ผิงผิงก้มคำนับขอบคุณหลานหลิงที่มาส่งนอกรั้วบ้านของนางเองตัวของหลานหลิงย่อมไม่อยากเดินเข้าไปและผิงผิงก็เข้าใจได้เื่ความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยราบรื่นเท่าไหร่ของหลิงเก้อเก้อกับบิดามารดาของนางที่ว่าหลานหลิงเด็กประหลาดนางไม่ได้หวาดกลัวเสียเท่าไหร่อย่างไรก็โตมาด้วยกันในหมู่บ้านนางสามารถคุยกับใครก็ได้และคนเ่าั้ต่างก็รักใคร่เอ็นดูผิงผิงเป็อย่างยิ่งความที่นางใกล้ชิดได้กับทุกคนทำให้นางสามารถเปรียบเทียบผู้อื่นในหมู่บ้านกับหลิงเก้อเก้อได้ไม่ยากผิงผิงดูแล้วไม่ได้รู้สึกว่าเขานั้นเป็ตัวอันตรายอย่างที่คนเขาพูดกัน
เพียงแต่...
หลิงเก้อเก้อมีแิที่ไม่เหมือนคนในผาเหล็กดำไม่ใช่ว่าแตกต่างเพียงเล็กน้อยแต่เหมือนกับขั้วตรงกันข้ามทำให้นางรู้สึกเหมือนกำลังคุยกับคนที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง ราวกับเขาเป็คนนอกผิงผิงที่ยังอายุไม่ถึงสิบขวบปีคิดไม่ออกว่าความคิดนอกคอกนั้นจะทำร้ายผู้อื่นได้อย่างไรหลิงเก้อเก้อก็ไม่เคยมีชื่อเสียงเกเรทำร้ายใครมาก่อน นั่นทำให้นางยังคงอยู่ใกล้ ๆกับหลานหลิงแม้จะถูกเตือนบ่อย ๆ ก็ตาม คงต้องขุดลึกลงไปจริง ๆภายในจิตใจที่ผิงผิงรู้สึกกับหลานหลิงว่าเขานั้น
เป็คนที่มิควรอยู่ที่นี่...และผิงผิงรู้สึกว่านี่มิใช่เื่ที่ดีแม้แต่น้อย...
หลานหลิงยื่นโคมไฟให้นางใช้เดินเข้าไปในบ้านเฝ้ารออย่างอดทนจนผิงผิงที่ซอยเท้าสั้นๆ ทั้งยังหันมาขอบคุณเขาเป็ระยะ ๆ หายไปจากสายตาเขาจึงออกเดินต่อไปจากบ้านของผิงผิงไม่ไกลหลานหลิงก็เดินมาถึงบ้านของตนเองอาทิตย์ลับขอบฟ้าจันทราทั้งสามส่องสว่างพ้นม่านของหมู่เมฆ ดวงหนึ่งเหลืองนวลดวงหนึ่งหม่นโลหิต ดวงหนึ่งสีครามเมื่อทั้งสามเปล่งประกายโดยพร้อมเพรียงกันผาเหล็กดำก็สว่างเหมือนดอกซิ่วฉิวฮวา [1] ที่มีสีม่วงอ่อน ๆเมื่อรวมกับความโดดเดี่ยวเงียบงันของผาเหล็กดำก็ทำเอาจิตใจของเหล่าผู้คนที่อยู่อาศัยรู้สึกหมองหม่นได้ไม่ยาก
ยืนมองเข้าไปในลานบ้านเกือบสิบปีแล้วนับแต่เขาก้าวย่างมายังโลกใบนี้แต่ยังมิสามารถทำความคุ้นชินเสียทีกับโลกใบใหม่ บ้านหลังใหม่ มารดาคนใหม่แต่กลับกลายเป็ว่ามารดาของเขาคนนี้มักจะโทษตนเองในเื่ความแปลกประหลาดและแตกต่างของหลานหลิงทั้งๆ ที่นี่ไม่ใช่ความผิดของนางเลย
หลานหลิงรู้สึกสำนึกผิดต่อนางเสมอมาั้แ่ยังเล็กหลานหลิงผู้ไม่เข้าใจว่าเครื่องปรุงรสหากได้อยากขนาดไหนได้ชื่อว่ากินยากอยู่ยากแม่ของเขาต้องลำบากยากเย็นปรุงอาหารให้ถูกปาก ต้มน้ำอุ่นให้หลานหลิงอาบ นำผ้าเก่าๆ มาปูให้หลานหลิงนอน จนกระทั่งหลานหลิงเริ่มเรียนรู้ภาษาถิ่นของหมู่บ้านแห่งนี้และเข้าใจสิ่งที่พวกชาวบ้านต่างแอบนินทานิสัยของเขาลับหลังเขาจึงตระหนักรู้ได้ว่าตนเองทำตัวราวกับลูกหลานของขุนนางตามเื่เล่าของอิงผ่อก็มิปานนั่นทำให้หลานหลิงสำนึกได้ถึงความลำบากของนางเซี่ยลู่หลานผู้เป็แม่เขาจึงได้พยายามเปลี่ยนแปลงนิสัยตนเองให้ดีขึ้น เพียงแต่ว่า...
