เมื่อออกเดินทางไปเรื่อยๆ อย่างเปล่าเปลี่ยวหัวใจ พร้อมชมทัศนียภาพของดินแดนเก่าโบราณ ที่ไม่มีรถลาให้นั่ง ถนนหนทางส่วนใหญ่ก็เป็ป่าเขาแมกไม้ตัดผ่าน จะดีหน่อยก็แค่ถนนดินที่มีคนถากถางทางตัดไม้ทิ้งมิให้เกะกะจนเกินไป ซึ่งสำหรับฉินเทียนแล้วสิ่งเหล่านี้ก็มอบความรู้และบรรยายที่แตกต่างจากโลกในมิติเดิมเก่าก่อนของมันยิ่งนัก
หากแต่ถ้าถามมันว่าการเดินทางในดินแดนนี้สะดวกหรือไม่ สิ่งที่ฉินเทียนตอบได้ทันทีเลยก็คือ หากท่านเป็ผู้ฝึกฝน การเดินทางในโลกใบนี้ก็หาใช่จะเหน็ดเหนื่อย ก้าวแต่ละทีไปไกลได้ 2 ถึง 3 จั้งได้สบายๆ ไม่ต้องพูดถึงะโสุดแรง และไม่ต้องพูดถึงหากท่านเป็ผู้ฝึกตนบำเพ็ญระดับสูงจนโบยบินได้ เนี่ยแหละความต่างของผู้ฝึกตน แม้จะไม่มีรถลาให้นั่งสบาย หากแต่การเดินทางไกลของผู้บ่มเพาะฝึกตนนั้นแท้จริงหาได้ลำบากอะไรไม่ หากแต่ท่านเป็ได้แค่คนธรรมดาชนชาวเมือง ก็ต้องบอกว่าเหนื่อยเหลือเกินในการเดินทางแต่ละครั้ง
ฉินเทียนเดินทางไปเรื่อยๆ ตามทิศทางรถม้าของแม่ลูกตระกูลฟู่ ในใจมันได้คิดไว้แล้ว อย่างไรมันก็ทำแต้มเก็บคะแนนในใจของสองแม่ลูกผู้นี้ไว้แล้ว หากวางแผนดีๆ ใช้สองแม่ลูกที่ไม่ธรรมดาคู่นี้ มิใช่ว่ามันจะได้ลูกข่ายสร้างแต้มบุญจำนวนมหาศาลให้มันได้โดยง่ายในทันทีหรอกรึ หุหุ อย่างน้อยๆ ด้วยฐานะของนาง บริวารหลายร้อย คนภายใต้นับพันต้องมี หากตัวมันฉินเทียนได้นางออกหน้าโปรโมตเสียหน่อย คิคิ แน่นอนแต้มบุญจำนวนมากมายไม่น้อยต้องตกเป็ของมัน
หากแต่ปัญหาเดียวในใจของฉินเทียนในตอนนี้ มันพบว่าตัวมันเริ่มอยู่บนเส้นทางแห่งความฉิบหายแล้ว เมื่อมันเดินทางมาถึงหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง รอยลากรถม้าในหมู่บ้านนี้มีมากเกินไป มันบดทับเส้นทางกันไปมามั่วไปหมด
และฉินเทียนตัวมันก็นับเป็ผู้ออกเดินทางท่องโลกกว้างนี้ครั้งแรกจริงๆ จวนของตระกูลฟู่เขตเมืองพยัคฆ์ขาวคือที่ใดมันหารู้ไม่ แม้แต่ตอนนี้มันอยู่ที่ใดตัวมันก็ยังมิรู้ตัวเลย
ฉินเทียนตัวมันเริ่มเรียนรู้ความไร้ประสบการณ์ของตัวมันเอง มันยังชินกับนิสัยโลกมิติเก่าก่อนของตัวมันที่ไปไหนแค่มีมือถือก็เปิดแผนที่ดูเส้นทางได้ตลอด
ตอนนี้มันเดินเข้ามาเกือบๆ ถึงกลางหมู่บ้านที่เป็ย่านที่ผู้คนพลุกพล่าน รถลากเกี้ยว วัวควายเทียมเกวียนและผู้คนต่างรีบเร่งเดินวกไปเวียนมา แน่ละก็ตอนนี้เป็่รุ่งสางยามเช้าของวันใหม่แล้ว ผู้คนสามัญก็ได้เวลาออกมาทำมาหากิน หลังจากฉินเทียนเดินตามเส้นทางขบวนรถม้าของตระกูลฟู่อยู่นาน ตอนนี้มันพบว่ามันแยกแยะเส้นทางมิได้อีกต่อไป ความสับสนว้าวุ่นเกิดขึ้นในใจมันไม่น้อยเลย...
