โรงอาหาร - - -
เขานั่งลงยังโต๊ะตัวหนึ่งก่อนจะหยิบเอาหนังสือในกระเป๋าขึ้นมาเปิดอ่านเป็หนังสือเกี่ยวกับศิลปะการถ่ายภาพซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับวิชาเรียนของเขาสักเท่าไหร่ แต่เป็เพราะเขาอยู่ชมรม Photos Cute ที่ต้องใช้ทักษะทางด้านการถ่ายภาพขั้นสูงและในอาทิตย์หน้าก็จะมีการรับรุ่นน้องปีหนึ่งเข้าชมรมต้องทำผลงานเพื่อโปรโมตกิจกรรมต่างๆ ของชมรมอีก อินทัชจดจ้องอยู่กับหนังสือตรงหน้าเขาเลื่อนสายตาไปตามอักษรบนแผ่นกระดาษนั้นเรื่อยๆ แต่แล้วก็มีบางอย่างรบกวนสมาธิให้เขารู้สึกหงุดหงิด
“นั่นไง รุ่นพี่ไอ้แดน” จอมพูดขึ้นเมื่อเห็นว่าพี่อินทัชนั่งอยู่ไม่ไกลมากนัก
“อ๋อ . . . . พี่เดือนนิเทศ” เจเจบอก
“หือ? เดือนนิเทศเหรอ?” แดนดินถามกลับด้วยความสงสัยเขาไม่รู้ข้อมูลตรงนี้มาก่อน
“เอ้า อย่าบอกนะว่าไม่รู้”
“เออ ไม่รู้” แดนดินส่ายหน้าทอดมองไปยังคนที่กำลังนั่งก้มหน้าอ่านหนังสืออยู่ด้วยรอยยิ้มจางๆแต่แล้วคนที่เขากำลังจดจ้องอยู่นั้นก็หันมาหาเขาด้วยสายตาดุดันราวกับว่าไม่พอใจอะไรบางอย่าง
“เห้ย คุยกันเงียบๆ หน่อยได้ป่ะ”
นั่นไง โดนดุจนได้ เขาโวยวายอย่างกับเป็เ้าของสถานที่สีหน้าบึ้งตึงนั้นทำให้รู้ว่าเขาอารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่เด็กทั้งสามหันไปมองตามเสียง พลางผงกหัวงึกงักเป็การขอโทษขอโพย
“ขอโทษค้าบบบบบ” จอมเอ่ยขอโทษก่อนที่เด็กปีหนึ่งทั้งสามคนจะหันกลับมาคุยกันเองอีกครั้ง
“ไอ้สัด ดุอย่างที่มึงว่าจริงๆ ด้วย” เจเจหันกลับมากระซิบกระซาบกับแดนดิน
“เขาจะเดินมาต่อยพวกเราไหม” จอมเอ่ยถามด้วยท่าทางตื่นๆ
“ไม่หรอก พวกมึงก็ . . . .” แดนดินบอกพลางเหลือบตาไปมองรุ่นพี่อินทัชอีกครั้ง ถ้าเทียบกับเขาแล้วพี่อินทัชไม่ได้ตัวใหญ่อะไรเลย แค่สูงกว่าประมาณเซ็นสองเซ็นเท่านั้นเองแต่ชอบทำตัวนิ่งๆ วางหน้าดุๆ เหมือนตั้งใจวางบุคลิกแบบนี้ให้คนอื่นหวาดกลัวทั้งที่ความเป็จริงแล้ว เขาอ่อนแอกว่านั้นแดนดินเผลอจดจ้องพลางวิเคราะห์อีกฝ่ายอย่างไม่รู้ตัว
“ไอ้แดน . . . . . . ไอ้แดน!!!”
