ข้ามาจากดาวเคราะห์สีน้ำเงิน

    ตอนที่ 28 ดาวทะเลทราย

    ตอนที่28 ดาวทะเลทราย


    “อะไรนะ?” แอทลาสตบโต๊ะประชุมเสียงดังพร้อมกับถามลูกน้องอย่างไม่พอใจ


    “ช่างไม่รู้จักมารยาทเสียจริงนึกจะไปก็ไป นึกจะมาก็มางั้นหรือ?”อลาสตอร์บ่นพึมพำอย่างไม่พอใจในการกระทำของหลิว

    เย่


    “ช่างเถอะ ไหนๆเขาก็ไปแล้วคงจะเดินทางไปดาวทะเลทรายสินะ หากไม่มีการเตรียมพร้อมอะไรไว้ล่วงหน้า ก็ลำบากที

    เดียว”แอทลาสส่ายหัวกับการกระทำของหลิวเย่พลางกังวลเล็กน้อยที่หลิวเย่จะต้องพบกับกองทัพพวกโน๊ชและสภาพ

    แวดล้อมของทะเลทรายที่ร้อนและแห้งแล้งแทบจะไม่แตกต่างจากดาวขยะอื่นมากนัก


    จากนั้นแอทลาสและผู้คนของกลุ่มผู้รอดชีวิตต่างพากันไม่สนใจหลิวเย่อีกต่อไป


    ..........


    ระหว่างที่หลิวเย่เดินทางท่องอวกาศไปดาวทะเลทรายโดยสัญจรวัตรเขามองเห็นดาราจักร ซึ่งก็คือดวงดาวต่างๆใน

    จักรวาลที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่มประกอบด้วยดาวฤกษ์จำนวนมากพร้อมด้วยดาวเคราะห์ที่เป็นบริวาร ส่วนโลกเดิมของเขานั้นอยู่ในดาราจักรหรือกาแล็กซี่ทางช้างเผือก


    หลิวเย่ยังให้ความสนใจกับดาวหางอุกกาบาต ฝุ่นละออง แก๊ซในอวกาศ เนบิวลา วัตถุท้องฟ้า และกระจุกดาว


    ไม่ว่าจะเป็นเนบิวลาสว่างเนบิวลาสะท้อนแสง เนบิวลามืด และเนบิวลาไทรฟิด

    เนบิวลาคือ กลุ่มฝุ่น แก๊ส และพลาสมาในอวกาศที่อยู่รวมตัวกันจะมีลักษณะเป็นก้อนหมอกเมฆขนาดใหญ่ ปะปนอยู่ในกลุ่มดวงดาวที่เปล่งแสงสีสวยงามมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “หมอกเพลิง”


    ที่สำคัญที่สุดที่หลิวเย่มองเห็นและทำให้เขารู้สึกพรั่นพรึงนั่นคือ หลุมดำ ที่มีให้เห็นประปราย ซึ่งเขาต้องพาสัญจรวัตรหลบหลีกออกให้ห่างไกลเพราะไม่เช่นนั้นอาจถูกดูดเข้าไปในหลุมดำเข้าโดยไม่รู้ตัว


    “กินซะ ผายลมออกมาเร็วๆตอนนี้เข้าใกล้ดาวทะเลทรายมากแล้ว” หลิวเย่หยิบถั่วอัลมอนด์ออกมาหนึ่งกำมือให้มูฟกินอีกครั้งเพื่อให้มันผายลมจากระยะทางที่แสดงบนสัญจรวัตร ทำให้หลิวเย่รับรู้ได้ว่าเขาต้องให้มูฟผายลมทั้งหมด3 ครั้งจึงจะเดินทางไปถึงดาวทะเลทรายภายในเวลาแค่ 30 วันจากแต่เดิมหากเดินทางโดยใช้หินพลังงานนานถึงหนึ่งปี ซึ่งช่วยย่นระยะเวลาไปได้มาก ทำให้เขาพอใจกับคำแนะนำของอะนูบิสยิ่งนัก