รายรอบผู้คนที่เดินผ่านตัวมันไปมาอย่างมากมายนั้น ฉินเทียนหลับตานิ่งมือไพล่หลังทำตัวราวกับมันเป็ผู้สูงส่ง โดยที่มีใครหาได้สนใจมันไม่ หากแต่ในใจตอนนี้ของฉินเทียนมันได้ระลึกรู้บางอย่าง อย่างชัดเจนแล้วในตอนนี้... นั่นก็คือมัน... '!!!ฉิบหายแล้ววววว' ยามนี่มันเป็คนหลงทางเสียแล้ว ฉินเทียนบ่นด่าตัวเองในใจ พร้อมได้แต่คิดว่า 'ตัวข้าคงต้องปรับแผนชั่วคราวก่อน แวะพักแถวนี้สอบถามเส้นทางสักนิดคงไม่เป็ไรกระมัง เหตุใดโลกนี้จึงไม่มีมือถือสมาร์ทโฟนบ้างนะ แล้วข้าจะเดินทางต่ออย่างไรดี ตอนนี้มิใช่เวลาทำตัวเท่สง่างามแล้ว ข้าต้องรีบถามทาง'
.
.
.
'!!!บัดซบ' ฉินเทียนร่ำร้องด่าตัวเองในใจพร้อมเอามือกุมหัวพลางรู้สึกกลุ้มใจในชีวิตของตัวมันเองเป็ที่สุดในคราวนี้ ตัวมันพึงค้นพบว่าชีวิตจริงกับในนิยายช่างแตกต่างกันเหลือเกิน หากเป็พระเอกในนิยายเื่อื่นเพียงแค่มีตัวละครกากๆ ที่เป็ตัวประกอบส่งซิกสักนิดหน่อย บอกว่าจุดหมายปลายทางที่ตัวเอกต้องไปนั้นอยู่ที่ใด ตัวมันเองก็คงสามารถพุ่งไปที่นั่นได้โดยพลัน โดยมิต้องมีแผนที่หรือคนต้องบอกทางมันแต่อย่างใด ราวกับว่าทั่วโลกหล้าแดนดินทุกแห่งหนอยู่ในหัวมันหมดแล้ว
หากแต่ตัวฉินเทียนตัวมันเล่า มันปรารถนาจะเดินทางไปเมืองพยัคฆ์ขาวโดยไว หากแต่บัดนี้ตัวมันกับหลงป่ามาสิบหกสิบเจ็ดวันแล้ว ดูเหมือนสกิลพระเอกของตัวมันจะตกต่ำจนอยู่ในระดับบัดซบ เผลอๆ ตัวประกอบบางตัวจะทำได้ดีกว่าตัวมันเสียอีก
ในยามนี้ฉินเทียนเปิดแผนที่ ที่ตัวมันซื้อมาจากหมู่บ้านเล็กๆ ซึ่งมันเป็แผนที่อาณาจักรของทวีปเล็กแห่งนี้ แน่นอนว่ามันมีจุดที่ระบุว่าเมืองพยัคษ์ขาวอยู่ในนั้นด้วย หากแต่...
