บทที่3(2)
ฏมู่หยางเยว่
สองเดือนก่อนหน้า
เนื่องจากจวนของขุนนางทั่วไปไม่ได้รับอนุญาตให้เลี้ยงนกพิราบสื่อสารดังนั้น นับจากวันที่ไป๋เหลียนฮวาจรดปลายพู่กันเขียนจดหมายในอีกหนึ่งเดือนให้หลังจดหมายจึงถูกส่งถึงมือของมู่หยางเยว่
หลังจากชายหนุ่มอ่านเนื้อความในจดหมายของมารดาจบก็ส่งเสียงเรียกนายทหารมาสั่งความ “ใครอยู่ข้างนอก เข้ามาที”
“ขอรับท่านแม่ทัพ”ทหารนายหนึ่งรีบส่งเสียงขานรับก่อนจะปรากฏตัว
“หากมีคนแซ่เผิงมาขอพบข้าให้พาตัวไปขึ้นทะเบียนพลทหารฝ่ายดูแลคลังเสบียง ไม่ต้องพามาพบข้า”
สองวันต่อมานายทหารคนเดิมก็เข้ามารายงานมู่หยางเยว่ว่าได้จัดการตามที่ชายหนุ่มสั่งการไว้เรียบร้อยแล้วทว่าหลังกล่าวรายงานจบกลับยังยืนรี ๆ รอ ๆ ไม่ยอมล่าถอยออกไป
มู่หยางเยว่ปรายตามองมาอ่านความหมายในท่าทางของอีกฝ่ายได้ในทันที นายทหารผู้นี้คงจะรอคำสั่งที่แน่ชัดจากเขาว่าพลทหารใหม่นายนี้ควรให้การต้อนรับและดูแลเป็พิเศษหรือไม่ในเมื่อแม่ทัพใหญ่อย่างเขาเป็ผู้เอ่ยปากฝากฝังด้วยตนเอง
ชายหนุ่มจึงเอ่ยกับนายทหารผู้นั้นด้วยน้ำเสียงติดจะรำคาญ“ต่อไปมีอะไรเกี่ยวกับคนผู้นี้ก็ไม่ต้องมารายงานข้าอีกให้เขาปฏิบัติตามกฎระเบียบของกองทัพให้เหมือนกับพลทหารทุกคน ไม่มีสิทธิพิเศษใด ๆทั้งสิ้น อะไรที่สมควรทำก็ให้ทำไป อย่าปล่อยให้อู้”
“รับทราบขอรับท่านแม่ทัพ ข้าน้อยจะไปจัดการเดี๋ยวนี้”
เช้าวันต่อมาสนามฝึกยิงธนูถูกโอบล้อมด้วยพลทหารจากทุกกองทุกฝ่ายที่มามุงดูมู่หยางเยว่ฝึกพลทหารชั้นประทวนนายหนึ่งยิงธนูด้วยตัวเอง
ในกลุ่มของทหารฝ่ายดูแลคลังเสบียงมีเสียงพูดคุยกระซิบกระซาบดังขึ้น“ข้าอยู่กองทัพมาก็นานยังไม่เคยได้รับการสั่งสอนจากท่านแม่ทัพเช่นนี้ได้แต่ล้มลุกคลุกคลานฝึกกับพลทหารด้วยกันแล้วดูเ้านั่นสิเป็ลูกหลานขุนน้ำขุนนางมาจากที่ใดกันถึงได้รับอภิสิทธิ์เช่นนี้”
“เ้าผิดแล้วลูกหลานขุนน้ำขุนนางเสียที่ใดกันข้าได้ยินมาว่าเ้าเด็กนั่นกำลังจะโดนบิดาตัวเองฆ่าทิ้งเพราะจับได้ว่าเป็บุรุษตัดแขนเสื้อ ซ้ำยังเป็เพียงลูกอนุท่านแม่ทัพก็เลยขอตัวไว้ จึงรอดชีวิตมาได้เ้าสังเกตดูสิท่าทางอ้อนแอ้นออกอย่างนั้นท่านแม่ทัพคงต้องใช้ความอดทนในการฝึกน่าดู”
เผิงเสี่ยวชิงยืนฟังเพื่อนทหารด้วยกันกระซิบกระซาบกันไปมานิ่งสายตาก็จับจ้องไปยังบุรุษร่างสูงใหญ่ท่าทางองอาจสง่างามที่ยืนอยู่กลางลานฝึกธนูแววตาสุกใสเปล่งประกายพราวระยับดุจดวงดาราที่เปล่งแสงท่ามกลางราตรีกาลอันมืดมิดด้วยหัวใจที่นึกเลื่อมใสและเคารพชื่นชมอีกฝ่ายจนยกย่องให้อีกฝ่ายเป็เทพเทวดาที่จุติลงมาเพื่อมอบชีวิตใหม่ให้กับตน
