วันนี้ร้านอวี้ไป่ไช่คึกคักกว่าทุกๆ วันที่ผ่านมา ผู้คนที่เดินจับจ่ายซื้อของกันในตลาดพอได้ยินเสียงเอะอะก็ต่างพากันมามุงดู ถึงอย่างไรเสียเรื่องราวของร้านขายผักดองอันดับหนึ่งในเมืองก็เป็นอะไรที่ควรค่าแก่การเสียเวลามาชมดู
ภายในร้านเล็กๆ ที่ว่างเปล่ามีเพียงบ่าวไม่กี่คนคอยดูแลอยู่นั้นบัดนี้กลับมีคนกลุ่มใหญ่มายืนกันจนแน่นขนัดไปหมด แต่ละคนสวมชุดสีขาวสะอาดทว่าเนื้อผ้ากลับดีเกินกว่าที่คนธรรมดาจะใช้กัน บางคนพอขยับตัวแล้วเสื้อผ้าถึงกับสะท้อนแสงตะวันเป็นประกายได้เลยทีเดียว อย่างไรก็ตามแม้ว่าคนเหล่านี้จะแต่งกายด้วยสีขาวสะอาดราวกับเทพเซียนผู้อารีแต่สีหน้าของพวกเขากลับเคร่งเครียดดุดันเป็นอย่างมาก
“เราต้องการพบเถ้าแก่ของที่นี่” หนึ่งในกลุ่มคนชุดขาวแจ้งความประสงค์ อาเซี่ยผู้เป็นหัวหน้าบ่าวรีบตอบรับความประสงค์ของพวกเขาทว่าก็ยังติดปัญหาอยู่เล็กน้อย “ยามนี้เถ้าแก่ไปทำงานที่จวนแม่ทัพ พวกเราจะรีบไปแจ้งข่าว รบกวนพวกท่านรอสักครู่เถิด”
ผู้คนที่มามุงดูอยู่หน้าร้านพอได้ยินอย่างนั้นก็พากันคาดเดากันไปต่างๆ นานาว่ากลุ่มคนชุดขาวท่าทางสูงส่งเหล่านั้นจะต้องไม่พอใจและอาละวาดเหมือนพวกชาวยุทธ์ที่มาถามซื้อผักดองก่อนหน้านี้ ทว่ามันกลับไม่เป็นเช่นนั้น เหล่าผู้มาเยือนเพียงพยักหน้ารับรู้แล้วยืนรอด้วยอาการสงบ พวกบ่าวเห็นดังนั้นจึงรีบกุลีกุจอไปขนเก้าอี้มาให้นั่ง และแม้เก้าอี้จะมีไม่พอต่อจำนวนคนบรรดาผู้มาเยือนทั้งหลายก็ไม่ตำหนิแม้สักครึ่งคำ
เวลาผ่านไปหนึ่งเค่อก็มีคนผู้หนึ่งก้าวเข้ามาในร้าน เหล่าคนชุดขาวรีบหันไปมองอย่างพร้อมเพรียงก่อนจะแสดงสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าผู้มาเยือนคือสตรีโฉมงามสองนาง
“อะไรกัน? เหตุใดจึงมีคนเยอะนักเล่า?” เสี่ยวหลิงเอ่ยถามพวกบ่าวที่ยืนอยู่ริมประตูร้าน ฝ่ายเซียงหลันที่เดินตามมากลับชะงักเท้าแล้วหยุดยืนอยู่นอกประตู สีหน้าของเด็กสาวเป็นกังวลเล็กน้อยยามจับจ้องไปยังกลุ่มคนชุดขาวที่ดูคล้ายคนจากยุทธภพ ก่อนหน้านี้ก็มีคนจำพวกนี้มาก่อเรื่องวุ่นวายเด็กสาวจึงค่อนข้างจะระแวงพวกเขาอยู่มาก ยิ่งสัมผัสได้ถึงแรงกดดันบางอย่างด้วยแล้วเซียงหลันยิ่งไม่อยากเข้าไปในร้านด้วยทราบแน่ว่าหากทำเช่นนั้นตนจะต้องเผชิญกับความเจ็บปวดอย่างแน่นอน
