ฤดูหนาวผ่านพ้นไปอย่างช้า ๆ
หิมะที่เกาะอยู่ตามหลังคาเริ่มละลาย กลายเป็น้ำไหลตามขอบถนน กลิ่นดินชื้นเข้ามาแทนที่อากาศหนาวจัด และผู้คนในหมู่บ้านเริ่มกลับออกมาทำงานกันมากขึ้น
อาเรนยังคงอยู่ที่โรงตีเหล็ก
ผ่านมาหลายเดือนแล้วนับจากคืนที่เขาหนีออกจากเซราด
ใน่เวลานั้นเขาไม่ได้กลับไป
ไม่ใช่เพราะไม่คิดถึงบ้าน แต่เพราะเขารู้ดีว่าการกลับไปโดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงคงไม่ทำให้สิ่งใดดีขึ้น
เขายังไม่รู้ว่าพ่อกับแม่เป็อย่างไร
ไม่มีข่าวจากเซราด
และไม่มีใครในหมู่บ้านแห่งนี้สนใจจะพูดถึงเื่ของเขา
อาเรนจึงเลือกทำสิ่งเดียวที่ทำได้คือการฝึก
ทุกเช้าก่อนเปิดโรงตีเหล็ก เขาจะวิ่งรอบหมู่บ้าน
ตอนแรกวิ่งได้เพียงไม่กี่รอบก็หมดแรง แต่เมื่อผ่านไปหลายเดือน ระยะทางที่เขาวิ่งได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
หลังเลิกงาน เขาจะฝึกดาบไม่ใช่การฝึกแบบเด็กที่ฟันอากาศอย่างไร้ทิศทางอีกแล้วเขาเริ่มเข้าใจว่าการเคลื่อนไหวทุกอย่างมีเหตุผลก้าวเท้าเพื่อสร้างระยะหมุนเอวเพื่อส่งแรงยกดาบให้อยู่ในตำแหน่งที่พร้อมรับการโจมตีและที่สำคัญที่สุดคืออย่าใช้แรงเกินความจำเป็
สิ่งเหล่านี้ไม่มีใครสอนเขาโดยตรงทั้งหมดส่วนใหญ่เกิดจากการสังเกต
อาเรนมักยืนดูทหารฝึกอยู่ห่าง ๆ หากมีโอกาส เขาจะจำท่าทางของพวกเขากลับมาลองทำเอง
บางท่าทำแล้วไม่ได้ผล บางท่าทำแล้วล้ม บางท่าทำให้ข้อมือเจ็บไปหลายวัน แต่เขาจำทุกครั้ง
ความผิดพลาดของตัวเองจึงกลายเป็ครูที่ไม่มีวันเบื่อ
เย็นวันหนึ่ง ขณะที่อาเรนกำลังเก็บเศษเหล็กหลังโรงตีเหล็ก เสียงม้าก็ดังมาจากถนน
ชายสามคนขี่ม้าเข้ามาในหมู่บ้าน
เสื้อคลุมของพวกเขาเปื้อนฝุ่นและโคลน บนเอวมีดาบ และด้านหลังม้ามีธนูแขวนอยู่
ดอร์นมองพวกเขาจากในร้าน
“ทหาร?”
อาเรนถาม
ดอร์นส่ายหัว “ไม่ใช่สะทีเดียว”
ดอร์นเช็ดมือกับผ้า
“พวกทหารรับจ้าง”
อาเรนมองชายทั้งสามอย่างสนใจ
นี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้เห็นคนกลุ่มนี้ใกล้ ๆ
พวกเขาไม่ได้สวมเครื่องแบบของอาณาจักร ไม่มีตราของขุนนาง และไม่มีธงของเมือง
แต่กลับเดินทางพร้อมอาวุธได้อย่างเปิดเผย
“ทำไมพวกเขาถึงไม่ต้องสังกัดขุนนางครับ”
“เพราะพวกเขารับงานจากใครก็ได้ที่จ่ายเงิน”
“แม้แต่คนธรรมดาหรอครับ?”
