ซ่งหว่านอิงย้อนเวลาเพื่อเป็นแพทย์หญิง ยุค80

    บทที่ 11 การสอบภาคปฏิบัติและเงาของผู้ปกป้อง



    บทที่ 11
     การสอบภาคปฏิบัติและเงาของผู้ปกป้อง
    เช้าวันนั้น ฉันตื่นขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง เสียงนาฬิกาปลุกดังแผ่วเบาแต่หัวใจกลับเต้นแรงไม่หยุด วันนี้คือวันสอบภาคปฏิบัติครั้งแรกของฉัน—บททดสอบสำคัญที่จะแสดงให้เห็นว่าฉันได้เรียนรู้อะไรจากการฝึกงานที่ผ่านมา
    ฉันยืนหน้ากระจก มองภาพเงาของตัวเองในชุดนักศึกษาแพทย์ แสงเช้าที่ลอดผ่านหน้าต่างราวกับกำลังเตือนว่าเส้นทางนี้ไม่มีที่ว่างสำหรับความลังเลอีกต่อไป
    “ซ่งหว่านอิง วันนี้เธอต้องทำให้ได้” ฉันพึมพำกับตัวเองเบา ๆ


    ---
    ห้องสอบภาคปฏิบัติตั้งอยู่ในตึกอาคารเก่าแต่บรรยากาศกลับกดดันยิ่งกว่าห้องสอบใด ๆ โต๊ะสอบจัดเรียงเป็นจุด ๆ แต่ละจุดมีอุปกรณ์ทางการแพทย์และหุ่นจำลองสำหรับทดสอบการรักษา นักศึกษาที่เข้ามาต่างเงียบงัน ไม่มีเสียงพูดคุย มีเพียงเสียงรองเท้ากระทบพื้นเย็นเยียบ
    เมื่อกรรมการประกาศเริ่มสอบ ฉันถูกส่งไปยังสถานีแรก—การวินิจฉัยอาการผู้ป่วยจากเคสจำลอง ข้อสอบไม่ได้ง่ายเลย หุ่นคนไข้นอนนิ่งพร้อมข้อมูลอาการเพียงเล็กน้อย ฉันต้องซักถามและตรวจร่างกายเหมือนเป็นผู้ป่วยจริง
    หัวใจฉันเต้นแรงจนแทบทะลุอก แต่ฉันหายใจลึก ตั้งสติ ก่อนเริ่มถามคำถามอย่างเป็นระบบ
    “คุณมีอาการเจ็บหน้าอกมานานแค่ไหน? รู้สึกเหนื่อยหอบเมื่อทำกิจกรรมเล็กน้อยหรือไม่?”
    ทุกคำถามที่ออกจากปาก ฉันนึกถึงคืนที่เคยช่วยผู้ป่วยจริง เสียงร้องเจ็บปวดและกลิ่นเลือดยังติดอยู่ในความทรงจำ ฉันใช้มันเป็นแรงผลักดันให้ตอบอย่างมั่นคง
    กรรมการพยักหน้าเล็กน้อย และฉันก็รู้ว่าตัวเองทำได้ไม่เลว


    ---
    สถานีต่อไปคือการทำหัตถการขั้นพื้นฐาน ฉันต้องเย็บแผลบนหุ่นจำลอง แสงไฟสีขาวส่องลงมาอย่างแรงจนเหงื่อผุดขึ้นที่หน้าผาก มือฉันเริ่มสั่นน้อย ๆ แต่ทันใดนั้น ฉันนึกถึงตอนกลางคืนที่เคยกดแผลผู้ป่วยที่เลือดไหลไม่หยุด ความกลัวหายไปแทบสิ้น ฉันจับเข็มแน่น เย็บด้วยมือที่มั่นคงที่สุด
    เมื่อเสร็จสิ้น ฉันถอนหายใจยาว เหมือนยกภูเขาออกจากอก