ไม่ใช่เื่แปลกอันใดหากเผิงเสี่ยวชิงจะมองมู่หยางเยว่เป็วีรบุรุษที่น่าเลื่อมใสคนหนึ่งเพราะบุรุษทุกคนในชีวิตของเผิงเสี่ยวชิงล้วนไม่อาจนับได้ว่าเป็บุรุษแม้แต่ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็บิดาที่บิดามีหน้าที่การงานสูงส่งได้ทุกวันนี้ก็เพราะใช้เพียงฝีปากที่คอยประจบสอพลอผู้คนซ้ำยังไร้น้ำใจ ไม่เห็นคนที่ต่ำต้อยกว่าอยู่ในสายตาแม้แต่ตนก็ยังเป็เพียงเครื่องมือที่บิดาอาศัยสร้างความเจริญก้าวหน้า
มู่หยางเยว่ยืนถือฝาไหชูขึ้นบนศีรษะเป็เป้าให้พลทหารที่ตนได้ช่วยชีวิตไว้ยิงเห็นได้ชัดว่าผู้ที่เสี่ยงชีวิตตนเองเป็เป้านิ่งให้ผู้อื่นอย่างมู่หยางเยว่กลับไม่ได้มีอาการหวาดกลัวหรือตกประหม่าแต่อย่างใดแต่กลับเป็ผู้ที่ทำหน้าที่ยิงธนูเสียเอง ฝ่ายนั้นหน้าซีดเผือดลงทุกขณะราวกับจะเป็ลมล้มลงได้ทุกเมื่อ
เผิงเสี่ยวชิงเผยรอยยิ้มชื่นชมชายหนุ่มออกมาอีกคราเพราะตนมองว่านี่เป็วิธีการที่อาศัยความกดดัน บีบคั้นเอาศักยภาพของอีกฝ่ายออกมา
ชั่วกะพริบตาลูกธนูดอกแรกก็พุ่งเฉียดผ่านโหนกแก้มของมู่หยางเยว่ไปจนเืซิบซึ่งหากชายหนุ่มไม่เบี่ยงกายหลบลูกธนูดอกนั้นคงจะปักทะลุดวงตาของเขาแล้ว
พลทหารที่เพิ่งจะยิงธนูเฉียดผ่านโหนกแก้มของมู่หยางเยว่ไปทิ้งคันธนูลงกับพื้นพลางคุกเข่าร้องไห้อย่างอ่อนแรง ปากก็พร่ำะโแต่เพียงว่า ‘ทำไม่ได้’กับ ‘อภัยให้ข้าน้อย’ ดังวนเวียนซ้ำไปมา จนผู้คนที่มามุงดูต่างพากันส่ายหัว
“ลุกขึ้นมา!หรือแค่นี้ก็ยอมแพ้แล้ว อยากจะเป็เศษสวะในสายตาบิดาเ้าจริง ๆ ใช่หรือไม่!”
มู่หยางเยว่ะโเสียงเฉียบขาดจนอีกฝ่ายได้แต่พยายามกลืนก้อนสะอื้นกลับลงไป ก่อนจะค่อย ๆพยุงร่างอันสั่นเทาของตนขึ้นมา แล้วหยิบลูกธนูดอกที่สองขึ้นพาดสาย
ลูกธนูปักลงตรงจุดต่ำสุดของเป้าเฉียดผ่านเส้นผมของมู่หยางเยว่จนมองเห็นรอยแหว่งแถบหนึ่งอย่างชัดเจนนายทหารที่ทำหน้าที่เป็ผู้ชมพากันส่งเสียงหัวเราะอย่างขบขัน
พลทหารที่ทำหน้าที่เป็มือธนูสีหน้าเผือดลงอีกคำรบพลางคุกเข่าขออภัยชายหนุ่มเป็รอบที่สอง
มู่หยางเยว่กระตุกมุมปากขึ้นข้างหนึ่งปรากฏเป็รอยยิ้มประหลาด ก่อนจะเอ่ยกับอีกฝ่ายเสียงเข้มงวด “ลุกขึ้นฝึกยิงอีกร้อยดอก พวกเ้า! ใครหัวเราะเมื่อกี้ออกมายืนเป็เป้าให้หมด”ท้ายประโยคหันมาสั่งผู้ชมรอบสนาม พลางกวาดสายตาผ่านพลทหารทุกนายจนผู้ที่ถูกมองถึงกับหัวเราะค้าง