แผนที่ของคนบ้านนี้เมืองนี้เหตุใดจึงเป็เช่นนี้ ฉินเทียนได้แต่กดด่าในใจสิ่งนี้คล้ายกับว่ามันรับไม่ได้จริงๆ ถนนมิมีบอก ป่าเขาก็มิมีเขียน แม่น้ำลำธารก็มิได้ระบุ เป็เพียงลอยขีดเขียนด้วยพู่กันหยาบๆ ว่าจุดใดเป็เขตมุมเมืองเอา โดยมีรูปสามเหลี่ยมเล็กๆ สองสามอันระบุทิวเขา
และเนื่องด้วยฉินเทียนนั้นมิใช่คนในพื้นที่เห็นจากรูปวาดเป็ทิวเขาเล็กๆ สองสามอันตัดผ่านระหว่างหมู่บ้านเล็กๆ นั่นเป็ทางตรงไปสู่เมืองพยัคฆ์ขาว มันจึงคิดเป็แม่นมั่น ทางที่มันมานั้นถูกต้องแล้ว มันจึงมิคิดเดินอ้อมขุนเขา หากแต่ตั้งหน้าเดินตรงตัดผ่านขุนเขานั้นเอาเสียเลย หากแต่สถานการณ์จริง ราวกับว่ามันกำลังเดินทางเข้าสู่เขตเรดโซนแดนนรกของคนบาปผู้กำลังมีเคราะห์กรรมอย่างแท้จริง ที่เข้าได้แต่ออกไม่ได้
หมาป่าฝูงใหญ่ที่แข็งแกร่งระดับตราสัญญาลักษณ์สีเหลืองอ่อนวิ่งไล่งับมันนับร้อย โดยที่จากฝูงของมันคือตราสัญญาลักษณ์สีเหลืองเข้มที่ะโไปมาพร้อมโบยบินได้ หากแต่เมื่อมันเอาตัวรอดจากฝูงหมาป่าได้ก็ยังมีกระทิงป่าตราสัญลักษณ์สีส้มพบเจอมันอีกสายตามันเวลามองฉินเทียนราวกับเห็นอาหารจานใหญ่รสโอชา แน่นอนโชคดีวิชาตีนผีของฉินเทียนยังดีอยู่ อาศัยว่าร่างกายของมันเล็กจ๋อยเช่นนี้ มันจึงวิ่งหนีตายตามซอกป่าเขาได้สำเร็จโดยง่าย นอกจากนั้นมันยังพบเจอเหตุการณ์คล้ายๆ แบบนี้อีกมากมาย จนชีวิตมันเกือบจะต้องหาไม่แล้ว
สิบกว่าวันมานี้อะไรที่มันมิเคยพบเจอ ฉินเทียนตัวมันก็แลดูจะเจอมาหมดแล้ว งูสามหัว ัอัคคี ลิงแปดหู วิหคไฟ กิเลนมาร เต่าั ไอ้ตัวพวกนี้มิใช่มันเป็สัตว์ในตำนานกันหรอกรึ เหตุใดในทิวเขาแห่งนี้จึงมีพวกมันเต็มไปหมด แถมแต่ละตัวก็ดันดุยังกับหมา แน่นอนฉินเทียนมันยังเป็มือใหม่ของดินแดนนี้เกินไป มันจึงไม่รู้ว่าทิวเขาที่มันเข้าไปนั้นโหดร้ายเพียงใด
เดชะบุญด้วยวิชาปกปิดที่ได้มาจากศาลเทพ์ [ซ่อนกาย] และวิชาย่างก้าวภูตผีทำให้มันพอใส่เกียร์หมาเอาตัวรอดในทิวเขาแห่งนี้ได้ หากแต่อีกส่วนก็ต้องให้เครดิตฉินเทียนเช่นกันจิตตานุภาพของมันแข็งแกร่งยิ่ง ด้วยความที่ไม่มีจิตใจสั่นไหวในความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มันจึงสามารถตัดสินใจสิ่งต่างๆ ได้อย่างดียิ่งพร้อมสามารถไขว่คว้าโอกาสเล็กๆ ในการเอาชีวิตรอดได้เสมอมา หากแต่ในการเดินทางครั้งนี้ ณ ตอนนี้มีปัญหาใหญ่ที่ตัวมันฉินเทียนมิอาจแก้ไขได้ ตัวมันมิสามารถระบุทิศทางได้แล้วว่ามันอยู่ในส่วนใดของแผนที่ เพราะในสิบวันมานี้ฉินเทียนตัวมันได้ใช้ชีวิตแบบเซอร์ไวเวอร์สุดๆ เวลากินข้าวยังแทบจะไม่มี โชคดีมันมี 10 ย่างก้าวกลับสู่ศาลเทพ์ได้
