“ท่านพ่อพี่ใหญ่ เดิมทีข้าออกนอกเมืองหลวงไปก็เพื่อติดต่อการค้า และคิดจะลงทุนเปิดร้านเครื่องเทศและโรงน้ำชาเพิ่ม ไม่คิดว่าระหว่างที่ได้มีโอกาสทำความรู้จักกับพ่อค้าต่างถิ่นอีกหลายคน พวกเขาต่างก็มาแนะนำตนกับข้าเองเพราะรู้ว่าข้าคือน้องชายของพี่ใหญ่เซียวซ่าน หลายคนยังได้มามอบของกำนัลและชักชวนให้ข้าร่วมทำการค้ากับพวกเขาเป็การส่วนตัว”
“พวกเขาก็คือคนที่เ้าให้การต้อนรับและพามาพักที่ร้านของเราอย่างนั้นหรือ” เซียวหยุนถาม
“มิใช่ขอรับท่านพ่อ ทีแรกข้าไม่ได้ติดใจอันใด เพียงแค่คิดว่าพี่ใหญ่มีหน้าที่จัดเก็บภาษี พ่อค้าเหล่านี้คงจะเคยได้พบกับพี่ใหญ่ที่กรมคลังบ่อยๆ จึงได้มาตีสนิทกับข้าแต่พอหลายครั้งเข้าก็เริ่มมีคนหลุดปากกล่าวถึงเื่การหลบเลี่ยงภาษี เื่เกลือเถื่อน การติดสินบน มีการกล่าวถึงขุนนางหลายคนที่ข้าไม่รู้จักและไม่เข้าใจในคำกล่าวของพวกเขาทั้งหมด จึงได้จ้างวานให้สำนักเซินเหวินที่เป็หอขายข่าวมาสืบความให้ พวกที่มาคือกลุ่มคนที่นำข่าวสารมาส่งให้ข้าขอรับ”
“หรือว่าเื่นี้จะเกี่ยวพันมาถึงข้าด้วยอาซ่ง” เซียวซ่านเริ่มปะติดปะต่อเื่ราวขึ้นมาได้บ้าง
“ใต้เท้าเผยกับท่านลุงผิงร่วมมือกันยักยอกภาษี โดยใช้ชื่อท่านและขุนนางขั้นแปดอีก 2 คนเป็ผู้รับเงินเอาไว้ ส่วนเกลือเถื่อนเป็ทางฝ่ายขุนนางในราชสำนักและยังมีเื้ัเป็เชื้อพระวงศ์ที่ลักลอบนำเอามาขายเข้าคลังหลวงด้วย”
“ท่านพ่อตากับท่านลุงคิดจะให้ข้าเป็แพะรับบาปเช่นนั้นหรือ?”
เซียวซ่านถึงกับทรุดลงไปนั่งอย่างหมดแรง ผู้าุโทั้งสองคนนี้เขาเคารพราวกับเป็บิดาของตน ยิ่งเผยจิ้งที่เป็บิดาของหลั่งหลินและยังเป็ท่านตาแท้ๆ ของบุตรชายเขาเซียวอวี้ เหตุใดจึงได้หยิบยื่นรอยยิ้มซ่อนมีด (หมายถึง คนที่ดูจิตใจดีอ่อนโยน ทว่าภายในใจกลับโหดร้ายไม่น่าไว้ใจ) มาให้กับเขาที่เป็บุตรเขยได้ลงคอ
“ตอนนี้เ้าคิดจะทำเช่นไรต่ออาซ่ง เสี่ยวอวี้ก็คลอดมาได้เกือบจะครบเดือนอยู่แล้วใต้เท้าเผยยังอิดออดไม่ส่งบัญชีกลับมาให้พี่ชายเ้าเสียที พวกเราพอจะติดต่อหาคนมาช่วยเหลืออาซ่านได้หรือไม่?” เซียวหยุนร้อนรน เขาเป็เพียงชาวบ้านธรรมดาที่ได้รับโอกาสดีจนสร้างเนื้อสร้างตัวมาได้เพียงเท่านั้น เส้นสายคนรู้จักและความรู้ก็ไม่ได้มีมากเหมือนเช่นคนสกุลผิง เพียงแค่รู้ว่ามีการทุจริตในชื่อของบุตรชายก็รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังจะถล่มมาตรงหน้าอยู่แล้ว
