บทที่ 2 : เรื่องลี้ลับในมหาวิทยาลัย (2)
แม้ว่าหมูสับที่ได้ผิดเมนูจะดึงความสนใจเขาได้ แต่ความสนใจของนาวาส่วนใหญ่ก็ยังพุ่งไปยังบุคคลที่เปื้อนและกรุ่นไปด้วยกลิ่นกะเพราหมูสับไข่ดาวใช่ เป็นบุคคล รูปร่างมนุษย์ครบสามสิบสองไม่มีส่วนเกินและไม่มีส่วนที่ขาดหายแค่เห็นความรู้สึกผิดก็ตีตื้นขึ้นมาแล้วคนธรรมดาเหรอ?เขาเป็นชายหนุ่มอายุน่าจะมากกว่าสามสิบปี ผมสีดำขลับมีเคราเล็กน้อย สวมชุดสูทเหมือนพนักงานออฟฟิชทั่วไป สวมใส่ถุงมือสีดำคล้ายคนรักสะอาด เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดเอาสิ่งสกปรกทั้งหมดออกจากร่างกายเช็ดวูบเดียวสะอาดเอี่ยมเหมือนเสกเปลี่ยนชุดแต่กลิ่นกะเพรายังเหลืออยู่นะ!“ใจร้อนจริงๆ เลยคนหนุ่มสมัยนี้”ชายหนุ่มเจ้าของเสียงเย็นยะเยือกเอ่ยพลางทอดถอนใจ ดวงตาสีแดงเลือดนั่นดูแวววาวสะท้อนแสงกว่าปกติ ไม่เหมือนคอนแทคเลนส์นาวาไม่ได้ตอบเขาเพียงจ้องนิ่งๆ และรักษาระยะห่างรอบข้างดูเงียบสงัดจนวังเวง ไม่ได้ยินเสียงพูดคุยแล้ว นาวาหันไปมองรอบข้างก็เห็นว่าสถานที่เหมือนเดิม แต่ไม่มีคนอยู่เลย แม้แต่พนักงานร้านสะดวกซื้อยี่สิบสี่ชั่วโมงก็ไม่มีแม้แต่คนเดียว!ชักจะแปลกๆ แล้วนะเนี่ยแหกปากท่าจะไม่มีคนช่วย วิ่งหนีก็ดูเหมือนจะไม่ใช่ตัวเลือกที่ทำแล้วจะรอดเช่นกัน นาวาหันกลับมาเผชิญหน้าจ้องเขม็งใส่ชายหนุ่มรุ่นลุงอย่างหาเรื่องทันทีเห็นท่าไม่ดีจะต่อยสวนไปก่อนเลย“ไม่ต้องระแวดระวังขนาดนั้นก็ได้ ข้าไม่ทำอะไรเจ้าดังข่าวลือนั่นหรอก”“หืม?”ภาษาที่ใช้ออกจะแปลกๆ ไปหน่อย เป็นภาษาไทยสำเนียงฝรั่งเสียด้วย นาวาคิดว่าเขาคงเป็นครูสอนพิเศษทางด้านภาษาของโรงเรียนใกล้ๆ นี้เองแต่พูดถึงข่าวลือแสดงว่าเคยได้ยินมาบ้างและถูกเข้าใจผิดมาแล้วสินะ“เอ่อ ถ้าอย่างนั้นก็ขอโทษด้วยครับสำหรับถุงข้าวที่ไปตีคุณจนเปื้อนแบบนั้น”นาวาขอโทษเขาอย่างสุภาพ ถ้าอีกฝ่ายไม่เป็นพิษเป็นภัยการเอาของไปตีอีกฝ่ายเพียงแค่จับบ่าก็ดูไร้มารยาทจริงๆรู้สึกผิดมากขึ้นสองเท่า“ไม่เป็นไร ยุคสมัยนี้จะระวังตัวไว้หน่อยก็ไม่ผิดนัก ถ้าเป็นโจรจริงๆ เมื่อครู่โจรคงแสบตาด้วยพริกกะเพราจนไม่เป็นอันปล้นแล้วล่ะ”“แหะๆ”นาวาหัวเราะแห้งๆ ไม่กล้าพูดต่อ ถ้าอีกฝ่ายเป็นโจรจริง เขาไม่จบแค่ตบด้วยถุงกะเพราหมูสับให้แสบตาหรอก“แล้วนี่เจ้ากำลังจะไปไหนหรือ?”