ราตรีกาลมาเยือนเวลาแห่งการพักผ่อนสังสรรค์ได้เริ่มต้นขึ้นพลทหารจากฝ่ายดูแลคลังเสบียงผู้หนึ่งยกผักกาดขาวตุ๋นเกาลัดเข้ามาให้มู่หยางเยว่
ทว่าความหวังดีของนายทหารชั้นผู้น้อยกลับกลายเป็โทษไปเสียได้เมื่อมู่หยางเยว่เดือดดาลขึ้นมาทันทีที่ปรายตามาเห็นอาหารกลิ่นหอมฉุยหน้าตาสวยงามบนโต๊ะที่นายทหารผู้นั้นวางเอาไว้ให้
“ใครเป็คนทำของสิ้นเปลืองเช่นนี้!เสบียงของกองทัพใช่ให้พวกเ้าเอามาประดิดประดอยราวกับอาหารของจักรพรรดิเช่นนี้หรือ”
นายทหารย่นคออย่างหวาด ๆรีบเอ่ยชี้ตัวผู้ต้องหาโดยพลัน “เป็เผิง... เผิงเสี่ยวชิงขอรับ”
มู่หยางเยว่หัวเราะเสียงหนัก ๆออกมาด้วยนึกเหยียดหยามบุคคลที่ถูกเอ่ยพาดพิง “เฮอะ คุณชายจากเมืองหลวง มือเท้าบางไม่รู้หรือไร ว่าในกองทัพกินอยู่กันอย่างไร... ถ่ายทอดคำสั่งข้าต่อไปห้ามทำอาหารเช่นนี้ออกมาให้ข้าเห็นอีก”
นายทหารคนเดิมยังนึกเสียดายจึงเอ่ยปากแย้ง“แต่มันอร่อยมากเลยนะขอรับ ท่านแม่ทัพ”
“ใช้ชีวิตอยู่ในกองทัพจะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้ ไยต้องกินของอร่อยด้วยเล่า!ลิ้นเ้าไปแขวนอยู่บนฟ้าั้แ่เมื่อใด!”
นายทหารผู้นั้นเดินลูบต้นคอของตัวเองออกจากกระโจมมาด้วยสมองที่มึนงงซ้ำยังอดบ่นพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ไม่ได้ “จะตายวันตายพรุ่งไม่รู้ยิ่งสมควรต้องได้กินของอร่อยก่อนตายไม่ใช่หรือ ท่านแม่ทัพท่านไร้เหตุผลเกินไปแล้ว”
“ช้าก่อน”
ขณะนายทหารคนดังกล่าวยังเดินออกมาไม่พ้นเขตกระโจมดีมู่หยางเยว่ก็ะโเรียกออกมาจากในกระโจมจนอีกฝ่ายสะดุ้งโหยง ด้วยนึกหวาดระแวงว่าชายหนุ่มจะได้ยินคำพร่ำบ่นของตนหรือไม่ก่อนจะเดินกลับเข้ามาในกระโจมด้วยใบหน้าซีดขาวเล็กน้อย
“ขอรับท่านแม่ทัพ”
“ต่อไปให้พลทหารแซ่เผิงนั่นนับเสบียงคนเดียวจนกว่าข้าจะยกเลิกคำสั่ง”
ใบหน้าของนายทหารผู้นั้นแข็งค้างไปในทันที“เสบียงทั้งปีของกองทัพ ไม่ใช่น้อย ๆ นะขอรับท่านแม่ทัพ”
มู่หยางเยว่ตวัดสายตามองมาอย่างนึกรำคาญ“หรือเ้าอยากจะช่วย”
“ไม่ ไม่ขอรับข้าน้อยจะไปถ่ายทอดคำสั่งของท่านแม่ทัพเดี๋ยวนี้”
คล้อยหลังนายทหารคนดังกล่าวมู่หยางเยว่ก็หยิบผักกาดขาวตุ๋นเกาลัดบนโต๊ะมาคีบกินอย่างไม่ใส่ใจนักเป็การกินเพื่อประทังความหิวเท่านั้น
ทว่ายิ่งเคี้ยวไปนานเข้าดวงตาของชายหนุ่มก็สว่างเจิดจ้ามากขึ้นทุกทีก่อนที่ชายหนุ่มจะพุ้ยใส่ปากกินด้วยท่าทางเอร็ดอร่อยสายตาก็คอยมองไปที่หน้ากระโจมเป็พัก ๆจนผักกาดขาวตุ๋นเกาลัดในจานหมดลงอย่างรวดเร็ว
