จูโร่วเหล่าชะงักงัน
เมื่อตั้งสติได้เขาชี้หน้าต้วนจื่อพลางหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง "ได้ยินไหม?ข้าบอกให้เ้าคุกเข่าซะ! วันนี้เ้าจบสิ้นแล้ว..."
“เพียะ!”
เสียงด่าทอยังไม่ทันสิ้นสุดฝ่ามือหนึ่งก็ฟาดลงบนใบหน้าของจูโร่วเหล่าอย่างแรง
เมื่อหันไปมองก็พบกับใบหน้าที่เ็าของสวีคุน
“ท่านน้า ท่าน...”
“ข้าบอกให้เ้าคุกเข่าลง!”
เสียงนั้นเหี้ยมเกรียมไร้ปรานีสวีคุนเตะเข้าที่ข้อพับทั้งสองข้างของจูโร่วเหล่าอย่างแรงจนเกิดเสียงกระดูกแตกหักดังกรอบ!
“อ๊าก!”
เสียงหวีดร้องดังขึ้นจูโร่วเหล่าทรุดร่างลงคุกเข่าเบื้องหน้าต้วนจื่อโดยมิอาจขัดขืนความเ็ปแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ใบหน้าบิดเบี้ยว เหงื่อกาฬผุดพรายเต็มหน้าผากทว่าสิ่งที่ทรมานยิ่งกว่าคือความสับสนในจิตใจ
“ท่านน้า ทำ... ทำไมกัน?”
“ทำไมงั้นหรือ? เพื่อมารดาเ้าน่ะสิ!”สวีคุนหน้าตาดุดันเตะซ้ำเข้าที่ร่างของจูโร่วเหล่าจนกลิ้งลงไปกองกับพื้น สำรอกฝุ่นดินออกมาหลายคำ
จูโร่วผู่ถึงกับมึนงง
เถียนโหรวโหรวเองก็เช่นกัน
ทั้งสองยืนตะลึงมองภาพเหตุการณ์ตรงหน้าไม่อาจเข้าใจได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความตระหนกสวีคุนสาวเท้าเข้ามาหาต้วนจื่อสองสามก้าวเขาก้มกายประสานมือแสดงความเคารพอย่างสูงสุด พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อมว่า“นายท่าน!”
ต้วนจื่อยืนพิงผนังเหลือบมองเขาเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ารับอย่างเ็า “อืม”
ความเงียบปกคลุม!
บรรยากาศพลันเงียบสงัด!
เหล่าทหารรักษาการณ์ที่นอนกองกับพื้นต่างขนลุกชันด้วยเดิมทีคิดว่าการมาของสวีคุนซึ่งเป็ญาติของจูโร่วเหล่าจะทำให้ต้วนจื่อต้องเผชิญกับความยากลำบากแต่ใครจะคาดคิดว่าฐานะของต้วนจื่อจะอยู่เหนือสวีคุนเสียอีก
สวีคุนดำรงตำแหน่งนักประเมินราคาระดับสูงของสมาคมการค้าเยี่ยนทั้งระดับฝีมือและพลังต่างเป็ที่ยอมรับในเมืองจื่อหราน ฐานะของเขาไม่ธรรมดาการที่เขายังต้องแสดงความเคารพต่อคนผู้นี้เช่นนี้แสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายจะต้องมีฐานะที่สูงส่งเพียงใดกัน?
ทุกคนต่างไม่อาจจินตนาการได้!
จูโร่วเหล่าคลานขึ้นมาจากพื้นด้วยสภาพที่น่าสมเพชเมื่อเห็นสวีคุนโค้งคำนับต้วนจื่อ สมองก็ราวกับถูกฟ้าผ่าไม่สามารถควบคุมร่างกายให้เคลื่อนไหวได้อีกต่อไป ยืนตะลึงลานราวกับหุ่นไม้ดวงตาทั้งสองเบิกกว้างมองไปยังเบื้องหน้า
เนิ่นนาน เขาก็กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากใบหน้าซีดเผือด “ท่านน้า ท่าน...ท่านล้อข้าเล่นใช่หรือไม่?”
