคะ”

            “ต้องขอบคุณพี่สะใภ้แล้วขอรับ จากที่ข้าอ่านข้อมูลพวกนี้ พี่สะใภ้ได้คำนวณต้นทุนรวมถึงค่าขนส่งเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ข้าสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปเสนอให้ทางการตั้งราคาให้ได้เลย ส่วนปริมาณก็เอาตามที่ระบุไว้ ข้าไม่ติดใจอะไร เพราะมีข้าวมาส่งให้ข้าขาย เท่านี้ร้านของข้าก็จะไม่ต้องปิดตัวลงแล้ว” ว่านเฉียงพูดอย่างดีใจ

            “ต่อไปคุณชายว่านก็ติดต่อกับสามีข้าได้โดยตรงเจ้าค่ะ ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่ข้าเชิญพี่ชิงมาด้วยในวันนี้ก็เพราะข้าอยากชวนพี่ชิงร่วมหุ้นเปิดร้านขายของใช้สำหรับเด็ก พี่ชิงได้ใช้ของที่ข้าส่งให้เป็นของรับขวัญหลานชายไปแล้ว พี่ชิงคิดว่าของเหล่านั้นจะขายได้หรือไม่เจ้าคะ” หนิงลี่ถามยิ้ม

            “ขายได้สิ! ทั้งผ้าอ้อม ถุงมือ ถุงเท้า ล้วนแต่เป็นผ้าที่ใส่สบายไม่ระคายผิว ลวดลายก็น่ารัก อีกทั้งกระติกน้ำร้อน ถุงน้ำร้อน พวกนี้ล้วนมีประโยชน์ทั้งนั้น” ว่านชิงรีบตอบ

            “ต่อไปข้าจะมีขวดนม นมผงสำหรับเด็กอายุต่างๆ แล้วก็ยังจะมีของเล่นเด็กมาให้ท่านขายด้วย พี่ชิงยังจะรับผิดชอบไหวอยู่หรือไม่เจ้าคะ” 

            “ข้าเกิดมาในตระกูลการค้า ยังมีสิ่งใดที่ทำไม่ไหว อีกทั้งท่านพ่อกับท่านแม่สามีก็เข้าใจข้า พวกเขาไม่เคยคิดที่จะเก็บข้าไว้แต่ในจวน หากท่านแม่สามีรู้ว่าข้ากับเจ้าจะร่วมมือกันเปิดกิจการ นางต้องดีใจมากแน่ๆ” 

            การพบปะของคนทั้งสี่ในวันนี้ถือว่าบรรลุวัตถุประสงค์ของหนิงลี่แล้ว นางอยากวางรากฐานการค้าให้กับน้าชาย เพื่อที่พวกเขาจะได้ทำการค้าได้อย่างสะดวกและไม่ต้องมาคอยกังวลว่าจะมีใครมาคอยกลั่นแกล้ง อีกทั้งนางยังอยากเอาคืนตระกูลจ้าวที่ชอบวางอำนาจ รวมถึงพวกเขายังบีบบังคับจนเกือบจะทำให้ตระกูลของคุณชายว่านเฉียงต้องปิดกิจการไปอีก คนทำการค้าอย่างไม่สนใจมารยาทเช่นนี้ หนิงลี่อยากสอนบทเรียนให้คนตระกูลจ้าวได้รู้บ้างว่าไม่ใช่แค่พวกเขาเท่านั้นที่จะรังแกคนอื่นได้ ตลาดในมิติของนางมีของอยู่มากมาย เรื่องแค่นี้จะไปยากอะไร สู้กันด้วยการค้าอย่างนี้  นางไม่กลัวอยู่แล้ว


    คล้ายกับเรื่องสลับร่างไปสร้างครอบครัวให้ร่ำรวยในยุคโบราณ (มี e-book นะคะ) ที่คุณอ่าน