เช้าวันต่อมาข่าวของช้าง แคนและเขียวโดนผีหลอกก็แผ่กระจายไปทั่วทั้งหมู่บ้านหนองเขียด ในพื้นที่ห่างจากหมู่บ้านออกมาเล็กน้อยภายในที่ดินแลงนี้มีเนื้อที่ประมาณ5ไร่ ภายในพื้นที่ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ปลูกบ้านไม้ทรงไทยอีสานประยุกต์ ชั้นบนเป็ไม้สักทองทั้งหลังชั้นล่างก่อด้วยปูนเป็บ้านสองชั้นหลังใหญ่ เป็การก่อสร้างผสมผสานระหว่างความทันสมัยและความเป็เอกลักษณ์ของอีสานได้อย่างลงตัว บอกถึงความเอาใส่ของผู้ออกแบบที่มีความสามารถและรักในวัฒนธรรมของความเป็คนอีสานได้เป็อย่างดี บ้านหลังนี้คือบ้านกำนันสิงห์ เสือซึ่งเป็ลูกชายคนโตของกำนัลสิงห์เป็คนออกแบบและควบคุมการก่อนสร้างบ้านหลังนี้เองกับมือ หลังจากเขาเรียนจบปริญญาตรีเอกวิศวะ ภายในบ้านช้างกำลังนั่งเอาผ้าคลุมตัวอยู่บนที่นอนผมบนหัวตั้งชันตัวสั่นงกด้วยความหวาดกลัว พรรณนาราได้แต่คอยนั่งลูบหลังลูบไหล่ปลอบโยนลูกชายหัวแก้วหัวแหวน เธอสงสารลูกชายมากไม่รู้จะทำอย่างไรดี ตอนนี้ก็ได้แต่ให้พี่ชายของช้างไปนิมนต์หลวงตาที่วัดมาปัดเป่าและพรมน้ำมนต์ให้ เผื่อว่าลูกชายของจะดีขึ้น
“ช้างหนูไม่ต้องกลัวนะลูก ตอนนี้หนูอยู่ที่บ้านแล้ว” พรรณนาราคอยพูดปลอบใจลูกชาย พรรณนาราเป็คนทางภาคกลางจึงพูดอีสานไม่ได้เวลาพูดกับลูกๆ จึงพูดภาษากลาง เมื่อก่อนตอนที่เธอยังสาวคุณพ่อของเธอเป็นายอำเภอได้ย้ายมารับตำแหน่งที่อำเภอทางภาคอีสาน ทำให้เธอที่เป็ลูกสาวต้องเดินทางมาเยี่ยมบ่อยๆ และได้มีโอกาสรู้จักกับกำนันสิงห์ ทั้งสองคนตกหลุมรักกันทันทีตอนนั้นเธออายุยี่สิบปีและรับราชการเป็ครู เพราะความรักทำให้เธอตัดสินใจขอย้ายมาเป็ครูสอนที่ตำบลหนองเขียดและแต่งงานกับกำนันสิงห์ คุณพ่อคุณแม่ของเธอเห็นว่ากำนันสิงห์เป็คนดีและครอบครัวของกำนัลก็เป็คนดีจึงไม่ได้ขัดขวางความรักของพวกเขา เธอแต่งงานเป็สามีภรรยามากว่าสามสิบกว่าปีแล้วไม่เคยมีเื่ทะเลาะกันเลย ช้างเป็ลูกชายคนสุดท้องบวกกับเป็ลูกหลงมาเกิด จึงอายุน้อยกว่าพี่ๆ หลายปีทำให้คนทั้งบ้านรักและตามใจมาก ตอนเด็กร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงทำให้ทุกคนคอยดูแลอย่างดีอยากได้อะไรก็เคยมีใครขัดใจ รถยนต์โตโยต้าฟอร์จูนเนอร์สีดำวิ่งเข้ามาภายจอดภายในบริเวณเวณลานบ้านของกำนันสิงห์
“กราบนิมนต์ขึ้นเทิงเฮือนขอรับหลวงตา” เหยี่ยวรีบวิ่งเข้าไปเปิดประตูรถและกล่าวนิมนต์หลวงตาทันที เขาโดนคุณนายแม่ไล่ให้ลงมาคอยรับหลวงตาั้แ่พี่ชายคนโตขับรถออกไปรับหลวงตา เขาขัดใจคุณนายแม่ไม่ได้จึงจำใจต้องมานั่งคอยที่ข้างล่างเป็ชั่วโมงแล้ว เมื่อเช้าทันทีที่คุณนายแม่ตื่นมาเห็นสภาพของลูกชายสุดรักสุดหวงก็ร้องห่มร้องให้เสียงดังลั่นบ้าน ทำให้เขาสะดุ้งใต้องรีบลุกขึ้นมาดูว่าเกิดอะไรขึ้นทุกคนในบ้านต่างก็ใตื่นกันเพราะเสียงร้องของคุณนายแม่ สภาพที่เขาเห็นคือน้องชายคนสุดท้องของเขาหน้าซีดตัวสั่นผมตั้งชี้ฟูไปหมดทั้งหัวปากก็บอกว่าผีหลอก ผีหลอก ทำให้ทั้งบ้านวุ่นวายแต่เช้า