ชายคนนั้นถาม“จะแวะร้านสะดวกซื้อครับ เพื่อนฝากซื้อของ... แต่ตอนนี้คงต้องซื้อข้าวให้ตัวเองด้วยแล้ว”“อ้อ แสดงว่าหลังจากนี้ไม่มีธุระใช่ไหม?”“ก็... ทำไมเหรอครับ?”นาวาตอบคำถามด้วยคำถาม“ข้ามีเรื่องอยากรบกวนเจ้าสักหน่อย มาด้วยกันหน่อยได้ไหม ถือเสียว่าชดใช้ค่าชุดของข้าก็ได้”“หา? ไปไหนครับ ผมยังมีลูกเมียต้องกลับไปเลี้ยงดูนะ ไปไกลไม่ได้”“ข้าไม่ได้จะเอาเจ้าไปฆ่าหรอกน่า แล้วอย่างเจ้าน่ะหรือจะมีลูกเมีย กลิ่นอายบริสุทธิ์ผุดผ่องเพียงนี้ ดูยังไงก็โสดสนิท”นาวา “...”ไอ้กลิ่นอายบริสุทธิ์ผุดผ่องนั่นมันอะไร เดี๋ยวนี้ความบริสุทธิ์สัมผัสได้ด้วยกลิ่นแล้วเรอะ“ว่าอย่างไร ไปด้วยกันหน่อยได้หรือไม่?”“ผมไปกับคุณก็ได้ครับ” นาวายอมแพ้ คนแบบนี้คงต้องตื้อให้เขาไปแน่ๆ ถ้าไม่ยอมไปก็อาจจะมีฉุดหรืออาจจะทุบจนสลบก็ได้ “แล้วจะไปไหนล่ะครับ ไกลไปผมก็ไม่อยากไปหรอกนะ”“ไม่ไกลหรอก ในตรอกนี้เอง”“หะ...”เขาพยายามจะเดินผ่านไอ้ตรอกนี่แล้วแท้ๆ สุดท้ายก็ต้องเข้าไปเรอะอย่าบอกนะว่าวาสนาของเขาวันนี้มันจะจบลงกับการพบเจอสิ่งลี้ลับจริงๆ เนี่ยเฮ้ย! คิดแง่ดีสินาวา บางทีมันอาจจะเป็นแค่ตรอกธรรมดาก็ได้......แต่ถ้าเกิดว่ามันไม่ธรรมดาล่ะ?ไม่ๆ เขาควรจะคิดว่ามันธรรมดาเข้าไว้ถึงจะถูกในความคิดของนาวากรีดร้องตบตีกันแทบตาย ขณะที่ขาก้าวเดินตามคนๆ นั้นเข้าไป เขาถามชื่ออีกฝ่ายจึงได้ทราบว่าชื่อ ‘วลาด’ และพูดคุยอีกหลายเรื่องถึงจะไม่ค่อยมีสาระเท่าไหร่ กลิ่นกะเพราะก็จางลงเรื่อยๆ จนเหลือแต่กลิ่นชื้นแปลกๆ จนรู้สึกเดินเข้าตรอกมาเกือบสิบนาทีแล้วก็ยังไม่ออกจากตรอกเสียทีเดี๋ยวนะ ตรอกแคบในประเทศไทยไม่ยาวจนเดินเป็นสิบนาทีก็ไม่ถึงทางออกแบบนี้สิ“นี่คงไม่ได้หลอกผมมาฆ่าใช่ไหมครับ เอ้ย! ผมหมายถึงอีกนานไหมครับกว่าจะถึง”“ใจจริงเจ้าหลุดออกมาตั้งแต่ประโยคแรกแล้วนะเจ้าหนุ่ม” ชายคนนั้นเหลือบมองอย่างปลงตก “ถึงแล้ว ข้างหน้านี้เอง”แล้วพวกเขาก็เดินหลุดออกมาจากตรอกนั่น สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าของนาวาคือทาวน์เฮาส์สีขาวขุ่นดูเก่าเล็กน้อย ทาวน์เฮาส์นี้สูงเจ็ดชั้นเรียงติดกันถึงเจ็ดหลังด้วยกัน โดยหลังกลางมีป้ายติดรั้วที่ไม่ได้เขียนด้วยภาษาไทย...ทว่าเขาอ่านออก!?“หอสมุด... หืม เอ๊ะ? ทำไมออกเสียงไม่ได้”นาวาอ่านชื่อหอสมุดออกเสียง แต่ชื่อนั้นไม่ได้ถูกเปล่งออกมาจากปากเขา มันเป็นเพียงลมไม่มีเสียงออกมาสักแอะ...แต่เขาอ่านออกมาจริงๆ นะ“โอ้ ไม่น่าเชื่อว่าสมัยนี้แล้วยังมีคนอ่านชื่อหอสมุดแห่งนี้ออกอยู่อีกนะ”ชายที่เดินนำหน้าเขามาหามายิ้มให้ ท่าทางดูพออกพอใจในตัวนาวานัก“มันภาษาอะไรครับ ทำไมอ่านออกมาไม่ได้... เออ ช่างเถอะ ผมไม่อยากรู้แล้ว”วลาด “...”ถามเองแล้วก็ไม่อยากได้คำตอบเองแบบนี้แล้วจะถามออกมาเพื่ออะไรกันเล่าเจ้าหนุ่ม!จะปล่อยให้เขาทำตัวมีลับลมคมในสักหน่อยได้หรือไม่ หรือความลึกลับของเขามันหายไปพร้อมกับกะเพราหมูสับเสียแล้วกระมัง“ผมไม่เข้าไปได้ไหม ผมไม่มีธุระอะไรกับหอสมุดนี่”นาวาหันมองด้วยสีหน้าเหมือนจะร้องไห้ตอนนี้เขารู้สึกเสียใจแล้ว เขาไม่น่าตามมาเลยจริงๆ รู้อย่างนี้เผ่นหนีไปก่อนแล้วไปซื้อขนมร้านโชว์ฮ่วยข้างหน้าเอาดีกว่า“ไม่เข้าวันนี้ก็ได้ แต่พรุ่งนี้ต้องมา ไม่อย่างนั้นข้าจะไปตามตัวเจ้า”“เดี๋ยวนะ ทำไมมัดมือชกแบบนี้ล่ะครับ จะให้ผมชดใช้ค่าเสื้อผ้าเปื้อนหรืออะไรก็คุยกันจบวันนี้ก็ได้ ไม่ต้องถึงกับตามตัวหรอกครับ จะให้ชดใช้ด้วยเงินเท่าไหร่ก็พอมาเลย”“ข้าไม่ได้ต้องการเงินเจ้าหรอกนะ ข้าอยากได้ร่างกายของเจ้าต่างหาก”“ไม่!” นาวายกมือขึ้นปิดหน้าอกตัวเองทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด “ขอปฏิเสธครับ ผมไม่ขายร่างกาย ถึงจะโสดบริสุทธิ์ผมก็จะขอโสดบริสุทธิ์อย่างนี้ต่อไปดีกว่าทำให้มันเปื้อนมลทินด้วนฝีมือชายฉกรรจ์!!”