เซียวจิ่วเอ๋อร์พูดไม่กี่ประโยคก็ทำให้เซียวเฟิ่งเอ๋อร์โกรธจนหน้าแดงด้วยความอิจฉา
‘นางกินโอสถขั้นหกไปแล้วหลายร้อยเม็ดอย่างนั้นหรือ ตาเฒ่าบ้าคนนั้นคิดอะไรอยู่! ใช้ของล้ำค่าเช่นนี้อย่างฟุ่มเฟือย ไม่กลัวโดนฟ้าผ่าหรืออย่างไร!’
เซียวเฟิ่งเอ๋อร์เป็นนักหลอมโอสถมาหลายปีแล้ว แต่จนถึงตอนนี้ยังทำได้เพียงโอสถขั้นสี่เท่านั้น
ตามที่กล่าวกันว่า ระดับของยาขึ้นอยู่กับพลังวิญญาณของนักหลอมโอสถโดยตรง แต่นางในฐานะผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหกที่มีพลังโดดเด่นกลับยังไม่สามารถปรุงโอสถขั้นห้าได้ จึงทำให้ไม่อาจเชิดหน้าชูตาในสมาคมนักหลอมโอสถได้เลย แล้วจะให้นางรับได้อย่างไร!
เซียวเฟิ่งเอ๋อร์มองเซียวจิ่วเอ๋อร์ที่แสดงท่าทางมีความสุขอย่างยโส ความอิจฉาแปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดชังทันที นางคิดอยากจะแย่งยาในมือของเซียวจิ่วเอ๋อร์มาเป็นของตัวเอง!
แต่ในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ กลับมีคนชิงลงมือก่อน!
เซียวจิ่วเอ๋อร์เห็นเพียงแสงตรงหน้ามืดลงชั่วขณะ ร่างเงาหนึ่งวูบผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนนางถึงกับรู้สึกประหลาดใจ
นางเหลือบมองฝ่ามือที่ว่างเปล่า เม็ดยาถูกช่วงชิงไปแล้ว เมื่อมองดูผู้ฉกฉวยไป เซียวจิ่วเอ๋อร์ก็เผยรอยยิ้มเยาะเย้ยออกมา
จูอวิ้นชิง อาจารย์ของเซียวเฟิ่งเอ๋อร์และเซียวหรัน รวมทั้งเป็นผู้ช่วยคนสำคัญของเซียวจื้อหยวน เขามีอำนาจเด็ดขาดในตระกูลเซียว
ในฐานะผู้เป็นอาจารย์ ฝีมือของเขาย่อมไม่ธรรมดา คนผู้นี้ยังเป็นหนึ่งในผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเจ็ดที่หาได้ยากในแคว้นเป่ยหลิง
เมื่อเซียวเฟิ่งเอ๋อร์เห็นจูอวิ้นชิง สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที
นางรีบวิ่งไปยืนอยู่ข้างหลังจูอวิ้นชิงอย่างดีใจ พร้อมเรียกเขาว่าอาจารย์อย่างอ่อนหวาน ทำให้เซียวจิ่วเอ๋อร์ถึงกับกลอกตา ก่อนจะหัวเราะเยาะด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม
“เด็กเหลือขอ พูดจาไร้สาระ” จูอวิ้นชิงมองเซียวจิ่วเอ๋อร์ด้วยสายตาเย็นชา เปล่งเสียงทรงอำนาจถามขึ้นว่า “เจ้าหัวเราะอะไร”
“ข้าหัวเราะใครบางคน แม้หน้าตาจะดูดีเหมือนคน แต่เสียดายที่พูดออกมาไม่ใช่ภาษาคน อีกทั้งยังหัวเราะที่บางคนเจอคนนอกแล้วทำตัวสนิทสนมยิ่งกว่าพบพ่อแท้ๆ ของตัวเองเสียอีก”
จูอวิ้นชิงซึ่งไม่เคยชอบเซียวจิ่วเอ๋อร์อยู่แล้ว ในอดีตเวลาเจอหน้าก็มักจะเมินเฉย ไม่แม้แต่จะชายตามองนาง นอกจากนี้ทุกครั้งที่พบหน้าเขายังเรียกนางว่าคนไร้ค่ามาโดยตลอด
