ตอนที่ 11
หลังจากที่ยืนฟังอยู่นานแล้ว เฟยเทียน ที่ได้รับรู้แล้วว่าสิ่งที่ลูกกลัวจากการแต่งงานของเขาคือกลัวว่าจะไม่ได้รับความรักจากพ่อเหมือนเดิม และก็ไม่ได้มาจากความคิดลูกสาวของเขา แต่กลับมาจากคนอื่นที่ไม่ใช่คนในครอบครัว เมื่อคิดถึงตรงนี้ก็รู้สึกโกรธและรู้สึกไม่ดี ทั้งที่เขารู้สึกเอ็นดูเด็กสาวเหมือนเป็น้องสาวคนหนึ่ง แต่ไม่คิดว่าจะมีนิสัยที่ร้ายกาจแอบแฝงอยู่เื้ัอย่างนี้ เขาต้องมาคิดดูใหม่แล้ว
"ลี่หลินลูกมาทำอะไรกับอาเฟยฟาตรงนี้ครับ" เขาแกล้งถามออกไป ทั้งที่รู้อยู่แล้ว ว่าทั้งสองคนคุยกันอยู่
"ลี่หลินมาช่วยอาเฟยฟาทำงานค่ะ หนูเก่งไหมคะพ่อ" เธอบอกพ่อ และ้าคำชมของพ่อด้วยเช่นเดียวกัน
"อือ ฮื้อ ลูกสาวใครเนี่ยเก่งที่สุดเลย ตัวแค่นี้ก็ช่วยทำงานได้แล้ว" เขาเอ่ยชมลูกสาวออกไป
"ลูกสาวของพ่อเฟยเทียนค่ะ" รีบบอกพ่อของเธอทันที
"แหมพ่อพอมาก็ลืมอาไปเลยนะ อาเฟยฟาจะน้อยใจแล้วนะ ที่หมดความสำคัญแล้ว" เขาแกล้งหลาน ไม่ได้คิดตามที่พูดแม้แต่น้อย
"ไม่ใช่นะคะ อาเฟยฟาก็ยังสำคัญอยู่ค่ะ แต่น้อยกว่าพ่อนิดหนึ่ง" รีบบอกกับอาของตัวเองทันที
"อืม..ก็ยังดีที่น้อยกว่านิดเดียว ค่อยมีกำลังใจหน่อย"
เฟยเทียน เห็นลูกสาวที่พูดจารักษาน้ำใจ เพราะกลัวจะเสียใจ แล้วก็อดที่จะรู้สึกดีไม่ได้ ลูกเขาเป็เด็กที่รู้เื่ และน่ารักขนาดนี้ ไม่มีใครที่จะไม่หลงรัก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มี คนที่เป็แม่ของลี่หลิน คือหนึ่งในนั้น ที่ไม่รักลูก ไม่ยอมเลี้ยงดู และยังตีลูกอย่างไม่มีเหตุผล และนี่ก็เป็สาเหตุที่ทำให้ทะเลาะกันบ่อย และหาว่าเขารักลูกมากกว่าเธอเสียอย่างนั้น
"แล้วใกล้จะเสร็จหรือยัง พ่อว่าพอก่อนดีกว่า ใกล้จะได้เวลาอาหารแล้ว ไปล้างมือ จะได้ไปกินอาหารดีไหม"
"ดีค่ะ หนูเหนื่อยแล้วเหมือนกัน"
เขามองหญ้าแค่นิดเดียวที่ลูกสาวเขาถอนได้ แล้วก็ยิ้มออกมา
"อืมลูกสาวพ่อทำงานมาก จนเหนื่อยแล้ว เรารีบไปกันเถอะ น้องก็พอได้แล้ว เดี๋ยวแม่รอ"
"ครับ ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้"
เมื่อได้ล้างมือกันเรียบร้อยแล้ว แม่เขาก็เตรียมอาหารเสร็จเรียบร้อยพอดี เป็อาหารง่ายๆ เพราะที่บ้านไม่ได้มีอะไรให้ทำมากมาย แต่พวกเขาก็กินกันได้ แค่เพียงมีอาหารให้ได้กินอิ่มบ้างก็เพียงพอแล้ว
"มากันแล้วหรือ แม่ทำอาหารเสร็จพอดี นั่งกันเร็วเข้า"
เมื่อทุกคนนั่งกันแล้วก็เริ่มกินอาหาร และที่บ้านไม่ได้เคร่งครัดอะไร สามารถคุยกันได้ ในระหว่างกินอาหาร