แดนดินสะดุ้งเมื่อถูกเพื่อนรักอย่างจอมเขย่าแขน หลุดออกจากภวังค์ความคิดในทันทีก่อนจะหันกลับมาหาเพื่อนด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“เป็อะไรของมึง” จอมถาม
“เปล่าๆ ๆ”
“เปล่าไรวะ เห็นอยู่ว่ามึงจ้องพี่เขา” เจเจถามขึ้นอีก
“ไม่มีไรหรอก พวกมึงอย่าสนใจเลย”
“หรือว่ามึงชอบเขา?” จอมเอ่ยขึ้น
“มึงจะบ้าเหรอ กูจะไปชอบเขาได้ไง พูดเหี้ยไรของมึงเนี่ย” แดนดินโวยวาย
“ฮ่าๆ กูล้อเล่นเอง มึงจะอารมณ์เสียทำไม” จอมตอบ
“กูว่าเราเปลี่ยนเื่คุยกันเถอะ!!! ก่อนที่จะโดนดุอีกรอบ”
ทั้งสามคนเปลี่ยนเื่สนทนา และคุยกันเบากว่าตอนแรกแต่แดนดินเองไม่ได้ฟังเพื่อนทั้งสองคนเลย เขาเอาแต่จ้องมองคนที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ไม่ไกลมากนักด้วยความรู้สึกที่ว่างเปล่า
ทำไมกันนะ? ทำไมถึงได้เข้าถึงยากขนาดนี้ . . . . . . . .
15: 30
แดนดินนั่งรอรุ่นพี่ร่วมห้องของตนอยู่ที่หน้าหอพัก จริงๆแล้วเขาเลิกเรียนั้แ่บ่ายสอง แต่ต้องรออีกฝ่ายเพราะเข้าห้องไม่ได้และไม่รู้จะติดต่อพี่เขายังไง จึงได้แต่นั่งรออยู่แบบนี้เขาพิงหลังไปกับผนังก่อนจะหลับตาลงด้วยความเบื่อหน่าย
“ไอ้น้องแดนนนน ไอ้แดนนนนน”
แดนดินเปิดตาขึ้นเห็นรุ่นพี่ร่วมห้องของตนยืนจ้องอยู่ก็รีบลุกขึ้นทันที
“ครับๆ”
“โทษที พอดีกูไปธุระมาอ่ะ”
“ไม่เป็ไรครับ”
“อ่ะนี่ กุญแจมึง”
“ธุระที่ว่าคือ . . .ไปเอากุญแจมาให้ผมเหรอครับ”
“เปล่า พอดีทางผ่านเลยแวะ”
“ครับๆ ๆ”
แดนดินรับเอากุญแจห้องมาจากอีกฝ่ายและเลือกที่จะเดินตามขึ้นห้องมาอย่างเงียบๆ ไม่อยากชวนพี่อินทัชคุยอะไรต่อเดี๋ยวเขาจะหงุดหงิดใส่ตนอีก
เมื่อขึ้นมาถึงห้องเด็กหนุ่มก็วางกระเป๋าลงบนโต๊ะหนังสือนั่งลงยังเก้าอี้แล้วหยิบเอาโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเล่น คุยแช็ตกับเพื่อนๆของเขาตามประสา ไม่ได้ให้ความสนใจกับรุ่นพี่ร่วมห้องอีก
Group ลูกพี่แดนดิน
สมาชิก [แดนดิน : เจเจ: จอมทัพ]
[แดนดิน : อึดอัดเหี้ยๆ ]แดนดินส่งข้อความหาเพื่อนๆ ด้วยความหงุดหงิด ถ้าเป็แบบนี้ไปเรื่อยๆเขาจะอยู่ได้ยังไง พี่อินทัชดูไม่ชอบเขาเอาซะเลย
[จอมทัพ : เป็อะไรของมึง]
[แดนดิน : กูอึดอัดทำไมต้องมาอยู่กับไอ้พี่อินทัชห่าไรนี่ด้วยวะ]
[เจเจ : เอ้า ย้ายมั้ยมึง]
[แดนดิน : ย้ายได้กูย้ายไปแล้วครับ]
[เจเจ : มึงลองถามอาจารย์คุมหอมึงก่อนดิเผื่อเขายอม]
[แดนดิน : อาจารย์คุมหอกูเป็ใครยังไม่รู้เลยไม่เคยเห็นหน้า]
[จอมทัพ : เอ้า หอมึงนี่ยังไงวะ]
[เจเจ : ยังไม่ได้ประชุมหอเหรอวะ]
[แดนดิน : ไม่มีประชุมห่าไรทั้งนั้นแหละ]
[จอมทัพ : เออ เหี้ยดี 55555]
[แดนดิน : หัวเราะห่าไรยิ่งเครียดๆ อยู่]
[เจเจ : เพิ่งจะไม่กี่วันเองป่ะมึงใจเย็นๆ ดิ พี่เขาอาจจะกำลังปรับตัวอยู่ก็ได้]
[แดนดิน : ปรับห่าไรละ มีแต่กูที่ปรับ]
[จอมทัพ : เอาหน่า ใจเย็นๆ เชื่อกู]
“เราทำไรผิดวะ เื่แค่นี้เอง ทำไมวะ ไม่เอาแบบนี้สิ นะครับ . . .”
