บทที่ 57 : เทือกเขากะโหลกโลหิต เพลิงมารกลืนวิญญาณเก้าอเวจี!
สายลมแห่งมหาทวีปประจิมวิญญาณพัดพาเอาฝุ่นเถ้ากระดูกและกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ภายในโพรงถ้ำที่ถูกสกัดขึ้นชั่วคราว ซูหลงอวิ๋นค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ นัยน์ตาสีดำสนิทของเขาบัดนี้ลึกล้ำและกว้างใหญ่ประดุจเอกภพที่ไร้จุดสิ้นสุด การขยายตัวของ 'ทะเลวิญญาณ' ทำให้จิตสัมผัสของเขาก้าวล้ำไปอยู่ในระดับที่ผู้ฝึกยุทธ์วิญญาณก่อกำเนิดทั่วไปมิอาจจินตนาการถึงได้
"เจ้าบ้าไปแล้วหรือ ซูหลงอวิ๋น!"
หลิงอวี้ซีที่ยืนอยู่ด้านข้าง เบิกตาดอกท้อกว้างด้วยความตกตะลึงระคนหวาดผวา เมื่อได้ยินเป้าหมายต่อไปของเขา "นั่นคือตัวตนระดับ 'จักรพรรดิยุทธ' (ขอบเขตที่ 8) เชียวนะ! ห่างจากเจ้าถึงสี่ขอบเขตใหญ่! ต่อให้มันกำลังบาดเจ็บหรืออ่อนแอจากการถูกเพลิงสวรรค์ต่อต้าน ทว่าเพียงแค่ปราณคุ้มกันตามธรรมชาติของมัน ก็มากพอจะบดขยี้พวกเราให้กลายเป็นผงธุลีได้ก่อนที่เจ้าจะได้ขยับตัวเสียอีก!"
สตรีศักดิ์สิทธิ์ผู้งดงามก้าวเข้ามาประชิดตัวเขา กลิ่นหอมเย็นของดอกบัวหิมะโชยมาเตะจมูก "การหนีรอดจากราชันย์ยุทธ์ขั้นสูงสุดอย่างไป๋รั่วปิงมาได้ ก็นับว่าเป็นปาฏิหาริย์ที่สวรรค์เมตตาพวกเรามากพอแล้ว หากเจ้าคิดจะไปแหย่หนวดเสือระดับจักรพรรดิยุทธอีก มันมิใช่ความกล้าหาญ ทว่ามันคือการรนหาที่ตายอย่างโง่เขลา!"
ซูหลงอวิ๋นลุกขึ้นยืน เขาสะบัดเสื้อคลุมสีขาวขลิบทองอย่างเยือกเย็น รอยยิ้มโอหังที่ชื่นชอบการท้าทายกฎเกณฑ์ฟ้าดิน ปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา
"อวี้ซีเอย... เจ้าประเมินข้าต่ำเกินไป และประเมิน 'ความหวาดกลัว' ของตัวเจ้าเองสูงเกินไป"
เขาก้าวเดินเข้าไปใกล้นาง ยกมือขวาขึ้นเชยคางมนของสตรีผู้เย่อหยิ่งให้สบตากับเขา "ข้ามิได้โง่เขลาถึงขนาดจะพุ่งเข้าไปแลกหมัดกับจักรพรรดิยุทธ ข้าตระหนักถึงขีดจำกัดของตนเองดี ทว่า... สิ่งที่ข้าสัมผัสได้จากจิตสัมผัสวิญญาณเมื่อครู่ คือความจริงที่ว่า ตาแก่นั่นกำลังเข้าตาจน"
นัยน์ตาสีดำของเขาสาดประกายความเจ้าเล่ห์ "เพลิงสวรรค์ดวงนั้น ทรงพลังและดุร้ายยิ่งกว่าเพลิงอสนีบาตในตัวเจ้าหลายเท่านัก ตาแก่นั่นพยายามจะหลอมรวมมันด้วยวิธีที่ผิดธรรมชาติ ข้าสัมผัสได้ถึงความผันผวนของค่ายกลที่เต็มไปด้วยช่องโหว่... ในเมื่อมันเปิดประตูบ้านทิ้งไว้ ซ้ำยังมีสมบัติล้ำค่าวางล่อตาล่อใจอยู่ ข้าที่เป็นหัวขโมยผู้ทรงเกียรติ จะเดินจากไปมือเปล่าได้อย่างไร?"
