รินได้จองตั๋วเครื่องบินเตรียมเดินทางกลับประเทศไทยไว้แล้ว ซึ่งเหลือเวลาอีกประมาณ1 สัปดาห์เท่านั้น ระหว่างนี้หญิงสาวยังคงอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกันกับเขา สถานะของเธอในตอนนี้คงจะเป็เพียงผู้ที่อยู่อาศัยร่วมกันแหละมั้งเธอเองก็ไม่มั่นใจนัก รินไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าเขาด้วยซ้ำ เธอเลือกที่จะพูดกับอีธานเท่าที่จำเป็เพราะว่า หญิงสาวไม่อยากข้องเกี่ยวหรือทำให้เื่ราวระหว่างเขากับเธอยุ่งยากและแตกหักไปมากกว่านี้ขอเลือกสร้างความทรงจำดีๆ ให้เขานับต่อจากนี้ก่อนที่จะได้บอกลากันจะดีกว่า แม้ว่า อาจจะดูเล็กน้อยก็ตาม
“อีกไม่กี่วันฉันก็จะกลับไทยแล้วนะคะ” รินเอ่ยขึ้นเสียงเรียบขณะที่เขากำลังนั่งดูทีวีในห้องรับแขกอยู่
“คุณจองตั๋วไว้เรียบร้อยแล้วเหรอ?” อีธานถามกลับโดยที่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ทีวีไม่ได้มีท่าทีเปลี่ยนไปแต่อย่างใด ราวกับว่าพวกเขากำลังพูดเื่สภาพอากาศทั่วไปเท่านั้น
“ใช่แล้วค่ะ เป็่เช้าวันศุกร์หน้า” รินฝืนยิ้มออกมาบางๆ เธอเงียบอยู่สักพักเพราะกำลังชั่งใจว่าจะถามเื่นี้กับเขาดีหรือไม่ สุดท้ายเธอได้ตัดสินใจพูดขึ้น
“คุณ...จะไปส่งฉันที่สนามบินไหม?” อย่างน้อยก็จะได้บอกลากันวันสุดท้ายในสถานที่ที่พวกเขาได้เจอกันตัวต่อตัวครั้งแรกคำถามจากหญิงสาวทำให้อีธานเงียบไปเพียงครู่เดียว
“ผมมีงานต้องทำ ไม่อยากลางานน่ะ” ชายหนุ่มตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย แต่คนที่ได้รับคำตอบนั้นรู้สึกหัวใจกำลังหล่นวูบ ม่านน้ำตาก่อตัวขึ้นมาทันใด รินทำได้เพียงยิ้มเจื่อนพร้อมกับพยักหน้าเบาๆก่อนจะรีบก้าวเท้ายาวๆ กลับห้องนอนของตนเองไป
แล้ววันนี้ก็ได้มาถึง วันที่รินจะต้องกลับประเทศไทย หญิงสาวขนสัมภาระออกมาวางไว้หน้าบ้านเพื่อรอรถที่เธอได้ติดต่อเอาไว้มารับไปสนามบิน เวลานี้ยังคงเช้ามากอีธานยังไม่ได้ออกไปทำงาน หลังจากหญิงสาวเช็คดูความเรียบร้อยจนมั่นใจแล้วว่าทุกอย่างครบ ตอนนี้ยังพอมีเวลาอีกประมาณครึ่งชั่วโมงรินจึงตัดสินใจเดินไปหาชายหนุ่มในห้องครัว คาดว่าเวลานี้เขาคงกำลังรับประทานอาหารเช้าที่เธอเตรียมไว้ให้อยู่เช่นทุกวัน
“ฉันมาบอกลาคุณค่ะ ขอบคุณที่พาฉันไปเที่ยวตั้งหลายแห่ง แถมยังใจดีให้ที่หลับนอนกับฉันและก็ต้องขอโทษในทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมา หวังว่า เราจะกลายเป็เพื่อนที่ดีต่อกันถ้าคุณจะไปเที่ยวประเทศไทยอีกครั้ง ก็อย่าลืมบอกกันนะคะ” รินพยายามคุมไม่ให้เสียงตนเองสั่นไม่ได้! วันนี้เธอจะไม่ร้องไห้เด็ดขาด!