สายตาที่เต็มไปด้วยความเหยียดหยามของจูอวิ้นชิงชัดเจนเกินไป อีกทั้งคำพูดที่เอ่ยออกมาก็ไม่เคยเป็นถ้อยคำที่ดี ดังนั้นเซียวจิ่วเอ๋อร์จึงไม่มีเหตุผลที่จะพูดจาอ่อนหวานตอบกลับ และยิ่งไปกว่านั้น นางไม่ใช่คนที่ชอบประจบประแจงหรือทำดีกับคนที่เมินใส่นางตั้งแต่แรก
คำพูดของเซียวจิ่วเอ๋อร์เหมือนก้อนหินหนักที่กระแทกใส่ทั้งจูอวิ้นชิงและเซียวเฟิ่งเอ๋อร์ ทำให้เซียวเฟิ่งเอ๋อร์ไม่พอใจจนขมวดคิ้ว และคิดจะสั่งสอนนางสักหน่อย
แต่จูอวิ้นชิงกลับยกมือขึ้นห้ามเซียวเฟิ่งเอ๋อร์ พร้อมทั้งมองเซียวจิ่วเอ๋อร์ตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างพิจารณา
เขาเพิ่งกลับมาจากนอกเมืองเมื่อวานนี้ และได้ฟังเซียวหรันเล่าเรื่องราวของเซียวจิ่วเอ๋อร์มากมาย วันนี้เมื่อได้พบหน้าก็ไม่ผิดจากที่คิดไว้ คนไร้ค่าคนนี้กล้าดูหมิ่นผู้อาวุโสกว่า และทำตัวอวดดีอย่างไร้ยางอายมากขึ้นกว่าเดิมตามคำบอกเล่าจริงๆ
“วันๆ เอาแต่ทำตัวเหลวไหล ไม่คิดจะเรียนรู้สิ่งใด แล้วยังกล้าไปกราบนักต้มตุ๋นในยุทธภพเป็นอาจารย์อีก! ชื่อเสียงของตระกูลเซียวถูกเจ้าทำลายจนหมดสิ้น!”
จูอวิ้นชิงแค่นเสียงเย้ยหยัน พร้อมกล่าวถากถาง
“ท่านจิ่วหมอเทวดาอย่างนั้นรึ ข้าไม่เคยได้ยินว่ามีคนเช่นนี้ในยุทธภพเลย! เมื่อหลายวันก่อนจวนแม่ทัพถูกโจรปล้น สมบัติล้ำค่าหายไปมากมาย ข้าก็ควรจะนึกได้ตั้งแต่แรกแล้วว่า ต่อให้ระวังแค่ไหนก็กันโจรในบ้านไม่ได้ คนที่ขโมยโอสถขั้นหกไปก็คือเจ้า คนไร้ค่าที่อกตัญญูคนนี้!”
เซียวจิ่วเอ๋อร์ยิ่งฟังคำพูดของเขายิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล จนในที่สุดก็เริ่มเข้าใจเจตนาของคนหน้าด้านคนนี้ที่คิดจะป้ายความผิดให้นาง
นางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย คล้ายกำลังครุ่นคิดในใจ
‘จูอวิ้นชิง สมแล้วที่เป็นอาจารย์ของเซียวเฟิ่งเอ๋อร์และเซียวหรัน ฝีมือการโกหกโดยไม่ต้องคิดล่วงหน้าช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก อีกทั้งยังพูดไปได้โดยไม่หน้าแดงหรือหายใจติดขัด ฝีมือถึงขั้นล้ำลึก ชนิดที่แทบจะเทียบเท่าข้าเลยทีเดียว หากเขาแค่กล่าวว่าของในจวนสกุลเซียวหายไป นางก็คงไม่ปฏิเสธ เพราะเรื่องนั้นก็เป็นฝีมือนางจริงๆ แต่ของที่นางนำออกมานั้น ไม่มีโอสถขั้นสูงอยู่เลยแม้แต่เม็ดเดียว’
“เฟิ่งเอ๋อร์เพิ่งจะสำเร็จการหลอมโอสถขั้นหกเมื่อเดือนก่อน นางเพียงแค่มีนิสัยสงบเสงี่ยม ไม่ชอบโอ้อวด เดิมทีตั้งใจว่าจะใช้มันเพื่อปรับสภาพลมปราณและบรรลุขั้นเจ็ดก่อนประกาศเรื่องนี้ แต่กลับถูกเจ้าคนต่ำช้านี้ขโมยยาไปทั้งหมด!”