“พ—พวกเขามา...มาขอพบ...เถ้าแก่...ขอรับ” บ่าวชายผู้หนึ่งรายงานด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก บ่าวพวกนี้เป็นมนุษย์เหมือนกับเซียงหลันดังนั้นพวกเขาจึงทนต่อแรงกดดันของผู้ฝึกตนไม่ไหว ยิ่งคนเหล่านั้นกำลังอยู่ในภาวะอารมณ์เคร่งเครียดด้วยแล้วยิ่งปล่อยแรงกดดันจำนวนหนึ่งออกมาอย่างต่อเนื่อง
“อ้อ! อย่างนั้นเองหรอกหรือ? เช่นนั้นข้าไปรอข้างบนก็แล้วกัน บอกเถ้าแก่ของเจ้าว่าพอเสร็จธุระแล้วให้ไปหาข้าด้วย” เสี่ยวหลิงแม้สัมผัสได้ถึงแรงกดดันของเหล่าผู้ฝึกตนแต่นางย่อมไม่สะทกสะท้าน เหตุก็เพราะว่าพลังของเซียนแต่กำเนิดอย่างนางมีมากกว่าผู้ฝึกตนทั้งหมดในที่นี้รวมกันเสียอีก ดังนั้นพอสั่งความกับพวกบ่าวแล้วนางก็หันมาทางเซียงหลัน แค่เห็นสีหน้าซีดขาวของอีกฝ่ายจิ้งจอกสวรรค์ก็พลันเข้าใจ นางโบกมือเบาๆ สร้างม่านพลังคลุมร่างของเด็กสาวเอาไว้ ก่อนจูงมืออีกฝ่ายเข้ามาในร้าน “พวกเราขึ้นไปข้างบนกันเถิด ข้างล่างนี่บรรยากาศไม่สู้ดีเท่าไร ประเดี๋ยวเจ้าจะไม่สบาย”
เซียงหลันสัมผัสได้ถึงความเบาสบายแตกต่างจากก่อนหน้านี้ก็คลายความกังวลลง ยอมเดินตามการจับจูงของเสี่ยวหลิงไปแต่โดยดี ทว่าพวกนางก้าวไปได้เพียงไม่กี่ก้าวบุรุษชุดขาวผู้มีใบหน้าอ่อนเยาว์ที่สุดในกลุ่มก็ก้าวเข้ามาขวางทาง เขาตวาดว่า “ช้าก่อน! พวกเจ้าเป็นอะไรกันแน่เหตุใดข้าจึงได้กลิ่นอายของปีศาจจิ้งจอกจากพวกเจ้า?”
“ปีศาจจิ้งจอก?” เสี่ยวหลิงทวนคำเสียงสูง โทสะพลุ่งพล่านจนแสดงออกทางสีหน้า นัยน์ตาคู่งามหรี่แคบลง นางแยกเขี้ยวตามนิสัยอันติดมาจากร่างสุนัขจิ้งจอก ก่อนตวาดกลับด้วยโทสะว่า “เจ้าบอกว่าข้าเป็นปีศาจเช่นนั้นรึ? บังอาจนัก!” พร้อมกันนั้นพลังทิพย์สายหนึ่งก็พุ่งเข้าใส่ร่างของบุรุษชุดขาวผู้นั้น ท่ามกลางความตกใจของเหล่าผู้มาเยือนตลอดจนคนที่มามุงดู
ธรรมดาแล้วพลังทิพย์ของพวกผู้ฝึกตนจะเป็นสีทอง ทว่าพลังที่คุณหนูแห่งร้านเครื่องประดับชื่อดังกลับใช้ออกด้วยพลังสีขาวบริสุทธิ์ และเมื่อแสงสว่างจางหายไป ก็ปรากฏกองเสื้อผ้ากองหนึ่งบนพื้น มีอะไรบางอย่างขยับไปมาอยู่ในกองเสื้อผ้านั้นด้วย
ขณะที่ผู้คนกำลังตกตะลึงจนหาเสียงตัวเองไม่เจออยู่นั้น เสี่ยวหลิงก็เชิดหน้าขึ้นแล้วหัวเราะในลำคออย่างผู้ชนะ นางว่า “บังอาจมาดูหมิ่นข้า ปากสุนัขเช่นเจ้าก็จงใช้ชีวิตเยี่ยงสุนัขไปเสียเถอะ!”