หลิงอวี้ซีเม้มริมฝีปากแน่น นางสบตากับบุรุษผู้บ้าคลั่งผู้นี้ พยายามหาความลังเลในแววตาของเขา ทว่าสิ่งที่พบกลับมีเพียงความมั่นใจอันเปี่ยมล้นประดุจมหาสมุทร นางถอนหายใจยาวอย่างยอมจำนน
"ตามใจเจ้าเถิด... ในเมื่อข้ามอบชีวิตให้เจ้าแล้ว หากต้องตายเพราะความบ้าบิ่นของเจ้า ข้าก็จะถือเสียว่าสวรรค์ลิขิตมาเช่นนี้ ทว่าหากเกิดเรื่องผิดพลาดขึ้นมา เจ้าต้องรับปากข้า ว่าเจ้าจะใช้ยันต์มิติหลบหนีไปทันที ห้ามฝืนสู้เด็ดขาด"
"ข้าขอให้คำสัตย์" ซูหลงอวิ๋นยิ้มรับ เขารู้สึกพึงพอใจในความจงรักภักดีที่แฝงไปด้วยความดื้อรั้นของนาง
"แปลงโฉมเสีย... พวกเราจะใช้รูปลักษณ์ของคุณชายมารและทาสเงาเช่นเดิม การลอบเร้นในดินแดนประจิมวิญญาณ ย่อมต้องใช้กลิ่นอายมารเป็นเกราะกำบัง"
ซูหลงอวิ๋นสั่งการ ก่อนจะประสานอินกระตุ้นเคล็ดวิชาแปลงลักษณ์ รูปลักษณ์ของเขาแปรเปลี่ยนกลับไปเป็นคุณชายหน้าซีดเซียวผู้สวมชุดดำขาดวิ่นอีกครั้ง ส่วนหลิงอวี้ซีก็รีบสวมเสื้อคลุมสีทมิฬและผ้าคลุมหน้า ปกปิดกลิ่นอายให้เหลือเพียงตัดวิญญาณขั้นต้น
เมื่อเตรียมการพร้อมสรรพ ซูหลงอวิ๋นก็สะบัดมือคลายค่ายกลปิดผนึกหน้าปากถ้ำ
"จินหลิน เจ้าซ่อนตัวอยู่ในถุงวิญญาณก่อน กลิ่นอายของเจ้าบริสุทธิ์เกินไป อาจจะเตะตาพวกมารระดับสูงได้"
สิ้นเสียงสั่งการ ราชสีห์เพลิงก็พุ่งกลับเข้าถุงวิญญาณอย่างว่าง่าย ซูหลงอวิ๋นและหลิงอวี้ซีพุ่งทะยานร่างขึ้นสู่ท้องฟ้าสีเลือด มุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตกเฉียงใต้ ตามทิศทางที่จิตสัมผัสระดับสุดยอดของเขาจับเป้าหมายไว้ได้!
...
การเดินทางดำเนินไปอย่างเงียบเชียบและรวดเร็ว ด้วยจิตสัมผัสระดับ 'ราชันย์ยุทธ์ขั้นสูงสุด' (ขอบเขตที่ 7 ขั้นสูงสุด) ที่ได้มาจากการหลอมรวมผลึกวิญญาณบรรพกาล ทำให้ซูหลงอวิ๋นสามารถ 'มองเห็น' รัศมีห้าหมื่นลี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
ตลอดเส้นทาง เขาพบเห็นกองทัพลาดตระเวนของ 'นิกายเงาโลหิต' และ 'สำนักกระดูกขาว' ที่กำลังบินว่อนหาตัวผู้บุกรุกกันอย่างบ้าคลั่ง ทว่าด้วยจิตสัมผัสที่เหนือล้ำกว่า ซูหลงอวิ๋นจึงสามารถรับรู้ตำแหน่งของศัตรูได้ล่วงหน้า และพานางหลบเลี่ยงเส้นทางลาดตระเวนเหล่านั้นได้อย่างง่ายดายประดุจเดินเล่นในสวนหลังบ้าน
เพียงครึ่งวัน พวกเขาก็เดินทางมาถึงเขตแดนเป้าหมาย
ทัศนียภาพเบื้องหน้า ทำให้แม้แต่ซูหลงอวิ๋นที่เคยผ่านความตายมานับไม่ถ้วน ยังต้องลอบขมวดคิ้ว