“บ่ต้องขึ้นเฮือน ไปพามันลงมาข้างล่างนิหล่ะ” หลวงตาพูดกับเหยี่ยวแล้วเดินไปที่แคร่ใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าบ้านที่กำนันปลูกเอาไว้เป็ร่มเงาให้ลูกหลานนั่งเล่นคลายร้อน เหยี่ยวรีบวิ่งเข้าไปในบ้านหยิบเอาเสื่อมาปูบนแคร่และนิมนต์หลวงตาให้นั่งรอ ก่อนที่เขาจะเดินขึ้นบันไดไปบนบ้านเพื่อเรียกคุณนายแม่และน้องชายลงกราบหลวงตาที่ข้างล่าง
“โยมเสือไปตักน้ำมาให้หลวงตาเอาขันใหญ่ๆ เด้อ” หลวงตาบอกเสือที่จอดรถเสร็จแล้วและเดินเข้ามาหาท่านพอดี
“ขอรับหลวงตา” เสือตอบรับก่อนจะเดินเข้าไปในบ้าน เพื่อตักน้ำมาให้หลวงตาตามคำสั่งของท่าน พรรณนารานั่งลงบนเสื่อที่บัวนำมาปูไว้รอตรงหน้าแคร่ที่หลวงตานั่ง โดยมีบัวและมะลินั่งคอยอยู่ก่อนแล้ว เหยี่ยวเดินตามคุณนายแม่มาบนหลังของเขาแบกน้องชายไว้
พอมาถึงเหยี่ยววางน้องชายลง ช้างมองเห็นหลวงก็รีบคล้านเข่าเข้าไปใกล้ก่อนจะก้มลงกราบท่าน
“เป็จังใด ดื้อคักจนเจอดีบ่หล่ะ” หลวงตาถามช้างพร้อมกับเอาไม้หวายเคาะหัวช้างที่ก้มลงกราบ
“หลวงตา ผมบ่กล้าอีกแล้วคับ” ช้างได้แต่กล่าวเสียงอ่อยๆ ยอมรับความผิดกับหลวงตา เมื่อคืนถ้าเขาไม่ไปชกต่อยกับบักดำที่หลังโบสถ์เขาก็คงไม่วิ่งไปให้ถูกผีหลอก
“จำไว้เด้อบาดนิ กลางค่ำกลางคืนผุใดให้ไปแล่นเล่นในวัดในวา ยังพากันไปต่อยตีกันในวัดอีก” หลวงตากล่าวด้วยน้ำเสียงดุๆ
“ขอรับหลวงตา กระผมจำไว้แล้วครับ” ช้างสำนึกผิดแล้วครั้งนี้เขาเข็ดจริงๆ ไม่กล้าอีกต่อไปแล้วถึงแม้จะไม่เห็นตอน แหวกอก ควักเครื่องใน ให้เห็นแบบในหนังสยองขวัญแต่เห็นแค่นี้เขาก็กลัวแล้ว
“ไปออกไปอยู่กลางแดด หลวงตาสิอาบน้ำมนต์ให้”
เหยี่ยวเข้าไปพยุงช้างออกไปกลางแดด ช้างนั่งคุกเข่าพนมมือหันหน้าไปทางทิศตะวันออกตามหลวงตามสั่ง หลวงตาเดินตามมาโดยมีเสือถือขันน้ำมนต์เดินตามหลัง หลวงตายืนนิ่งๆ ข้างหลังของเขาก่อนที่ท่านจะหลับตาท่องคาถาแล้วก้มลงเป่าที่กลางกระหม่อน ช้างรู้สึกว่าร่างกายของเขาร้อนไปหมดทั้งตัว จากนั้นหลวงตาเทน้ำมนต์ลงบนศรีษะช้างสะดุ้งด้วยความเย็นของน้ำ เขารู้สึกเย็นไปถึงกระดูกจนเขาหนาวสั่นไปหมด สักพักเขารู้สึกเหมือนมีกระแสอุ่นๆ ไหลผ่านตัวเขาทำให้ความหนาวเย็นนั้นหายไปในทันที
“เอ้า เหมิดเคราะห์ เหมิดโศก เหมิดโรค เหมิดภัยเด้อบาดนิ” หลวงตาพูดพร้อมทั้งเอาขันโขกหัวของช้างเสียงดังโป๊กๆ ช้างสะดุ้งด้วยความเจ็บตอนนี้ความกลัววิ่งหนีไปหมดแล้ว เหลือไว้แต่ความเจ็บที่หลวงตาตีกระบาล
“กราบสาธุขอรับหลวงตา” ช้างก้มลงกราบแทบเท้าของหลวงตา
“เอ้า รถผุใดมาหล่ะ” หลวงตามถามด้วยความความสงสัย เมื่อมีรถสีขาวสี่ประตูวิ่งเข้ามาจอดภายในบริเวณบ้าน
“นึกว่าผุใด พ่อใหญ่พันธ์ติ” น้าบัวที่ทำงานเป็แม่บ้านในบ้านของช้างทักเสียงดัง เมื่อเห็นคนที่เปิดประตูรถลงมา
“น้าพันธ์มาหยังครับ” เสือกับเหยี่ยวถามขึ้นพร้อมกัน
“น้าว่าสิมานิมนต์หลวงตา ไปเบิ่งบักแคนกับบักเขียวนี้หล่ะ”
น้าพันธ์กล่าวตอบก่อนที่จะเดินเข้าไปกราบหลวงตา
“หลวงตา กระผมนิมนต์ไปโปรดลูกโปรดหลานแน่คับ”
“เอ้า ไป ไป เด็กน้อยสุ่มนิบ่มีหยังกะหาเวียกให้แต่พระ” หลวงตากล่าวพร้อมกับจับจีวรให้เป็ระเบียบ ก่อนที่จะเดินตรงไปขึ้นรถของน้าพันธ์ ทุกคนในบ้านมองตามท้ายรถไปจนสุดสายตา