“ค—คุณหนูเสี่ยวหลิง...” เซียงหลันเห็นท่าไปมีก็คิดจะเอ่ยเตือนทว่าอีกฝ่ายกลับไม่มีทีท่าว่าจะรับฟัง อย่างไรก็ตามผู้ตรวจบัญชีแห่งร้านอวี้ไป่ไช่ก็ไม่ต้องเป็นกังวลนานนักเพราะไม่ถึงอึดใจหลังจากนั้นคนที่ทุกคนรอคอยก็มาถึงพอดี
“เสี่ยวหลิงนั่นเจ้าทำอะไร?” เนื้อเสียงนุ่มละมุนเหมือนน้ำผึ้งนั้นแฝงไว้ด้วยความเข้มงวดหลายส่วน เสี่ยวหลิงได้ยินแล้วก็พลันสะดุ้งก่อนจะรีบหันมาแก้ต่างให้ตัวเอง
“ข—ข้าแค่ลงโทษที่มันบังอาจมากล่าวหาว่าข้าเป็นปีศาจเท่านั้นเอง!”
“ถึงอย่างนั้นก็ไม่ควรสาปผู้อื่นนะ” เหล่าอันตำหนิอย่างตรงไปตรงมาพลางเหลือบมองลูกสุนัขสีดำตัวจ้อยที่กำลังแยกเขี้ยวขู่และเห่าใส่พวกเขาอย่างเอาเป็นเอาตายประหนึ่งว่าถ้าอีกฝ่ายสามารถสลัดความคิดอย่างมนุษย์ออกไปได้ก็คงจะวิ่งเข้ามากัดเสี่ยวหลิงให้ได้เลือดไปแล้วเป็นแน่
ขณะที่เหล่าอันกำลังครุ่นคิดว่าจะถอนคำสาปอย่างไรไม่ให้เป็นที่อุจาดตา บุรุษชุดขาวผู้มีผมและหนวดเคราขาวราวหิมะก็ลุกขึ้นประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม กล่าวว่า “เรียนผู้อาวุโสทั้งสองอาจิ้งยังเยาว์นักจึงไม่ประสีประสา โปรดให้อภัยเขาด้วยเถิด”
“เขาแก่กว่าสหายเหล่าของข้าไม่รู้กี่รอบ เช่นนี้แล้วจะกล่าวว่าเป็นผู้เยาว์ไม่ประสาต่อโลกได้อย่างไร?”
“ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่เคยพบจิ้งจอกสวรรค์เช่นท่านมาก่อน พอสัมผัสได้ถึงรูปแบบพลังของจิ้งจอก เขาย่อมต้องเข้าใจผิดไปเป็นธรรมดา”
“อ้อ! เช่นนั้นคงต้องตำหนิผู้ชราอย่างเจ้าที่สั่งสอนเขาไม่ดีใช่หรือไม่?”
“เสี่ยวหลิง...” เหล่าอันปรามสหายอย่างระอา จิ้งจอกสวรรค์ตนนี้ช่างใจร้อนและยึดติดกับศักดิ์ศรีเสียนี่กระไร เพียงเรื่องเข้าใจผิดก็สามารถทำให้เป็นเรื่องใหญ่ได้ ‘หรือเพราะเป็นองค์หญิงก็เลยให้ความสำคัญกับเกียรติของตนมากันนะ?’ เหล่าอันสันนิษฐานแล้วก็หันไปให้ความสนใจกับผู้อาวุโสที่ยังคงประสานมือค้อมศีรษะคารวะอยู่อย่างนั้น และอันที่จริงแล้วเหล่าบุรุษชุดขาวคนอื่นๆ ก็กำลังทำท่าทางไม่ต่างกันเลย แม้แต่เหล่าคนที่มีใบหน้าอ่อนเยาว์คล้ายเพิ่งก้าวเข้าสู่วิถีแห่งผู้ฝึกตนได้ไม่นานก็ยังทำตามทั้งๆ ที่สีหน้าฉายชัดถึงความงุนงง
“พวกท่านมิต้องมากพิธีไปหรอกขอรับ และต้องขอโทษด้วยที่สหายของข้าใจร้อนเกินไป”
“ใจร้อน? มันหมิ่นเกียรติข้ากับหลันหลันนะ! ข้าแค่ใช้พลังคลุมตัวเซียนหลันเอาไว้มันก็กล่าวหาว่านางเป็นปีศาจจิ้งจอกไปเสียแล้ว แบบนี้ใช้ได้ที่ไหน? นี่หากข้าไม่ลงมือหลันหลันคงบาดเจ็บไปแล้วนะ!”