เทือกเขาขนาดยักษ์ที่ทอดยาวจรดขอบฟ้า มิได้มีรูปลักษณ์เป็นขุนเขาธรรมดา ทว่ามันมีรูปทรงคล้ายคลึงกับ 'กะโหลกมนุษย์' นับพันนับหมื่นหัวที่วางซ้อนทับกัน! หินผาทุกก้อนมีสีแดงคล้ำประดุจถูกอาบชโลมด้วยเลือดสดๆ มานับล้านปี แม่น้ำที่ไหลตัดผ่านหุบเขาเป็นสีแดงฉานเดือดพล่าน ส่งกลิ่นคาวเลือดที่รุนแรงจนทำให้ผู้ฝึกยุทธ์ระดับต่ำอาจถึงขั้นวิกลจริตหากสูดดมเข้าไป
"นี่คือ 'เทือกเขากะโหลกโลหิต'..." หลิงอวี้ซีส่งกระแสจิตด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด "มันคือเขตหวงห้ามระดับสูงสุดของมหาทวีปประจิมวิญญาณ และเป็นที่ตั้งของขุมอำนาจอันดับหนึ่งแห่งวิถีมาร... 'นิกายบรรพชนมารโลหิต'!"
"นิกายที่มีจักรพรรดิยุทธเป็นผู้นำ... ย่อมต้องมีรากฐานที่เน่าเฟะและยิ่งใหญ่สมฐานะ"
ซูหลงอวิ๋นหรี่ตาลง จิตสัมผัสของเขากวาดผ่านม่านหมอกสีเลือดเข้าไปสำรวจภายในเทือกเขา
"การป้องกันแน่นหนายิ่งนัก มีค่ายกลระดับสวรรค์ขั้นสูงสุดซ้อนทับกันถึงเก้าชั้น... ซ้ำยังมีผู้อาวุโสระดับขอบเขตที่เจ็ด (ราชันย์ยุทธ์) นั่งเฝ้าอยู่ตามยอดเขาสำคัญถึงสี่คน! ส่วนระดับบรรพชนศักดิ์สิทธิ์นั้นมีนับไม่ถ้วน... ช่างเป็นขุมกำลังที่สามารถกวาดล้างดินแดนศักดิ์สิทธิ์หมื่นเต๋าของเจ้าได้อย่างสูสีเลยทีเดียว" เขาประเมินกำลังรบของศัตรูอย่างเยือกเย็น
"แล้วพวกเราจะลอบเข้าไปได้อย่างไร? ค่ายกลเก้าชั้นนั้น ต่อให้ใช้จิตสัมผัสหลบเลี่ยง ก็ไม่อาจก้าวผ่านม่านพลังไปได้โดยไม่ให้เกิดการสั่นสะเทือน" หลิงอวี้ซีกังวล
"ผู้ใดบอกว่าข้าจะลอบเข้าไปทางประตูหน้า หรือพังค่ายกลของพวกมันเล่า?"
ซูหลงอวิ๋นยกยิ้มมุมปาก เขาพลิ้วกายร่อนลงสู่พื้นดินที่เต็มไปด้วยเถ้ากระดูกบริเวณตีนเขา "ในเมื่อพวกมันอาศัยอยู่บนกองเลือด... ย่อมต้องมีท่อระบายเลือดเสียลงสู่ใต้ดิน ข้าสัมผัสได้ถึง 'ชีพจรโลหิตใต้ดิน' ที่เชื่อมต่อตรงเข้าไปถึงใจกลางเทือกเขาเพื่อส่งพลังงานหล่อเลี้ยงค่ายกลหลัก... เราจะมุดดินเข้าไปตามเส้นทางนั้น!"
กล่าวจบ ซูหลงอวิ๋นก็สะบัดมือ ปลดปล่อย 'เพลิงเยือกแข็งกระดูกปรโลก' ออกมาหลอมละลายและแช่แข็งชั้นดินเบื้องล่าง สร้างเป็นอุโมงค์ขนาดเล็กที่ลึกลงไปใต้ดินอย่างรวดเร็ว โดยไม่ให้เกิดความผันผวนของปราณยุทธ์แม้แต่น้อย ทั้งสองกระโจนลงสู่อุโมงค์นั้น อาศัยความมืดและความลี้ลับของเพลิงสวรรค์ พุ่งทะยานแหวกผืนดินเข้าไปยังใจกลางของเทือกเขากะโหลกโลหิต!