ไม่คิดเลยว่าคุณลุงตรงหน้าจะเป็นโรคจิต วัยรุ่นอายุสิบเก้าปีหมาดๆ อย่างเขาเพิ่งเคยประสบเหตุการณ์อย่างนี้ครั้งแรกในชีวิตคิดแล้วก็หยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาเพื่อถ่ายรูปชายตรงหน้าไว้เป็นหลักฐานเพื่อแจ้งความตามประสาคนยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี แต่พอเปิดกล้องหันไปทางวลาดเท่านั้น...คนหายไปแล้ว!ไม่สิ คนยังอยู่แต่กล้องสมาร์ทโฟนถ่ายไม่ติดต่างหากเล่า!“ผะ... ผีหลอก! อั่ก!”นาวาที่ตื่นกลัวกำลังจะวิ่งหนีก็ถูกผีที่ว่าถีบล้มหน้าคะมำไปก่อนแล้ว เขาร้องโอดครวญเงยหน้ามองวลาดที่จ้องเขาเขม็ง บรรยากาศมืดหม่นน่าสะพรึงกลัวขึ้นมาทันที“เล่นสนุกอยู่คนเดียวจนพอใจแล้วหรือยังเจ้าหนุ่ม”ใครเล่นสนุกกัน นี่เขาตกใจจริงๆ นะเนี่ย แต่ปากของนาวาตอบได้เพียงคำเดียว“คะ... ครับ...”น่าเศร้าชะมัด หนีเท้าผีไม่พ้น...เอ๊ะ? ผีมีเท้าด้วยเหรอนาวาเลื่อนสายตาลงมามองเท้าของวลาด อีกฝ่ายยังมีขาสมบูรณ์พร้อมอย่างมนุษย์จริงๆ มีกระทั่งเงาบนพื้นเสียด้วยแต่ทำไมถึงถ่ายรูปไม่ติดกันละเนี่ย“เข้ามาในหอสมุดก่อนก็แล้วกัน”วลาดหิ้วคอเสื้อของนาวาเข้าไปภายในหอสมุดโดยไม่ถามความสมัครใจแล้ว นาวาก็ไม่ดิ้นรนให้เปลืองพลัง ปล่อยชีวิตไปตามยถากรรม เพราะดูแล้วอีกฝ่ายคงไม่ได้คิดจะฆ่าเขา ไม่อย่างนั้นคงไม่แค่ถีบให้ล้มแล้วลากเข้ามาหรอกเอาวะ ทำตัวเป็นคนดีช่วยผีมีห่วง (?) สักหน่อยก็ได้นาวาใช้โอกาสนี้สำรวจหอสมุดทรงทาวเฮาส์ไปพลางๆ ทันทีที่เข้ามาภายในหอสมุด ภายในไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนบ้านสักนิดเดียว แต่เป็นโถงกว้างและตู้หนังสือมากมายสุดลูกหูลูกตา แต่ไม่มีกลิ่นกระดาษและหมึกเหมือนหอสมุดอื่นเลย เป็นกลิ่นหอมของไม้หอมบางชนิดที่นาวาไม่แน่ใจว่าไม้อะไรด้านหน้าสุดที่อยู่ใกล้ประตูเป็นบาร์เหล้าเรียงรายด้วยเครื่องดื่มมากมาย และโซฟาเก้าอี้กำมะหยี่จำนวนหนึ่งที่วางได้ขัดกับบรรยากาศมีมนต์ขลังของชั้นหนังสือมากมายนักมีชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอ่านหนังสือบนโซฟา เป็นชายผมสีขาวยาวถักเป็นเปียหลวมๆ ในชุดสีขาวขลิบทองสะอาดสะอ้านและดูสูงส่ง ทว่าไม่ใช่ชุดแฟชั่นในสมัยนี้อย่างแน่นอน