หากแต่ละครั้งที่มันกลับไปที่ศาลเทพ์ตลอด 10 วันแรกนั้น สีหน้าเซียนซุนราวกับว่ากำลังสมเพชมันเต็มทน พร้อมได้แต่บอกกล่าวกับมันซ้ำว่า "ฉินเทียนอย่าหาว่าลูกพี่ใหญ่ซุนคนนี้ด่าว่าเ้าเลยนะ ศาลเทพ์ก็มี เซียมซีช่วยเหลือก็มีให้เ้า หากแต่... ดูตัวเ้าซิ เหตุใดจึงได้เอาแต่ไปวิ่งเล่นไล่จับสนุกสนานอยู่ทุกวันเล่า ตัวเ้าควรออกจากทิวเขาของสัตว์เซียน สัตว์อสูรระดับต่ำพวกนั้นได้แล้วนะฉินเทียน นิก็เกือบจะสิบวันแล้ว หากแต่แต้มบุญของเ้านั้นยังมีน้อยราวจิ๋มมด แล้วแบบนี้เ้าจะเอาแต้มบุญที่ไหนไปช่วยเหลือบิดามารดาของเ้าในอนาคตได้ละฉินเทียน หากเ้ายังมีนิสัยเอาแต่เที่ยวเล่นสนุกไปวันๆ ทำตัวไร้สาระเยี่ยงนี้" เซียนซุนพูดไปพลางส่ายหัวไปด้วยความผิดหวัง ราวกับว่ามันกำลังเห็นประสบการณ์หนีตายในแดนสัตว์นรกพวกนี้ของฉินเทียนเป็การเดินเล่นชมสวนดูเหล่าสัตว์น้อยน่ารักไปเสียได้
ยามนั้นที่ฉินเทียนได้ยินเซียนซุนพูดกล่าว ตัวมันก็แทบอยากร้องะโบอกเซียนซุนดังๆ "!!!กรูมิได้อยากอยู่โว๊ยยยยยยยยย!!!กรูหลงทาาาาาง" หากแต่ตัวมันก็เกร็งกายพร้อมระงับวาจาและจิตใจเอาไว้ได้ ก่อนที่ในไม่ช้าจะรีบก้าวออกจากศาลเทพ์ เพราะมันมิชอบสายตาใสซื่อของเซียนซุนที่ใสบริสุทธิ์ราวเด็กน้อยไร้เดียงสา ที่จ้องมองมาที่มันอย่างคาดหวัง ราวกับว่าสายตานั้นมีคำพูดสื่อสารกับตัวมันฉินเทียนได้ว่า "ถ้าเป็ลูกพี่เซียนซุนคนนี้นะไอ้น้องฉิน ลูกพี่ซุนผู้นี้เทพกว่าเอ็งเยอะ!!! แต้มบุญสำหรับพี่อะนะหึหึ มันช่างจิ๊บๆ จะให้ลูกพี่ซุนผู้นี้โชคให้เ้าดูไหมว่าคนเขาหาแต้มบุญกันยังไง"
และเพราะสายตาแบบนั้นของเซียนซุนทำให้หลังจากวันนั้นฉินเทียนก็มิคิดกลับศาลเทพ์เลย สายตานั้นมันเย้ยหยันกันเกินไป ดูถูกกันเกินไป ฉินเทียนทนมองสายตาดูถูกดูแคลนของเซียนซุนผู้นั้นไม่ไหวจริงๆ ตัวมันจึงตั้งใจว่าหากมันยังมิได้แต้มบุญเพิ่มมันจะไม่กลับไปพบเจอสายตาและคำพูดจาดูถูกจากเซียนซุนอีก
นะตอนนี้ฉินเทียนที่อยู่ในร่างชายชราสูงวัยผมขาวมือหนึ่งกำถือแผนที่ ที่ดูราวจะไร้ประโยชน์กับตัวมัน อีกมือก็ถือข้าวเปล่าอยู่