...
การมุดดินใช้เวลาไปกว่าสองชั่วยาม ยิ่งลึกเข้าไป อุณหภูมิก็ยิ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติ มันมิใช่ความร้อนจากหินหนืดใต้โลก ทว่ามันคือความร้อนระอุที่แฝงไปด้วยความชั่วร้ายและความตายอันเข้มข้น
ในที่สุด ซูหลงอวิ๋นก็หยุดชะงัก เขาตวัดมือเจาะเพดานดินเบื้องบนออกเป็นรูขนาดเท่ากำปั้น เพื่อสอดส่องสถานการณ์
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาผ่านรูเล็กๆ นั้น ทำเอาหลิงอวี้ซีที่แอบมองอยู่ข้างๆ ถึงกับเบิกตากว้าง เอามือปิดปากเพื่อกลั้นเสียงอุทาน!
เบื้องบนของพวกเขา คือหุบเหวขนาดยักษ์ที่ตั้งอยู่ใจกลางเทือกเขากะโหลกโลหิต
ทว่า สิ่งที่อยู่ในหุบเหวนั้น มิใช่ก้อนหินหรือต้นไม้... แต่มันคือ 'ทะเลสาบเลือดมนุษย์' ขนาดมหึมาที่กำลังเดือดพล่าน!
ภายในทะเลสาบเลือดนั้น เต็มไปด้วยซากศพของผู้ฝึกยุทธ์นับล้านชีวิต! มีทั้งเด็ก สตรี และคนชรา ร่างกายของพวกเขากำลังถูกละลายและสูบกลืนแก่นแท้แห่งชีวิตไปอย่างช้าๆ เสียงกรีดร้องโหยหวนของดวงวิญญาณนับล้านดวง ดังก้องสะท้านอยู่เหนือทะเลสาบ ก่อให้เกิดเป็นเมฆหมอกความแค้นสีดำทมิฬที่บดบังท้องฟ้า
รอบๆ ทะเลสาบโลหิต มีเสาหินหัวกะโหลกเก้าสิบเก้าต้นตั้งตระหง่านอยู่ แต่ละต้นสลักอักขระมารบรรพกาลที่ซับซ้อนและน่าขยะแขยง นี่คือ 'ค่ายกลสังเวยโลหิตกลืนสวรรค์' ค่ายกลมารระดับสูงสุดที่ต้องใช้ชีวิตปุถุชนนับล้านเป็นเครื่องสังเวย!
และ ณ จุดกึ่งกลางของทะเลสาบโลหิตที่เดือดพล่าน ปรากฏแท่นหยกกระดูกสีดำตั้งลอยอยู่
บนแท่นหยกนั้น มีร่างของชายชราผู้หนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ ร่างกายของมันผอมโซจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ผิวหนังมีสีแดงคล้ำและเต็มไปด้วยเส้นเลือดสีดำที่ปูดโปนออกมาประดุจรากไม้ เส้นผมสีเทาพริ้วไหวไปตามกระแสลมมาร
แม้ร่างกายจะดูอ่อนแอจวนเจียนจะแหลกสลาย ทว่ากลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากชายชราผู้นี้ กลับหนักหน่วงและครอบงำสัจธรรมแห่งฟ้าดินอย่างสมบูรณ์แบบ มิติรอบกายของมันบิดเบี้ยวและแตกสลายอยู่ตลอดเวลา ราวกับว่าโลกใบนี้ไม่อาจรองรับการมีอยู่ของมันได้!
มันคือ 'จักรพรรดิมารโลหิต จ้านอู๋หยา'!
ยอดฝีมือขอบเขต 'จักรพรรดิยุทธขั้นต้น' (ขอบเขตที่ 8 ขั้นต้น) ผู้ปกครองสูงสุดแห่งมหาทวีปประจิมวิญญาณ!
"อั้ก... แค่ก!"
จักรพรรดิมารโลหิตกระอักเลือดสีดำคล้ำออกมาคำโต ใบหน้าของมันบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดสุดแสน มันเงยหน้าขึ้น จ้องมองไปยังสิ่งที่ลอยอยู่เหนือศีรษะของมันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดและความปรารถนา
สิ่งที่ลอยอยู่เบื้องบน คือดวงเพลิงขนาดยักษ์เท่าขุนเขา!
