นานเท่าไหร่แล้วนะที่ไม่ได้นั่งกินหน้ากองไฟแล้วเผามันเทศแบบนี้ นึกย้อนกลับไปก็คงเป็่ที่เรียนอยู่ในมหาลัย ไปกับกลุ่มเพื่อนๆ ออกทริปชมูเากางเต็นท์ นั่นคือเื่ราวในมหาลัยของเหม่งอิงซึ่งเป็สิ่งที่วิเศษมาก แต่พอหลังจากเรียนจบแล้วต้องทำงาน ชีวิตแบบนั้นก็ถูกลืม ทุกวันต้องตื่นแต่เช้าเพื่อเข้าออฟฟิศ ทำงานแลกเงินเพียงไม่กี่พันหยวน
“ท่านแม่ เหตุใดมันเผาที่ท่านเก็บมาจึงอร่อยนัก ั้แ่ข้าเกิดมายังไม่เคยกินมันเผาที่ไหนรสชาติยอดแบบนี้มาก่อน” หลี่กุ้ยมีลิ้นที่ไวต่อการัั ดังนั้นเพียงแค่กัดเข้าปากก็บอกได้ทันทีว่ามันเทศที่กำลังกินอยู่นั้นยอดเยี่ยมเพียงใด
เสียงจากลูกคนกลางเรียกสติให้เหม่ยอิงกลับมา นาง้าตอบคำถามแต่ถูกชิงตัดหน้าโดยลูกคนโต
“หลี่กุ้ยข้าว่าที่มันเผามีรสชาติเยี่ยงนี้เหตุคงเพราะไฟของพี่ชายแน่ ดูสิเขาไม่ได้ใช้ถ่านหินในการจุดไฟแต่ใช้ยันต์แปลกๆ แล้วร่ายวิชาบางอย่าง อัศจรรย์ยิ่งนัก!”
“มันเผาอร่อยจริงๆ นอกจากนั้นกลิ่นหอมจากเปลืองไม้ที่นำมาเป็เชื้อเพลิงยังทำให้มันเทศมีกลิ่นหอมยิ่งขึ้น แต่น่าแปลกกินแค่ครู่เดียวก็รู้สึกอิ่มแล้ว ทั้งที่อร่อยขนาดนี้ข้าควรจะกินได้เยอะแท้ๆ” หลี่เหนียงหน้ามุ่ยกล่าว มองมันเผาที่ยังเหลืออยู่ในมือด้วยความไม่ยินยอม
เนื่องจากนางถูกเหม่ยอิงคนก่อนสอนั้แ่ยังเด็ก ห้ามกินทิ้งกินขว้าง เป็ลูกคนบ้านหลี่ต้องรู้จักอดออม อย่าได้ทำตัวเช่นคนรวย
“นั่นสิข้าเองก็รู้สึกอิ่มแล้วเหมือนกัน กินได้แค่หัวเดียวเองแท้ๆ ยังเหลืออีกเยอะเลย” หลี่กุ้ยมองมันเผาด้วยความไม่เต็มใจ ในฐานะนักกินตัวยงเป็การหยาบคายที่กินอาหารเหลือ
หลี่จุนพี่คนโตก็ไม่ต่างจากน้องๆ
“เอาล่ะ ถ้าอิ่มแล้วก็เข้านอนเถิด พรุ่งนี้ยังต้องออกเดินทางแต่เช้า มันเผานี้เดี๋ยวแม่จะให้เย่เฟิงกินเอง” เหม่ยอิงรู้สึกตลกเด็กๆ ที่ไม่ยอมวางมือจากของกิน สำหรับพวกเขามันเทศอร่อยมาก อร่อยกว่าอาหารทุกมื้อที่กินในบ้านหลี่ ก็ไม่ใช่เื่แปลกเพราะมันเทศกลายเป็ของวิเศษแล้ว ดังนั้นจึงอุดมไปด้วยสารอาหารและพลังิญญา คนธรรมดากินนิดหน่อยก็อิ่มไม่เหมือนกับนักพรตเช่นเย่เฟิง หรือเหม่ยอิงที่เป็เ้าของอาณาเขต
“ข้าไม่ให้พี่ชายกินของข้าเด็ดขาด ข้าจะเก็บมันเผาไว้กินเองพรุ่งนี้!” หลี่กุ้ยยัดมันเทศที่ยังกินไม่หมดเข้าไปในเสื้อตัวเก่า จากนั้นจึงเอื้อมมือไปหยิบส่วนที่ยังวางอยู่บนโต๊ะไม้สีแดง แล้วค่อยเดินเข้าไปในบ้าน