หากแต่ข้าวเปล่านี้ก็หาใช่ข้าวเปล่าธรรมดาเพราะมันคือ [ข้าวเปล่า์] ที่ฉินเทียนใช้แต้มบุญของมันซื้อมา ฉินเทียนกินมันไปก็ยิ้มไปอย่างมีความสุข แต้มบุญที่ใช้ไปกับข้าวหนึ่งกำมือนี้ช่างคุ้มค่าเหลือเกิน นั่นเพราะคุณสมบัติและรสชาติของมันช่างไม่ธรรมดาเลย แถมมันก็มีราคาแต้มบุญถูกสุดๆ
----------
[ข้าวเปล่า์ : 10 แต้มบุญ]
[ประโยชน์ของข้าวเปล่า์ : เติมเต็มสารอาหารให้แก่มนุษย์ในระดับสมบูรณ์ทันที กินอิ่มนอนหลับสบายภายในไม่กี่คำ เพิ่ม EXP การฝึกฝนเพิ่ม 1.01 เท่า]
----------
แน่นอนั้แ่ครั้งแรกที่ฉินเทียนกินมัน ตัวฉินเทียนมันก็พบว่าใบหน้าและผิวพรรณของมันคล้ายดูผลัดเปลี่ยนไปในทันที บัดนี้มันมิใช่บุรุษผอมแห้งอีกแล้ว หากแต่มีน้ำมีนวลราวกับเป็ลูกผู้ลากมากดี ยามมันเร่งวัยของมันกลับเป็ร่างชายชราสูงวัย ใบหน้าของมันก็ไม่ผอมรีบแห่งแล้วเช่นกัน หากแต่เต็มอิ่มมีน้ำมีนวลนัก แลดูเป็ผู้มีบุญญาธิการอยู่ไม่น้อย ทั้งหมดทั้งมวลก็ต้องขอบคุณข้าวเปล่า์ราคา 10 แต้มบุญ พอตัวมันฉินเทียนได้กินมันครั้งแรกแล้ว มันก็เกิดความปรารถนาจะกินเมนูอื่นๆ ในศาลเทพ์ต่อทันที มันมิได้สนใจเื่คุณประโยชน์ใดๆ ของอาหารในศาลเทพ์หรอกนะ
หากแต่สิ่งที่มันสนใจจริงๆ กับเป็รสชาติของอาหาร ขนาดข้าวเปล่า์ 10 แต้มบุญยังรสชาติเยี่ยมขนาดนี้ ของอื่นๆ ไม่ต้องพูดถึง ติ่มซำั ซาลาเปาหมู์หมื่นปี ไข่ดาวจักรวาล บะหมี่ท่อง์ ข้าวผัดดารา พระโพธิสัตว์ะโกำแพง์หมื่นจั้ง หม่าล่าหมื่นอสูร ชานมไข่มุกทางช้างเผือก ขนมเปี๊ยบจักรวาล ผัดหมี่เจหงส์อัคคี ดูสิชื่ออาหารแต่ละอย่างพร้อมรูปภาพประกอบในระบบศาลเทพ์มันทำให้ฉินเทียนแทบจะน้ำลายสอ อยากกดคลิกสั่งซื้อซะเดี่ยวนั้นอย่างลืมตัว หากแต่ราคาแต่ละอันระดับนรกจริงๆ ยิ่งอันที่ดูอลังการมากเท่าไรแต้มบุญที่ใช้ก็ยิ่งแพงแสนแพงฉินเทียนราวกับเห็นภาพซ้อนของเลขศูนย์ในระบบที่นับไม่หวาดไม่ไหวจริงๆ
โชคดีที่ศาลเทพ์มิได้มีระบบกู้ยืมมิเช่นนั้น ตอนนี้ตัวมันฉินเทียนคงต้องกดกู้เงินซื้ออาหารเลิศรสของศาลเทพ์มากินแน่ๆ รูปมันยั่วกิเลสมารของผู้คนจนเกินไป
ยามนี้ฉินเทียนมองเมนูอาหารในระบบศาลเทพ์ไปมันก็หัวเราะคิกๆ ไป พร้อมน้ำลายไหลอีกมือก็ค่อยๆ ยัดข้าวเข้าปาก...
หากแต่ในระหว่างที่ฉินเทียนกำลังมีความสุขไปกับการมองเมนูอาหารอยู่นั้น...
.
.
.