เปลวไฟของมันเป็นสีดำสนิทที่แผ่รัศมีสีเขียวคล้ำ ภายในเปลวเพลิงนั้น หากมองให้ดี จะเห็น 'ใบหน้าของภูตผี' นับแสนนับล้านหน้า กำลังกรีดร้องและดิ้นรนอยู่ภายใน! กลิ่นอายความตายและความมืดมิดที่แผ่ออกมาจากมัน ทรงอำนาจและน่าสะพรึงกลัวเสียยิ่งกว่าเพลิงอสนีบาตเก้าชั้นฟ้าของหลิงอวี้ซีเสียอีก!
มันคือเพลิงวิญญาณธาตุสวรรค์ลำดับที่สี่... 'เพลิงมารกลืนวิญญาณเก้าอเวจี'!
"เพลิงบัดซบ! ข้าอุตส่าห์ใช้เลือดของมดปลวกนับล้านชีวิตมาหล่อเลี้ยงเพื่อลดทอนความดุร้ายของเจ้า เหตุใดเจ้าจึงยังดื้อรั้นและต่อต้านข้าอยู่อีก! ข้าคือจักรพรรดิยุทธ! เจ้าต้องสยบแทบเท้าข้า!"
จ้านอู๋หยาคำรามลั่น มันตวัดมือทั้งสองข้าง รีดเร้นพลังจากค่ายกลสังเวยโลหิต ดึงเอาสายเลือดที่เดือดพล่านในทะเลสาบ พุ่งทะยานขึ้นไปรัดพันดวงเพลิงสีดำหมายจะบีบบังคับให้มันจำนน!
ตูมมมมม!
เพลิงมารกลืนวิญญาณเก้าอเวจี มิใช่สิ่งที่จะยอมจำนนได้ง่ายๆ มันระเบิดคลื่นเพลิงสีดำสวนกลับลงมา แผดเผาสายเลือดเหล่านั้นจนระเหยกลายเป็นไอ ซ้ำพลังแห่งความตายยังทะลวงผ่านการป้องกันของจักรพรรดิยุทธ เข้าไปแผดเผาเส้นชีพจรของมันโดยตรง!
"อ๊ากกก!" จ้านอู๋หยากระอักเลือดอีกครั้ง ร่างกายของมันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
ซูหลงอวิ๋นที่แอบมองอยู่ใต้ผืนดิน หรี่ตาลงวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรวดเร็ว
"เป็นอย่างที่ข้าคิดไว้ไม่มีผิด..." ซูหลงอวิ๋นส่งกระแสจิตบอกหลิงอวี้ซี "เพลิงมารกลืนวิญญาณเก้าอเวจี เป็นเพลิงสวรรค์ที่มี 'เจตจำนง' และ 'ความอาฆาต' สูงที่สุดในบรรดาเพลิงทั้งหมด การที่ตาแก่จ้านอู๋หยาใช้ค่ายกลสังเวยชีวิตนับล้านคนเพื่อลดความร้อนแรงของมัน กลับกลายเป็นการทำผิดพลาดอย่างมหันต์!"
"ผิดพลาดอย่างไร? เลือดของคนนับล้านย่อมมีพลังมหาศาลมิใช่รึ?" หลิงอวี้ซีสงสัย
"พลังมหาศาลก็จริง ทว่ามันเต็มไปด้วย 'ความแค้น' และ 'คำสาปแช่ง' ของผู้ถูกสังเวย!" ซูหลงอวิ๋นอธิบายอย่างผู้เชี่ยวชาญ "เพลิงมารดวงนี้ กินวิญญาณและความแค้นเป็นอาหาร ยิ่งตาแก่นั่นสาดเลือดที่เต็มไปด้วยความอาฆาตเข้าไปกดข่ม มันก็ยิ่ง 'บำรุง' ให้เพลิงสวรรค์แข็งแกร่งและดุร้ายยิ่งขึ้น! บัดนี้ เพลิงสวรรค์กำลังใช้พลังที่ได้จากค่ายกล หันกลับมาแว้งกัดผู้ที่พยายามจะครอบครองมัน!"
