ย้อนเวลาสู่ยุค 80 : สาวอวบผงาดฟ้า เปลี่ยนชะตามหาเศรษฐี 【จบ】

    เล่มที่ 2 บทที่ 34 ไม่ลดน้ำหนักแล้วเหรอ?

            ในเวลาเดียวกันนั้นหูหลันเยวี่ยก็ตั้งใจสำรวจชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธออีกครั้ง

            ชายหนุ่มตรงหน้าสูงราวๆหนึ่งร้อยเจ็ดสิบหรือแปดสิบเซนติเมตร คิ้วคมเข้ม ดวงตาเป็นประกายสันจมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากได้รูป ใบหน้าสมส่วน

            แม้จะอยู่บ้านเขาก็ยังแต่งกายเรียบร้อย

            ผู้ชายที่หน้าตาดีแถมยังแต่งตัวสะอาดสะอ้านแบบนี้ไม่ว่าจะในชนบทหรือในเมืองก็หายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก 

            ยิ่งพิจารณาละเอียดเท่าไหร่หลันเยวี่ยก็ยิ่งค้นพบข้อดีมากมายในตัวหลินซือหย่วนดวงตาของเขาฉายแววเศร้าสร้อยราวกับบทกวี ส่วนมือของเขาก็งดงามไม่แพ้กันนิ้วมือเรียวยาว ทั้งยังมีข้อกระดูกที่ชัดเจน

            ถ้าไม่ใช่เพราะฝ่ามือของเขากว้างกว่าคงเข้าใจผิดคิดว่าเป็นมือของผู้หญิงไปแล้ว และถึงจะเป็นมือของผู้หญิงก็ใช่ว่าจะมีใครที่มือสวยงามได้เท่านี้

            ดูเหมือนว่าสาวที่ชื่อเกาลี่จะสนใจที่รูปร่างหน้าตาของหลินซือหย่วน

            ไม่ใช่แค่ผู้ชายที่ให้ความสำคัญกับรูปร่างหน้าตาของผู้หญิงที่จริงแล้วผู้หญิงเองก็ชอบหนุ่มๆ หน้าตาดีเหมือนกัน

            เมื่อเห็นว่าหญิงสาวกำลังสำรวจเขาหลินซือหย่วนก็ถึงกับเขินจนถอยหลังไปหลายก้าว "ไม่คิดเลยว่าเธอเพิ่งกลับมาที่หมู่บ้านก็รู้เรื่องเกี่ยวกับฉันมากขนาดนี้แล้ว"

            หูหลันเยวี่ยตอบกลับไป"เพราะบ้านเราสองคนอยู่ใกล้กันไงละฉันก็เลยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับนายมาไม่น้อยเลย"

            "จริงเหรอ?" หลินซือหย่วนแสดงท่าทีคลางแคลงใจกับคำพูดของหญิงสาว

            เมื่อเห็นว่าเธอกลับไปทำงานต่อหลินซือหย่วนก็ยืนดูอยู่ที่ประตูครู่หนึ่ง จากนั้นก็เดินออกไป

            ก่อนที่จะออกไปเขาก็หยิบลูกกวาดหลากสีสันออกมาจากกระเป๋า แล้วโยนลงบนจักรเย็บผ้า

            หลังจากทำงานต่ออีกสักพักหูหลันเยวี่ยก็เหลือบมองสีท้องฟ้าด้านนอกหน้าต่างคาดคะเนว่าตอนนี้ถิงถิงคงทำกับข้าวมื้อกลางวันเสร็จแล้วเธอจึงเตรียมตัวลุกขึ้นเพื่อกลับไปกินข้าวที่บ้าน

            "ย่าหลิน หนูขอกลับไปกินข้าวก่อนนะคะ" หลันเยวี่ยบอกกล่าวกับย่าใหญ่อย่างสุภาพแล้วเตรียมตัวกลับบ้าน

            ย่าหลินจึงรีบรั้งเธอไว้"ไม่ต้องกลับไปกินที่บ้านหรอก อยู่กินข้าวด้วยกันที่นี่สิเดี๋ยวฉันให้พี่ซือหย่วนไปบอกแม่ของเธอให้"

            เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการรั้งของย่าหลินหลันเยวี่ยก็ปฏิเสธด้วยรอยยิ้ม "ย่าใหญ่คะหนูมารบกวนแค่นี้ก็มากพอแล้ว หนูไม่กล้ากินข้าวที่นี่หรอกค่ะ"

            เมื่อเห็นว่าหลันเยวี่ยยังจะไปอยู่ดีย่าหลินก็แสร้งทำหน้าบูดพร้อมกับตำหนิ "ยัยเด็กคนนี้ทำไมถึงเอาแต่เกรงใจอยู่ได้ ถ้าเธอไม่ยอมกินข้าวที่นี่ ฉันจะโกรธแล้วนะ"