พอพบว่าตนเองกินจนหมดแล้วชายหนุ่มก็ขมวดคิ้วมองจานเปล่าอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะถือจานเดินไปที่โรงครัวหมายจะขอเพิ่มอีกสักจาน ทว่าพอเข้ามาถึงแล้วพบว่ามีพลทหารอยู่หลายนายกำลังนั่งเล่นทายหมัด[1]กันอยู่อย่างสนุกสนานตนก็ได้แต่ยืนนิ่งค้างอยู่ที่หน้าประตูไม่กล้าก้าวเท้าเข้าไปอีกแม้แต่ก้าวเดียวด้วยฐานะของแม่ทัพใหญ่ิัของใบหน้าย่อมต้องมีความบางกว่าพลทหารทั่วไปอยู่บ้าง
นายทหารตาดีผู้หนึ่งหันไปเห็นเงาร่างองอาจของมู่หยางเยว่ที่ด้านหน้าประตูก็เอ่ยทักทายขึ้นมาโดยไม่ได้สังเกตท่าทางที่ผิดปกติของผู้เป็นายแม้แต่น้อย “อ้าวท่านแม่ทัพมาเอาเพิ่มหรือขอรับ... เสี่ยวชิงตักให้ท่านแม่ทัพสิ”
มู่หยางเยว่กลอกตาคิดหาข้อแก้ตัวอยู่ชั่วขณะก่อนจะตอบออกไปว่า “เอาจานมาคืน”เอ่ยพลางโยนจานลงบนโต๊ะกลางวงทายหมัดดังโครมจนวงแตก ก่อนจะก้าวเท้าฉับ ๆเดินจากไปราวกับมีภูตผีไล่ตามหลัง
เผิงเสี่ยวชิงมองตามแผ่นหลังของอีกฝ่ายไปด้วยดวงตาเศร้าสร้อยระคนปลงตก
นายทหารคนหนึ่งที่เพิ่งจะทายหมัดแพ้เพื่อนทหารด้วยกันยกไหสุราขึ้นซดอึกหนึ่งก่อนจะเอ่ยกับเผิงเสี่ยวชิงว่า “นั่นแหละ ท่านแม่ทัพมู่เ้าก็จดจำไว้ให้ดีว่าอย่าไปทำอะไรให้ท่านแม่ทัพไม่พอใจอีก”
นายทหารอีกคนกล่าวเสริมว่า“เ้าก็ลองตักกับข้าวที่เ้าทำไปเพิ่มให้ท่านแม่ทัพอีกสิ เผื่อท่านแม่ทัพจะใจอ่อนยอมยกเลิกคำสั่งให้เ้านับเสบียงคนเดียว”
เผิงเสี่ยวชิงเอ่ยเสียงเบา“แต่ข้าทำได้”
นายทหารคนที่สามเห็นท่าทางของเผิงเสี่ยวชิงแล้วจึงช่วยพูดเสริมเพื่อนทหารด้วยกันอีกแรง“ไปเถิดน่ะ ดูท่าเมื่อครู่ก็คงอยากจะกินอีก แต่กลัวพวกเราจะจับได้ว่าเสียอาการอย่างไรแม่ทัพย่อมต้องมีศักดิ์ของแม่ทัพ”
นายทหารคนที่สี่เห็นเพื่อนพูดกันไปหมดแล้วตนย่อมไม่ยอมน้อยหน้า “เป็ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องหัดประจบเอาใจนายเหนือหัวบ้างชีวิตในกองทัพของเ้าจะได้ราบรื่นตลอดรอดฝั่ง อยู่ที่นี่แม้แต่บิดาก็คุ้มกะลาหัวเ้าไม่ได้มีแต่ท่านแม่ทัพเท่านั้นแหละ ไปสิ หากโดนกระทืบออกมาพวกข้าจะช่วยทำแผล”
สิ้นคำของนายทหารคนที่สี่ในโรงครัวก็เกิดเสียงหัวเราะครืนใหญ่ดังประสานกันระงม ไม่เว้นแม้แต่คนที่โดนหยอกเย้าแรง ๆ อย่างเผิงเสี่ยวชิง
เมื่อโดนรบเร้าอย่างหนักเผิงเสี่ยวชิงจึงยอมยกจานผักกาดขาวตุ๋นเกาลัดเดินไปยังกระโจมพักของมู่หยางเยว่ในที่สุดนี่เป็ครั้งแรกที่จะได้เผชิญหน้ากับคนที่ตนชื่นชมตรง ๆยิ่งเข้าใกล้ที่หมายมากขึ้นเท่าไหร่เผิงเสี่ยวชิงจึงยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นทุกที