“ข้าล้อเลียนมารดาเ้าสิรีบไปคารวะนายท่านเร็วเข้า!”
สิ้นคำ สวีคุนก็ตบหน้าจูโร่วเหล่าอีกครั้ง
จูโร่วเหล่าถึงกับอึ้งงัน
เขามองสลับไปมาระหว่างสวีคุนกับต้วนจื่อฐานะของคนทั้งสองช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน เมื่อประมวลผลในสมองได้เขาจึงได้ยินเสียงะเิดังสนั่นในหัวราวกับเข้าใจเื่ราวบางอย่าง
นายท่าน...
หรือว่าต้วนจื่อก็คือคนที่สวีคุนกล่าวถึงผู้ที่นำเคล็ดวิชาขั้นเริ่มต้นยุทธ์ ระดับสุดยอดมาประมูล?
ฮึ่ม!
ไม่น่าแปลกใจที่อีกฝ่ายจะแข็งแกร่งถึงเพียงนั้นเพียงพริบตาก็สามารถจัดการทหารรักษาการณ์นับสิบได้
ตัวเขาเอง...กลับบังอาจล่วงเกินบุคคลสำคัญเช่นนี้หรือนี่?!
ในชั่วขณะนั้น จูโร่วเหล่าหน้าซีดเผือดยืนนิ่งราวรูปปั้น รู้สึกได้ถึงเหงื่อเย็นที่ไหลอาบแผ่นหลัง
ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเหนือความคาดหมายเขาเพียงรู้สึกว่าตนเองในตอนนี้เหมือนกับกระดาษที่ถูกลมพัดปลิวรอคอยเพียงพายุโหมกระหน่ำและโชคชะตาที่จะเข้ามา
“เ้ายังยืนทื่ออยู่อีก?!” เมื่อเห็นจูโร่วเหล่าไม่ขยับเขยื้อนสวีคุนก็โกรธจัดจนแทบอยากฉีกทึ้งร่างของเขาเป็ชิ้นๆ
เ้าโง่นี่ ในยามปกติก็ดูเหมือนจะฉลาดเฉลียวเหตุใดจึงโง่เขลาได้ถึงเพียงนี้?
“นายท่าน ท่าน... ข้า...” จูโร่วเหล่าอยากจะอธิบาย ทว่าความหวาดกลัวครอบงำ ทำให้เขาพูดจาติดขัด
“คนปากพล่อยก็ควรหุบปากเสียบ้าง” ต้วนจื่อยกมือขึ้น ปรายตามองสวีคุน ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ"หลานชายทั้งสองของเ้า คนหนึ่งไม่แยกแยะผิดชอบชั่วดีอีกคนถือดีแต่ข่มเหงผู้อื่น เื่นี้เ้าจะจัดการอย่างไร?"
สวีคุนกัดฟันตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงหนักแน่น"นายท่านโปรดเมตตา ข้าจะจัดการเื่นี้ตามความประสงค์ของท่านจะให้พวกเขาอยู่หรือตาย ข้าล้วนแต่ทำตามบัญชา"
คนในสถานที่แห่งนี้ไม่มีใครเข้าใจถึงความน่าสะพรึงกลัวของต้วนจื่อมากเท่าเขาอีกแล้ว
คนที่สามารถนำเคล็ดวิชาขั้นเริ่มต้นยุทธ์ระดับสุดยอดมาประมูล คนที่แม้แต่เฟิงเฉินนักประเมินราคาระดับสูงของสมาคมการค้าเยี่ยนยังต้องเกรงใจวิธีการของคนผู้นี้ย่อมเหนือจินตนาการหากเขาปกป้องหลานชายทั้งสองคนที่ไร้ประโยชน์เหล่านี้ อาจจะนำมาซึ่งหายนะ
จูโร่วเหล่าได้ยินดังนั้นก็ถึงกับหน้าถอดสีรีบคลานเข้ามาเกาะขาสวีคุนไว้แน่น “ท่านน้าอย่าทิ้งข้า! ข้าผิดไปแล้ว! ได้โปรดช่วยข้าด้วย!”