คนคนหนึ่งเคยได้ลิ้มรสชาติปลานึ่งซีอิ๊วที่มีรสชาติกลมกล่อมจะทนกินปลาตากแห้ง ของดอง ของหมักเดิม ๆ ตลอดฤดูหนาวได้อย่างไรทุก ๆ ปี
คนคนหนึ่งเคยเห็นโลกกว้างไกลสุดไพศาลจะทนอุดอู้อยู่บนเกาะแห่งนี้จนตายได้อย่างไร
คนคนหนึ่งเคยมีอิสรเสรีมากมายจะยอมใช้ชีวิตอยู่ใต้การบงการของคนที่เขามองว่าล้าหลังต้อยต่ำกว่าได้อย่างไร
เกาะแห่งนี้เล็กเกินไปสำหรับอิสระชนคนหนึ่งที่มิอาจอาศัยอยู่ในกรงเล็กๆ แห่งนี้ไปจนวันตายราวกับสัตว์ที่ถูกเลี้ยงไว้หลานหลิงยังมิอาจเข้าใจได้ว่าได้ว่าเหตุใดคนในหมู่บ้านถึงไม่คิดจะออกไปเปิดหูเปิดตาด้านนอกเสียบ้างครั้งหนึ่งเขาเคยถามมารดาของเขาด้วยคำถามเดียวกันนี้แต่นางไม่ตอบทั้งในคืนนั้นหลานหลิงยังได้ยินเสียงนางร้องไห้อีกด้วยหลังจากนั้นเขาจึงไม่ถามนางอีกเลย
หลานหลิงยังได้ถามกับผิงผิงเช่นกันแต่นางถามเขากลับ
"เอ๊ะ!! นอกเกาะ หลิงเก้อเก้อพูดอะไรด้านนอกมีทั้งคลื่นลมแรง สัตว์อสูรร้ายกาจ ทั้งยังมีพวกป่าเถื่อนนับถือภูตผีหลิงเก้อเก้อจะออกไปทำไม"
"นั่นน่าจะเป็สิ่งที่ผู้ใหญ่บอกอย่างเดียวกระมังไม่มีใครในรุ่นเราที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ลองดูสักครั้ง" หลานหลิงกล่าว
"นั่นก็ไม่เชิงหลิงเก้อเก้อมิเห็นซากเรือที่ลอยมาติดเกาะนั่นหรือบางครั้งยังมีซากศพคนตายลอยมาด้วย น่ากลัวยิ่งนัก"
ที่นางกล่าวมานั้นก็ไม่ใช่เื่หลอกลวงเสียทีเดียวความน่ากลัวของคลื่นลมในใต้หล้าแห่งนี้เป็ของจริง...บางทีอาจจะเกี่ยวกับดวงจันทร์ที่มีมากเกินไปกระแสน้ำเลยปั่นป่วนวุ่นวายจนหลานหลิงมึนงงเกาะแห่งนี้มักจะมีซากเรืออับปางลอยมาติดที่ชายหาดอยู่เสมอหัวหน้าหมู่บ้านกล่าวว่าเป็เช่นนี้มานับพันปีแล้วและก็จะเป็เช่นนี้ต่อไป
ของมีค่าส่วนใหญ่จะถูกตระกูลใหญ่ ๆแบ่งสันปันส่วนกันไปหมดเป็การผูกขาดที่หลานหลิงมิอาจมีส่วนร่วมได้แต่เท่าที่หลานหลิงรู้ของที่ถูกน้ำพัดพามาจากเรือแตกกับสิ่งของจำเป็ที่หัวหน้าหมู่บ้านแบ่งสันปันส่วนเป็ค่าตอบแทนงานเหล็กไม่เกี่ยวข้องกันโดยสิ้นเชิงนั่นหมายความว่าหัวหน้าหมู่บ้านและผู้าุโเส้นทางที่ปลอดภัยสำหรับนำงานเหล็กของพวกเราไปแลกเปลี่ยนของจำเป็อย่างแน่นอนเช่นนั้นต้องมีทางที่ปลอดภัยสำหรับออกไปจากที่นี่สิ!