หลิงอวี้ซีเบิกตากว้าง "มิน่าเล่า ระดับจักรพรรดิยุทธถึงได้มีสภาพร่อแร่เยี่ยงนี้... แล้วเจ้ามีแผนการอันใด? หากรอให้เพลิงสวรรค์สังหารมันสำเร็จ เพลิงนี้ก็จะหลุดจากการควบคุมและระเบิดทำลายล้างมหาทวีปแน่ ทว่าหากมันฝืนหลอมสำเร็จ พวกเราก็หมดโอกาส"
"ข้าย่อมไม่รอให้เกิดผลลัพธ์ทั้งสองอย่างนั้น..."
รอยยิ้มอำมหิตและทะเยอทะยาน ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของจักรพรรดิเทพยุทธ์
"ข้าจะ 'แทรกแซง' ค่ายกลสังเวยโลหิตนั่น... ข้าจะใช้ 'เพลิงเยือกแข็งกระดูกปรโลก' และ 'เพลิงสุริยันผลาญเอกภพ' ของข้า แฝงตัวเข้าไปตามท่อระบายเลือดใต้ดิน! เพลิงสวรรค์ทั้งสองของข้า มีคุณสมบัติในการ 'ชำระล้าง' และ 'แช่แข็ง' วิญญาณแค้น..."
"เมื่อข้าทำลายความอาฆาตในสายเลือดจนหมดสิ้น ค่ายกลสังเวยโลหิตที่หล่อเลี้ยงเพลิงมารเก้าอเวจี ก็จะเปลี่ยนจาก 'ยาชูกำลัง' กลายเป็น 'ยาพิษ' ที่สูบพลังของมันกลับคืน! และในจังหวะที่เพลิงสวรรค์ตกใจและอ่อนแรงลงที่สุด... พลังสะท้อนกลับนั้นก็จะไปตกอยู่ที่ตาแก่จ้านอู๋หยา! นั่นคือช่วงเวลาที่ทั้งเพลิงสวรรค์และจักรพรรดิยุทธจะบาดเจ็บสาหัสที่สุด!"
"และในเสี้ยววินาทีนั้น... ข้าจะใช้เตาหลอมเก้ามังกร ชิงเพลิงสวรรค์มาต่อหน้าต่อตาพวกมัน!"
แผนการที่ลึกล้ำ รัดกุม และบ้าบิ่นที่สุด ถูกอธิบายออกมาอย่างรวดเร็ว หลิงอวี้ซีฟังแล้วถึงกับขนลุกซัน นางตระหนักได้ทันทีว่า ชายผู้นี้ช่างเป็นตัวอันตรายที่น่าสะพรึงกลัวกว่าจักรพรรดิยุทธเบื้องหน้าเสียอีก!
"เริ่มกันเลย... อวี้ซี เจ้าเตรียมตัวให้พร้อม ทันทีที่ข้าชิงเพลิงมาได้ เราต้องใช้ยันต์มิติหลบหนีทันที หากช้าไปเพียงกระพริบตา เราจะถูกตาแก่นั่นฉีกเป็นชิ้นๆ"
ซูหลงอวิ๋นไม่รอช้า เขาหลับตาลง ทารกวิญญาณหยินหยางเทวะในจุดตันเถียนเปล่งประกายแสงเจิดจ้า!
ฟู่... ฟู่...
เปลวเพลิงสีขาวบริสุทธิ์ และเปลวเพลิงสีทองคำอร่าม ถูกปล่อยออกมารวมกันเป็นเกลียวคลื่นขนาดเล็ก ซูหลงอวิ๋นบีบอัดมันและส่งมันไหลซึมลงไปในดิน มุ่งตรงไปยัง 'ท่อระบายเลือด' ที่อยู่ใต้ทะเลสาบโลหิตอย่างเงียบเชียบที่สุด โดยอาศัยจิตสัมผัสระดับสูงสุดช่วยปกปิดกลิ่นอาย
เมื่อเพลิงสวรรค์ทั้งสองสายของซูหลงอวิ๋น แอบแทรกซึมเข้าสู่ก้นทะเลสาบเลือด... การเปลี่ยนแปลงอย่างลับๆ ก็บังเกิดขึ้น!