“ถ้ามีเงินพอน่ะนะ”
อาเรนมองตามชายเ่าั้จนหายไปจากสายตา
คำว่า ทหารรับจ้าง ติดอยู่ในหัวเขา
คนที่สามารถเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ
พบผู้คนหลากหลาย รับงาน เรียนรู้การต่อสู้ และไม่จำเป็ต้องเป็ทหารของอาณาจักรใดอาณาจักรหนึ่ง
อาเรนไม่รู้ว่าเส้นทางนั้นจะพาเขาไปที่ไหนแต่เป็ครั้งแรกที่เขาเห็นทางออกจากชีวิตเดิมของตัวเอง
คืนนั้นอาเรนถามดอร์น
“ถ้าอยากเป็ทหารรับจ้าง ต้องทำยังไงครับ”
ดอร์นมองเด็กชาย
“เ้าจะเป็ไปเพื่อสิ่งใดกัน”
“ข้าอยากออกเดินทาง”
“แค่นั้นรึ พวกพ่อค้าขายของก็ทำได้เช่นกัน หรือแม้แต่คนธรรมดาก็ทำได้”
อาเรนเงียบ
เขายังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน
“ผมอยากแข็งแกร่งขึ้น”
ดอร์นหัวเราะ
“ทุกคนที่ถือดาบก็พูดแบบนั้น”
“แล้วต้องทำยังไงถึงจะแข็งแกร่งจริงครับ”
ชายร่างใหญ่หยุดหัวเราะ
“เ้าก็แค่เรียนรู้”
“เรียนรู้อะไรหรือครับ”
“ทุกอย่างนั่นแหละหน่า”
ดอร์นชี้ไปยังดาบของอาเรน
“ถ้าเ้ารู้แค่ดาบ เ้าก็เป็แค่นักดาบ”
จากนั้นเขาชี้ออกไปนอกประตู
“ถ้าอยากเดินทาง เ้าต้องรู้จักแผนที่”
ชี้ไปยังเหรียญที่อยู่บนโต๊ะ
“รู้จักเงิน”
ชี้ไปยังผู้คนในถนน
“รู้จักคน”
ก่อนจะชี้ไปยังปากของอาเรน
“และรู้จักพูด”
อาเรนมองเขาอย่างตั้งใจ
“คนถือดาบเก่งอาจชนะคนหนึ่งคน”
ดอร์นพูดต่อ
“แต่คนที่พูดเป็ อาจทำให้คนสิบคนวางดาบลงได้โดยไม่ต้องสู้”
ประโยคนั้นทำให้อาเรนนิ่งไป
เขาไม่เคยคิดถึงเื่นี้
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขาคิดว่าความแข็งแกร่งหมายถึงการสามารถปกป้องคนอื่นด้วยกำลัง
แต่บางที…
มันอาจไม่ได้มีเพียงวิธีเดียว
วันต่อมา ดอร์นมอบงานอีกอย่างให้เขา
“เอาของไปส่งที่หมู่บ้านข้าง ๆ”
“ผมไปคนเดียว?” อาเรนถามด้วยความงุนงง
“เ้าขี่ม้าเป็หรือไม่”
อาเรนส่ายหน้า
“งั้นก็เดินสะ”
ดอร์นโยนถุงผ้าให้
“ส่งให้ถึงมือ ห้ามทำหาย”
อาเรนรับของแล้วออกเดินทางทันที
ระยะทางไม่ถึงสิบกิโลเมตร
แต่สำหรับเด็กที่ไม่เคยเดินทางไกลเพียงลำพัง มันก็เพียงพอที่จะทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังออกจากโลกใบเล็กของตัวเองทีละนิด