คำพูดของจูอวิ้นชิงเต็มไปด้วยความเสแสร้งราวกับผิดหวังในตัวเซียวจิ่วเอ๋อร์จนสุดจะทน ทำเอานางแทบจะปรบมือให้ในความหน้าด้านนี้ พร้อมกันนั้นก็รับรู้ได้ว่าวันนี้ตนได้เจอคู่ปรับที่สมน้ำสมเนื้อเข้าแล้ว
ชายแซ่จูคนนี้ เพียงเปิดปากก็เผยคำพูดปลิ้นปล้อนจอมปลอมออกมาได้อย่างลื่นไหล
เซียวเฟิ่งเอ๋อร์มีนิสัยสงบเสงี่ยม ไม่ชอบโอ้อวดงั้นหรือ คำพูดเช่นนี้เขาก็ช่างกล้าพูดออกมาได้ ถ้าเช่นนั้นยังมีสิ่งใดอีกที่เขาจะไม่กล้ากุเรื่องขึ้นมาอีก?
เหล่าฝูงชนเมื่อได้ยินว่าเซียวเฟิ่งเอ๋อร์สามารถหลอมโอสถขั้นหกได้ ต่างก็พากันชื่นชมอย่างไม่ขาดปาก
“สมแล้วที่เป็นอัจฉริยะ คุณหนูใหญ่ของตระกูลเซียวไม่ธรรมดาจริงๆ!”
“โอสถขั้นหกเชียวนะ! หากมองไปทั่วทั้งแคว้นเป่ยหลิง ก็แทบไม่มีใครสามารถหลอมได้เลยไม่ใช่หรือ”
“ถ้าข้าจำไม่ผิด หากนับรวมเซียวเฟิ่งเอ๋อร์แล้ว ในแคว้นเป่ยหลิงคนที่หลอมโอสถขั้นหกได้ก็น่าจะมีแค่ห้าคนเท่านั้น!”
“เซียวจิ่วเอ๋อร์ถึงกับกล้าขโมยโอสถขั้นหกมากมายเช่นนั้น ช่างเป็นตัวอันตรายโดยแท้!”
“เซียวจิ่วเอ๋อร์เป็นภัยทั้งต่อตัวเองและคนอื่น ตายไปก็ไม่น่าเสียดาย!”
เพียงไม่นาน สายลมแห่งคำครหาก็เปลี่ยนทิศอีกครั้ง ฝูงชนที่เดิมทีต่างเห็นอกเห็นใจ บัดนี้กลับเอ่ยคำแช่งอย่างรุนแรง
เซียวจิ่วเอ๋อร์ฟังคำด่าทอเหล่านั้นด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ก่อนจะเผยรอยยิ้มบาง มองตรงไปยังเซียวเฟิ่งเอ๋อร์
เซียวเฟิ่งเอ๋อร์ที่กำลังรู้สึกไม่มั่นคงนัก ถูกสายตาเช่นนั้นจ้องเข้า ยิ่งทำให้เกิดความหงุดหงิด นางจึงตวาดเสียงแข็ง “เจ้ามองอะไร?!”
“มองดูหน้าเจ้าน่ะสิ ว่ามันแดงหรือยัง...โอสถขั้นหก ช่างอวดเก่งเสียจริง!”
“...ข้าน่ะเก่งอยู่แล้ว เจ้าเพิ่งรู้วันนี้หรือ”
“กล่าวหาว่าข้าขโมยสิ่งของ แล้วหลักฐานล่ะ” เซียวจิ่วเอ๋อร์ย้อนถามด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “ในเมื่อเจ้าว่าเจ้ามีฝีมือถึงเพียงนั้น งั้นแสดงให้พวกเราดูหน่อยสิ ว่าการหลอมโอสถขั้นหกต้องทำอย่างไร”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เซียวเฟิ่งเอ๋อร์ก็ถึงกับพูดไม่ออก ความรู้สึกอึดอัดแน่นจุกอยู่ที่ลำคอ
นางเหลือบมองจูอวิ้นชิงด้วยความไม่พอใจ ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงพูดเรื่องเหลวไหลเช่นนั้นออกมา
แม้ว่านางจะได้รับชื่อเสียงเพิ่มขึ้นจากคำกล่าวนั้น แต่นางก็รู้ดีว่าหากสมาคมนักหลอมโอสถส่งคนมาตรวจสอบจะเกิดอะไรขึ้น?!