หลังจากยืนอยู่หน้ากระโจมเพื่อสงบจิตสงบใจอยู่นานเผิงเสี่ยวชิงก็ตัดสินใจเอ่ยเรียกคนด้านในออกมาในที่สุด
“ท่านแม่ทัพขอรับ ข้าน้อยเอาผักกาดขาวตุ๋นเกาลัดมาให้ขอรับ” น้ำเสียงที่แ่เบา ซ้ำยังตะกุกตะกักบ่งบอกความประหม่าของเ้าตัวได้เป็อย่างดี
“เข้ามา”มู่หยางเยว่ตอบรับเสียงราบเรียบ
เผิงเสี่ยวชิงก้มหน้าก้มตาเดินเข้ามาในกระโจมช้าๆ แอบลอบมองผู้เป็เ้าของกระโจมโดยไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัวก็ได้เห็นว่าชายหนุ่มกำลังก้มหน้าก้มตาเช็ดอาวุธอยู่อย่างพิถีพิถันเห็นได้ชัดว่าเป็คนรักและทะนุถนอมอาวุธยิ่ง
หากเป็สตรีเล่าท่านแม่ทัพจะดูแลเอาใจใส่สักเพียงใด
เผิงเสี่ยวชิงใกับความคิดของตัวเองก่อนจะรีบสะบัดหัวเพื่อสลัดความคิดชั่ววูบของตนเองออกไป
ชายหนุ่มเหลือบตาขึ้นมองผู้เข้ามาใหม่แวบหนึ่งอย่างไม่ใส่ใจเมื่อเห็นว่าไม่คุ้นหน้าจึงเอ่ยถามออกไป “เ้าคือเผิงเสี่ยวชิงบุตรชายของอนุหลิวหรือ”
เผิงเสี่ยวชิงเดินเอาจานผักกาดขาวตุ๋นเกาลัดไปวางไว้บนโต๊ะให้อย่างเรียบร้อยพลางเอ่ยตอบโดยไม่ยอมหันไปสบตากับชายหนุ่ม “ขอรับ”
“เช่นนั้นก็รู้ไว้ว่าต่อให้เ้าเป็บุตรชายสหายสนิทของมารดาข้าข้าก็จะไม่ละเว้นกฎระเบียบในกองทัพกับเ้า ต่อไปอาหารพวกนี้ก็ไม่ต้องทำมาอีก”
เผิงเสี่ยวชิงขยุ้มกางเกงตัวเองแน่นด้วยความประหม่า“ทราบแล้วขอรับ เช่นนั้นจานนี้ให้ข้าน้อยยกไปเก็บนะขอรับ”
มู่หยางเยว่ตวัดสายตาขวับมามอง“ไม่ต้อง...”
คำพูดของชายหนุ่มกลับหยุดอยู่เพียงแค่นั้นเพราะหลังจากที่สายตาปะทะเข้ากับร่างของเผิงเสี่ยวชิงที่ยืนหันข้างให้ตนชายหนุ่มก็เกิดอาการอึ้งงัน
นิ้วขาวผ่องเรียวยาวราวกับต้นหอมปราศจากข้อนิ้วหนา ๆ เฉกเช่นบุรุษทั่วไปและแม้เรือนร่างจะตรงทื่อปราศจากความโค้งเว้าดังเช่นสตรีแต่ก็ยังเห็นได้ชัดว่ามีโครงร่างที่เล็กบางเกินกว่าจะเป็บุรุษ!ซ้ำยังมีกลิ่นหอมจาง ๆ คล้ายมีคล้ายไม่มีแผ่กำจายออกมาจากร่างของอีกฝ่ายลอยวนอยู่ในอากาศ กลิ่นเดียว
กันกับน้องสาวของเขาไม่มีผิด!
แววตาของมู่หยางเยว่สาดประกายอึมครึมมากขึ้นทุกทีชายหนุ่มลุกพรวดขึ้น เดินไปหยิบจดหมายของมารดามาเปิดออกอ่านอีกครั้ง
คำว่า ‘บุตรชาย’ปรากฏชัดอยู่ในหน้ากระดาษ เขาไม่ได้อ่านผิด จึงไม่มีทางที่เขาจะเข้าใจผิดไปเองแน่นอน แต่เป็เขาถูกมารดาหลอก!ถูกสตรีผู้นี้หลอก!