“ถึงแม้เขาจะใจร้อนไปบ้างแต่ข้าเชื่อว่าผู้อาวุโสเหล่านี้ย่อมไม่ปล่อยให้เขาลงมือตามใจชอบอย่างแน่นอน”
“ท่านกล่าวได้ถูกต้อง” ชายชราชุดขาวรีบยืนยันตามคำกล่าวของเหล่าอัน “หากท่านไม่สาปเขาเสียก่อน พวกเข้าก็ตั้งใจจะเข้าไปห้ามอยู่แล้วขอรับ”
พอฝั่งผู้มาเยือนยืนยันเช่นนั้นเหล่าอันก็หันไปจ้องเพื่อนคล้ายจะกดดันให้นางลดทิฐิลงเสีย เสี่ยวหลิงถูกกดดันหนักเข้าก็สะบัดหน้าอย่างแง่งอน บอกว่า “ก็ได้! ถ้าจะถอนคำสาปให้!” กล่าวแล้วนางก็ตั้งท่าจะใช้พลังแต่ถูกเหล่าอันคว้ามือเอาไว้เสียก่อน
“เจ้าถอนคำสาปให้เขาตอนนี้คงได้อับอายยิ่งกว่าเดิมแน่ เจ้ากับเซียงหลันไปพักที่ห้องเถิดประเดี๋ยวข้าจะให้พวกบ่าวยกขนมไปให้” พอเหล่าอันพูดออกมาแบบนั้นเหล่าชายชุดขาวก็หน้าถอดสีไปตามๆ กัน ส่วนสุนัขตัวน้อยที่ตอนแรกเห่าเร่งอย่างกระตือรือร้นก็พลันเงียบเสียงไปราวกับเผลอกัดลิ้นตัวเองขาดไปแล้วอย่างไรอย่างนั้น
เสี่ยวหลิงมีท่าทีฮึดฮัดเล็กน้อยด้วยไม่พอใจที่ถูกรู้ทัน แต่พอได้ยินเรื่องขนมนางก็ค่อยคลายความขุ่นเคืองลง จากนั้นก็จูงมือเซียงหลันหายเข้าไปทางหลังร้าน เมื่อผู้ก่อความวุ่นวายจากไปแล้วเหล่าอันก็บอกให้พวกบ่าวที่เป็นมนุษย์ไปพักผ่อน หรือหากอยากกลับไปนอนพักที่บ้านก็สามารถทำได้ ซึ่งทุกคนก็ไม่รีรอที่จะขอตัวออกไปจากสถานที่ที่เต็มไปด้วยแรงกดดันและเรื่องประหลาด แม้ไม่คิดจะลาออกแต่อย่างน้อยพวกเขาก็อยากจะถอยไปตั้งหลักเสียก่อน
“ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสทั้งหลายมาหาผู้น้อยด้วยเรื่องอันใดหรือขอรับ?” พอจัดการความวุ่นวายภายในร้านได้แล้วเหล่าอันก็หันไปสอบถามธุระของผู้มาเยือน
“เราทราบมาว่าเถ้าแก่ร้านอวี้ไป่ไช่เป็นคนของสำนักหมิงซวินจึงต้องมาตรวจสอบตามกฎของสำนัก” ผู้อาวุโสชุดขาวชี้แจงอย่างตรงไปตรงมา
“เรื่องนี้นี่เอง นี่คือป้ายประจำตัวของข้าขอรับ” เหล่าอันไม่แปลกใจและไม่ขุ่นเคืองกับคำกล่าวของอีกฝ่าย การแอบอ้างชื่อสำนักใหญ่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอๆ อยู่แล้ว ดังนั้นมันจึงไม่แปลกเลยที่เมื่อข่าวคราวของเขาไปถึงหูคนในสำนักแล้วจะเกิดการตรวจสอบขึ้น
ผู้อาวุโสคนนั้นรับป้ายประจำตัวของเหล่าอันไปแล้วก็จ้องมองมันอย่างโง่งม ป้ายหยกสลักนี้ไม่เพียงแต่จะทำจากหยกเนื้อดีแต่ยังสลักไว้ด้วยลวดลายและตัวอักษรแบบพิเศษที่มีแต่ผู้อาวุโสเท่านั้นที่จะทราบความหมายที่แท้จริงของมัน หากเป็นคนอื่นในสำนักอย่างเช่นบรรดาศิษย์และอาจารย์ที่ติดตามมาด้วยเหล่านี้ เมื่อเห็นป้ายนี้ย่อมเข้าใจว่ามันเป็นป้ายประจำตัวศิษย์สายในของตำหนักเทียนเซียน