    “วา วาวาวา”มูฟดิ้นดุกดิกอย่างพอใจที่จะได้กินถั่วอีกครั้ง


    เวลานี้หลิวเย่เริ่มเข้าใจภาษาของมูฟตัวน้อยบ้างแล้วด้วยการคาดเดาจากท่าทางของมันและโทนเสียงสูงต่ำ


    หลังจากมูฟกินถั่วอัลมอนด์เกือบหมดทันใดนั้นมันผายลมเข้าใส่สัญจรวัตรโดยตรง


    “ปู๊ด ๆๆๆๆๆๆ”โชคดีที่ผายลมของเจ้ามูฟไม่มีกลิ่นเหม็นใดๆทำให้หลิวเย่หลับตาข้างหนึ่งให้กับการกระทำที่เปิดเผยของมัน


    ..........


    สิบวันต่อมา


    หลิวเย่เดินทางเข้าสู่วงโคจรของดาวทะเลทรายซึ่งเขามองเห็นภาพสะท้อนสีทองเป็นส่วนใหญ่จากมุมสูงนอกอวกาศ


    “โอ้! ท่าทางที่นี่จะต้องร้อนมากแน่ๆ”หลิวเย่มองเห็นภาพรวมทั้งหมดของดาวทะเลทรายแล้ว เขาพลันรู้สึกร้อนๆหนาวๆเหมือนเมื่อครั้งที่ไปดาวขยะครั้งแรก


    ทันทีที่สัญจรวัตรบินเข้าไปในดาวทะเลทรายพร้อมกับมีแรงดึงดูดอันมหาศาลดูดสัญจรวัตรเข้าไปข้างในโดยตรง


    หลิวเย่ร่ายเวทมนตร์เหมันต์เพื่อให้สัญจรวัตรสามารถปรับสภาพต่อต้านความร้อนจากภายนอกได้โดยตรง


    “อ๊ะ! หยุดก่อนฉันต้องการบินสำรวจรอบๆดาวทะเลทรายนี่ก่อนที่จะลงจอดพื้นด้านล่าง” หลิวเย่บอกกับตัวเองพร้อมกับร่ายเวทมนตร์ชะลอการบินของสัญจรวัตรและต้านแรงดูดของดาวทะเลทรายไว้ก่อน


    หลิวเย่คิดว่าควรศึกษาข้อมูลของดาวทะเลทรายก่อนเจอพวกโน๊ชดีกว่าอย่างน้อยก็รู้ข้อมูลของศัตรูไว้ก่อนสู้รบ เข้าทำนองที่ว่า “รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง”


    ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะใช้ประโยชน์จากสัญจรวัตรพาหนะเดินทางอันทรงพลังในการบินวนตรวจสอบดาวทะเลทรายก่อนอย่างน้อยทำให้เขาลดเวลาและความเสี่ยงหากต้องพบกับพวกโน๊ชที่แข็งแกร่งมากกว่าตนเอง


    จากนั้นหลิวเย่บินสำรวจรอบดาวทะเลทรายที่เขาคิดว่าใหญ่มากพอๆกับดาวเคราะห์สีน้ำเงินบ้านเกิดของตนเอง


    “ดาวทะเลทรายใหญ่จริงๆน่าเสียดายที่แห้งแล้งแบบนี้ แหล่งน้ำมีน้อยนัก”หลิวเย่พึมพำกับตัวเองขณะที่บินดูทัศนียภาพของดาวทะเลทราย เขาพบว่าพื้นที่ซึ่งเป็นแหล่งอันอุดมสมบูรณ์เหมือนกับโอเอซิสบนโลกนั้นมีแค่สิบกว่าแห่งเท่านั้นเอง ทำให้เขาเกิดความสงสัยว่าชนพื้นเมืองและพวกโน๊ชทั้งหลายดำรงชีวิตหรือหาอาหารได้อย่างไร


    “แปลกจริงๆแล้วพวกเขากินอะไรเป็นอาหารกันละ ในเมื่อสภาพแวดล้อมแห้งแล้วขนาดนี้” หลิวเย่ขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจขณะที่บินผ่านพื้นที่แต่ละแห่ง