เป็นชุดคลุมที่ดูเหมือนจอมเวทในซีรี่ย์แฟนตาซีสักเรื่องของฝรั่ง นัยน์ตาสีอเมทิสแวววาวชายคนนั้นหันมามองวลาดและนาวาก่อนจะคลี่ยิ้มนุ่มส่งมาให้“มาแล้วหรือท่านวลาด พาคนที่เหมาะสมมาด้วยสินะ”“ใช่แล้ว แต่ข้าก็ไม่แน่ใจว่าเหมาะสมหรือไม่”วลาดตอบกลับก่อนจะดึงนาวามาหย่อนบนโซฟา ไม่ได้กระทำการรุนแรงใดๆ ชายหนุ่มที่เตรียมรับแรงกระแทกจากการถูกโยนมาก่อนแล้วก็ได้แต่นั่งมองตาปริบๆ อย่างเก้อเขิน ส่วนวลาดเดินไปรินเครื่องดื่มที่บาร์แล้วชายผมขาวที่มีใบหน้าสวยเสียจนนาวาเผลอใจเต้นหันมายิ้มให้เขา นาวารู้สึกว่าเขาควรตั้งสติให้มากๆ เข้าไว้ แสดงความเป็นมิตรออกมาเพื่อเอาตัวรอด“สวัสดีครับ”นาวาทักทายเขาก่อน แน่นอนว่าเป็นภาษาไทย ซึ่งอีกฝ่ายก็ตอบกลับมาด้วยภาษาเดียวกันทำให้เขาตื่นตะลึงไม่น้อย ก่อนหน้านี้ตอนคุยกับวลาดยังเป็นภาษาอื่นที่เขาฟังไม่ออก“สวัสดีพ่อหนุ่ม เจ้าชื่ออะไรหรือ? ข้ามีนามว่าเมอร์ลิน จะเรียกอย่างน่ารักตามกระแสนิยมของมนุษย์ปัจจุบันว่า ‘เมลี่จัง’ ก็ได้ จะได้ดูสนิทสนมยิ่งขึ้น”“เอ่อ... ผมขอเรียกคุณเมอร์ลินดีกว่าครับ”ชื่อเมลี่จังไม่น่าจะเหมาะกับผู้ชายเท่าไหร่นัก ถึงแม้ว่าชื่อนั่นเมื่อเรียกชายหนุ่มใบหน้าสวยแล้วจะไม่ดูติดขัดก็ตาม“ผมชื่อนาวาครับ ยินดีที่ได้รู้จัก”“ยินดีที่ได้รู้จักนะ พ่อหนุ่มนาวา มาที่นี่ด้วยความสมัครใจหรือเปล่าน่ะ”“ถ้าถามสมัครใจผมคงไม่มาที่นี่หรอกครับ”“ฮ่าๆ เหรอๆ ดีจริงๆ นึกว่าชอบถูกลากมาเสียอีก”นาวา “...”ใครจะไปชอบถูกลากมา ไม่ได้เป็นมาโซคิสม์ซะหน่อยนะคุณ“อย่าทำหน้าแบบนั้น บางครั้งบางคราวก็มีบ้างที่เจอคนชอบให้ลากเข้ามา... เอ เรียกกันว่าอย่างไรนะ พวกปากไม่ตรงกับใจ ขัดขืนพอเป็นพิธีแล้วสมยอมน่ะ พวกเราก็พบเห็นมาบ่อยในโทรทัศน์”“อย่างนั้นไม่นับว่าพบเจอดีกว่าครับ นั่นมันละคร!”อย่าเอาละครมาอ้างอิงกับชีวิตจริงสิเว้ย มันเป็นบทที่มีคนแต่งขึ้นมาต่างหากว่าแต่ดูละครประเภทไหนถึงมีขัดขืนพอเป็นพิธีแล้วสมยอมด้วยวะครับ คงไม่ใช่ละครเฉพาะผู้ใหญ่หรอกใช่ไหม“เอาน่าๆ ละครเหล่านี้ก็คงอิงจากมนุษย์มาสามในสี่ส่วนนั่นแหละ เหมือนๆ กันก็นับรวมไปเถอะ เนอะ?”