!!!ซุกซาก ซุกซาก
เสียงใบไม้ใบหญ้าไหวดังไปมาไม่หยุด เวลานี้เป็เวลาค่ำมืด ทำให้ฉินเทียนมิอาจไม่ระแวดระวังได้ ตัวมันจึงต้องจดจ้องไปทิศทางนั้น ทิศทางที่พงหญ้าและกลุ่มใบไม้ต้นหญ้าสั่นไหว และในที่สุด ไม่ช้าฉินเทียนก็พบว่ามีเด็กสตรีตัวน้อยวัยเยาว์ใบหน้ามอมแมมเลอะเทอะสกปรกเป็ที่สุดเดินออกมา
เมื่อเด็กสตรีวัยเยาว์ใบหน้ามอมแมมนางเห็นฉินเทียน ั์ตานางก็สว่างจ้าเปล่งประกาย ก่อนที่ในไม่ช้านางจะอ้าปากยิ้มกว้างไม่หุบ โชว์ฟันหลอของนาง ที่ฟันคู่หน้ามิมีอีกต่อไป นอกจากนั้นฟันอื่นๆ ก็ราวถูกแมงกินจนหมด
ประกอบกับเสื้อผ้าหน้าผมที่ราวกับได้รับมาจากกองขยะ ฉินเทียนมั่นใจอีหนูแม่นางน้อยผู้นี้ นางน่าจะเป็เด็กกล่องสตรีขอทานตัวน้อยวัยเยาว์อย่างแน่นอน
หากแต่ตัวฉินเทียนเล่ามันรังเกียจแม่นางน้อยผู้นี้หรือไม่...
แน่นอนย่อมไม่... เพราะในใจของฉินเทียนนั้นกลับมีแต่ความรักและเอ็นดูในสตรีแม่นางน้อยผู้นี้อย่างประหลาด นางมิได้มีส่วนใดเหมือนสตรีลูกคุณหนูแม้แต่น้อย คิ้วบาง ตาตี่จนแทบมองไม่เห็นั์ตา ดั้งแบนจมูกรีบ ฟันแลดูหลอทั้งปาก แถมผิวพรรณแลดูสกปรกอีก หากแต่ถึงแม้เป็เช่นนั้นในใจของฉินเทียนก็มีแต่ความเมตตาต่อสตรีแม่นางน้อยผู้นี้
มันจึงยื่นมือออกไป
"เ้าหิวหรือไม่สตรีวัยเยาว์ ข้าวสวยหอมหวานในมือของท่านปู่ผู้นี้มอบให้เ้า"
.
.
.
สตรีตัวน้อยวัยเยาว์ใบหน้ามอมแมมร่างกายสกปรกได้ยินเช่นนั้น นางก็เอามือลูบท้องตัวเองครู่หนึ่งไม่ช้าเสียงโครกครากก็ดังออกมา แลดูว่านางคงจะไม่ค่อยได้กินอะไรดีๆ เท่าไร แม้แต่ข้าวสวยเปล่าในมือของฉินเทียนก็แลดูเป็อาหารเลิศรสสำหรับนาง
นางยิ้มอย่างเขินอาย ก่อนจะโค้งตัวคำนับ "ขอบคุณท่านปู่เ้าคะ" จากนั้นก็รีบวิ่งมาหยิบข้าวในมือของฉินเทียนไปกิน
.
.
.
แม้ใบหน้าของนางจะมอมแมมและเปรอะเปื้อน เป็เด็กน้อยสตรีที่ไม่งดงาม หากแต่ถึงอย่างนั้นฉินเทียนก็แลจะเอ็นดูนางไม่น้อย นั่นเพราะภาพความไม่งามของนาง ทำให้ตัวมันย้อนนึกวัยเยาว์ของตัวมันในห้วงมิติเก่าก่อน
ใบหน้าและร่างกายของมันยามนั้นก็มิได้ต่างจากสตรีตัวน้อยวัยเยาว์ในตอนนี้เลย
ดังนั้นเมื่อตัวมันฉินเทียนเห็นนาง มันก็คล้ายรู้สึกเหมือนตัวมันได้เห็นตัวเองครั้งเก่าก่อนอีกครั้งหนึ่ง
ในตอนนั้นก็มิมีผู้ใครจะสนใจในตัวมันเท่าไหร่นัก ซึ่งต่างจากวัยเด็กของมันในห้วงมิตินี้