    โชคดีที่เขามีสัมผัสสวรรค์จึงทำให้ไม่ต้องเสี่ยงชีวิตบินเข้าไปดูใกล้ๆแต่สามารถใช้สัมผัสสวรรค์ตรวจสอบได้โดยตรงจากสัญจรวัตร


    ทันใดนั้นหลิวเย่เหลือบมองเห็นภูเขาหินทรายลูกหนึ่งที่ดูแปลกตาและมีขนาดใหญ่


    “อ๊ะ! ผู้คนอาศัยอยู่ที่นี่เองหรอกหรือ?” หลิวเย่มองเห็นทางเข้าเป็นเหมือนหลุมขนาดกว้างแค่สิบเมตรทางด้านหนึ่งของภูเขาซึ่งมีผู้คนสวมเสื้อผ้าหนาแปลกตาวิ่งเข้าออกอย่างรวดเร็ว


    เนื่องจากผู้คนต้องเดินทางโดยแข่งกับเวลานั่นเป็นเพราะว่าอุณหภูมิของที่นี่แตกต่างกันอย่างมากระหว่างตอนกลางวันและกลางคืนซึ่งเป็นข้อมูลที่เขาได้มาจากฮัทโดยเขาสวมใส่ไว้ขณะที่บินสำรวจดาวทะเลทรายแห่งนี้


    อุณหภูมิกลางวันสูงมากถึง400 องศาฟาเรนไฮต์


    อุณหภูมิกลางคืนต่ำมากถึง-400 องศาฟาเรนไฮต์


    “เหวอ! อุณหภูมิสูงต่ำขนาดนี้ สงสัยฉันต้องอาศัยอยู่แต่ในสัญจรวัตรกระมัง”หลิวเย่อุทานด้วยความตื่นตกใจพลางคิดไปว่าอาจต้องใช้สัญจรวัตรอีกนาน โชคดีที่เขามีทั้งถั่วอัลมอนด์และหินพลังงานเป็นจำนวนมากดังนั้นเขาจึงไม่กังวลใจการใช้ชีวิตบนดาวทะเลทรายมากนัก


    ภารกิจสำคัญของหลิวเย่คือค้นหาช่องทางเดินทางไปดาวเคราะห์ดวงอื่นอีกสามดวงเพื่อตามหาคฤหาสน์ที่มีสัญลักษณ์รูปนางฟ้าปีกหัก หากเขาสามารถช่วยเหลืออาจารย์ได้ อย่างน้อยหลิวเย่ก็ได้ทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับอาจารย์จากนั้นเขาค่อยหาทางกลับบ้าน ดาวเคราะห์สีน้ำเงินต่อไป


    ..........


    เวลานี้หลิวเย่บินรอบดาวทะเลทรายได้เกือบครึ่งหนึ่งแล้วขณะที่เขากำลังบินผ่านเทือกเขาหินทรายแห่งหนึ่งพลันมีเสียงร้องอย่างตื่นเต้นยินดีจากอะนูบิสดังขึ้นว่า  “เฮ้! เจ้าหนุ่มหยุดตรงนี้! พาข้าลงไปที่เทือกเขาแห่งตะวันเร็วเข้า”


    “พวกโน๊ชอยู่เต็มไปหมดเลยจะต้องลงตอนนี้เลยหรือ?”หลิวเย่ส่งเสียงประท้วงเล็กน้อย เนื่องจากสัมผัสสวรรค์มองเห็นพวกโน๊ชอยู่เต็มพื้นที่เทือกเขาที่อะนูบิสบอกกับตนเอง


    “ข้าจะบ้าตายกับเจ้าก็ใช้อาวุธจากอัสนีแปดพิเคราะห์เสียสิ มีของดีไม่รู้จักใช้งาน” อะนูบิสบ่นให้หลิวเย่อย่างรำคาญใจ

    คำพูดของอะนูบิสทำให้หลิวเย่เบิกตากว้างอย่างตื่นเต้นยินดีพร้อมกับพูดอย่างคาดหวังว่า“จริงด้วย ฉันเองก็ยังไม่เคยทดลองใช้อาวุธทั้งหลายของอัสนีแปดพิเคราะห์นี่สักทีงานนี้ได้ทดลองกับพวกโน๊ชพวกนี้พอดีเลย”