“ไม่ได้สิครับคุณ!”สังคมมนุษย์มันอิงจากละครได้ที่ไหนกันเล่า เป็นอย่างนั้นจริงโลกนี้คงมีแต่คนสติไม่ดีกับคนโรคจิตแล้วล่ะบ๊ะ! คุยกันไม่กี่ประโยคก็เหมือนไมเกรนจะขึ้นสมองนาวากุมขมับอย่างอดไม่ได้“ว่าแต่ที่นี่เป็นหอสมุดเหรอครับ แล้วพวกคุณเป็น... บรรณารักษ์?”นาวาเกือบเผลอหลุดปากเรียกผีติดที่ไปแล้ว ก็ตอนวลาดเขายังคิดว่าเป็นผีเลย ชายหน้าสวยตรงหน้าเขาก็คงมีสภาพไม่ต่างกันเท่าไหร่แน่เมอร์ลินเอียงหน้าครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วตอบกลับเสียงระรื่น“ข้าเหมือนบรรณารักษ์หรอกหรือ แหม ปลื้มใจจริง”“อ้าว ไม่ใช่เหรอครับ”“หากคิดว่าเหมือน จะว่าใช่ก็ได้”“???”สรุปว่าใช่หรือไม่ใช่ล่ะเนี่ย“พวกเราเสมือนเป็นบรรณารักษ์ คิดเสียว่าเป็นบรรณารักษ์ชั่วคราวก็ได้” วลาดเป็นผู้คลี่คลายข้อสงสัยให้พลางยกน้ำมาเสิร์ฟ “ท่านก็เลิกพูดไร้สาระได้แล้วกระมังท่านเมอร์ลิน”“ข้าไม่ได้พูดไร้สาระเสียหน่อย ท่านวลาดกล่าวหนักเกินไป” เมอร์ลินโคลงหัวไปมาไม่ยอมรับว่าตนไร้สาระ “ถ้าเช่นนั้นเรามาเข้าเรื่องจริงจังกันเลยดีหรือไม่?”“ผมว่าเราควรจริงจังกันตั้งนานแล้วครับ เวลาของผมเป็นเงินเป็นทอง”“จะไปหาเงินเลี้ยงลูกเมียรึพ่อหนุ่มโสดบริสุทธิ์?”“ใช่... ใช่ก็แย่แล้ว เอ้ย! เดี๋ยว คุณเมอร์ลินรู้ได้ยังไงกัน”นาวาเบิกตากว้างมองเมอร์ลิน“สำหรับพ่อมดอย่างข้า เรื่องแค่นี้ไม่รู้ก็เสียชื่อเกินไป”เมอร์ลินหัวเราะขบขัน ไม่ได้รู้เลยว่าคำพูดของเขากระแทกสตินาวาจนสมองเกือบหยุดทำงาน ดวงตาจับจ้องเมอร์ลินเขม็งเมื่อกี้เขาพูดว่า... พ่อมดใช่ไหม?วลาดเอ่ยขัดขึ้นก่อนที่นาวาจะได้โพลงถามอะไรออกไป“เอาล่ะ เข้าเรื่องเสียที เจ้าหนุ่มนาวาสินะ”“อะ ครับ มีอะไรเหรอครับ?”“เจ้าเคยได้ยินเรื่องสิบหกเรื่องลี้ลับในมหาวิทยาลัยของเจ้าแล้วกระมัง ตอนนี้ก็น่าจะพอคาเดาได้แล้วใช่หรือไม่ว่าที่นี่คือที่ไหน?”“...หอสมุดลับแล เรื่องลี้ลับลำดับที่สิบหก แล้วมันเกี่ยวกับผมยังไงครับ”“แค่เจ้าเดินผ่านตรอกในจังหวะนั้นพอดี ข้าเลยเลือกเจ้ามา”“...”