เตียงไม้เรียงชิดกันเป็แถวห้องพักคับแคบ ไร้เครื่องประดับและหน้าต่าง ทุกสิ่งถูกจัดอย่างเป็ระเบียบ ราวกับไม่อนุญาตให้มีความเป็ตัวตนของผู้ใดหลงเหลือให้เห็น
รุ่งอรุณยังไม่ทันแตะขอบฟ้าเสียงฆ้องดังขึ้นสามครั้ง หญิงสาวในตำหนักฝึกสอนสะดุ้งตื่นขึ้นพร้อมกันหลี่เยว่ลืมตาขึ้นมองไปรอบตัว ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตนเองมิได้อยู่บ้านหลังเล็กที่อบอุ่นอีกแล้ว
“ลุกขึ้น!! ผู้ใดชักช้าจะถูกลงโทษ!!” เสียงตวาดของนางข้าหลวงประจำตำหนักดังขึ้น
หลี่เยว่รีบลุกจากเตียงนางจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แม้มือจะสั่นเล็กน้อยเพราะความไม่คุ้นชิน แต่นางก็ยังพยายามบังคับสายตามิให้แสดงความหวั่นไหวออกมาให้ผู้ใดได้เห็น
ลานฝึกกว้างปูด้วยหินสีเทาหญิงสาวหลายสิบคนยืนเรียงแถวอย่างไม่เป็ระเบียบ สายตาหลายคู่เริ่มกวาดมองกันและกันด้วยความระแวดระวัง
ครั้งนี้เป็นางข้าหลวงประจำตำหนักฝึกสอนที่ปรากฏตัวขึ้น นางถูกเรียกจากข้าหลวงคนอื่นว่า ‘ข้าหลวงหมี่’หากแต่ที่สะดุดในสายตาของสตรีด้วยกันหาใช่ชื่อเสียงแต่เป็รูปร่างที่สูงโปร่งได้สัดส่วนอาภรณ์ไหมสีครามแนบไปกับเอวคอดราวกิ่งหลิว ทำให้ส่วนเว้าส่วนโค้งของร่างกายดูชัดเจนอย่างพอดีผิวของนางขาวนวลราวหยกเนื้อดี คิ้วเรียวยาวถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องประทินโฉม ดวงตาเรียวคมแฝงเสน่ห์ชวนหลงใหลเพียงนางปรายตามอง ผู้คนก็รู้สึกราวกับถูกดึงดูดเข้าไปในแววตานั้นโดยไม่รู้ตัว
เสียงฝีเท้าของนางนุ่มนวลสะโพกผายเคลื่อนไหวอย่างเป็ธรรมชาติในทุกย่างก้าว กลิ่นหอมอ่อนจากกำยานและเครื่องหอมลอยติดตามตัวนางไปทุกที่บุรุษหลายคนเพียงเห็นนางครั้งแรกก็อดเหลียวมองไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกัน แววตาที่สุขุมและท่าทางสง่างามของนางก็ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกิน
ภายใต้ความงดงามนั้น กลับแฝงไว้ด้วยสีหน้าเ็าราวกับคนไร้ความรู้สึกน้ำเสียงเรียบดังขึ้น
“ที่นี่คือตำหนักฝึกสอนพวกเ้าทุกคนจะต้องถูกฝึกจนกว่า กิริยาจะสมบูรณ์แบบ และหัวใจที่มีได้เพียงความรู้สึกเดียว”
ในตอนนั้นหลี่เยว่ไม่เข้าใจเลยว่าหัวใจที่มีได้เพียงความรู้สึกเดียวนั้นหมายถึงสิ่งใดกันแน่??