"ลี่หลิน อาเฟยฟาพาไปซนที่ไหนมา ไหนบอกย่ามาสิ" เขาถามหลานสาว ที่กำลังกินอาหารอย่างน่ารัก
"แม่ครับ ผมไม่ใช่เด็กนะ จะไปซนได้ยังไงกัน" เขาโอดครวญแม่ชอบว่าเขาพาหลานไปซนอยู่เื่ ก็หลานไม่มีใคร ก็เลยมักจะชอบตามเขาน่ะสิ
"อืม..โตแล้วนี่เอง เฟยเทียนลูกได้ยินหรือเปล่าว่าน้องชายบอกว่าโตแล้ว คงอยากจะมีเมียแล้ว แม่ว่าคงจะต้องหาเมียให้น้องชายของลูกอีกแล้วล่ะ"
หลี่น่า ที่แกล้งลูกชายโดยเข้าใจไปอีกทางหนึ่ง
"จริงด้วยครับแม่ น้องชายโตแล้ว คงต้องหาเมียให้แล้ว" พี่ชายก็้าแกล้งน้องชายเช่นเดียวกัน
"ใช่อย่างนั้นที่ไหนกันล่ะครับ ไม่ต้องมาแกล้งผมเลย ผมไม่ได้อยากมีเมีย ผมจะอยู่เลี้ยงหลาน"
พูดไปก็อายหน้าแดงไปด้วย เขาอายุเพียง 15 ปีเอง จะรีบแต่งงานไปไหน และการแต่งงานของพี่ชายครั้งแรกก็ไม่ทำให้เขาประทับใจเลยแม้แต่น้อย ออกจะกลัวการแต่งงานเสียด้วยซ้ำ กลัวว่าจะเจอคนอย่างพี่สะใภ้คนนั้น
"ย่าจะให้อาเฟยฟาแต่งงานเหมือนกับพ่อหรือคะ อย่างนี้หนูก็จะได้มีน้องมาเพิ่มใช่ไหมคะ"
แต่ลี่หลิน ไม่รู้ว่าเื่ที่ผู้ใหญ่พูดกันเป็เพียงเื่ที่ล้อกันเล่นเท่านั้น จึงได้ถามและอยากจะรู้เื่ที่ตัวเอง้า
"อาเฟยฟายังไม่แต่งงานหรอกครับ จะอยู่กับลี่หลินก่อน และคงจะอีกนานเลยครับ ถ้าอยากได้น้องเยอะ ต้องบอกกับพ่อของลี่หลินเอาครับ"
อยากแกล้งเขาดีนัก แกล้งกลับบ้างจะเป็ไร
"จริงหรือคะ คุณพ่อจะมีน้องให้ลี่หลินหลายๆ คน ใช่ไหมคะ"
คนที่ถูกถามก็อายเป็เหมือนกัน เพราะยังไม่ได้แต่งงานเลย ลูกก็้าน้องเสียแล้ว แล้วแม่ของลูกจะยอมหรือเปล่านะ
"แน่นอนสิ ลูกต้องมีน้องแน่นอน"
เมื่อได้ยินคำตอบ ทุกคนก็ยิ้มออกมา โดยเฉพาะคนตัวเล็กของบ้าน ที่ตอนนี้กลายเป็ศูนย์รวมของบ้านไปแล้ว เพราะสามารถทำให้บ้านที่เงียบเหงากลับมาครึกครื้นอีกครั้ง และมื้ออาหารนี้บ้านหยุนเป็มื้ออาหารที่มีความสุข มีทั้งเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะ
ผิดกับทางบ้านซินที่ตอนนี้นั่งหน้าดำคร่ำเครียด เพราะอาหารที่เตรียมเป็ข้าวต้มกับผักดองเท่านั้น และคนที่เตรียมก็ยิ้มเฉย เหมือนว่าไม่ได้รู้สึกอะไร จะให้เธอไปหาอาหารมาทำให้หรือ หวังมากเกินไปหรือเปล่า มีอะไรในครัวก็ทำเท่าที่มีเท่านั้น จะมามองหน้าเธอทำไมกัน
"จินเย่ว ทำไมอาหารถึงได้มีแค่นี้ ไม่มีอย่างอื่นเลยหรือยังไง"
