“เสร็จสักที ฟู่! ปรุงสำรับยามค่ำนี่มันยากเสียจริง เสียเวลาไปโข”
ปากบางบ่นกับตัวเองขมุบขมิบ แต่กระนั้นก็ยังฉีกยิ้มให้กับผลงานของตนเอง น้ำพริกกะปิเข้มข้นครบรสกินคู่กับผักต้มราดกะทิและผักชุบไข่ทอด แกงปลาเทโพส่งควันและกลิ่นหอมฉุยฟุ้งไปทั่วเรือนถูกยกออกมาวางไว้รอด้านในห้องนอน เพราะถ้าหากออกไปนั่งกันที่ชานเรือนก็คงถูกจับได้พอดี
“กลิ่นกายผกาแลกลิ่นสำรับข้าวตีกันฟุ้งกระจายส่งกลิ่นไปถึงเรือนทาสด้านหลังเทียว”
“ว๊าย! อุ๊บ!”
อินทรีแอบย่องเบาปีนขึ้นเรือนมาไม่ให้ดรุณได้รู้สึกตัว ก่อนจะโพล่งพูดขึ้นท่ามกลางความเงียบ ส่งผลให้ดรุณเผลอร้องอุทานออกมาเสียงดังก่อนจะรีบยกมือเล็กขึ้นอุดปากตัวเองไว้
“ใยจึงมาเงียบๆฉะนี้ หากข้าใร้องดังกว่านี้จักมิเรียกให้พวกบ่าวมันแห่กันมาดูดอกรึ!”
ดรุณตำหนิเสียงแข็งไม่จริงจัง ก่อนจะดึงเอาข้อมือหนาให้เข้าไปในห้อง แล้วปิดประตูลงกลอนเงียบ
“ข้าขอโทษ ข้าเพียงอยากจะมาทำให้แม่ประหลาดใจเท่านั้นเอง แม่ยังมิกินข้าวดอกรึ ดึกมากแล้วหนา”
“ข้าทำไว้เพื่อจะรอกินกับท่าน”
“แต่ว่า...ข้ากินมาจากโรงครัวแล้ว”
“ถ้าเยี่ยงนั้นก็มิเป็กระไรดอก”
ดวงหน้าหวานที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มเมื่อครู่กลับหุบยิ้มลงทันที สีหน้าผิดหวังของผกาหนุ่มทำเอาภมรใจห่อเหี่ยวไปด้วย ก่อนจะรีบนั่งลงต่อหน้าสำรับหวายที่บรรจุด้วยเครื่องถ้วยกระเบื้องอยู่จนเต็ม
“แต่ข้ายังมิอิ่มดอกหนา อาหารน่าอร่อยเยี่ยงนี้ใครกันจักมิอยากกิน”
อินทรีบรรจงตักแกงและน้ำพริกกะปิลงจานข้าวที่คดไว้แล้วพลางเปิบมือกินอย่างเอร็ดอร่อย จนดรุณกลับมายิ้มได้อีกครั้ง พลางนั่งลงตรงข้ามภมรหนุ่มพร้อมกับกินกับข้าวที่อินทรีตักใส่จานไว้ให้
“เลอรสเสียจริง รูปงามแลกลิ่นกายหอมยังมิพอ รสมือยังเป็เลิศกว่าผู้ใดที่ข้าเคยได้กินมาทั้งชีวิต ถ้าเยี่ยงนั้นข้าจักเก็บท้องมากินกับแม่ทุกคืนได้หรือไม่”
“ปากหวนเยี่ยงนี้คงตะล่อมกินกับหญิงงามไปทั่วสิหนา กับข้าวของข้าคงมิสู้ดอก”
“ปู้โถ่เอ๋ย! ต้องให้ข้าสาบานต่อสายฟ้าเลยหรือไม่ว่าข้ามิเคยเกี้ยวผู้ใดเลยจริงๆ”
“…”
ดรุณก้มหน้าก้มตากินต่อไม่สนใจชายหนุ่มตรงหน้า อินทรีจึงวางจานข้าวลงก่อนจะลุกขึ้นไปเปิดประตูห้องออกกว้าง
“ต่อหน้าเทวดาฟ้าดิน ข้าขอสาบานว่า...”
“ท่านจะทำกระไร มันมิใช่เื่ที่จะมาเย้ากันเล่นหนา”
เขาปรี่เข้ามาดึงมือที่กำลังประนมไว้บนอกลงก่อนจะเอ่ยเสียงดุจริงจัง คำสบถสาบานมันใช่เื่จะมาล้อเล่นได้ที่ไหนกัน
“ข้ามิได้เย้าเล่น ข้าบอกแล้วว่าข้าพูดจริง หากแม่มิเชื่อข้าก็จักสาบานให้ดู”
“ข้าเชื่อๆ ข้าแค่เย้าเล่นนิดหน่อยเท่านั้น ใยต้องทำถึงเพียงนี้ด้วยเล่า”
แก้มขาวพองออกกลมพลางกระทืบเท้าตึงตังเดินกลับไปนั่งหน้าสำรับอาหารตามเดิม อินทรีเดินกลับมาพร้อมกับหยิบเอาลูกประคบในหม้อดินที่วางไว้หน้าห้องเข้ามาด้วย
“ทะ ท่านจักทำกระไร”
ร่างสูงนั่งลงใกล้เสียจนกลิ่นดอกบุหงาส่าหรีลอยออกมาเด่นชัดขึ้น ทำเอาผกาหนุ่มถึงกับเสียอาการ ใบหน้าร้อนผ่าวพลางวางมือเล็กทาบลงบนอกแกร่งที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อเพื่อดันออก
“ข้ามิได้มาช้าไปใช่หรือไม่ มัวแต่เตรียมลูกประคบมาให้แม่อยู่นะซี”
มือหนายกขึ้นประคองแก้มอีกข้างไว้ ก่อนจะยกมือข้างที่มีลูกประคบร้อนค่อยๆแตะลงบนรอยช้ำมือบนแก้มเบาๆ ตาคมมองตามลูกประคบอย่างไม่วางตา ส่วนตากลมโตก็มองเข้าไปในดวงตาคมดุจชื่อของเขาด้วยแววตาสั่นไหว
ตึกตัก ตึกตัก!