ระหว่างทางเขาพบชาวนา
พบพ่อค้า พบเด็กเลี้ยงแกะ และพบรถม้าของขุนนาง
อาเรนหลบออกจากถนนให้รถม้าผ่านไป
เขามองตราบนประตูรถ
เป็ตราของตระกูลขุนนางแห่งเวเรนเซีย
ชายหนุ่มในรถม้าไม่ได้มองคนข้างทางด้วยซ้ำ
แต่เมื่อรถม้าผ่านไป อาเรนกลับสังเกตเห็นบางอย่าง
เด็กสาวคนหนึ่งที่กำลังแบกตะกร้าถูกทหารที่เดินตามรถม้าผลักจนล้ม
ตะกร้าผักกระจายเต็มถนน
ไม่มีใครหยุดช่วย
อาเรนเดินกลับไปเก็บผักให้
เด็กสาวมองเขาอย่างประหลาดใจ
“ขอบคุณ…”
“ไม่เป็ไร” เขาช่วยเก็บจนหมด ก่อนเดินต่อ
เื่เล็ก ๆ เพียงเท่านั้น
แต่ระหว่างทาง อาเรนกลับคิดถึงมันอยู่ตลอด
คนหนึ่งมีอำนาจ อีกคนไม่มี คนหนึ่งทำผิดแล้วไม่มีใครกล้าพูด อีกคนต้องก้มหน้ารับ
มันคล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในเซราด เพียงแต่ครั้งนี้ไม่มีใครถูกฆ่า
อาเรนเริ่มเข้าใจบางอย่าง ความไม่ยุติธรรมไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในวันที่มีา
บางครั้งมันเกิดขึ้นในเื่เล็ก ๆ ทุกวัน และผู้คนก็ชินกับมันจนคิดว่าเป็เื่ปกติ
เมื่อกลับถึงโรงตีเหล็กในตอนเย็น ดอร์นถาม
“ส่งของถึงไหม”
“ถึงครับ”
“มีปัญหาไหม”
“ไม่มีครับ”
ดอร์นพยักหน้า
“ดี”
อาเรนกำลังจะกลับไปทำงานต่อ แต่ดอร์นกลับเรียกไว้
“พรุ่งนี้ไม่ต้องทำงาน”
“ครับ?”
“ข้าจะสอนเ้าใช้โซล-อาร์ค”
อาเรนชะงัก
ั้แ่เกิดเหตุ เขาไม่เคยรู้เลยว่าตัวเองมีพลังมากแค่ไหน
ทุกคนเกิดมาพร้อมโซล-อาร์ค
แต่ในสลัมไม่มีใครมีเงินพอจะเรียนรู้มันอย่างจริงจัง
ดอร์นพาเขาไปหลังร้าน
“นั่งลง”
อาเรนนั่งลง
“หลับตา”
เขาทำตาม
“อย่าพยายามดึงพลังออกมา”
อาเรนขมวดคิ้ว
“แล้วให้ทำอะไรครับ”
“ฟังมัน”
ความเงียบเข้าปกคลุม
อาเรนพยายามััสิ่งที่อยู่ภายในร่างกายตอนแรกไม่มีอะไร จากนั้นเขาเริ่มรู้สึกถึงความอุ่นเล็ก ๆ บริเวณกลางลำตัว มันไม่ได้รุนแรง ไม่สว่าง ไม่ะเิออกมา
มันเป็เพียงกระแสบางอย่างที่ไหลอยู่ภายในร่างกาย
อาเรนพยายามขยับพลังมันไหลตามความคิดอย่างช้า ๆ แต่เพียงไม่กี่วินาที เขาก็รู้สึกเหนื่อย
“พอ”
อาเรนลืมตา
เหงื่อไหลลงมาตามใบหน้า
“แค่นี้เองเหรอครับ”
“เ้าคิดว่ามันจะเป็อย่างไร”
“ผมนึกว่าจะ…”
“ะเิออกจากตัว?”