    เมื่อคิดวางแผนได้ดังนี้แล้วหลิวเย่ร่ายเวทมนตร์ให้สัญจรวัตรบินดิ่งลงไปยังเทือกเขาแห่งตะวัน ตามคำบอกของอะนูบิสทันทีโดยที่เขาไม่ได้สนใจถามอะนูบิสด้วยซ้ำไปว่า มันตื่นเต้นดีใจเรื่องอะไร


    หลิวเย่มองเห็นพวกโน๊ชมีสองกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งอยู่ในยานรบจำนวนมากนับร้อยลำ ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งเดินสำรวจรอบเทือกเขาแห่งตะวันเหมือนกับว่าพวกมันกำลังค้นหาสมบัติสำคัญเพราะมีจำนวนโน๊ชที่สำรวจเทือกเขานั้นนับพันตัว


    ทันทีที่สัญจรวัตรเข้าใกล้พวกโน๊ชเขาเปิดใช้งานอัคคีพิฆาตทันที เพราะสภาพอากาศตอนนี้สูงมากเนื่องจากเป็นเวลากลางวันดังนั้นหลิวเย่จึงใช้สภาพอากาศนี้เป็นอาวุธสังหารพวกโน๊ชในทันที


    “บู้มๆๆๆๆๆๆๆ”


    “ปังๆๆๆๆๆๆๆ”


    ยานรบบางลำและโน๊ชบางตัวบนทะเลทรายต่างพากันยิงลำแสงเลเซอร์จากยานรบและปืนเลเซอร์ในมือเข้าใส่หลิวเย่เป็นจุดเดียว


    แต่ทว่าประสบการณ์สู้รับอันโชกโชนของหลิวเย่ทำให้ยานรบและพวกโน๊ชทั้งหลายไม่สามารถยิงถูกหลิวเย่ได้เลยแม้แต่น้อย


    กลายเป็นว่าหลิวเย่เป็นฝ่ายสังหารฝ่ายเดียวเขารู้สึกตื่นเต้นและเลือดนักสู้เดือดพล่าน เนื่องจากโกรธแค้นพวกโน๊ชที่เป็นเผ่าพันธุ์รับใช้ของสมาพันธ์แห่งดวงดาว


    ดังนั้นเขาจึงส่งพลังของอัคคีพิฆาตเข้าสังหารศัตรูอย่างต่อเนื่องและรุนแรงมากขึ้น


    ขณะที่กำลังต่อสู้อย่างเมามันอยู่นั้น


    อะนูบิสพลันส่งเสียงเตือนหลิวเย่ให้รีบหลบเข้าไปในเทือกเขาแห่งตะวันในทันทีเนื่องจากเสียงการสู้รบดังกล่าวเรียกความสนใจของกองทัพโน๊ชที่อยู่ใกล้ให้รีบตามมาสมทบเพื่อจัดการหลิวเย่เป็นจำนวนมากอะนูบิสกังวลว่าจะเสียเวลาไปมากกว่านี้นั่นเอง


    “เร็วเข้า! เจ้าหนุ่ม หลบเข้าไปในช่องเล็กที่อยู่หลังรูปปั้นหักๆข้างหน้านั่นเร็วเดี๋ยวจะไม่ทันการณ์”


    “ท่านจะรีบไปไหนกันเล่า?” หลิวเย่สงสัยกับน้ำเสียงของอะนูบิสจึงถามออกมาโดยตรง


    “เอาข้าออกมาจากมิติพื้นที่ของเจ้าก่อนถึงเวลาที่ข้าจะรักษาสัญญาที่เคยให้ไว้กับเจ้าได้แล้ว ข้าจะพาเจ้าไปเอาสมบัติที่จะช่วยให้เจ้าเลื่อนระดับได้หนึ่งระดับเร็วเข้า!”