ในขณะที่แดนดินกำลังคุยกับเพื่อนของเขาอยู่นั้นก็มีเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้น ดึงความสนใจของเขาไปจนหมดสิ้นเขาละสายตาจากหน้าจอมือถือก่อนจะหันไปมองคนที่ยืนคุยโทรศัพท์อยู่ที่ระเบียงห้องด้วยความแปลกใจมองดูอาการฟึดฟัดขณะคุยโทรศัพท์ของอีกฝ่าย เหมือนไม่พอใจอะไรสักอย่างไม่นานนักพี่อินทัชก็กดวางสายก่อนจะนั่งลงนิ่งๆ สีหน้าดูเศร้าเล็กน้อยแดนดินไม่รู้ว่าควรเข้าไปปลอบดีไหม อีกใจก็อยากเดินเข้าไปแต่อีกใจก็กลัวว่าจะถูกไล่ให้ออกมา
เขาหันกลับมาสนใจที่หน้าจอโทรศัพท์ตามเดิม เลื่อนดูข่าวสารและการอัปเดตต่างๆใน Facebook แต่แล้วเสียงของพี่อินทัชก็ดึงความสนใจของเขาไปอีกครั้ง
“โห่โว้ยยยยย” คนที่อยู่นอกระเบียงโวยวายท่าทางหงุดหงิดเอามากๆ
แดนดินหันกลับไปมองเขาอีกคราวนี้เขาถึงกับขมวดคิ้วแน่นเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังร้องไห้พี่อินทัชนั่งพิงไปกับบานกระจกที่มีผ้าม่านกั้นอยู่ด้านในเหมือนพยายามจะหลบไม่ให้แดนดินเห็น แต่แดนดินเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นเพียงแต่ไม่รู้ว่ามันคือเื่อะไรกันแน่
จะเข้าไปดีไหมนะ?
ถ้าเข้าไปแล้วจะโดนดุโดนไล่ออกมาไหมนะ?
หรือไม่ควรเข้าไปยุ่งดี?
คำถามมากมายวิ่งอยู่ในหัว เขาไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดีรุ่นพี่ที่ทำตัวเข้มแข็งอยู่ตลอดเวลาที่จริงแล้วเขาอ่อนแอมากๆที่เห็นว่าชอบดุก็คงเป็เพราะสร้างกำแพงขึ้นมาปกป้องตัวเอง แดนดินคิดเอาเองว่าน่าจะเป็แบบนั้น
แล้วจะเอายังไงดี? แดนดินนั่งชั่งใจอยู่สักพัก ยิ่งทิ้งเวลาให้นานขึ้นคนที่อยู่หลังบานประตูกระจกก็ยิ่งร้องไห้สะอึกสะอื้นแรงขึ้นเรื่อยๆ
เอาวะ ถ้าจะโดนไล่ก็ไม่เป็ไร แต่ถ้าปล่อยเอาไว้ต้องแย่แน่ๆอย่างน้อยการปล่อยให้พี่เขาด่าก็ถือว่าเป็การช่วยให้พี่เขาได้ระบายความเศร้าออกมาแดนดินตัดสินใจลุกขึ้นจากเก้าอี้ สาวเท้าไปยังระเบียงเพียง 6 – 7 ก้าวก็ถึงเลื่อนประตูกระจกที่ปิดไม่สนิทนั้นให้เปิดออก
“พี่ครับ”
ทันทีที่เดินออกมาถึงระเบียงห้องเขาก็เรียกอีกฝ่ายทันที
อินทัชที่กำลังนั่งกอดเข่าพิงไปกับบานกระจกหนาค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองทั้งน้ำตา ก่อนจะปาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มจนแห้งสนิทแต่เช็ดออกกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง น้ำตาก็ยังคงไหลออกมาเรื่อยๆ อยู่ดี
“อะไรของมึง อย่าเพิ่งมายุ่งได้ไหม” เขาบอกเสียงเรียบ
“ขอยุ่งหน่อยไม่ได้เหรอ” แดนดินพูดขึ้น
“อะไร?”