“ผมดีใจที่ได้ยินคุณพูดแบบนั้น ขอให้เดินทางปลอดภัย ยินดีที่ได้รู้จักกัน”อีธานยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนจะหันหน้ากลับไปรับประทานอาหารเช้าตรงหน้าต่อ เขาไม่ได้แตะต้องตัวเธอเสียหน่อยทำไมรินถึงรู้สึกเจ็บแปลบไปทั่วร่างเช่นนี้นะ ความเหน็บหนาวภายในใจก่อตัวขึ้นมากะทันหันจนเธอต้องกระชับแขนกอดตัวเองรินยิ้มเศร้าให้เขาแล้วเดินออกจากบ้านไปอย่างเงียบๆ มันจบแล้ว...เธอพ่ายแพ้ราบคาบแล้วจริงๆเธอเจ็บจนพูดไม่ออก น่าแปลกที่คราวนี้น้ำตากลับไม่ไหลออกมาเลยสักหยดสงสัยเป็เพราะความรู้สึกของเธอได้ถูกเหยียบย่ำทำลายไปหมดแล้ว...
ประเทศไทย
เป็ระยะเวลากว่าหลายชั่วโมงในการเดินทางในที่สุดหญิงสาวก็ได้กลับมาถึงประเทศบ้านเกิดเสียที รินลากกระเป๋าเดินทางผ่านเข้าไปในรั้วบ้านกึ่งปูนกึ่งไม้หลังเก่าซึ่งตั้งอยู่ชานเมืองบ้านที่เธอได้เติบโตมาั้แ่จำความได้ ดวงตาที่ดูว่างเปล่าของหญิงสาวมองไปยังข้างหน้าอย่างไร้จุดหมายพลันมีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากข้างบ้านเรียกสติของรินให้กลับมา
“ริน! เป็ไงบ้างลูก?” เสียงอบอุ่นจากแม่ดังก้องชัดเจน รินทิ้งกระเป๋าในมือก่อนจะโผเข้ากอดแม่ทันทีหญิงสาวร้องไห้อย่างหนักจนตัวหอบโยนโดยที่แม่ยังคงคอยลูบหลังปลอบประโลมเธอเอาไว้
“ไม่เป็ไรนะลูก รินอยู่กับแม่แล้ว”ยิ่งแม่พยายามเอ่ยปลอบใจเธอมากเท่าใด น้ำตาเ้ากรรมพลันไหลเอ่อล้นออกมามากเท่านั้นเธอเกลียดตัวเองเหลือเกิน เธอกลายเป็ลูกที่ไม่เอาไหน ทำอะไรก็ล้มเหลวไปหมดเสียทุกอย่างหญิงสาวได้แต่โทษตัวเองในใจซ้ำๆ
นี่ก็เป็ระยะเวลานานกว่าหลายสัปดาห์แล้วั้แ่กลับมาถึงประเทศไทยไม่มีวันไหนที่รินไม่ร้องไห้ ภาพของเหตุการณ์ที่ผ่านมายังคงวนเวียนอยู่ในหัวของหญิงสาวซ้ำๆจนเธอนอนไม่หลับทุกคืน รินเก็บตัวเงียบนั่งเหม่อลอยอยู่คนเดียวในห้องตลอดทั้งวันทุกวันร่างกายของเธอซูบผอมลงอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าแม่จะพยายามทำเมนูที่เธอชอบให้ทาน หญิงสาวกลับรู้สึกไม่อยากอาหารอาการของเธอนั้นยิ่งทำให้แม่พลอยไม่สบายใจไปด้วย ขณะที่แม่ออกไปขายของตอนเย็นก็จะคอยส่งข้อความมาหาเธอตลอดไม่ใช่ว่า รินจะไม่รับรู้ถึงความห่วงใยของแม่ เธออยากดึงตัวเองกลับคืนมาเช่นกันแต่มันทำได้ยากเหลือเกิน
วันนี้ก็คงจะเช่นเดิม รินมองออกไปยังนอกหน้าต่างห้องนอนด้วยสายตาที่ว่างเปล่าแต่ทันใดนั้นกลับมีเสียงของหนักอะไรบางอย่างตกกระแทกกับพื้นบ้านดังลั่นซึ่งน่าจะดังมาจากชั้นล่างตามมาด้วยเสียงกระจัดกระจายของหม้อและชามหลายใบที่ตกตามมา ลางสังหรณ์บางอย่างทำให้รินเดินลงไปดูที่มาของเสียงแล้วหญิงสาวก็ต้องตาเบิกกว้างด้วยความใกับภาพตรงหน้า