การฝึกฝนของนางข้าหลวงหมี่เริ่มจากสิ่งพื้นฐานที่สุด นั้นคือ การยืน หญิงสาวทุกคนต้องยืนหลังตรง คางเชิดสายตาไม่ต่ำไม่สูง ต่อมาเป็การเดิน ทุกฝีก้าวต้องสม่ำเสมอปลายเท้าแตะพื้นก่อนส้นเสมอ และสุดท้ายการคำนับ แนวโค้งของลำตัวผิดไปเพียงน้อยนิด ก็อาจจะถูกลงโทษได้ทันที
“เอาใหม่อีกครั้ง”
“ผิด!!! เ้าได้ฟังที่ข้าสอนหรือไม่”
“ยังดีไม่พอทำต่อไป”
เสียงตำหนิไม่ขาดสายดังขึ้นจากสายตาของนางข้าหลวงที่คอยมองและจับผิดการเคลื่อนไหวของเหล่าสตรี
หญิงสาวคนหนึ่งก้าวเดินผิดพลาดเผลอสะดุดล้ม เืซึมจากฝ่ามือ นางข้าหลวงเพียงปรายตามอง
“ลุกขึ้นมา”
“อย่าคิดว่า ในวังแห่งนี้ยังมีคนช่วยพยุงเ้าขึ้นมา”
เห็นภาพตรงหน้า หลี่เยว่เม้มริมฝีปากแน่นนางอดทนฝึกฝนด้วยความพยายามทั้งหมดที่มี ใน่เวลาที่ได้พักและมื้ออาหารเหล่าหญิงสาวจะได้รับอาหารที่แตกต่างกันออกไป คนที่มีรูปร่างใหญ่ จะถูกจำกัดด้วยข้าวสวยแข็งกับผักต้มจืดเท่านั้นแต่ที่กลายเป็จุดสนใจคืออาหารของหลี่เยว่ เนื่องจากนางนั้นรูปร่างเล็กอาหารที่ได้รับจึงเป็เนื้อสัตว์ที่จะช่วยให้หน้าอกตั้งสะโพกผาย
หญิงสาวบางคนเริ่มกระซิบสนทนาน้ำเสียงและคำพูดแ่เบาแฝงความอิจฉาและคำถากถาง
“อิจฉาหญิงชาวบ้านอย่างเ้าเสียจริงเพราะความยากไร้ในอดีต ยามนี้จึงได้รับอาหารที่ดี” หญิงสาวในชุดสะอาดเอ่ยขึ้นสายตาที่มองดูแคลนอย่างเห็นได้ชัด
หญิงสาวอีกคนใบหน้าของนางประทินโฉมด้วยเครื่องแป้งแตกต่างจากใบหน้าซีดๆของหลี่เยว่
“หญิงสาวบ้านนอกอย่างเ้าคาดหวังแค่นางกำนัลหรือแก่ตัวไปเป็เพียงนางข้าหลวงก็ดีแล้ว อย่าได้หวังว่าจะกลายเป็หงส์ฟ้าเชียวละ”
หญิงสาวอีกคนท่วงท่าเป็กุลสตรีและมีความรู้กว่าคนอื่นนางหันมองไปยังหลี่เยว่และพูดขึ้น
“ท่าทางซื่อๆไร้ความรู้อย่างเ้า หากหลงเข้ามาอยู่ในวังวนของการแก่งแย่ง คงหนีไม่พ้นความตาย”
มีทั้งวาจาข่มขู่วาจาดูแคลนและคำพูดหวังดี ลอยเข้ามาในหู หลี่เยว่ได้แต่ก้มหน้าลง นางเพียงตอบสั้นๆ
“ข้าไม่เคยหวังสูงอย่างที่พวกเ้าว่าเลย”
“ถ้าเช่นนั้นก็ดีแล้ว”
“อย่างน้อยก็รู้จักฐานะของตัวเองเช่นนั้นเ้าก็คงไม่อายุสั้น”
คำพูดเ่าั้แม้จะเป็คำดูถูกหากแต่ไม่มีคำใดผิดไปจากความจริงเลย ถ้าไม่ได้เตรียมพร้อมทั้งความรู้และจิตใจที่หนักแน่นพอวังวนแห่งการแย่งชิงนั้น พร้อมที่จะพรากชีวิตของผู้คนได้ทุกเวลา