ปกติแล้วคนของตำหนักนี้จะไม่ร่วมเรียนกับศิษย์ของตำหนักอื่นๆ และแทบจะไม่ปรากฏตัวให้ผู้ใดได้เห็นเลย นับว่าเป็นตำหนักเร้นลับอย่างแท้จริง ทว่าสำหรับผู้อาวุโสอย่างหลินไห่แล้วเขาย่อมทราบดีว่าตำหนักเทียนเซียนเป็นเพียงตำหนักเปล่าๆ ที่ตั้งเอาไว้เพื่อให้เหล่าเซียนบนสวรรค์ได้มีตัวตนบนโลกมนุษย์เท่านั้น
“ท—ที่แท้ก็เป็นศิษย์จากตำหนักเทียนเซียนนี่เอง สหายของ...เจ้าเองก็เป็นศิษย์ของตำหนักเทียนเซียนใช่หรือไม่?” หลินไห่แทบจะควบคุมกิริยาสุขุมต่อไปไม่ได้ เขาเกือบจะหลุดปากใช้สรรพนามว่า “ท่าน” กับเซียนผู้มีใบหน้าอ่อนเยาว์ผู้นี้เสียด้วยซ้ำ
“ผู้อาวุโสท่านกล่าวเองว่านางเป็นจิ้งจอกสวรรค์ เช่นนั้นแล้วจะเป็นศิษย์สำนักหมิงซวินได้อย่างไร ข้าเพียงได้รู้จักกับนางผ่านการแนะนำของศิษย์พี่ นางเห็นว่าข้าเป็นผู้ฝึกหัดที่ยังไม่เอาไหนจึงได้คอยตามช่วยเหลืออยู่แบบนี้” คำอธิบายของเหล่าอันฟังเหมือนจะเข้าที แต่หากพิเคราะห์แล้วจะพบว่ามันมีบางจุดไม่สมเหตุสมผล เป็นต้นว่าเมื่อเทียบคำพูดของเขากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าแล้วคล้ายกับว่าเหล่าอันจะเป็นผู้ดูแลจิ้งจอกสวรรค์เสียมากกว่า แต่ไม่ว่าความจริงจะเป็นเช่นไรผู้อาวุโสหลินไห่ก็จำต้องเห็นชอบด้วยอย่างไร้ข้อกังขา ส่วนผู้อื่นที่ไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังของตำหนักเทียนเซียนนั้นฟังแล้วย่อมไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ แต่ก็พอจะจับใจความได้ว่าเถ้าแก่แห่งร้านอวี้ไป่ไช่
“อา...นั่นสินะ ข้าคงเลอะเลือนไปแล้ว ต้องขออภัยด้วย”
“อย่าได้คิดมาเลยขอรับผู้อาวุโส จริงสิ พวกท่านเดินทางมาไกลถึงนี่แต่ข้ากลับไม่ได้รับรองอะไรเลย โปรดรอสักครู่เถิดข้าจะไปชงชามาให้ ส่วนคุณชายท่านนี้ พวกท่านพาเขามาที่หลังร้านเถิดจะได้ถอนคำสาปให้เขา”
“รบกวนเจ้าแล้ว” ผู้อาวุโสหลินไห่กล่าวพร้อมกับเข้าไปอุ้มสุนัขตัวน้อยด้วยตนเอง ส่วนเสื้อผ้านั้นเขาให้ศิษย์คนหนึ่งถือตามเข้าไปหลังร้าน
“หวังว่าผู้อาวุโสทั้งสามจะรักษากฎของหมิงซวินนะขอรับ” ทันทีที่พ้นสายตาผู้คนเหล่าอันก็หันไปกล่าวกับหลินไห่ ชายชราค้อมศีรษะคำนับ
กล่าวยืนยันหนักแน่นว่า “ท่านมิต้องเป็นห่วง พวกเราล้วนเคร่งครัดต่อกฎระเบียบ ความลับของสหายร่วมสำนักย่อมถือเป็นความลับของพวกเรา ทว่าท่านไม่จำเป็นต้องสุภาพกับข้าหรอกขอรับ อย่างไรเสียท่านก็อาวุโสกว่าข้านัก”
“ท่านเซียนกล่าวล้อเล่นแล้ว ท่านเป็นถึงเซียนจะอ่อนอาวุโสกว่าข้าได้อย่างไร?”