“แม่!” รินะโลั่นอย่างเสียสติ เมื่อเห็นแม่ล้มลงนอนราบไปกับพื้นบ้านแม่ผงกหัวขึ้นพลางพยายามใช้แขนข้างหนึ่งยันตัวเองลุกขึ้นนั่งแต่กลับยากยิ่งรินรีบพุ่งตัวเข้าไปประคองแม่ขึ้นมา
“ระ ริน แขน แม่” แม่เรียกเธอแต่ลักษณะการพูดกลับไม่ชัดเจนเหมือนคนลิ้นแข็ง หญิงสาวมองไปที่ใบหน้าของแม่ก็ต้องร้องไห้ออกมาหนักกว่าเดิมปากของแม่เบี้ยวไปข้างหนึ่ง ที่หนักไปกว่านั้นดูเหมือนว่าแขนข้างซ้ายของแม่จะขยับได้น้อยลง รินพยายามรวบรวมสติอันน้อยนิดกลับคืนมาก่อนจะลนลานหาโทรศัพท์เรียกรถโรงพยาบาล
เมื่อได้ไปถึงโรงพยาบาล คุณหมอแจ้งเธอว่า แม่เป็เส้นเืสมองตีบแต่ก็ถือว่าโชคดีที่มาโรงพยาบาลทัน คุณหมอได้ให้ยาและให้นอนพักฟื้นสังเกตอาการในโรงพยาบาลต่อคุณหมอบอกว่า สาเหตุเกิดจากโรคความดันโลหิตสูง ภัยเงียบที่หลายคนไม่รู้ตัวหลายคนจะแสดงอาการเมื่อเป็รุนแรงไปแล้วเช่นกรณีนี้ คุณหมอยังบอกต่ออีกว่านอกจากเื่อาหาร อายุแล้ว ความเครียดก็เป็สาเหตุของโรคความดันโลหิตสูงได้เช่นกัน
รินนั่งเฝ้าแม่อยู่ข้างเตียงตลอดเวลา หญิงสาวกุมมือมารดาเอาไว้แน่นเธอร้องไห้อย่างหนักทั้งคืนจนตาบวมปูดในใจได้แต่นึกโทษตัวเองที่ทำให้แม่เครียดจนกลายเป็แบบนี้
“ริน”เสียงของแม่ดังขึ้นทำให้หญิงสาวสะดุ้งตัวตื่นขึ้นมาทันใด
“แม่! ไม่เป็ไรแล้วนะ หนูดูแลแม่เอง” รินเอ่ยเสียงสั่น มือบางกอบกุมมือของแม่ไว้แน่น
“ขอบใจมากนะลูก” แม่ส่งยิ้มมาให้เธออย่างอบอุ่นและอ่อนโยน หญิงสาวยิ้มทั้งน้ำตาให้แม่เช่นกัน
“แม่หายแล้วล่ะ เพราะว่าลูกสาวแม่ยิ้มได้แล้ว” แม่ยกมือข้างที่ไม่อ่อนแรงขึ้นมาลูบดวงหน้าของรินดวงตาเต็มไปด้วยความห่วงใยส่งไปให้เธอ คำพูดของแม่ทำให้รินปล่อยโฮออกมาหนักยิ่งกว่าเดิม
ที่ผ่านมาเธอกลับลืมนึกไปว่า แม้เธอจะตกต่ำกลายเป็คนไร้ค่าไม่เหลือใคร ก็ยังมีคนสำคัญที่รอคอยเธออยู่ที่บ้านเสมอไม่จากไปไหน เหตุการณ์สำคัญครั้งนี้ช่วยดึงสติของรินกลับมาได้ คงถึงเวลาแล้วที่เธอต้องกลับมาดูแลครอบครัวรักตัวเองให้มากขึ้น และชีวิตต้องดำเนินต่อไป หมดเวลาคร่ำครวญแล้ว!
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++
Remind กันอีกรอบนะคะ ในเว็บเราจะลงประมาณ 90% ของเนื้อเื่ ใครอยากอ่านเื่เต็มไปอุดหนุนอีบุ๊คกันได้ที่ธัญวลัยอีบุ๊ค ราคา่ flash sale เพียง 29 บาท หมดเขตวันที่ 8/8/2567 นี้เท่านั้น!! หรืออีกช่องทางหนึ่งคือ meb ราคาเพียง 65 บาท อย่าลืมไปอุดหนุนกันเยอะๆ น้าขอบคุณค่า