“สำนักเซินเหวินทำเพียงแค่ขายข่าว พวกเขาไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาหรือเข้าร่วมกับฝ่ายใดขอรับท่านพ่อ ข้าวางแผนที่จะซื้อพยานหลักฐานจากกลุ่มพ่อค้าเ่าั้ พวกเขาไม่ได้กระทำความผิดแต่เป็ทางฝ่ายหลวงเองที่ยักยอกเงินภาษีเอาไป ใต้เท้าเจิ้งคงจะทำลายหลักฐานเ่าั้แล้วนำของเถื่อนเข้าไปไว้ในคลังแทนจากนั้นก็ฮุบเอาเงินภาษีจำนวนมหาศาลไปเป็ของตน หากข้าหาพยานได้เมื่อมีคนสงสัยและตรวจสอบขึ้นมา พี่ใหญ่จะได้มีพยานว่าได้ส่งสินค้าและเงินทั้งหมดเข้าหลวงไปแล้ว แต่เงินหายไปจากที่ใดใต้เท้าเผยจะต้องแก้ปัญหาเอาเอง เื่สินค้าเถื่อนพวกเราก็จะไม่ไปยุ่งขอเพียงให้พี่ใหญ่รับและเก็บภาษีโดยมีหลักฐานก็จะสามารถหลุดพ้นจากความผิดได้”
“เช่นนั้นเ้าก็รีบไปจัดการเสียเถิดอาซ่ง ทุกวันนี้ข้าว่าจะต้องมีคนระแคะระคายถึงเื่นี้บ้างแล้ว เพราะท่านพ่อตานำกลุ่มนักบัญชีหลายคนเข้ามาทำงานกันจนดึกดื่นติดต่อกันหลายวันแล้ว เกรงว่าคงกำลังเร่งแก้ไขบัญชีที่มีความผิดปกติกันอยู่ หากเขาทำสำเร็จไม่มีพิรุธข้าก็อาจจะรอดตัวไป แต่หากพวกเขาถูกจับได้เวลานั้นผู้รับผิดคงจะไม่พ้นข้ากับขุนนางอีกสองคนที่เ้าได้ยินมา” เซียวซ่านกล่าว
“นี่ก็เป็เื่ที่ข้าหนักใจอยู่ขอรับ พ่อค้าเหล่านี้หน้าเื พอข้าติดต่อขอดูเอกสารการจ่ายภาษีของพวกเขา พวกเขาก็เดาเื่ราวออกอย่างง่ายดายในทันทีเช่นกัน และเรียกเงินจำนวนมากจากเรา เงินทองที่สกุลเซียวเก็บเอาไว้ขยายกิจการการค้าเวลานี้ข้าก็ใช้จ่ายเกี่ยวกับเื่นี้ไปไม่น้อยแล้ว หากเราสู้เราอาจจะไม่เหลืออะไรเลยก็ได้”
“หมดก็ให้หมดไป ทุจริตเงินภาษีพี่เ้าอาจถูกตัดคอได้เลยเชียวนะ อย่างมากพวกเราก็กลับเมืองเป่ยเจิ้งกัน ไม่ใช่ว่าพวกเราไม่เคยยากจน ตราบใดที่ขุนเขายังเขียวขจีก็อย่าได้กลัวไม่มีฟืนเผา (สำนวนจีนหมายถึง ตราบใดยังที่ยังมีชีวิต ย่อมมีความหวัง) แม้จะต้องขายทรัพย์สมบัติของสกุลเซียวไปทั้งหมดก็ต้องช่วยพี่ชายเ้าเอาไว้ให้ได้” เซียวหยุนเอ่ยขึ้นมาอย่างจริงจัง
“ข้าเสียใจมากเลยขอรับท่านพ่อ ท่านลุงซีหวงทำกับข้าเช่นนี้ได้อย่างไร ข้าไม่เข้าใจ” เซียวซ่านรำพันอย่างไร้เรี่ยวแรง
……….