จูโร่วผู่เองก็คลานตามเข้ามาขอร้องให้สวีคุนให้โอกาสพวกเขาอีกครั้ง
"หลีกไป! ใครเป็น้าของพวกเ้ากัน!"สวีคุนแสดงสีหน้าขยะแขยง สลัดมือออก
ใบหน้าของจูโร่วเหล่าและจูโร่วผู่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังในทันใดนั้นเอง สองคนก็ราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้ รีบคลานเข้าไปหาต้วนจื่อคุกเข่าลงวิงวอนขอความเมตตา
"นายท่าน! ได้โปรดเมตตาพวกข้าด้วย!ก่อนหน้านี้พวกข้าตาบอด ไม่รู้จักบุญคุณ! แต่โทษทัณฑ์ครั้งนี้สาหัสเกินไปได้โปรดจงเมตตา ยกโทษให้พวกข้าด้วยเถิดขอรับ!"
ศีรษะของทั้งสองกระแทกลงบนพื้นอย่างต่อเนื่องจนเืซึมออกมา
เหล่าทหารรักษาการณ์ที่นอนกองกับพื้นต่างตื่นตะลึงกับภาพที่เห็น
ก่อนหน้าที่จะเกิดเื่วันนี้จูโร่วเหล่าและจูโร่วผู่ก็เปรียบเสมือนาาในโลกเล็กๆ ของสมาคมการค้าเยี่ยนผู้คนต่างเกรงอกเกรงใจ ไม่มีใครกล้าล่วงเกิน
ทว่าในตอนนี้าาที่เคยสูงส่งกลับกลายเป็สุนัขข้างถนน คุกเข่าอ้อนวอนขอความเห็นใจ
ภาพที่น่าขันนี้ ช่างน่าสมเพชเวทนายิ่งนัก
ต้วนจื่อมิได้มองคนเ่าั้แต่หันไปถามเถียนโหรวโหรว “เ้าจะจัดการอย่างไร?”
เมื่อต้องเผชิญกับสายตานับร้อยคู่เถียนโหรวโหรวก็ทำอะไรไม่ถูก นางเม้มปากคิดอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะเอ่ยออกมา
"หรือว่า... พอแค่นี้ดีไหมเ้าคะ?"
“หืม?” ต้วนจื่อชะงักไปเขามองเถียนโหรวโหรวอย่างประหลาดใจ “เ้าแน่ใจหรือ?”
คำตอบนี้เหนือความคาดหมายเขาคิดว่านางคงจะไม่ยอมง่ายๆ เสียแล้ว หลังจากที่ได้รู้ถึงความร้ายกาจของคนทั้งสอง
"ข้าแน่ใจแล้วเ้าค่ะ" เถียนโหรวโหรวพยักหน้าอย่างหนักแน่น กล่าวว่า "แม้คนทั้งสองนี้จะมิใช่คนดีทว่าพวกเขายังคงเป็มนุษย์ มีสิทธิ์ที่จะมีชีวิตอยู่เมื่อครู่พวกเขาได้รับการลงโทษที่สาสมแล้ว ก็เพียงพอแล้วเ้าค่ะ"
แท้จริงแล้วการตัดสินใจของนางสืบเนื่องมาจากพื้นเพของตนเอง มารดามักใช้อารมณ์ตัดสินปัญหาหากมีข้อผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็จะลงไม้ลงมือ ส่วนบิดาก็ติดสุราเมื่อเมามายก็จะลงมือทำร้ายนางอยู่เสมอด้วยเหตุนี้นางจึงรังเกียจการใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาอย่างที่สุด มิปรารถนาที่จะกลายเป็คนที่ใช้อำนาจข่มเหงผู้คน
ต้วนจื่อถอนหายใจ“เ้าช่างเป็คนดีเหลือเกิน”