“เป็อะไรครับ” เขาถามพร้อมกับนั่งลงให้อยู่ในระดับเดียวกับอินทัช
“เปล่า”
“โห โกหกกันซึ่งๆ หน้างี้เลยเหรอ ก็เห็นอยู่ว่าเป็”
“เื่ของกู” อินทัชตอบเลี่ยงๆพลางหันหน้าหนีไปทางอื่น
“ระบายกับผมก็ได้นะพี่”
แดนดินไม่ละความพยายาม เขาพูดแล้วถัดตัวไปนั่งข้างๆ พิงหลังไปกับบานกระจกหนาเช่นเดียวกันกับอีกฝ่าย
“ไม่อ่ะ อย่ามายุ่ง” อินทัชปฏิเสธทุกวิถีทาง
“เห้อ . . . . . เพิ่งรู้นะเนี่ย ว่าพี่ดื้อขนาดนี้”
“ดื้อ อะไรของมึง”
“ก็นี่ไง แบบที่เป็อยู่เนี่ย เรียกว่าดื้อ แสดงว่าเวลาพี่มีปัญหาอะไรพี่ก็จะเก็บไว้คนเดียวใช่ป่ะ”
“รู้ดี” อินทัชตอบ
“ไม่เห็นต้องเก็บไว้คนเดียวเลยพี่ บางเื่มันแชร์กันได้นะต่อให้เป็เื่เศร้าก็เถอะ มันดีกว่าการเก็บเอาไว้แล้วเป็บ้าอยู่คนเดียวนะครับ”
“พูดมากจังวะ”
“ผมก็พูดมากแบบนี้แหละ ทนๆ หน่อยละกัน” แดนดินตอบ
“แล้วพูดจบยัง พูดจบแล้วก็เข้าไปข้างในเถอะ”
“ยังพูดไม่จบ”
“เอ๊ะ มึงนี่ อะไรนักหนาวะ”
“ผมมีอะไรอยากจะพูดอีกหน่อยอ่ะ อีกแค่อย่างเดียว แต่ยาวหน่อยนะ”
“งั้นก็รีบๆ พูดมา”
แดนดินจ้องมองคนที่อารมณ์เสียอยู่ด้วยความเอ็นดูผู้ชายที่ชอบทำตัวเข้มแข็งตลอดเวลาอย่างอินทัช ที่วันๆ เอาแต่ปั้นหน้าดุ จริงๆแล้วอ่อนแอและบอบบางยิ่งกว่ากระดาษเสียอีก ดูสิ ใบหน้าหล่อๆ แดงไปหมดแล้วแดนดินเบนสายตาไปด้านนอกแทนการจ้องมองหน้าของอินทัชก่อนจะรวบรวมสติและพูดปลอบใจอีกฝ่าย
“คนที่เขาไม่รักเรานะพี่ ต่อให้เราทำดีแค่ไหนอ่ะ เขาแม่งก็ไม่รัก”
พูดอะไรออกไปวะ ต้องปลอบไม่ใช่เหรอ แต่คำพูดเมื่อกี้มันไม่ใช่นี่หว่าแดนดินกะพริบตาปริบ ยกมือขึ้นเกาหัวด้วยความไม่เข้าใจในตัวเอง อยากจะปลอบแต่ถูกอารมณ์ของอีกฝ่ายดึงให้เขาจมลงไปกับเื่ราวในอดีตด้วย
“มึงพูดเหมือนมึงรู้เลยนะว่าเกิดอะไรขึ้นกับกู” อินทัชพูดขึ้น
“ครับ ก็ประมาณนั้น”
“พูดต่อดิ”
“ครับ” แดนดินรวบรวมสติอีกครั้ง ก่อนจะพูดต่อ
“ตอนนี้พี่กำลังสงสัยใช่ไหม ว่าทำไมเขาถึงไปผมอยากจะบอกว่า....สงสัยไปมันก็เท่านั้นแหละครับ ยิ่งหาคำตอบ ก็ยิ่งไม่รู้ยิ่งถามตัวเองซ้ำๆ ว่าทำไม แม่งก็ยิ่งตอกย้ำตัวเอง”