            จากนั้นย่าหลินก็สั่งหลินซือหย่วนที่ยืนอยู่ด้านข้าง"หย่วนจื่อ รีบไปบอกลุงกับป้าหน่อยสิหนูเยวี่ยเยวี่ยจะไม่กลับไปกินข้าวที่บ้านแล้ว พวกเขาจะได้ไม่ต้องรอ"

            "ครับ ผมจะไปเดี๋ยวนี้แหละ" หลินซือหย่วนตอบรับอย่างง่ายดาย

            เพราะไม่อยากปฏิเสธน้ำใจหลันเยวี่ยจึงต้องอยู่กินข้าวด้วย

            ย่าหลินก็ไม่ได้ถือสาความเกรงใจของหลันเยวี่ยสั่งให้เธอยกหม้อต้มถั่วเขียวไปยังห้องโถง

            หูหลันเยวี่ยรีบยกหม้อต้มถั่วเขียวที่มีไอน้ำลอยฟุ้งจากห้องครัวตรงไปยังห้องโถง

            หลังจากวางหม้อต้มถั่วเขียวลงหูหลันเยวี่ยก็เอ่ยปาก "ย่าใหญ่คะตอนหนูทำงานอยู่ ได้ยินว่ามีคนมาขอยืมจักรเย็บผ้าของบ้านคุณย่าด้วยไม่ทราบว่าเธอจะใช้เมื่อไหร่คะ หนูจะได้รีบทำงานให้เสร็จ เธอจะได้ไม่ต้องเสียเวลา"

            ก่อนจะเอ่ยปากย่าหลินขมวดคิ้วเล็กน้อย "เธอไม่ต้องรีบร้อนคนที่มาขอยืมจักรเย็บผ้าชื่อเกาลี่ เป็นหลานป้าใหญ่ของพี่ซือหย่วนเขาอันที่จริงบ้านป้าของหล่อนก็มีจักรเย็บผ้า อย่าว่าฉันพูดอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะที่จริงแล้วป้าใหญ่ของพี่ซือหย่วนอยากจับคู่เขากับเกาลี่น่ะ สาวคนนั้นก็เต็มใจแต่..."

            คำพูดที่เหลือย่าหลินไม่ได้พูดต่อแต่เธอคิดว่าหูหลันเยวี่ยน่าจะเข้าใจ

            "หนูได้ยินมาว่าผู้หญิงจีบผู้ชายก็เหมือนงูเลื้อยผ่านทรายทำไมเกาลี่ถึงจีบหลินซือหย่วนไม่ติดล่ะคะ หรือว่าเกาลี่จะเป็นคนไม่ดี?"หูหลันเยวี่ยรู้สึกว่าไม่ใช่แค่หลินซือหย่วนที่ไม่ชอบเกาลี่ที่จริงแล้วย่าหลินก็ไม่ชอบเกาลี่ที่เสนอหน้าเข้าหาก่อนด้วย

            ย่าหลินตักน้ำแกงถั่วเขียวใส่ชามพลางตอบว่า"เรื่องของความรักมันพูดยากพี่ซือหย่วนกับเกาลี่ไม่มีวาสนาต่อกัน การแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่ของชีวิตต้องมาจากความสมัครใจและเข้ากันได้"

            ย่าหลินไม่ชอบใจเกาลี่นักแต่เธอก็ไม่ได้เล่าเรื่องลงรายละเอียดกับหูหลันเยวี่ย

            "ย่าหลินคะ ย่าเป็นผู้อาวุโสที่เปิดกว้างที่สุดเท่าที่หนูเคยเจอแล้วค่ะ!"หูหลันเยวี่ยอดไม่ได้ที่จะพูดจาประจบประแจงผู้เฒ่าคนนี้

            เธอรู้สึกว่าแม่เฒ่าในชนบทธรรมดาๆคนหนึ่งที่พูดถ้อยคำเหล่านั้นออกมาได้ไม่ใช่จะหาได้ง่ายๆ

            หูหลันเยวี่ยมองออกว่าย่าหลินมีความคิดเปิดกว้างจริงๆไม่ใช่แค่พูดจาน่าฟังไปลอยๆ

            ย่าหลินได้ยินหลันเยวี่ยชมว่าเธอมีความคิดเปิดกว้างเธอก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะคิกคัก "เด็กคนนี้ก็ช่างพูดนะ! ปากน้อยๆ นี่หวานอย่างกับเคลือบน้ำผึ้งไว้เลย"

            จากนั้นย่าหลินก็เสริมอีกประโยค"ฉันน่ะ ตั้งแต่เด็กก็หวังว่าจะมีหลานสาวน่ารักน่าเอ็นดูสักคนน่าเสียดายจริงๆ!"