ความหนาวเหน็บของเพลิงปรโลก เริ่มแช่แข็งและบดขยี้ 'เจตจำนงอาฆาต' ของดวงวิญญาณนับล้านที่อยู่ในเลือด! ในขณะที่เพลิงสุริยัน ก็ทำหน้าที่แผดเผาความเน่าเหม็นและคาวเลือด ให้กลายเป็นปราณหยางที่บริสุทธิ์!
หยินและหยาง ผสมผสานกันบิดเบือนกฎเกณฑ์ของค่ายกลมาร!
เหนือทะเลสาบเลือด จ้านอู๋หยาที่กำลังหลับตาต่อสู้กับเพลิงสวรรค์ มิได้ระแคะระคายถึงภัยเงียบที่กำลังก่อตัวอยู่ใต้ฝ่าเท้าของตน มันยังคงรีดเร้นพลังจากทะเลสาบเพื่อสาดซัดเข้าใส่เพลิงมารเก้าอเวจี!
"จงยอมจำนน! ด้วยเลือดนับล้านนี้ เจ้าต้องสยบ!" จักรพรรดิมารคำรามก้อง
คลื่นเลือดสีดำขุ่นถูกสาดซัดเข้าใส่เพลิงสวรรค์ขนาดยักษ์!
ทว่า คราวนี้... ผลลัพธ์กลับแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง!
เมื่อเลือดที่ถูก 'ชำระล้าง' อย่างลับๆ โดยซูหลงอวิ๋น สัมผัสเข้ากับเพลิงมารกลืนวิญญาณเก้าอเวจี... มันมิได้กลายเป็นอาหารอันโอชะอีกต่อไป! ทว่า ปราณหยินหยางอันบริสุทธิ์ที่ซ่อนอยู่ในนั้น กลับปะทะกับคุณสมบัติของเพลิงมารอย่างรุนแรง!
"กี๊ซซซซซซซ!"
เสียงกรีดร้องของภูตผีนับล้านในเปลวเพลิงดังระงม! เพลิงมารเก้าอเวจีเกิดอาการ 'สำลัก' และปั่นป่วนอย่างหนัก! พลังของมันหดตัวและลดทอนลงไปเกือบครึ่งในพริบตา!
"ฮ่าฮ่าฮ่า! ในที่สุดเจ้าก็อ่อนแรงลงแล้ว! ข้าทำสำเร็จ!"
จ้านอู๋หยาเบิกตากว้างด้วยความปีติยินดีสุดขีด มันคิดว่าการกดข่มของตนเองบรรลุผลแล้ว! มันไม่รอช้า พุ่งทะยานร่างขึ้นสู่ท้องฟ้า อ้าปากกว้างหมายจะสูบกลืนดวงเพลิงขนาดยักษ์เข้าสู่จุดตันเถียนของตนเอง!
ทว่า... ในเสี้ยววินาทีที่จักรพรรดิมารกำลังจะอ้าปากกลืนกินเพลิงสวรรค์!
"ขอบใจที่ช่วยลดกำลังมันให้นะ ตาแก่... ทว่า ของสิ่งนี้ จักรพรรดิเทพยุทธ์ขอรับไปก็แล้วกัน!"
เสียงตวาดกร้าวที่แฝงไปด้วยความโอหังระดับสะเทือนสวรรค์ พลันดังก้องขึ้นมาจากใต้ดิน!
ตู้มมมมมมมมมมมม!!!!!
พื้นดินใต้ทะเลสาบโลหิตระเบิดออกดังกัมปนาท! เสาเพลิงสีขาวและสีทองคำพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ฉีกกระชากทะเลเลือดจนแหวกออกเป็นสองซีก!
ท่ามกลางความตื่นตะลึงของจักรพรรดิมารโลหิต ปรากฏเงาร่างของบุรุษหนุ่มในชุดคลุมสีดำ (ที่แปรสภาพกลับมา) พุ่งทะยานขึ้นมาประจันหน้ากับมันในระยะเผาขน!
"ผู้ใด!" จ้านอู๋หยาเบิกตาโพลงค้าง มันไม่อาจเชื่อว่าจะมีผู้ใดสามารถลอบเข้ามาถึงใจกลางค่ายกลระดับสวรรค์ขั้นสูงสุดได้โดยที่มันไม่รู้ตัว! ซ้ำยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิด!
ซูหลงอวิ๋นมิได้ตอบคำถาม เขาเปิดจุดตันเถียน อัญเชิญ 'เตาหลอมเก้ามังกรกลืนสวรรค์' ออกมาตั้งตระหง่านกลางอากาศ!