แม้จะไม่ได้รับการปฏิบัติที่ดีจากโลกใบนี้แต่กลับยินดีที่จะปฏิบัติต่อโลกใบนี้ด้วยความดี
ต้องยอมรับว่าในหัวใจของเถียนโหรวโหรวมีความเมตตาที่คนทั่วไปมิอาจเทียบได้
อย่างไรก็ตามในทวีปเทพยุทธ์ที่โหดร้ายเช่นนี้การกระทำเช่นนี้ก็เป็เพียงการสร้างภาพให้ตัวเองดูดีเท่านั้นหรือพูดให้ร้ายแรงก็คือเป็ความดีจอมปลอม
หากวันนี้ไม่ใช่เขาที่เข้ามาช่วยเหลือนางละก็เื่ราวคงจะจบลงอีกแบบ
ในเมื่อมีคนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเหตุใดจึงไม่คว้าโอกาสที่จะทวงคืนผลประโยชน์ที่ถูกพรากไปทำเช่นนั้นย่อมเป็การสร้างความได้เปรียบให้แก่ตนเอง
แต่ถึงอย่างไรทุกคนต่างมีความคิดเป็ของตนเอง ไม่อาจบังคับกันได้เขาจึงไม่คิดจะบีบบังคับให้นางเปลี่ยนไปเป็คนที่มีเล่ห์เหลี่ยม
เมื่อคิดได้ดังนั้นต้วนจื่อจึงพยักหน้าให้สวีคุน "เมื่อเป็เช่นนี้เื่นี้ก็แล้วแต่เ้าเถิด ข้าจะไม่ก้าวก่ายแต่ข้าขอเตือนเ้าว่าจงดูแลคนรอบกายให้ดี หากมีเื่เช่นนี้เกิดขึ้นอีกอย่าหาว่าข้าไม่เตือน"
สวีคุนค้อมกายลง พยักหน้าอย่างนอบน้อม
“นายท่านโปรดวางใจข้าจะอบรมสั่งสอนพวกเขาให้ดี”
กล่าวจบเขาก็หันไปจ้องเขม็งยังจูโร่วผู่และจูโร่วเหล่า “การที่นายท่านไม่เอาเื่พวกเ้าถือเป็บุญวาสนาที่พวกเ้าสั่งสมมาแต่ชาติปางก่อน รีบขอบคุณนายท่านเร็วเข้า!”
“ขอบ... ขอบคุณนายท่าน...” ทั้งสองไม่กล้าละเลย รีบกล่าวขอบคุณ
“ขอบคุณแล้วก็ไสหัวไปซะ!” สวีคุนเร่งเร้า
เ้าสองหมูจูอยากจะหนีไปให้พ้นๆ ตั้งนานแล้วเมื่อได้ยินว่าไปได้ ก็แทบจะรีบวิ่งหนีไป
[ติ๊ง!ขอแสดงความยินดีกับผู้ใช้ที่แสดงทักษะแสร้งเป็หมูเพื่อกินเสือ+ตบหน้าทลายศักดิ์ศรีอย่างต่อเนื่องถือว่าสำเร็จการแสดง ได้รับค่าเทียนซิ่ว +233!]
เมื่อมองส่งคนทั้งสองไป สวีคุนก็ถอนหายใจหลังจากนั้นเขาก็นำเงินที่ได้จากการประมูลมามอบให้ต้วนจื่อในรูปแบบของตั๋วทอง
“นายท่าน [เคล็ดวิชากระบี่สายลม]ของท่านถูกประมูลไปด้วยราคาสูงถึงหนึ่งล้านเหรียญทองเดิมทีจะต้องหักค่าธรรมเนียมร้อยละห้า ทว่าเนื่องจากท่านเป็ผู้ถือป้ายระดับสูงสุดจึงลดเหลือค่าธรรมเนียมร้อยละสอง ภายในตั๋วมีเงินคงเหลืออยู่ 980,000 เหรียญทอง โปรดตรวจสอบด้วยขอรับ”
“อืม” ต้วนจื่อรับตั๋วเงินมาก่อนจะถามขึ้นว่า “ข้าสามารถทำธุรกรรมกับตั๋วนี้ได้ที่ไหนหรือ?”