เหล่าอันได้ฟังดังนั้นก็คลี่ยิ้มสุภาพ ค้อมศีรษะลงเล็กน้อยก่อนกล่าวว่า “ตัวข้าเป็นเพียงเซียนฝึกหัดที่ยังต้องให้สหายคอยดูแลคงไม่อาจนับเป็นเซียนเต็มตัวได้ อีกอย่างตัวข้าก็เพิ่งอายุได้ยี่สิบหกปีคงมิกล้าอ้างตัวเป็นผู้อาวุโสต่อหน้าพวกท่าน”
“ได้เป็นเซียนฝึกหัดตั้งแต่อายุยังน้อยเช่นนี้ท่านช่างมีวาสนานัก”
“คงเป็นเช่นนั้น” เหล่าอันพยักหน้า จากนั้นก็เบนสายตาไปยังสุนัขตัวน้อย “ท่านเอาเสื้อคลุมคลุมเขาเอาไว้สักหน่อยเถิด ข้าจะถอนคำสาปของเสี่ยวหลิงให้”
“พวกข้าเสียมารยาทต่อนางแล้ว มิทราบว่าจะไปกล่าวขออภัยอย่างเป็นทางการได้หรือไม่?”
“เรื่องนั้นย่อมไม่มีปัญหา แต่ข้าแนะนำว่าพวกท่านควรหาขนมเลิศรสมาให้นางสักหน่อย หาไม่แล้วเสี่ยวหลิงคงไม่หายขุ่นเคืองง่ายๆ แน่” ดีไม่ดีจิ้งจอกสวรรค์อาจจะกลั่นแกล้งคนกลุ่มนี้จนกว่าจะพอใจค่อยยกโทษให้ก็ได้
“ขอบคุณท่านที่ชี้แนะ” ผู้อาวุโสหลินไห่รู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง และเมื่อพวกเขาหมดเรื่องสนทนากันแล้วเหล่าอันก็จัดการถอนคำสาปให้ศิษย์ผู้เคราะห์ร้าย ระหว่างรอให้ชายหนุ่มแต่งตัวให้เรียบร้อยเขาก็ปลีกตัวไปชงชาและเตรียมของว่าง ไม่นานเหล่าผู้มาเยือนจากสำนักหมิงซวินก็ได้ลิ้มรสชาเซียนหอมกรุ่นกับผลไม้ตากแห้ง แน่นอนว่าผลไม้เหล่านั้นก็เป็นพืชปราณเช่นกัน บรรดาผู้ฝึกตนทั้งหลายตื่นเต้นตั้งแต่ได้กลิ่นหอมของชาเซียนแล้ว ยิ่งพอได้ลิ้มลองผลไม้ตากแห้งที่เป็นพืชปราณเข้าไป พวกเขาก็พลันรู้สึกว่าที่ผ่านมาพวกตนเหมือนกบก้นบ่อ*ก็ไม่ปาน
*(หมายถึงผู้อยู่ในที่แคบจึงมองโลกแคบตามไปด้วย)
“ผลไม้พวกนี้...เจ้าไม่คิดขายหรือ?” หลินไห่เอ่ยถามขึ้นด้วยไม่อาจเก็บความสงสัยเอาไว้ได้อีกต่อไป ส่วนบรรดาสหายร่วมสำนักตลอดจนพวกศิษย์ทั้งหลายนั้นสติหลุดลอยไปเรียบร้อยแล้ว
“ข้าปลูกไว้ไม่มาก ที่พอจะแจกจ่ายออกไปได้ก็มีแต่ผักดองเท่านั้น”
“พูดถึงเรื่องผักดอง ข้าคิดว่าสถานที่ในปัจจุบันค่อนข้างจะคับแคบไปสักหน่อย เอาอย่างนี้ดีหรือไม่? สำนักมีจวนใหญ่อยู่หลายหลังเจ้าไปใช้พื้นที่ที่นั่นเถิด”
“เรื่องขยับขยายข้าได้ลงมือทำไปแล้วเพียงแต่ต้องรอให้การก่อสร้างแล้วเสร็จเท่านั้น”