"ก็ในครัวมีให้ทำเท่านี้ หนูจะเอาอะไรมาทำให้กินล่ะคะ ป้าสะใภ้ก็ไม่ให้เงินหนูไปซื้อของมาทำอาหาร" เธอตอบออกไปตามจริง ไม่ได้กลัวสายตาที่มองอย่างไม่พอใจเลยสักนิด
"แล้วทุกทีทำไมถึงไปหาของมาทำให้ทุกคนกินได้"
"เมื่อก่อนนั้นเพราะฉันจะให้ทุกคนเมตตาบ้างน่ะค่ะ แต่ฉันคงไม่มีหวังแล้ว และในเมื่อฉันก็จะแต่งงานออกไปแล้ว ก็ไม่จำเป็ที่จะต้องทำอะไรเพื่อให้ใครเมตตาแล้วนี่คะ"
"แกพูดอย่างนี้ได้ยังไง ในเมื่อยังไม่ถึงงานแต่ง ทุกอย่างก็ยังต้องทำเหมือนเดิมสิ"
"หนูไม่สนหรอกค่ะ ถ้าอยากได้กินอาหารดีๆ ก็หาวัตถุดิบในการทำอาหารมาให้หนู ถ้าไม่มี หนูก็จะทำเท่าที่มีเท่านั้น"
ใครจะยอมให้ตัวเองลำบากกัน เธอไม่ได้โง่ขนาดนั้น และก็ไม่คิดที่จะยอมง่ายๆ ด้วย
"ถ้าอย่างนั้นเย็นนี้ก็ไม่ต้องกินข้าวเย็นนี้ อยากจะรู้นักว่าจะยังปากดีอยู่หรือเปล่า"
เฟินเย่ว ได้โมโหหลานสาวสามีอีกครั้งในวันนี้ ไม่รู้ว่ารอบที่เท่าไรแล้ว
"ไม่เป็ไรค่ะ หนูกินเรียบร้อยแล้ว ทำเสร็จปุ๊บกินเลยค่ะ ไม่ต้องเป็ห่วงนะคะ หนูไม่อดอาหารอย่างแน่นอน"
จริงๆ แล้วเธอไม่ได้กินหรอก แต่แกล้งป้าสะใภ้เท่านั้น ใครจะอยากกินอาหารอย่างนี้กัน ทั้งที่มีอาหารมากมายให้เลือกกิน ดีกว่านี่ตั้งมากมาย
เมื่อจินเย่วพูดจบ ป้าสะใภ้ที่โมโหก็ยิ่งโมโหเข้าไปอีก ที่ไม่สามารถทำอะไรหลานสาวคนนี้ได้
"จินเย่ว แก..แก" เฟินหัว ะโเสียงดัง แต่ก็ไม่สามารถนึกคำพูดที่จะด่าออกมาได้ เพราะตอนนี้รู้สึกโมโหจนหน้ามืดแล้ว และสมองสั่งการได้ช้าลง ทำให้นึกอะไรไม่ออก
ห่าวซวนที่เห็นว่าทั้งสองคนยังเถียงกันไม่จบก็เริ่มรำคาญ จึงได้ยุติเื่ที่เกิดขึ้นทั้งหมด
"คุณก็พอได้แล้ว มีเท่านี้ก็กินเท่านี้ ไม่ใช่ว่าไม่มีกินเสียหน่อย แกก็กลับห้องไปได้แล้ว"
"ได้ค่ะ อย่างนั้นหนูกลับแล้วนะคะ เฮ้อ อิ่มจังเลย คืนนี้นอนหลับสบายแล้ว"
ก่อนไปก็ยังไม่วายที่จะยั่วโมโหป้าสะใภ้ ส่วนเย่วเทียน ที่เห็นน้องสาวเปลี่ยนไป และยังคิดที่จะสู้คน ไม่ยอมอะไรง่าย เขาก็ระบายยิ้มออกมา เพราะใจจริงเขาออกจะเป็ห่วงน้องสาวคนนี้เสียด้วยซ้ำ อยากจะให้เข้มแข็ง ไม่ยอมทำตามทุกอย่างเหมือนที่แล้วมา แต่เมื่อมาเห็นวันนี้แล้วก็รู้สึกสบายใจขึ้น
ส่วนคนอื่นๆ กลับมองตามออกไปด้วยสายตาโกรธเคือง ทั้งที่โมโหแต่ก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้ เมื่อจินเย่วลับสายตาไป จึงได้กลับมากินอาหารที่มีกันเหมือนเดิม
ส่วนจินเย่วที่ออกมาจากบ้านก็ยิ้มอย่างสาสมใจ ที่ได้เอาคืนให้ร่างเดิมเล็กๆ น้อยๆได้
( ฝากติดตามด้วยนะคะ )