    คำพูดของอะนูบิสทำให้หลิวเย่ตาโตด้วยความตื่นเต้น เขาโบกมือให้อะนูบิสออกมาจากมิติพื้นที่โดยตรง


    ทันทีที่อะนูบิสออกมามันใช้เท้าหน้าชี้ไปยังตำแหน่งของรูปปั้นขนาดสูง 3 เมตรที่หักพังแต่มีช่องเล็กๆขนาดแค่หนึ่งคนอยู่ด้านหลังซึ่งหากไม่สังเกตให้ดีจะไม่สามารถค้นพบได้เลย ทำให้หลิวเย่ตื่นเต้นยิ่งขึ้นที่อะนูบิสจะพาเขาไปหาสมบัติช่วยเลื่อนระดับ


    ในตอนนี้สัญจรวัตรเหินตัวลงจอดอย่างนุ่มนวลพร้อมกับอัคคีพิฆาตยังคงพุ่งเข้าใส่พวกโน๊ชรอบทิศทางทั้งแปดทิศ       


    “บู้มๆๆๆๆๆ”


    ทันใดนั้นหลิวเย่จับมูฟตัวน้อยเข้าไว้ในมิติพื้นที่พร้อมกับที่เขาเลิกการใช้งานสัญจรวัตรและอัคคีพิฆาต จากนั้นเขาและอะนูบิสยกกระโดดผลุบหายเข้าไปในช่องเล็กนั้นในทันที


    ..........


    หลิวเย่และอะนูบิสไม่ได้สนใจเสียงตะโกนถามหาหลิวเย่จากกลุ่มพวกโน๊ชแต่อย่างใด


    เวลานี้หลิวเย่กำลังวิ่งตามอะนูบิสอย่างไม่ลดละอะนูบิสวิ่งนำเขาเข้าไปอย่างคุ้นเคย


    ทำให้หลิวเย่รู้สึกประหลาดใจกับมันมากขึ้นพลางคิดในใจด้วยความสงสัยว่า“อะนูบิสทำเหมือนกับว่าที่นี่คือบ้านของมันอย่างนั้นแหละ”


    หนึ่งคนหนึ่งสุนัขวิ่งลัดเลาะตามซอกหินลึกลงไปเรื่อยๆ


    ในที่สุดอะนูบิสหยุดยืนนิ่งหน้าประตูหินทรายขนาดใหญ่บานหนึ่งมันเดินวนไปมาครู่หนึ่ง ก่อนหยุดอยู่ในตำแหน่งเยื้องไปทางซ้ายของประตู จากนั้นมีลำแสงสีขาวจากดวงตาทั้งสองข้างของอะนูบิสพุ่งเข้าใส่ประตูหินโดยตรง“แกร๊ก! ครืนๆๆ”


    ทันใดนั้นประตูหินเหมือนถูกคลายล็อกมันค่อยๆเลื่อนเปิดออกจากด้านข้าง


    “โอ้โฮ! เหมือนกับสุสานกษัตริย์ในภาพยนตร์ไซไฟของประเทศM เลย”หลิวเย่อุทานอย่างตื่นเต้นเมื่อมองเห็นภาพภายในห้องโถงขนาดใหญ่ที่อยู่หลังประตูหินมันเป็นเหมือนสุสานโบราณของประเทศที่มีพีระมิด ภายในห้องโถงมีข้าวของเครื่องใช้ทำจากทองคำเป็นจำนวนมากจนทำให้ห้องส่องประกายสีเหลืองทองเจิดจ้า พร้อมกับมีคบไฟถูกจุดขึ้นอัตโนมัติ

    หลังจากที่ประตูหินถูกเปิดออกมา


    “เป็นไงละ? อึ้งตะลึงเลยสิ” อะนูบิสเหล่ตามองหลิวเย่พลางพูดเย้ยเขาเล็กน้อย


    “ใช่ อึ้งจริงๆไม่คิดว่าจะมีสถานที่สวยงามขนาดนี้ซ่อนอยู่ในเทือกเขาของดาวทะเลทราย”หลิวเย่พยักหน้าพลางแสดงความคิดเห็นตามจริง เขาไม่คิดว่าอะนูบิสจะรู้ที่ซ่อนสถานที่สำคัญและสามารถพาเขาฝ่าด่านค่ายกลต่างๆเข้ามาได้อย่างง่ายดาย