“ที่ห้องโถงชั้นล่างของสมาคมการค้าเยี่ยนขอรับข้าจะนำท่านไปเอง” สวีคุนรีบนำทาง
ต้วนจื่อสาวเท้าตามไปเดินไปได้สองสามก้าวก็หยุดลง แล้วหันไปมองเถียนโหรวโหรว“เ้าก็ไปด้วยกันสิ ข้ามีเื่ที่จะต้องคุยกับเ้า”
“เอ๊ะ? เอ่อ...เ้าค่ะ” เถียนโหรวโหรวได้รับความเมตตาอย่างไม่คาดฝันรีบตามไป
เมื่อมาถึงห้องโถงชั้นล่างต้วนจื่อก็ให้สวีคุนช่วยนำตั๋วเงินที่เยี่ยนชุยเสวี่ยเคยมอบให้มาตรวจสอบยอดเงินพบว่ามีเงินอยู่ในนั้นจำนวน 5,000 เหรียญทองจริง
“คุณหนูคนนั้นก็รักษาสัญญาดีเหมือนกันนี่”
ต้วนจื่อแย้มยิ้มก่อนส่ง 4,000เหรียญทองเข้าสู่ตั๋วเงินของตน ส่วนที่เหลืออีก 1,000 เหรียญทองก็ถอนออกมา เพื่อนำไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
เขาหยิบเหรียญทองจำนวนหนึ่งยัดใส่มือของเถียนโหรวโหรวก่อนจะกระซิบข้างหู “อย่างไรเสียในตอนนี้เ้าก็ยังไม่มีที่ไปสู้เ้ามาอยู่กับข้าไม่ดีกว่าหรือ ในฐานะที่ข้าเป็ผู้ฝึกยุทธ์จึงต้องฝึกฝนตลอดเวลาจนไม่มีเวลาดูแลพี่สาว ข้าจึงอยากฝากให้เ้าช่วยดูแลนาง”
เถียนโหรวโหรวชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะคืนเหรียญทองเ่าั้ให้ต้วนจื่อ แล้วส่ายหน้าอย่างแ่เบา
“นายท่าน ท่านมีบุญคุณกับข้ามากมายนักการที่ข้ามีโอกาสได้ช่วยเหลือท่านย่อมเป็เกียรติของข้าแล้วไม่จำเป็ต้องให้ค่าตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น นี่คือสิ่งที่ข้าควรทำเ้าค่ะ”
หลังเผชิญเื่ราวมากมายต้วนจื่อคือความหวังและอิสระของนาง การได้อยู่ใกล้ชิดเขาก็เสมือนได้ไขว่คว้าความหวังและอิสระนั้นมาครอง
“รับไว้เถอะถือว่าเป็ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต คนเราต้องกินต้องใช้ไม่ใช่หรือ?” ต้วนจื่อยัดเหรียญทองกลับคืนไปให้ก่อนจะยื่นตั๋วเงินของเยี่ยนชุยเสวี่ยให้สวีคุน
“ตั๋วทองใบนี้รบกวนท่านช่วยนำไปคืนให้เยี่ยนชุยเสวี่ยด้วย”
“หืม?” สวีคุนถึงกับงงงันก่อนถามออกมาด้วยความประหลาดใจ “นายท่านรู้จักกับคุณหนูเยี่ยนด้วยหรือ?”
“ก็นับว่ารู้จักกันอยู่บ้าง” ต้วนจื่อพยักหน้าเล็กน้อยพลางมองนาฬิกา พบว่าใกล้จะสิบเอ็ดนาฬิกาแล้วหากไม่รีบกลับไปละก็ ต้วนเยว่เอ๋อร์คงจะเป็ห่วง
“ข้าขอตัวก่อนรบกวนท่านช่วยนำตั๋วใบนี้ไปคืนให้เยี่ยนชุยเสวี่ยด้วย”
สวีคุนยิ้มรับ“ขอรับ นายท่านเดินทางกลับดีๆเมื่อมีเวลาก็แวะเวียนมายังที่แห่งนี้อีกได้ขอรับ”
ต้วนจื่อตอบรับไปอย่างขอไปที ก่อนจะหันกายเดินนำเถียนโหรวโหรวไปยังทางออก
ในขณะเดียวกันก็มีคนสองคนเดินออกมาจากอีกทางและกำลังมุ่งหน้าไปยังทางออกเช่นกัน
บุคคลเ่าั้คือโอวหยางลาเฟิงและโอวหยางซวง!