ตอนนี้คนพูดเริ่มมีน้ำตาเอ่อรื้นขึ้นมาที่เบ้าตาทั้งสองข้างเขาพยายามฝืนมันเอาไว้ ไม่ให้ไหลออกมา ตั้งใจจะปลอบอีกฝ่ายแท้ๆแต่ดันจี้ปมตัวเองจนน้ำตาแทบไหล
“ที่กูทำไปทั้งหมดมันยังไม่ดีอีกเหรอวะ” อินทัชเอ่ยถามพลางปาดน้ำตาที่ไหลลงมานั้นอีกครั้ง
“แล้วมันดีไหมล่ะครับ ถ้าเราทำทุกอย่างดีแล้ว แล้วเขายังมองไม่เห็นก็พอเถอะพี่ เพราะต่อให้พี่ทำไปอีกเท่าไหร่ เขาก็ไม่เห็นคุณค่าหรอก”
“อื้อ” อีกฝ่ายตอบสั้นๆซุกหน้าลงกับหัวเข่าแล้วสะอื้นหนักกว่าเดิม
“ไม่เอาดิพี่ พอแล้วๆ ๆ”
“ยุ่งหน่า . . . มึงไม่ใช่กูมึงไม่รู้หรอก”
“เห้อ . . . กูผ่านมันมาแล้วต่างหาก” แดนดินตอบกลับด้วยความหงุดหงิดเพราะอีกฝ่ายปิดกั้นตัวเองจนเกินไป ทำให้เขาต้องใช้คำพูดที่ฟังดูรุนแรงกว่าเดิม
อินทัชเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย เช็ดน้ำตาจนแห้งสนิทอีกครั้ง
“แล้ว . . . . มึงผ่านมันมาได้ไงวะ” เขาถาม
“ตอนแรกมันก็ยากหน่อย เหมือนจะตายให้ได้เลยล่ะ แต่ . . . .”
“แต่อะไรวะ”
“แต่พอผมคิดได้แบบนั้น ผมก็เลิกฟูมฟายไปเลย แล้วกลับมาใช้ชีวิตปกติอีกครั้ง”
“คิดได้ยังไงวะ”
“ก็คิดได้ไงว่า ต่อให้เราทำดีให้ตายเขาก็ไม่เห็นคุณค่าเพราะเขาไม่เคยเห็นั้แ่แรก คนแบบนั้นน่ะ ไม่คู่ควรกับเราหรอก”
“เราดีเกินไปเหรอวะ” อินทัชถามอีก
“ไม่หรอก เราแค่ ‘ไม่ใช่คนใจร้าย’ ”
“คงจะจริงอย่างที่มึงพูด”
“แต่พี่ใจร้ายกับผมมากๆ เลยรู้ป่ะ” คนที่กำลังพูดปลอบประโลมอยู่เปลี่ยนเื่ไปเฉยๆ
“อะไรของมึงเนี่ย”
“ฮ่าๆ เห็นป่ะ เนี่ยใจร้ายอีกละ”
“ไปเลยไป”
โดนไล่อีกตามเคย แต่เป็คำพูดที่ไม่ได้หนักแน่นเหมือนทุกครั้งแดนดินขำออกมาเบาๆ พลางจ้องหน้าอีกฝ่ายอยู่อย่างนั้นพินิจพิจารณาถึงความหล่อเหลาที่แฝงไปด้วยความน่ารักอันเต็มเปี่ยมริมฝีปากเรียวเล็กได้รูป เค้าโครงหน้าที่ชวนมอง บวกกับท่าทางหงอๆของอินทัชตอนนี้ทำให้เขาแทบไม่กะพริบตา
“ไอ้แดน มึงมองอะไร”
แต่แล้วแดนดินก็ต้องสะดุ้งตื่นจากภวังค์ของอีกฝ่ายเขากะพริบตาปริบพลางเบนหน้าไปทางอื่น
“เลิกเศร้านะครับ เดี๋ยวผมไปเอาช็อกโกแลตมาให้กิน”
พูดจบแดนดินก็ลุกขึ้น สาวเท้าตั้งใจจะก้าวเข้าไปด้านในห้องแต่ยังไม่ทันจะถึงไหน เ้าตัวก็ชนเข้ากับบานกระจกหนาของประตูระเบียงจนล้มลงไม่เป็ท่า
ปึ๊ง!!!