"กลืนกิน!"
ซูมมมมมมมมมม!!!!!
ฝาเตาหลอมเปิดออก แรงดึงดูดระดับบรรพกาลที่สามารถกลืนกินดวงดาว พุ่งทะยานเข้าจับจ้องไปที่ 'เพลิงมารกลืนวิญญาณเก้าอเวจี' ที่กำลังอ่อนแรงจากการถูกแฮกค่ายกล!
เพลิงสวรรค์ขนาดยักษ์ที่ไร้ทางสู้ ถูกสูบกลืนหายเข้าไปในเตาหลอมเก้ามังกรอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ!
"ไม่!!!! สมบัติของข้า!"
จ้านอู๋หยาคำรามอย่างบ้าคลั่ง! ความหวังในการก้าวสู่จุดสูงสุดของมัน ถูกเด็กหนุ่มแปลกหน้าแย่งชิงไปต่อหน้าต่อตา!
จักรพรรดิมารเดือดดาลจนขาดสติ มันตวัดฝ่ามือขวาที่อัดแน่นด้วยกฎเกณฑ์ของขอบเขตที่แปด พุ่งทะลวงหมายจะบดขยี้ร่างของซูหลงอวิ๋นให้แหลกเป็นผุยผง!
เผชิญหน้ากับการโจมตีของจักรพรรดิยุทธ (ห่างกันสี่ขอบเขตใหญ่) ซูหลงอวิ๋นรู้ดีว่าต่อให้เขามีร่างจำแลงเทวะ เขาก็ต้องตายอย่างแน่นอน!
ทว่า เขาคำนวณทุกอย่างไว้หมดแล้ว!
ในเสี้ยววินาทีที่เพลิงสวรรค์หายไป ค่ายกลสังเวยโลหิตที่สูญเสียแก่นกลาง พลันเกิดปฏิกิริยา 'สะท้อนกลับ' อันเลวร้ายที่สุด! พลังความแค้นนับล้านคนที่ถูกกดข่มไว้ ระเบิดย้อนกลับเข้าสู่ผู้ควบคุมค่ายกล... ซึ่งก็คือจ้านอู๋หยา!
"อ๊ากกกกกก!"
ฝ่ามือของจักรพรรดิมารที่กำลังจะฟาดฟันใส่ซูหลงอวิ๋น พลันหยุดชะงักกลางอากาศ! ร่างกายของมันกระตุกเกร็ง เลือดสีดำพุ่งทะลักออกจากเจ็ดทวาร! พลังสะท้อนกลับของค่ายกลระดับสวรรค์ขั้นสูงสุด ทำลายล้างจุดตันเถียนของมันจนแหลกสลาย!
ความเจ็บปวดจากการถูกแว้งกัด ทำให้จักรพรรดิยุทธผู้ยิ่งใหญ่ ร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า กระแทกแท่นหยกกระดูกจนแตกกระจาย!
และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ซูหลงอวิ๋นก็คว้าแขนของหลิงอวี้ซีที่เพิ่งพุ่งตามขึ้นมา เขาบีบยันต์เคลื่อนย้ายมิติระดับสวรรค์ขั้นสูงสุดใบสุดท้ายในมือจนแตกกระจาย!
"ลาล่ะ นิกายมารโลหิต! ขอบใจสำหรับของกำนัลชิ้นโต!"
ซูหลงอวิ๋นหัวเราะร่าอย่างบ้าคลั่ง ท่ามกลางแสงสีเงินยวงที่เข้าห่อหุ้มร่างของพวกเขาทั้งสอง
วูบ!
ร่างของหัวขโมยผู้เหยียบย่ำสวรรค์ เลือนหายไปจากเทือกเขากะโหลกโลหิตอย่างสมบูรณ์แบบ ปล่อยให้จักรพรรดิมารโลหิตผู้ยิ่งใหญ่ ต้องนอนกระอักเลือดอย่างน่าสมเพช ท่ามกลางความพินาศของค่ายกลที่พังทลาย!
การโจรกรรมเพลิงสวรรค์ดวงที่สี่ สำเร็จลุล่วงอย่างงดงามด้วยเล่ห์เหลี่ยมและสติปัญญาที่เหนือชั้นของจักรพรรดิเทพยุทธ์!
(จบบทที่ 57)