สิ่งที่หลานหลิงสามารถคิดได้คือการเข้าหาข้อมูลจากหัวหน้าหมู่บ้านบางทีของที่ลอยติดน้ำมาอาจจะมีบันทึกเส้นทางเดินเรืออยู่บ้างก็ได้เพียงแต่เขาต้องรับความจริงว่าในฐานะตัวประหลาดของผาเหล็กดำหัวหน้าหมู่บ้านไม่มีอะไรประทับใจเขาแม้แต่น้อย
หนึ่งคนนินทาหากจะแก้คำครหาต้องวิ่งกันขาขวิดไม่ต้องพูดถึงฐานะของหลานหลิงที่มีคนทั้งหมู่บ้านพูดจาไปในทางเลวร้ายทั้ง ๆที่เขามิเคยทำเื่ราวแย่ ๆ กับใครมาก่อนก็ตามดังนั้นแล้วหลานหลิงก็ลำบากใจเหมือนกันที่ต้องบากหน้าไปตีสนิทใคร
แต่แล้ววันหนึ่งในฤดูร้อนระหว่างที่เขากำลังเอาหัวของตัวเองมุดลงไปในลำธารเพื่อทำให้รู้สึกปลอดโปร่งใน่บ่ายของวันจู่ ๆ เขาก็คิดอะไรขึ้นมาได้ ความคิดของหลานหลิงก็คือในเมื่อเขาเป็เด็กประหลาดหากหลานหลิงจะทำอะไรแปลกประหลาดลงไปก็แล้วใครจะมาสงสัยในตัวเขาเล่า?
ดังนั้นวันหนึ่งหัวหน้าหมู่บ้านที่พึ่งเดินทางกลับมาก็พบว่าโรงเก็บหนังสือขนาดใหญ่ที่เขาไม่เคยใส่ใจได้ถูกเด็กชายประหลาดคนหนึ่งซึ่งหน้าด้านหน้าทนเข้าไปหมกตัวอ่านหนังสืออยู่จนแทบจะกลายเป็บ้านหลังที่สองมาหลายวันแล้วตามความเป็จริงเด็กนี่ควรจะถูกดุด่าว่ากล่าว หนักหน่อยก็ถูกโบยแล้วด้วยซ้ำ
แต่คงด้วยความสมเพชกระมังทั้งมารดาทั้งลูกชายต่างก็เป็คนที่คนในหมู่บ้านไม่ให้ความสำคัญอีกทั้งสถานที่ที่เ้าเด็กสกุลหลานบุกเข้าไปยังเป็ที่ที่คนทั้งหมู่บ้านไม่สนใจมากที่สุดอีกด้วยเนื่องจากในนั้นมีแต่หนังสือเก่าแก่ตกทอดผ่านกันมาในความของหัวหน้าหมู่บ้านไม่รู้กี่สิบรุ่นไม่เชิงว่าไม่มีใครในหมู่บ้านไม่อ่านหนังสือแต่ในเมื่องานหลักงานเดียวของผาเหล็กดำคืองานเหล็กพวกเขาที่พบว่าการเรียนภาษาอันยุ่งยากนั้นไม่ได้จำเป็กับชีวิตพวกเขามากนักเท่ากับความรู้ในงานเหล็กที่สืบทอดกันรุ่นสู่รุ่นใช่แล้ว จะอ่านหนังสือเก่งไปทำไมในเมื่อโตไปก็เป็ช่างเหล็กอยู่ดี คนในหมู่บ้านมักจะคิดกันเช่นนี้
ไม่น่าแปลกใจที่อิงผ่อที่มีใบหน้าเป็เอกลักษณ์ระดับที่หากใครเดินออกมาปล่อยเบาตอนกลางคืนแล้วเจออิงผ่อกำลังเคี้ยวใบชาอาจจะใตายได้กระนั้นนางก็ยังได้รับความนิยมเพราะนางอ่านหนังสือออกและนางสามารถจดจำนำไปเล่าให้ทุกคนฟังเพื่อสร้างความบันเทิงและสร้างรายได้ให้ตัวเองได้
เพียงแต่...หนังสือเล่มสุดท้ายที่นางอ่านบางทีอาจเป็เวลาหลายสิบปีมาแล้วเพราะดวงตาของนางไม่อาจเห็นตัวหนังสือตัวเล็กๆ ได้อีกและเมื่อไม่ค่อยมีใครที่สนใจอ่านหนังสือนักดังนั้นโรงเก็บหนังสือของหัวหน้าหมู่บ้านจึงไม่เคยปิดประตูลั่นดาลตลอดมาเปิดทางให้หลานหลิงเข้ามาได้ในลักษณะนี้