เสียงหัวใจเต้นรัวดุจกลองทั้งสองดวงดังแข่งกันจนไม่รู้ว่าเป็เสียงที่มาจากใคร อินทรีกัดกรามข่มอารมณ์ไว้แน่นจนมันขึ้นนูนเป็สันเพราะกลิ่นดอกสายน้ำผึ้งที่ออกมาจากกายของผกาหนุ่มมันช่างหอมยวนใจเหลือเกิน
“หอมเหลือเกิน”
เสียงกระเส่าทุ้มต่ำเปล่งออกมาอย่างไม่รู้ตัว ตาคมเลื่อนจากลูกประคบมายังดวงตากลมโตที่จ้องมองตนอยู่ตรงหน้า ราวกับเวลาได้หยุดหมุนไปแล้ว ไม่รู้ว่านานเท่าใดที่ทั้งสองจ้องมองตากันอยู่ในท่านี้ ก็จนดวงหน้าคมเลื่อนเข้ามาใกล้ดวงหน้าหวานขึ้นเรื่อยๆ และเรื่อยๆ
“เฮือก! ขะ ข้าขอโทษ ข้ามิได้ตั้งใจจะล่วงเกิน ข้าเสียใจจริงๆ แม่อย่าโกรธข้าเลยหนา”
อินทรีดีดตัวออกจากดรุณอย่างรวดเร็วก่อนที่ริมฝีปากทั้งสองจะแตะโดนกัน ดรุณกำลังเคลิบเคลิ้มกับเขาเมื่อสักครู่ก็พลอยได้สติ ทำตัวไม่ถูกไปตามๆกัน
“อะ เอ่อ มิเป็อันใด ข้ามิได้เคืองท่านสักนิด กินข้าวกันต่อเถิดหนา กับข้าวจักเย็นชืดเอา ข้าขอออกไปตักเอาฟักทองแกงบวดในครัวก่อนก็แล้วกัน”
ปากบางเร่งพูดเสียจนลิ้นแทบพันกันก่อนจะลุกออกมาจากบริเวณนั้นทันที เขาวิ่งมาหยุดพิงอยู่ที่ผนังครัวไฟพลางยกมือเรียวขึ้นมาจับหน้าอกตรงที่กำลังเต้นรัวไว้แน่น
“ความรู้สึกนี้มันคือกระไร”
เขาพึมพำกับตัวเองแ่เบา ั้แ่เกิดมาก็ไม่ได้ใกล้ชิดชายใดเลยนอกจากพ่อ พี่ทองปานและน้องๆที่เกิดจากเมียทาสของพ่อ ไม่รู้เลยว่าความรักฉันท์คู่รักทั่วไปมันคืออะไร เขายืนสับสนกับความรู้สึกนั้นอยู่นานจนอินทรีออกมาตาม
“แม่สบายดีหรือไม่ หรือว่ารู้สึกอึดอัดเพราะข้าฤา”
“…”
ดวงหน้างามจ้องมองไปยังตาคมที่กำลังรอคำตอบอยู่อย่างชั่งใจ ก่อนที่อินทรีจะหน้าหงอยเพราะไม่ได้รับคำตอบที่้าสักทีจึงได้แต่พยักหน้าหงึกๆอย่างเข้าใจ
“ถ้าเช่นนั้นข้าต้องขออภัยจริงๆ ข้ามิได้ตั้งใจ แลข้าจักมิมาให้แม่เห็นหน้าอีก”
หลังหนาเดินหันหลังออกไปพร้อมกับคอที่ตกลงอย่างหมดหวัง ดรุณจึงตัดสินใจรวบรวมความกล้าฉุดข้อมือหนาที่กำไม่มิดให้หันกลับมาหาตนก่อนจะทำสิ่งที่อินทรีไม่คาดคิด
“อื้อ/อื้มม”
ริมฝีปากหยักถูกประกบด้วยริมฝีปากบางเบาๆก่อนจะถอนออกอย่างรวดเร็ว อินทรีตาเบิกโพลงอย่างใแต่ผู้กระทำกลับรีบนั่งลงไปตักของหวานในหม้อเพื่อแก้เขิน
“ปะ ไปกินข้าวกันต่อเถิด”
ร่างบางเอ่ยชวนพลางถือถ้วยของหวานรีบเดินผ่านร่างสูงกลับไปยังห้องตามเดิม โดยเอาแต่ก้มหน้างุดๆมองหาเศษเบี้ยไปตามพื้นเรือน