นี่เป็นความซวยของเขาเอง ถูกไหม?“พวกเรากำลังต้องการมนุษย์ในยุคปัจจุบันมาเพื่อช่วยงานพอดี ช่างบังเอิญเสียนี่กระไรที่เจอเจ้าที่ทางเข้าตรอก แน่นอน เราไม่ให้เจ้าช่วยงานฟรีๆ หรอกนะ ไม่ต้องคิดว่าตนเองกำลังซวยเช่นนั้นก็ได้”“อ้อ ครับคุณเมอร์ลิน...”นี่อ่านใจกันได้หรือไงฟะเขามั่นใจในหนังหน้าอันตายด้านของตัวเองสุดๆ อ่านจากสีหน้าไม่ได้แน่ๆ เลยนะเฟ้ยเมอร์ลินยิ้มขันแล้วกล่าวต่อ“ใช่แล้ว ที่นี่คือหอสมุดลับแลอย่างที่พวกเจ้าเรียกกัน เป็นเรื่องลี้ลับสำหรับพวกเจ้าแต่ก็เป็นสถานที่ที่เหล่าสิ่งมีชีวิตเหนือจินตนาการล้วนรับรู้ถึงการคงอยู่มาเนิ่นนานแล้วก็ตาม เอาเป็นว่าเรียกกันว่าหอสมุดลับแลเพื่อความสะดวกแล้วกัน”“ชื่อหอสมุดนี้ออกเสียงไม่ได้สินะครับ?”นาวาถาม“ความจริงแล้วอ่านออกเสียงได้ เพียงแต่ผู้ที่อ่านออกเสียงได้นั้นมีเพียงไม่กี่คนที่ได้รับอนุญาต แม้แต่ข้าหรือท่านวลาดเองก็ไม่ได้สิทธิ์ให้เอ่ยนามของหอสมุดแห่งนี้”“อืม... ลึกลับจริงๆ เลยครับ”นาวาพยักหน้ารับอย่างเขายอมรับความแปลกตั้งแต่ผีจนมาถึงพ่อมดได้แล้ว กับแค่ห้องสมุดปริศนาที่อ่านชื่อออกเสียงไม่ได้ ก็ไม่รู้สึกมหัศจรรย์กว่ากันเท่าไหร่เลยจริงๆ นะ (กัดฟันกรอด)“งานที่พวกเราจะให้เจ้าช่วยนั้นเกี่ยวกับในรั้วมหาลัยของเจ้าเอง การที่ได้นักศึกษามาเป็นธุระให้น่าจะดีกว่าให้คนอื่นทำ และกับเจ้าที่ดูสงบนิ่งเช่นนี้ก็เหมาะสมอย่างยิ่ง”“ผมว่าตัวเองไม่ได้ดูสงบนิ่งเลยนะคุณวลาด”แหกตาดูความกลัวอย่างมนุษย์ธรรมดาของผมด้วยครับ ถึงหน้าจะไม่สั่นไหวแต่ในใจกรีดร้องไปถึงดาวอังคารแล้ว อ๊ากกก!“เอาเป็นว่าคนอย่างเจ้าเหมาะสมก็แล้วกัน เมื่อเผชิญหน้ากับเรื่องลี้ลับภายในมหาวิทยาลัยของเจ้าก็จะไม่ออกอาการขวัญผวาจนพาตัวเองไปบาดเจ็บล้มตาย มาคุยรายละเอียดกันเถอะ...”“เดี๋ยวครับทั้งสองคน ก่อนจะพูดเรื่องงานเรามาพูดประเด็นสำคัญกว่านั้นก่อนดีกว่า”“อะไรหรือ?”ทั้งเมอร์ลินและวลาดจ้องหน้าของเขานิ่ง นาวาก็พูดออกไปนิ่งๆ เช่นกัน“จะให้ช่วยงานนี่ถามความสมัครใจผมกันรึยังครับ?”