เซียวซ่งออกจากเมืองหลวงไปยังได้ราวเดือนเศษ ขุนนางตรวจสอบในราชสำนักก็เข้ามาตรวจสอบบัญชีภาษีที่กรมคลัง และออกคำสั่งไม่ให้ขุนนางที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีทุกคนออกเดินทางออกจากเมืองหลวงโดยเด็ดขาด และยังต้องเข้าร่วมการตรวจสอบครั้งใหญ่นี้ในทุกวันอีกด้วย
“ใต้เท้า ข้าน้อยขอดูเอกสารในส่วนของข้าได้หรือไม่ขอรับ หากพวกเขาซักถามอันใดขึ้นมาข้าตอบไม่ได้จะไม่เป็การละเลยหน้าที่เอาหรอกหรือ?” เซียวซ่านตั้งคำถามหยั่งเชิงผู้มีศักดิ์เป็พ่อตาอย่างนอบน้อม
“ทุกอย่างข้าจัดการเรียบร้อยดีอยู่แล้ว บุตรเขยไม่ต้องกังวลอันใดหากมีคำถามที่เ้าตอบไม่ได้ข้าจะจัดการให้เอง” เผยจิ้งยังคงโต้ตอบอย่างใจเย็นทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ขอรับ”
เซียวซ่านแม้จะเจ็บใจที่รู้ทั้งรู้แต่ตนยังไม่สามารถกล่าวอันใดออกมาได้ เพราะเซียวซ่งยังไม่ได้ส่งข่าวใดๆ กลับมา แต่ในใจก็รู้สึกโล่งอกไปบ้างเมื่อเห็นว่าเผยจิ้งยังคงท่าทางสุขุมมั่นอกมั่นใจ นั่นหมายความว่าพวกเขาปกปิดความผิดเอาไว้ได้ดีเยี่ยม แต่อย่างไรการมาตรวจสอบบัญชีอย่างกะทันหันเช่นนี้ย่อมเป็เพราะมีคนระแคะระคายเื่นี้แล้วอย่างแน่นอน สถานการณ์ของเขาก็ยังวางใจไปอย่างสมบูรณ์ไม่ได้เลย
……….
ในวันที่ 11 ของการตรวจสอบบัญชีครั้งใหญ่ ในที่สุดขุนนางที่มีหน้าที่มาตรวจสอบก็พบกับความผิดปกติ และร่องรอยการแก้ไขบันทึกหลายชุด เซียวซ่าน หม่าอี้เฉินและ กวงโห่ สามขุนนางขั้นแปดตกเป็ผู้ต้องสงสัยในการทุจริตยักยอกเงินภาษีของกรมคลังทันที เนื่องจากมีการใช้ตราประทับของพวกเขาทั้งสามคนประทับลงในบันทึกการเงินที่มีปัญหาทุกคดี
“ใต้เท้า ผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งสามคนนี้ของข้าทำงานซื่อสัตย์สุจริต สร้างผลงานเป็ที่พึงพอใจมาโดยตลอด ข้าไม่คิดว่าพวกเขาจะร่วมกันกระทำความผิดได้ ยามนี้ในเมื่อผลยังไม่เป็ที่ชัดแจ้งข้าน้อยอยากจะขอให้ละเว้นการคุมขังพวกเขาด้วยขอรับ” เผยจิ้งออกหน้าขอร้องแทนชายหนุ่มทั้งสาม ที่คุกเข่าหน้าซีดอยู่เบื้องหน้าขุนนางตรวจสอบขั้น 3 จากราชสำนัก
“ใต้เท้าเผย ท่านคงเหน็ดเหนื่อยจนสติเลอะเลือนไปแล้วกระมัง ท่านเป็หัวหน้าของพวกเขา หากตรวจพบความผิดขึ้นมามิใช่ว่าท่านก็ต้องร่วมรับผิดชอบด้วยหรือ ยังคิดจะออกหน้าขอร้องแทนผู้อื่นอยู่อีกหรือไรในเมื่อยังไม่แน่ว่าตัวท่านก็อาจจะไม่หลุดพ้น? แต่เอาเถิดข้าเป็คนมีเมตตาและยุติธรรม หากเื่นี้ยังตรวจสอบไม่สำเร็จข้าก็ไม่คิดจะข่มเหงรังแกผู้ใด แต่อย่างไรคนทั้งสามก็เป็ผู้ที่ต้องสงสัยมากที่สุด จะต้องถูกกักบริเวณอยู่ในกรมคลังจนกว่าผลการตรวจสอบจะเสร็จสิ้น รวมทั้งตัวท่านด้วยเผยจิ้ง”
คราวนี้เผยจิ้งก็ไม่สามารถควบคุมความสุขุมเอาไว้ได้ต่อไปเช่นกัน เขามีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที ทั้งที่เขาพยายามแก้ไขบัญชีอย่างแเีมาโดยตลอด อีกทั้งไม่นานมานี้ก็ให้นักบัญชีเข้ามาตรวจทานกันอีกรอบก็ยังมีจุดที่หลุดรอดสายตาไปมีพิรุธได้อีก