โอ้ยย เหี้ยยยย!!
แดนดินโวยวายขึ้นเมื่อล้มลงไปกับพื้น ก่อนจะค่อยๆพยุงตัวลุกขึ้นนั่งหน้าบูดเป็เด็ก 3 ขวบชวนให้คนที่นั่งซึมอยู่เปลี่ยนสีหน้าไปทันที เขาหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น
ตอนเดินออกมาก็ไม่ได้เลื่อนปิดนี่นา…
“ฮ่าๆ ๆ ฮ่าๆ ๆ ฮ่าๆ ๆ”
“พี่หยุดขำเลยนะ”
“ฮ่าๆ ๆ ฮ่าๆ ๆ ฮ่าๆ ๆ”
“หยุดนะไอ้พี่ โว้ยยยยยย”
“ฮ่าๆ ทำไมมึงไม่รู้จักดูให้ดีวะ”
“ก็ผมจำได้ว่าผมไม่ได้ปิด...”
“กูปิดเองแหละ ฮ่าๆ ๆ” อินทัชบอก
“กระจกห่านี่ก็ใส่เกิ๊น” แดนดินบ่นออกมาอย่างหัวเสีย
“ฮ่าๆ ๆ”
“ยังอีก ยังไม่หยุดขำอีกนะ แล้วก็ยังไม่มาช่วยพยุงผมลุกอีก”
“ฮ่าๆ ๆ เออๆ มาๆ เดี๋ยวช่วยๆ”
อินทัชลุกแล้วเข้าไปพยุงแดนดินขึ้นคนตัวหนากว่านิดหน่อยทำท่าสำออยจนเห็นได้ชัด
“ไอ้แดน มึงหลอกกูเหรอ? มึงไม่ได้เจ็บเหรอ?” อินทัชโวยวายเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายแค่แกล้งทำเป็สำออยเท่านั้น
“เปล่านะครับ”
“มึงไม่ได้เจ็บ”
“ว๊า รู้ทันอีกละ”
พรึบ!! อินทัชปล่อยอีกฝ่ายให้ร่วงลงไปทันที
“โอ้ยยย ไอ้พี่!!”
“ฮ่าๆ ๆ ลุกเองเลยมึงอ่ะ เร็วๆ อย่ามัวลีลาวันนี้กูจะได้กินช็อกโกแลตของมึงไหมครับไอ้น้องแดน”
“ครับๆ ๆ”
แดนดินลุกขึ้นแล้วเปิดประตูเข้ามาภายในห้อง โดยมีอีกฝ่ายตามเข้ามาติดๆบรรยากาศและอะไรต่างๆ เริ่มเปลี่ยนไป จากที่เคยอึดอัดมากๆตอนนี้ไม่มีหลงเหลืออยู่แล้วสีหน้าที่ยิ้มให้เขาของพี่อินทัชเมื่อกี้ดูสดใสและจริงใจมากๆเหมือนกับว่าเขาปลดล็อกกำแพงของอีกฝ่ายได้แล้ว ด้วยคำปลอบโยนที่แม่งโคตรจะเสี่ยงต่อชีวิตของเขาเลยนึกว่าจะโดนทุบออกมาซะแล้ว แต่อีกฝ่ายก็ยอมรับฟังแต่โดยดี
“อ่ะ นี่ครับ ช็อกโกแลต”
แดนดินยื่นช็อกโกแลตให้อีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม อินทัชรับไปแกะแล้วค่อยๆงับเข้าปากทีละน้อย
เหมือนแมวเลย...