อาเรนเงียบ
ดอร์นหัวเราะ
“โซล-อาร์คไม่ใช่ของวิเศษ มันเป็ส่วนหนึ่งของเ้า”
ชายคนนั้นหยิบเหล็กชิ้นหนึ่งขึ้นมา
“คนจำนวนมากสนใจว่าตัวเองมีพลังมากแค่ไหน แต่คนที่แข็งแกร่งจริงจะสนใจว่าตัวเองใช้มันได้ดีแค่ไหน”
เขาใช้โซล-อาร์คเพียงเล็กน้อย
ปลายนิ้วที่แตะเหล็กกลับมั่นคงและแม่นยำขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“นี่คือสิ่งที่ข้าฝึกมาหลายสิบปี”
อาเรนมองอย่างตั้งใจ
“แล้วผมต้องใช้เวลานานแค่ไหน”
“ถ้าเ้าถามว่ากี่ปี…”
ดอร์นวางเหล็กลง
“ข้าตอบไม่ได้”
“ทำไมครับ”
“เพราะเ้าคงจะไม่ได้หยุดอยู่ที่เดิม จริงไหม?” ดอร์นยิ้มให้อาเรน
อาเรนนิ่งไป
ดอร์นมองเด็กชายตรงหน้า
“คนที่ฝึกสิบปีแต่ทำเหมือนเดิมทุกวัน อาจไม่เก่งเท่าคนที่ฝึกห้าปีแต่เข้าใจสิ่งที่ตัวเองทำทุกวัน”
คำพูดนั้นกลายเป็อีกหนึ่งสิ่งที่อาเรนจดจำ
หลายเดือนผ่านไป
อาเรนเริ่มควบคุมโซล-อาร์คได้ดีขึ้นไม่ได้มากมาย แต่เขาสามารถใช้มันเสริมกำลังแขนได้เล็กน้อย ทำให้การถือดาบนานขึ้นไม่เหนื่อยเท่าเดิม
เขาเริ่มทดลองใช้พลังกับการเคลื่อนไหว บางครั้งพลาดจนแขนชา บางครั้งใช้มากเกินไปจนหมดแรง แต่เขาเรียนรู้จากทุกครั้ง
เมื่ออายุครบสิบห้าปี อาเรนจึงตัดสินใจบางอย่าง
เขาจะออกจากหมู่บ้าน ไม่ใช่เพราะเกลียดที่นี่ แต่เพราะเขารู้ว่าหากยังอยู่ต่อ เขาจะไม่รู้จักโลกมากไปกว่านี้
เขาอยากเรียนดาบ อยากเรียนโซล-อาร์ค เรียนรู้การเจรจา อยากรู้ว่าคนที่มีอำนาจคิดอย่างไร และอยากรู้ว่าทำไมคนธรรมดาถึงไม่มีสิทธิ์เลือกชีวิตของตัวเอง
ในเช้าวันออกเดินทาง ดอร์นมอบถุงเงินเล็ก ๆ ให้
“ข้าให้ได้เท่านี้”
อาเรนรับไว้
“ขอบคุณครับ”
“อย่าตาย”
อาเรนยิ้มเป็ครั้งแรกในรอบหลายเดือน
“จะพยายามครับ”
เขาสะพายสัมภาระขึ้นหลัง ดาบเก่าของพ่อแขวนอยู่ที่เอว ก่อนเดินออกจากหมู่บ้าน อาเรนหันกลับไปมองโรงตีเหล็ก
สถานที่แห่งนี้เคยเป็เพียงที่ทำงาน แต่กลับเป็ที่แรกที่เขาได้เรียนรู้ว่าโลกไม่ได้มีเพียงดาบ เขาโค้งศีรษะให้ดอร์นเล็กน้อย
จากนั้นจึงหันกลับไป ถนนเบื้องหน้าทอดยาวออกไปสุดสายตา เขายังไม่รู้ว่าปลายทางอยู่ที่ไหน
เขาไม่มีบ้านให้กลับ ไม่มีเงินมากพอ และไม่มีใครรอเขาอยู่ข้างหน้า
แต่เป็ครั้งแรกที่อาเรนรู้สึกว่า
ชีวิตของเขาเป็ของตัวเอง