มู่หยางเยว่ย่อมไม่เข้าใจว่าที่มารดาของเขาตัดสินใจทำเช่นนี้นางย่อมต้องมีเหตุผล
ในเรือนเหลียนฮวา จวนไท่ฟู่หลิวฮั่วเหมยกุมมือไป๋เหลียนฮวาแน่น พลางสบสายตากับนางด้วยแววตาอ้อนวอนร้องขอ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบโหยคล้ายคนที่เก็บกดความทุกข์เอาไว้เต็มอก“อย่าได้ตำหนิข้าเลย ที่ไม่เคยไปมาหาสู่ แต่พอมีเื่กลับโผล่หน้ามาได้”
ไป๋เหลียนฮวากระชับมืออีกฝ่ายแน่นก่อนเอ่ยยิ้ม ๆ อย่างปลอบใจ “แต่งเข้าบ้านผู้อื่นแล้ว เ้าย่อมเป็คนของผู้อื่น ไม่อาจไปไหนมาไหนตามแต่ใจตนเองได้เหมือนเมื่อก่อนเหตุผลข้อนี้ไยข้าจะไม่เข้าใจ มีเื่อะไรให้ข้าช่วยก็ว่ามาเถิดหากข้าช่วยได้ก็จะช่วย”
หลิวฮั่วเหมยหลุบตาลงครุ่นคิดด้วยไม่รู้จะเริ่มเอ่ยกับอีกฝ่ายอย่างไร ก่อนจะเงยหน้าขึ้นกล่าวว่า“ข้ามีบุตรสาวเ้าคงได้ยินข่าวแพร่ออกมาจากจวนผู้ว่าการบ้างแล้วแต่ไม่เคยพามาเยี่ยมเยียนเ้าเลยเพราะด้วยฐานะของข้าจึงไม่สะดวกจะพาลูกออกไปไหนมาไหนตามใจชอบนางเพิ่งจะเข้าพิธีปักปิ่นไปเมื่อเดือนก่อนบิดาของนางก็เอ่ยถึงเื่แต่งงานของนางขึ้นมาเสียแล้วเ้าบ่าวถึงกับเป็บุตรชายคนเล็กของท่านอัครเสนาบดี”
ไป๋เหลียนฮวาอดเอ่ยแทรกขึ้นมาด้วยความสงสัยไม่ได้“ได้แต่งกับบุตรชายของท่านอัครเสนาบดี ไม่ใช่ว่าเป็เื่ดีหรอกหรือ”
หลิวฮั่วเหมยเอ่ยตอบอย่างทอดถอนใจ“ตอนแรกข้าก็คิดเช่นนั้นแต่ข้าดันไปได้ยินเผิงฮูหยินคุยกับบุตรสาวของนางเข้าเสียก่อน จึงได้รู้ว่าที่แท้แล้วบุตรชายของท่านอัครเสนาบดีผู้นี้หมายตาบุตรสาวของนางแต่อีกฝ่ายไม่ใช่คนตัวเปล่าเล่าเปลือย มีอนุอยู่แล้วเจ็ดคน ภรรยาเอกอีกหนึ่งเผิงฮูหยินจึงไม่ยินยอมที่จะให้บุตรสาวแต่งให้คนผู้นี้ บุตรสาวของนางยิ่งไม่ยินยอมจึงคิดจะขโมยฟ้าเปลี่ยนตะวัน สลับตัวเ้าสาวมาเป็บุตรสาวของข้า”
เสียงของหลิวฮั่วเหมยเริ่มสั่นเครือนางจึงหยุดพูดไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยต่อว่า “ข้าสงสารเสี่ยวชิงของข้านักแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร นางจึงออกความคิดว่านางจะแต่งเป็บุรุษแล้วขึ้นทะเบียนพลทหารไปอยู่ในกองทัพ เร้นกายออกจากเมืองหลวงไปซะ”
ไป๋เหลียนฮวาใรีบดึงมือออกจากการเกาะกุมของอีกฝ่ายทันที“ทำเช่นนี้ไม่ได้ อันตรายเกินไป ในกองทัพมีแต่บุรุษ ซ้ำดาบกระบี่ก็ไร้ตาบุตรสาวของเ้าจะไปอยู่ในที่แบบนั้นได้อย่างไร”
หลิวฮั่วเหมยร้อนใจ รีบเอ่ยขึ้นว่า“เพราะเหตุนี้ ข้าจึงนึกถึงบุตรชายของเ้าขึ้นมา”
“นี่เ้าหมายความว่าจะให้บุตรสาวของเ้าไปเป็ทหารในสังกัดของบุตรชายข้าหรือ”
“ใช่ให้ไปตรวจนับเสบียงก็ได้ไม่ใช่หรือ ยามนี้บ้านเมืองก็ไม่ได้มีศึกาอะไร”