    ความจริงแล้วค่ายกลที่เขาและอะนูบิสฝ่าเข้ามานั้นหลิวเย่สามารถทำลายได้อย่างง่ายดาย แต่การที่มีอะนูบิสนำทางและใช้ลำแสงจากดวงตาของมันเป็นระยะทำให้การเดินทางมาถึงห้องโถงแห่งนี้สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น


    “ที่นี่มีสมบัติที่สามารถช่วยเจ้าให้เลื่อนระดับได้แต่ว่าหลังจากที่เจ้าใช้มันแล้ว ข้าจะต้องอยู่ที่นี่เพื่อปกป้องสมบัติที่เหลือแทน”อะนูบิสถอนหายใจเล็กน้อยก่อนบอกหลิวเย่ตามจริง


    “อะไรนะ? ท่านจะไม่ได้เดินทางไปกับฉันแล้วหรือ?” หลิวเย่ร้องเสียงหลงด้วยความแปลกใจที่อะนูบิสจะทิ้งให้เขาต้องเดินทางต่อไปตามลำพัง


    อย่างไรก็ตามหลิวเย่คุ้นเคยกับความช่วยเหลือของอะนูบิสที่มักจะส่งเสียงเตือนเขาในช่วงเวลาสำคัญทำให้เขาสามารถรอดพ้นเหตุร้ายได้หลายครั้ง เมื่ออะนูบิสบอกว่าจะไม่เดินทางไปกับเขาอีกต่อไปหลิวเย่รู้สึกหดหู่และเศร้าเล็กน้อยพลางคิดไปว่า ชีวิตต่อไปในการเดินทางของเขาจะต้องขาดสีสันและที่ปรึกษาที่ดีอย่างแน่นอน


    “เฮ้อ! เจ้าคงต้องเลือกแล้วละว่าจะให้ข้าไปด้วยหรือเจ้าจะเลื่อนระดับ”อะนูบิสถอนหายใจเล็กน้อยอย่างจำใจเพราะตัวมันเองก็เริ่มคุ้นเคยกับความทึ่มและซื่อแกมโง่ของหลิวเย่ซึ่งทำให้มันรู้สึกสนุกและสบายใจในการเดินทางร่วมกับหลิวเย่


    แต่ทว่ามันเปิดโอกาสให้หลิวเย่เลือกที่จะตัดสินใจอนาคตของเขาเองเพราะว่าตัวมันเองก็ภารกิจที่ต้องทำเช่นกัน


    “สมบัตินั้นจะใช้เลื่อนระดับยังไง?”หลิวเย่ถามเรื่องสมบัติก่อนเพราะเขาสัมผัสได้ว่าอะนูบิสตั้งใจทำตามสัญญาที่เคยให้ไว้กับตนเองและดูเหมือนอะนูบิสไม่คิดที่จะเดินทางไปกับเขาอีกแล้ว


    “มันคือสิ่งนี้เจ้าต้องใช้มันแทงเข้าหัวใจตัวเอง หลังจากนั้นจะสามารถเลื่อนระดับได้” อะนูบิสเดินตรงเข้าไปหากริชสีทองเล่มหนึ่งที่แขวนอยู่บนผนังห้องโถงด้านทิศเหนือ


    เมื่อหลิวเย่ได้ยินอะนูบิสบอกให้ใช้กริชแทงหัวใจตนเองทำให้เขานึกถึงการเลื่อนระดับจากโลกซือเจี๋ยที่ต้องใช้เขาปลามังกรหลงหยูแทงหัวใจตนเองเช่นกันซึ่งมันเจ็บปวดเกินกว่าจะพรรณนา ทำให้เขาอุทานด้วยความตื่นตกใจว่า “อีกแล้วหรือ? ไม่มีวิธีเลื่อนระดับที่นุ่มนวลกว่านี้หรือท่านอะนูบิส?” ท้ายประโยคหลิวเย่ถามอะนูบิส อย่างมีความหวัง


    “ไม่มีจะเลื่อนหรือไม่เลื่อน?”อะนูบิสพ่นลมหายใจทางจมูกด้วยความหงุดหงิดหลิวเย่และถามเขาย้ำอีกครั้ง


    คล้ายกับเรื่องข้ามาจากดาวเคราะห์สีน้ำเงิน ที่คุณอ่าน