“แล้วเจ้าไม่คิดจะเปิดสาขาเพิ่มหรือ? ด้วยกำลังของเจ้าข้าเชื่อว่าสามารถทำได้ ผักดองของเจ้าเป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้ฝึกตนและคนทั่วไป มันคงจะดีกว่าหากผู้คนสามารถเข้าถึงผักดองของเจ้าได้มากขึ้น” ข้อเสนอแนะของหลินไห่นั้นนับว่าน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เหล่าอันนึกไปถึงข่าวลือเรื่องมารออกอาละวาด ผักดองของเขามีพลังทิพย์แฝงอยู่ด้วยดังนั้นมันจึงน่าจะช่วยป้องกันภัยจากมารได้ในระดับหนึ่ง พอสันนิษฐานอย่างนี้แล้วเขาก็อยากจะให้ชาวบ้านทั่วๆ ไปได้มีโอกาสซื้อหาผักดองของเขาไปกิน
“เช่นนั้นคงต้องรบกวนผู้อาวุโสเรื่องการจัดหาสถานที่ตั้งร้านแล้ว ส่วนเรื่องคนงานข้าจะจัดการเองขอรับ”
“ดีๆ ข้าจะเร่งจัดการให้” ผู้อาวุโสหลินไห่ไม่ติดใจเรื่องที่เหล่าอันจะหาคนงานเองเหตุก็เป็นเพราะว่าเขาทราบดีอยู่แล้วในเรื่องที่พวกเซียนมีของวิเศษที่สามารถเลียนแบบคนจริงๆ ได้ ดูอย่างบ่าวที่เหลืออยู่ในร้านก็เป็นหลักฐานได้อย่างดีเลยทีเดียว จะมีคนธรรมดาที่ไหนบ้างสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างเป็นธรรมชาติท่ามกลางแรงกดดันของเหล่าผู้ฝึกตนระดับสูงเช่นนี้
และแล้วด้วยการช่วยเหลือของสำนักหมิงซวินร้านอวี้ไป่ไช่จึงได้ขยายสาขาไปทั่วทุกหนแห่ง มันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในแผ่นดินต้าเถียนเท่านั้นแต่ยังกระจายไปในแคว้นข้างเคียงด้วย พนักงานในร้านสาขาทุกคนเป็นหุ่นพยนต์ เหล่าอันต้องเสียกุศลไปมากพอสมควรเลยทีเดียวในการซื้อหุ่นพยนต์มาใช้ นอกจากนี้ยังต้องเปลืองพลังทิพย์สร้างจิตวิญญาณให้หุ่นเหล่านั้นอีกด้วย
ร้านอวี้ไป่ไช่ขายผักดองในราคาไม่แพงอีกทั้งยังมีชื่อเสียงเล่าลือกันหนาหูว่าผักดองของอวี้ไป่ไช่เป็นยาอายุวัฒนะทั้งยังใช้ขับไล่มารร้ายได้ ชาวบ้านแม้ยากจนแค่ไหนก็พยายามซื้อหาผักดองมาเก็บไว้กับตัว บ้างก็เป็นไหผักดองเล็กๆ บ้างก็เป็นผักดองตากแห้งที่ว่ากันว่าหากนำมาบดแล้วปาใส่มารพวกมันจะเจ็บปวดแสนสาหัสราวกับถูกอาวุธวิเศษฟาดฟันใส่เลยทีเดียว ใช้เวลาเพียงไม่นานหลังขยายสาขาไปทั่วดินแดนผักดองแห่งร้านอวี้ไป่ไช่ก็ได้รับการขนานนามว่า “ผักดองเซียน” กลายเป็นสมบัติวิเศษพอๆ กับสุราเซียนที่เคยโด่งดังในอดีตเลยทีเดียว
๐๐๐