เมื่อเห็นต้วนจื่อเดินผ่านไปดวงตาของคนทั้งสองก็พลันแข็งกร้าว
ก็เพราะคนผู้นี้ ที่ทำให้[เคล็ดวิชากระบี่สายลม] ที่พวกเขาควรจะได้ในราคาแปดแสนเหรียญทองต้องพุ่งสูงขึ้นไปถึงหนึ่งล้าน หากจะบอกว่าไม่แค้นเคือง ก็คงเป็เื่โกหก
“ท่านพ่อ ให้ข้าสั่งสอนเขาสักหน่อยเถอะ”
“เดี๋ยวก่อน!” เมื่อเห็นโอวหยางซวงกำลังจะลงมือโอวหยางลาเฟิงก็ห้ามปราม
“ตอนนี้พวกเรากำลังถูกจับตามองจากหลายฝ่ายเกรงว่าคงต้องรีบกลับไปยังจวนโอวหยาง ไม่มีเวลามาต่อกรกับคนผู้นี้”
โอวหยางซวงชะงักไปก่อนจะเหลือบมองไปยังรอบข้างก็พบว่ามีสายตาหลายคู่กำลังจับจ้องมาที่พวกเขาอย่างที่ว่า
นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเก็บงำความโกรธแค้นไว้นางกล่าวเสียงเบา “ขออภัยด้วยเ้าค่ะท่านพ่อข้าใจร้อนเกินไป”
“อย่าโทษตัวเองเลย หากสถานการณ์เอื้ออำนวยข้าเองก็อยากจะฉีกร่างคนผู้นั้นให้เป็ชิ้นๆ” โอวหยางลาเฟิงแตะไหล่โอวหยางซวงเบาๆพลางเตือนสติ “รีบไปกันเถอะ ที่นี่ไม่ปลอดภัยกลับไปแล้วเ้าจงฝึกฝน [เคล็ดวิชากระบี่สายลม] ให้เชี่ยวชาญข้าจะคอยคุ้มกันเ้าเอง พยายามฝึกกระบวนท่าแรกให้สำเร็จภายในคืนนี้”
โอวหยางซวงใ“ท่านพ่อ ผู้ที่คู่ควรจะฝึกเคล็ดวิชานี้ก็คือท่านส่วนข้าควรที่จะเป็คนคุ้มกันท่าน”
“ข้ายังมีเวลาที่จะฝึกฝนอีกมากแต่เ้าไม่มีเวลาแล้ว เ้าต้องรีบฝึกให้ทันการประลองเชื่อมสัมพันธ์ของตระกูลในวันพรุ่งนี้แม้ว่าอัจฉริยะอันดับหนึ่งของตระกูลต้วนอย่างต้วนอีจะไม่เข้าร่วมการประลองในครั้งนี้แต่อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของเ้าก็คือต้วนเอ้อร์ เ้าต้องฝึก[เคล็ดวิชากระบี่สายลม] ให้สำเร็จ เ้าจึงจะมีโอกาสเอาชนะต้วนเอ้อร์แล้วคว้าอันดับหนึ่งมาครอง เพื่อให้ตระกูลโอวหยางได้เจิดจรัส”
เมื่อได้ยินคำอธิบายของโอวหยางลาเฟิงโอวหยางซวงก็เข้าใจในที่สุด นางพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น
ภายใต้ท้องฟ้าที่มืดมิดไร้จันทรานางและโอวหยางลาเฟิงก็เร่งฝีเท้า สลัดหลุดจากผู้ที่คอยจับจ้องแล้วหายลับไปในความมืดมิด...