            "ย่าหลินคะ ย่าชอบหลานสาวแต่คุณย่าของหนูกลับรังเกียจว่าพวกเราเป็นตัวเสียเงินเปล่า" หูหลันเยวี่ยถอนหายใจ "ถ้าคุณย่าของหนูให้ความรักได้สักครึ่งของย่าหลินก็คงจะดี"

            เมื่อพูดถึงคุณย่าที่รักแต่ลูกชายหูหลันเยวี่ยก็ขมวดคิ้ว

            เมื่อได้ฟังหญิงสาวพูดถึงคุณย่าของตัวเองตัดพ้อราวกับว่ามีเรื่องทุกข์ใจมากมาย ย่าหลินก็ยิ้มปลอบ"คุณย่าของเธอคนนี้ ความคิดอาจจะไม่เปิดกว้างแต่หล่อนเป็นคนปากร้ายใจดี คุณย่าของเธอลำบากมาทั้งชีวิตส่วนคุณปู่ของเธอจากไปตั้งแต่ยังหนุ่ม หล่อนเลี้ยงดูลูกๆ ทั้งสี่คนมาคนเดียวต้องลำบากแค่ไหนคงจะมีแต่หล่อนที่รู้ เธอเป็นคนที่มีการศึกษา เคยเห็นโลกกว้างอย่าไปถือสาเอาความกับคุณย่าของเธอที่ไม่เคยเห็นโลกกว้างเลยนะ"

            ขณะที่กำลังพูดอยู่หลินซือหย่วนก็กลับมาจากข้างนอก

            ย่าหลินใส่น้ำตาลทรายขาวลงในชามน้ำแกงถั่วเขียวแล้ววางชามน้ำแกงที่เติมน้ำตาลไว้ตรงหน้าหูหลันเยวี่ย

            "หนูเยวี่ยเยวี่ย น้ำแกงถั่วเขียวชามนี้ฉันใส่น้ำตาลให้แล้วถ้ากินแล้วยังไม่หวาน ก็ขอให้พี่ซือหย่วนช่วยเติมน้ำตาลให้อีกก็แล้วกัน"

            ย่าหลินใส่น้ำตาลลงในน้ำแกงถั่วเขียวที่ให้หลันเยวี่ยดื่มอย่างตั้งใจเป็นการแสดงความรักและความเอ็นดูที่มีให้หญิงสาวคนนี้

            หูหลันเยวี่ยเข้าใจในจุดนี้ดีดังนั้นเธอจึงยิ้มรับ "ขอบคุณนะคะย่าหลิน"

            ในขณะที่หูหลันเยวี่ยกำลังจะยกช้อนขึ้นมาชิมน้ำแกงถั่วเขียวหลินซือหย่วนก็โพล่งออกมา "ในน้ำแกงใส่น้ำตาลเยอะเลยนะเธอไม่ลดน้ำหนักแล้วเหรอ?"

            หูหลันเยวี่ยชิมน้ำแกงถั่วเขียวก่อนจากนั้นก็ตอบกลับหลินซือหย่วน "ลดน้ำหนักน่ะต้องลดอยู่แล้วสิแต่ความรักของย่าหลินที่มีให้ฉัน ฉันไม่อยากให้มันสูญเปล่านี่นา!"

            พอได้ยินหญิงสาวพูดเรื่องลดน้ำหนักอีกครั้งหลินซือหย่วนก็อดไม่ได้ที่จะฮึดฮัด จากนั้นก็พูดพึมพำ"ฉันดูออกว่าเธอไม่เคยเจอความลำบากไม่รู้รสชาติของความอดอยากแท้ๆ ดีแต่พูดไปงั้นแหละ"

            ย่าหลินจ้องมองหลานชายที่ไม่รู้จักพูดจาดีๆด้วยความไม่พอใจ จากนั้นก็ยิ้มให้หูหลันเยวี่ย "เยวี่ยเยวี่ยพี่ซือหย่วนเขาพูดไม่เป็น เธอก็อย่าโกรธเขาเลยนะ"

            จากนั้นย่าหลินก็เปลี่ยนเรื่องมาดุเธอต่อว่า"แต่ว่าเธอจะลดน้ำหนักอะไรเยอะ ผู้หญิงต้องเจ้าเนื้อหน่อยๆแบบนี้สิ ดูมีสง่าราศีออก ฉันน่ะ แค่เห็นเธอครั้งแรกก็ดูออกว่าเป็นเด็กที่มีบุญเราอย่าไปใส่ใจคำพูดไร้สาระพวกนั้นเลย มีแต่จะทำให้ตัวเองต้องลำบากเปล่าๆชอบกินอะไรก็กินไปเลย"

            "ขอบคุณนะคะย่าหลิน หนูจะเชื่อฟังคุณย่า อยากกินอะไรก็จะกิน" หลันเยวี่ยซดน้ำแกงถั่วเขียวไปคำใหญ่ "ย่าใหญ่คะถ้าย่าเป็นคุณย่าแท้ๆ ของหนูก็คงจะดี"

            การลดน้ำหนักเป็นสิ่งที่ต้องทำให้ได้แต่น้ำแกงถั่วเขียวชามเดียวไม่ได้ทำให้เกิดปัญหาอะไร อยู่บ้านคนเฒ่าคนแก่จะพูดเรื่องขัดหูพวกเขาไม่ได้เด็ดขาด