    ---
    หลังจากสอบผ่านไปครึ่งวัน ฉันถูกเรียกไปยังสถานีสุดท้าย—การสื่อสารกับญาติผู้ป่วยในสถานการณ์วิกฤต บทบาทสมมุตินี้กลับกลายเป็นสิ่งที่ทำให้หัวใจฉันสั่นไหวมากที่สุด
    ญาติผู้ป่วยนั่งอยู่ตรงหน้า น้ำตาคลอเบ้า เสียงสั่นถามฉันว่า
    “คุณหมอ…สามีฉันจะรอดไหมคะ?”
    ฉันนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ เอื้อมมือวางบนหลังมือเธอ
    “เราจะพยายามอย่างเต็มที่ค่ะ ฉันเข้าใจว่าคุณกำลังกังวล แต่ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือการให้โอกาสทีมแพทย์ได้ทำงาน คุณไม่ได้อยู่ลำพังนะคะ”
    คำพูดนั้นหลุดออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ เพราะฉันนึกถึงสายตาของครอบครัวผู้ป่วยที่เคยพบในห้องฉุกเฉิน พวกเขาไม่ได้ต้องการคำสัญญาที่สวยหรู แต่ต้องการเพียงคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ พวกเขาในเวลาที่สิ้นหวังที่สุด
    เมื่อสถานีนี้จบลง กรรมการมองฉันนิ่งนาน ก่อนจะเขียนอะไรบางอย่างลงในกระดาษ ฉันไม่รู้ว่าคะแนนเป็นอย่างไร แต่ฉันรู้แล้วว่า ฉันได้พูดจากใจจริง


    ---
    หลังสอบเสร็จ ฉันเดินออกจากตึก เหงื่อชื้นเต็มแผ่นหลัง แสงแดดบ่ายสาดลงมาบนร่างกายที่อ่อนแรง ฉันเกือบจะทรุดลงถ้าไม่ได้ยินเสียงเรียกที่คุ้นเคย
    “ซ่งหว่านอิง!”
    ฉันหันขวับไป เห็นชายหนุ่มร่างสูงในเครื่องแบบทหารสีเขียวเข้มยืนอยู่ไม่ไกล เขาเดินเข้ามาอย่างมั่นคง ใบหน้าคมสัน ดวงตาคมกริบสะกดสายตาทุกคนรอบข้าง
    ฉันอึ้งไปชั่วขณะ—เฮ่อจุนเว่ย
    “คุณ…มาได้ยังไงคะ?” ฉันถามเสียงเบา หัวใจเต้นแรงอย่างห้ามไม่อยู่
    เขามองฉันนิ่ง สายตาเต็มไปด้วยความจริงจัง “ฉันเพิ่งกลับมาจากการฝึกสนาม ได้ข่าวว่าเธอมีสอบสำคัญวันนี้ เลยอยากมาให้กำลังใจ”
    คำพูดนั้นทำให้ฉันใจสั่นยิ่งกว่าตอนอยู่ในห้องสอบเสียอีก


    ---
    เรานั่งด้วยกันใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างสนามหญ้า ลมพัดเอื่อย ๆ พัดเส้นผมฉันปลิวเบา ๆ เฮ่อจุนเว่ยมองฉันอย่างพินิจ ก่อนถามเสียงทุ้ม
    “เหนื่อยไหม?”
    ฉันหัวเราะเบา ๆ “เหนื่อยมาก แต่ก็คุ้มค่ะ อย่างน้อยวันนี้ฉันรู้แล้วว่าฉันไม่ได้ทำให้ความฝันของตัวเองสูญเปล่า”
    เขาพยักหน้าช้า ๆ “ฉันรู้มาตลอดว่าเธอทำได้ หว่านอิง เธอไม่ควรสงสัยในตัวเองอีกแล้ว”
    คำพูดเรียบง่ายแต่หนักแน่นนั้น แทรกเข้ามาในหัวใจที่เหน็ดเหนื่อยเหมือนสายฝนโปรยลงบนดินแห้ง ฉันหันไปสบตาเขา แวบหนึ่งในใจเกิดความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้—อบอุ่น มั่นคง และปลอดภัย


    ---
    ก่อนจากกัน เฮ่อจุนเว่ยพูดขึ้นอีกครั้ง
    “ไม่ว่าเส้นทางของเธอจะยากแค่ไหน ฉันจะคอยอยู่ข้าง ๆ”
    ฉันไม่ได้ตอบออกไปทันที เพียงแค่ยิ้มบาง ๆ แต่ในใจกลับสั่นสะท้าน ครั้งนี้…ฉันไม่ได้อยู่คนเดียวจริง ๆ