การฉวยโอกาสจากความประหลาดของตัวเองและความสมเพชของผู้อื่นครั้งนี้ทำให้หลานหลิงมั่นใจได้ว่าภายนอกเกาะแห่งนี้ยังมีแผ่นดินกว้างใหญ่ไพศาลรออยู่ด้านนอกด้วยคลังหนังสือกองใหญ่มหาศาลมีทั้งที่สลักลงบนแผ่นไม้และกระดาษเขาพบว่าหนังสือที่มีอยู่ประกอบไปด้วยภาษาอันหลากหลายจนทำให้เขาตาลายไปหลายวัน
โชคยังเข้าข้างเขาเจอหนังสือเทียบเล่มหนึ่งที่ทำให้เขาตกตะลึงมันเขียนด้วยภาษาที่คล้ายภาษาในโลกเก่าของเขามากยิ่งนักมันแทบจะเป็หนังสือที่เก่าแก่ที่สุดอีกด้วยนั่นทำให้เขาสามารถเรียนรู้ตัวอักษรภาษาโบราณอื่นได้ภาษาใหม่อีกมากมายจากนั้นเป็การปรับรูปภาษาโบราณอันซับซ้อนให้เขียนง่ายขึ้นหลังจากหลานหลิงรื้อทั้งเรือนเก็บหนังสือเขาก็พบบันทึกเดินเรือหลายเล่มน่าเสียดายที่ไม่มีหนังสือเล่มไหนเลยบ่งบอกว่าพวกเขาเคยเห็นเกาะที่หลานหลิงอยู่มาก่อน
นอกจากบันทึกเดินเรือแล้วก็ยังมีตำนานเื่เล่าเก่าแก่ต่างๆ ทั้งบันทึกวีรกรรมคำสอน พืชแปลกประหลาด สัตว์ประหลาดที่หลานหลิงไม่เคยเห็นภูตผีที่หลานหลิงไม่เคยได้ยินมารยาททางพิธีการหลายยุคหลายสมัย
ยิ่งอ่านหลานหลิงยิ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ามันทำให้เกิดแรงดึงดูดบางอย่างพยายามดึงเขาให้หาทางออกไปจากเกาะแห่งนี้เสียให้ได้...
...และแล้ววันนั้นก็มาถึงน่าจะเรียกได้ว่าเป็จุดเริ่มต้นของการหนีออกจากเกาะของหลานหลิงเลยก็ว่าได้...
วันหนึ่งหลานหลิงต้องไปตักน้ำที่ลำธารมาใช้ในบ้านหนึ่งในงานสุดทรมานที่เขาเกลียดเพื่อไม่ให้ตนเองโดนเด็กปีศาจในหมู่บ้านหัวเราะเยาะท่าทางแบกคานหามที่ราวกับนักกายกรรมไต่เชือกของเขาหลานหลิงจึงจงใจเดินไปล้าหลังกว่าเด็กคนอื่นในหมู่บ้านเล็กน้อย
เดินเลื้อยอย่างกับงูมาตามทางคนเดินดวงตาก็ของเขาสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติอะไรบางอย่างสีขาวได้ความรู้สึกแรกของเขาก็คือดีใจเป็อย่างยิ่งด้วยคาดหวังว่ามันจะเป็สมบัติอะไรที่ผู้อื่นหลงลืมไว้ ไม่ให้เขาดีใจได้อย่างไรเนื่องเพราะสิ่งของมีค่ามากมายที่ลอยน้ำมาไม่เคยตกลงถึงในบ้านของเขามาก่อนเมื่อเขาสังเกตเห็นอะไรได้จึงรีบเข้าไปดูในทันที
...แวบแรกเขานึกว่าเป็หุ่นกระบอกรูปทรงมนุษย์แต่แล้วใจของเขาก็กระตุกวูบน้ำในถังไม้กระฉอกหกไปครึ่งถังแต่เขากลับไม่สนใจจะตั้งมันให้ตรงด้วยซ้ำ
เกรงว่าที่เขามองอยู่นั้นไม่ใช่สมบัติแต่เป็ร่างของคนคนหนึ่งเสียมากกว่า
เชิงอรรถ