ไป๋เหลียนฮวายังมีทีท่าลังเลหลิวฮั่วเหมยจึงรีบเอ่ยโน้มน้าวว่า “ถ้าเ้าปฏิเสธ หนทางอื่นก็มีแต่ทางตายเท่านั้นและข้าก็จะตามบุตรสาวของข้าไปด้วย”
ไป๋เหลียนฮวาเอื้อมไปคว้ามือของอีกฝ่ายมากุมไว้อีกครั้ง“ข้าไม่ได้จะปฏิเสธ เพียงแต่ไม่รู้จะเอ่ยกับบุตรชายอย่างไร บุตรชายข้าเป็คนเถรตรงไม่มีทางยอมให้สตรีแฝงตัวเข้าไปในกองทัพแน่ ๆ”
“เช่นนั้นเ้าก็ไม่ต้องบอกบุตรชายเ้าให้มีเพียงข้ากับเ้าเท่านั้นที่รู้”
ไป๋เหลียนฮวาถอนหายใจเฮือกใหญ่“เอาตามเ้าว่าก็แล้วกัน”
หลิวฮั่วเหมยยิ้มออกมาได้ในที่สุด“ขอบคุณเ้ามาก บุญคุณครั้งนี้ ข้ากับลูกขอชดใช้ด้วยชีวิต”
มู่หยางเยว่เผลอขยำจดหมายในมือจนยับยู่ก่อนจะหันขวับมามองคนที่ยังคงยืนหันข้างให้ตน แล้วะโว่า “นี่เ้าเล่นตลกอะไร!”
เผิงเสี่ยวชิงใหันมาสบตาชายหนุ่มอย่างสับสนงุนงงระคนหวาดหวั่น “ท่าน ท่านแม่ทัพพูดเื่อะไรขอรับ”
มู่หยางเยว่เห็นท่าทางของอีกฝ่ายที่ราวกับลูกนกกระทาต้องลมฝนก็ไม่ได้นึกสงสารเห็นใจแม้แต่น้อย“พรุ่งนี้ข้าจะส่งเ้ากลับเมืองหลวง”
เผิงเสี่ยวชิงเริ่มมีทีท่ากระสับกระส่าย“อย่าส่งข้าน้อยกลับไปเลยนะขอรับ ต่อไปข้าน้อยสัญญาว่าจะไม่ทำอาหารพวกนี้อีก”
มู่หยางเยว่ขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิดที่อีกฝ่ายเข้าใจไปอีกทาง “โง่หรือ! เื่เล็กน้อยเพียงนั้น ข้าคงไม่คิดติดใจเอาความเ้าถึงขั้นต้องส่งกลับแต่ข้าไม่คิดจะเก็บสตรีไว้ในกองทัพ!”
เผิงเสี่ยวชิงแตกตื่นเข้าใจขึ้นมาในบัดดลว่าชายหนุ่มคงรู้แล้วว่านางเป็สตรีรีบลนลานทรุดตัวลงกอดขาชายหนุ่มไว้แน่น พลางละล่ำละลักอ้อนวอนทั้งน้ำตา“ท่านแม่ทัพอย่าส่งข้าน้อยกลับไปเลย ข้าน้อยกลับไปไม่ได้หากกลับไปก็มีแต่ต้องใช้ความตายเป็ทางออกเท่านั้น”
มู่หยางเยว่ตกตะลึงทว่าไม่ได้ตกตะลึงในสิ่งที่อีกฝ่ายพูดแต่ชายหนุ่มเริ่มตกตะลึงั้แ่ที่อีกฝ่ายถลาเข้ามากอดขาของเขาไว้แล้วหากกอดขาแต่เพียงอย่างเดียวก็แล้วไปเถิด แต่นี่กลับเอาแก้มมาถูไถจนกางเกงของเขาเปียกชุ่มไปด้วยน้ำตาของนาง
ใบหน้าของชายหนุ่มเริ่มร้อนผ่าวข้าศึกนับพันนับหมื่นเขาไม่เคยอับจนหนทางจะรับมือ ทว่าสตรีตัวเล็ก ๆผู้หนึ่งที่มาแสดงอากัปกิริยาอ่อนแอเห็นเขาเป็ที่พึ่งเช่นนี้เขากลับจนปัญญาจะรับมือ สมองของชายหนุ่มขาวโพลนได้แต่ยืนนิ่งอึ้งฟังอีกฝ่ายเอ่ยคำอ้อนวอนต่อเขาออกมาไม่หยุด
“หากท่านแม่ทัพไม่ชอบสตรีข้าน้อยจะไม่มาให้ท่านเห็นหน้าอีก แต่อย่าไล่ข้าน้อยไปเลยข้าน้อยสัญญาว่าจะไม่ทำตัววุ่นวาย ท่านแม่ทัพโปรดเมตตาข้าน้อยสักครั้งเถิด”
มู่หยางเยว่ได้แต่คิดหาทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อนรีบเอ่ยไล่อีกฝ่ายเสียงขรึม “ออกไป!”