สมาคมนักหลอมโอสถจะจัดการสอบวัดระดับอย่างสม่ำเสมอ และเซียวเฟิ่งเอ๋อร์เองก็ไม่ได้เข้าร่วมมานานแล้ว โอสถขั้นหกนั้นหายากยิ่งนัก แม้แต่ในคลังของสมาคมก็แทบจะไม่มีให้เห็นบ่อยครั้ง
“หากทางสมาคมส่งคนมาขอให้เจ้าหลอมโอสถ แต่กลับพบว่าเจ้าพูดโกหก เช่นนั้นเจ้าคงถูกไล่ออกจากสมาคมเป็นแน่!”
“ข้าบอกว่าเจ้าเป็นขโมย เจ้าก็ต้องเป็นขโมย! คนไร้ค่าเฉกเช่นเจ้าจะทำให้ข้ากล่าวหาเจ้าด้วยเหตุใด”
จูอวิ้นชิงกลับยืนหยัดด้วยท่าทางสง่างามมั่นคงเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ ตรงข้ามกับเซียวเฟิ่งเอ๋อร์ที่เต็มไปด้วยความลังเล
เขาเหยียดสายตามองเซียวจิ่วเอ๋อร์และมองเลยไปยังเจี่ยจวงที่ยืนอยู่ด้านหลัง พร้อมเอ่ยคำเย้ยหยัน
“ดูเหมือนท่านเจี่ยจะเลอะเลือนเสียแล้ว เพื่อบุตรชายโง่เขลาของตนเอง ถึงกับหลงเชื่อคำหลอกลวงของนักต้มตุ๋นพวกนี้!”
“หยุดพูดเหลวไหลเสียที!” เจี่ยจวงตวัดสายตาดุดันใส่จูอวิ้นชิงด้วยความไม่พอใจ “ข้าคนนี้เลอะเลือนหรือไม่ ยังไม่ถึงคราวให้เจ้ามาตัดสิน! และเรื่องที่ว่าท่านจิ่วเป็นนักต้มตุ๋นนั้นก็ไม่ใช่กงการอะไรของเจ้าเช่นกัน!”
“ถูกต้อง! ฝีมือการแพทย์ของท่านจิ่วนั้นเป็นเลิศ! โรคที่ขาของปู่ข้าก็หายได้เพราะเขา!”
“ท่านจิ่วเป็นนักต้มตุ๋นหรือไม่ พวกเราทุกคนต่างก็เห็นกันชัดเจน!”
“ท่านจิ่วคือหมอเทวดาผู้ช่วยเหลือผู้คน ไม่ใช่นักต้มตุ๋น!”
ในกลุ่มฝูงชนมีคนที่ได้รับความช่วยเหลือจากท่านจิ่วเและสกุลเจี่ย ต่างอดไม่ได้ที่จะกล่าวสนับสนุน
เจี่ยจวงได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าอย่างพอใจ คิดในใจว่าเงินที่เสียไปนั้นไม่สูญเปล่าเลย คนเหล่านี้ยังพอมีน้ำใจอยู่บ้าง!
แต่ความรู้สึกยินดีในใจของเจี่ยจวงยังไม่ทันจางหาย ก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินคำพูดของจูอวิ้นชิง
“เจี่ยจวงท่านลำเอียงเข้าข้างเซียวจิ่วเอ๋อร์ถึงเพียงนี้ คงมิใช่เพราะนางเป็นสะใภ้ที่ยังไม่ได้แต่งงานของท่านหรอกกระมัง”
เสียงของผู้คนที่กำลังจับกลุ่มนินทาเงียบลงทันที แม้แต่เซียวจิ่วเอ๋อร์และเจี่ยจวงเองยังอึ้งกับคำพูดนี้
จูอวิ้นชิงหัวเราะเย้ยหยัน กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่แฝงความประชดประชัน
“หรือว่าเจี่ยจวง ท่านมาที่จวนสกุลเซียวในวันนี้ เพื่อเจรจาเรื่องแต่งงานของนางกับลูกชายคนโปรดของท่าน?”