แดนดินคิดในใจพลางเผลอจ้องมองอีกฝ่ายอยู่แบบนั้น รุ่นพี่ของเขากินช็อกโกแลตจนเลอะปากราวกับเด็กๆแต่เ้าตัวยังคงไม่รู้และงับแท่งช็อกโกแลตเข้าปากต่อไปใบหน้าหล่อเหลานั้นเผยรอยยิ้มอ่อนๆ ออกมาอย่างผ่อนคลาย
“รู้ได้ไงอ่ะ ว่ากูชอบกินช็อกโกแลต”
“ไม่รู้หรอกครับ”
“เอ้า...”
“คือผมเองก็ชอบกินเหมือนกัน”
แดนดินตอบทั้งๆ ที่สายตายังคงจ้องอีกฝ่ายไม่เลิกแต่อีกฝ่ายไม่ได้สนใจอะไรเลย นอกจากแท่งช็อกโกแลตตรงหน้าของเขา
“เลอะปากหมดแล้วครับ”
เหมือนลูกแมวตัวน้อยที่กินอาหารมูมมามจนเลอะปากนั่นแหละเหมือนกันเป๊ะเลย โคตรจะน่ารัก!! แดนดินคิดในใจ
“เลอะเหรอ งื่อ.. ขอทิชชู่หน่อย”
แดนดินหยิบทิชชู่ที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาถือไว้ แต่ไม่ยอมส่งให้อีกฝ่ายแม้ว่าอีกฝ่ายจะยื่นมือมารับก็ตาม
“เอ้า เอามาดิวะ”
“เดี๋ยวผมเช็ดให้ครับ”
“เห้ย ไม่เอาาา จะบ้าเหรอ”
“อยู่เฉยๆ เหอะหน่า”
พูดจบแดนดินก็ซับคราบช็อกโกแลตที่เลอะริมฝีปากของพี่อินทัชออก ใบหน้าสดใสเผยยิ้มออกมายิ่งมองเรียวขอบริมฝีปากนั้นก็ยิ่งรู้สึกว่าน่ารัก
“ยิ้มอะไรของมึง”
“ห้ะ!!! เอ่อ...เอ้อ...เปล่าครับๆ ”
“ขำที่กูกินเลอะเหรอ หึ!!! ”
“ไม่ใช่แบบนั้นครับๆ ”
“อย่ามาแก้ตัว”
“คือพี่น่ารักมากต่างหาก เวลากินขนมแล้วเหมือนแมวเลย ฮ่าๆ พูดไรของผมเนี่ย”คนพูดพูดเองเขินเอง
“.....”
ส่วนอินทัชตอนนี้ได้นิ่งงันไปแล้วกับอีแค่คำพูดของเด็กบ้าที่ชมเขาว่าน่ารักเหมือนแมว แค่นั้นเองทำไมถึงทำเขาร้อนไปทั้งตัวแบบนี้ อุ่นๆ อยู่ที่แก้มและหนึบๆ อยู่ที่หัวใจ
“พี่ครับพี่ๆ ๆ ”
“ห้ะๆ ว่า”
“เป็อะไรรึเปล่า อยู่ๆ ก็นิ่งไป”
“เอ่อ.....เปล่าๆ ”
พูดจบอินทัชก็ยัดช็อกโกแลตส่วนที่เหลือเข้าปากจนหมดก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินเข้าห้องน้ำไปทิ้งให้แดนดินนั่งยิ้มเป็บ้าเป็บออยู่คนเดียว
บ้าที่สุด! เขาต้องบ้าไปแล้ว! ทำไมถึงต้องมองว่าพี่อินทัชน่ารักด้วยวะ? งื่อ!!แต่นั่นผู้ชายนะครับไอ้แดน มึงจะบ้าเหรอ? โอเค หยุดคิดซะหยุด!!!!!
แดนดินสะบัดหัวให้ความคิดทุกอย่างดับลงก่อนจะหันมาสนใจงานในกระเป๋าแทน