เผิงเสี่ยวชิงช้อนสายตาที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยหยาดน้ำตาขึ้นมองชายหนุ่มอย่างเว้าวอนพลางเอ่ยขึ้นมาด้วยเสียงสั่นเครือ “ท่านแม่ทัพ...”
มู่หยางเยว่เหลือกตาหากไม่พูดกันให้เข้าใจนางคงไม่มีทางยอมออกไปแน่ ๆ หากจะให้จับนางโยนออกไปเขาย่อมทำไม่ลง
ชายหนุ่มพยายามข่มกลั้นอารมณ์สับสนวุ่นวายใจก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิม “ไปเก็บของ”
มู่หยางเยว่เห็นว่านางยังคงกอดขาเขาไว้แน่นอย่างดื้อดึงจึงเกาหน้าผากของตนเองอย่างกลัดกลุ้มก่อนจะเอ่ยอธิบายว่า “ไปย้ายข้าวของของเ้า มาไว้ในกระโจมข้า หรือว่าเ้าชอบนอนร่วมกับทหารเป็ฝูงเช่นนั้น...ให้ข้าเสร็จเื่ทางนี้ก่อน จะไปส่งเ้ากลับด้วยตัวเอง”
“แต่ข้าน้อยกลับไปไม่ได้”
“เอาเป็ว่าถึงตอนนั้นแล้วข้าค่อยช่วยเ้าคิดหาทางแก้ปัญหาตอนนี้เ้าออกไปเก็บของได้แล้ว”
มู่หยางเยว่หลุดออกจากภวังค์ที่ราวกับเป็นิจนิรันดร์อันแสนสุขทว่าแท้จริงแล้วกลับเป็เพียงแค่ชั่วกะพริบตาเดียวเท่านั้น
ชายหนุ่มตวัดดาบหันมาเผชิญหน้ากับศัตรูอย่างไม่หวั่นเกรง แม้จะเหลือเพียงแค่เขาชีวิตเดียวแต่จิตใจของชายหนุ่มกลับยิ่งฮึกเหิม ไม่มีความรู้สึกย่นระย่อต่อศัตรูที่มีจำนวนมากกว่าแม้แต่น้อย
รัชศกเทียนิ ปีที่สาม
หน้าจวนไท่ฟู่ถูกกองกำลังอวี่หลิน[2]ล้อมปิด คนในห้ามออกคนนอกยิ่งห้ามเข้า
แม้ต้นสายปลายเหตุของเหตุการณ์ในครั้งนี้จะยังไม่ปรากฏชัดทว่าเื่ราวกลับถูกเล่าลือออกไปเป็ที่เรียบร้อยแล้วว่า มู่หยางเยว่บุตรชายคนโตของไท่ฟู่แห่งองค์จักรพรรดิเป็ฏ
แน่นอนว่าเสียงเล่าลือเ่าั้ย่อมไม่ใช่เสียงเล่าลือที่เลื่อนลอยแต่กลับพอจะมีมูลอยู่บ้าง
แม่ทัพเขตซีเป่ยพาทหารสิบนายไปตายอยู่ในเขตแดนของชนเผ่ารอบนอกซ้ำคนยังหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย หากไม่คิดมีใจเป็อื่นย่อมต้องกลายเป็ศพอยู่กับพวกเดียวกัน แต่การณ์กลับเป็เช่นนี้ข้อหาฏย่อมสลัดพ้นจากตัวได้ยากยิ่ง
[1]การเล่นทายหมัด คล้ายกับการเป่ายิงฉุบ แตกต่างกันตรงที่ การเป่ายิงฉุบจะเป็ ค้อน กรรไกรกระดาษ แต่การทายหมัดจะเป็ กระบอง เสือ ไก่ หนอน
[2]กองกำลังอวี่หลิน คือ หนึ่งในหน่วยทหารองครักษ์มีหน้าที่คุ้มกันแขกสูงศักดิ์ของราชสำนักและรักษาความสงบเรียบร้อยภายในเมืองหลวง