ทั้งสามคนเข้าไปในบ้านเรียบร้อยแล้ว ไม่สิ รวมถึงพยัคฆ์ขาวในอ้อมกอดหลี่เหนียงด้วย พวกเขาดูจะเห่อบ้านใหม่เป็อย่างมาก ถึงแม้ตอนนี้จะไม่มีฟูกนุ่มๆ หรือผ้านวมลายหงส์แต่นั่นไม่สำคัญเลย ขอเพียงได้อยู่กับแม่ก็มีความสุขแล้ว
“เย่เฟิงเ้าคงไม่รังเกียจกระมัง ที่ต้องกินมันเผาทั้งหมดนี้” เมื่อเหลืออยู่กันสองคน เหม่ยอิงจึงหันไปถามบุรุษหนุ่มชุดฟ้า
“หาได้รังเกียจไม่ จากที่ข้าเย่เฟิงได้กินมันเทศของท่านเซียนพบว่ามันเป็ของวิเศษเช่นผลท้อเพลิง สำหรับนักพรตเช่นข้านี่ไม่ต่างจากโสมพันปีขอรับ” เย่เฟิงตอบด้วยรอยยิ้ม
“เช่นนั้นก็ดี เอาล่ะวันนี้ข้าจะเข้าไปนอนก่อน ห้องยังว่างอยู่เ้าจะนอนตรงไหนก็เลือกได้เลย” เหม่ยอิงเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ต่อให้นางยังอยู่ในอาณาเขตของตัวเองแต่สภาพจิตใจที่กดดันั้แ่เช้ายันค่ำก็ทำให้รู้สึกอึดอัด โดยเฉพาะครอบครัวหลี่ที่เข้ามาหาเื่ หวังว่าพรุ่งนี้พวกเขาคงไม่เข้ามาทำเื่งี่เง่าอีก
แต่เย่เฟิงที่ได้ยินคำกล่าวของนางพลันรีบลุกขึ้นยืน “ไม่ได้นะขอรับ ชายหญิงที่ไม่ได้แต่งงานนอนบ้านหลังเดียวกันมิได้ ข้าไม่อาจทำให้ท่านเซียนแปดเปื้อนเป็อันขาด ข้าจะนอนข้างนอกบ้าน ขุดถ้ำเล็กๆ ท้ายเขาไม่ไกลจากที่นี่”
เหม่ยอิงเลิกคิ้วสูง ประหลาดใจเป็อย่างมากที่ถูกบุรุษหนุ่มปฏิเสธ มีหญิงสาวชวนให้นอนค้างที่บ้านแล้วแต่กลับไม่นอน เลือกที่จะนอนข้างนอก คำพูดของเขาทำให้เธอยิ้มหน่อยนึง
นับว่าบุรุษผู้นี้เองก็มีมโนธรรมอยู่บ้าง หาได้เอาเปรียบนางไม่ ดีกว่าสามีราคาถูกเช่นหลี่หาน ไม่สิตอนนี้เรียกสามีไม่ได้แล้วคงต้องเรียกว่าอดีตกระมัง
“งั้นก็ตามใจเ้าเถิด”
มองร่างบางที่เดินหายลับเข้าไปในบ้านหลังสีแดงอันโออ่า เย่เฟิงก็นั่งลงพื้นตามเดิม หยิบมันเทศเผาขึ้นมากิน ในใจปิติยินดียิ่ง
“การอยู่ที่นี่ไม่ต่างจากแดนเซียน แค่มันเทศยังเป็ของวิเศษ พลังิญญาเองก็หนาแน่น ข้าไม่จำเป็ต้องกลับไปนิกายเจ็ดกระบี่อีกต่อไป ด้วยการอยู่ที่นี่การฝึกฝนจะยิ่งเพิ่มพูนความแข็งแกร่ง อีกอย่างคือท่านเซียนนั้นใจดีมาก ข้าเองก็ต้องตอบแทนท่านมากๆ”
“พรุ่งนี้ท่านเซียนจะเดินทางไปนอกหมู่บ้าน ฟังว่าแต่ละวันจะมีขบวนสินค้าสกุลต่งเข้าเมือง บางทีท่านเซียนอาจต้องขึ้นขบวนดังกล่าว”
..........
เหม่ยอิงลืมตาตื่นขึ้นมาก็เป็เช้าวันใหม่ นางหาวน้อยๆ แล้วลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสาย ก่อนจะสวมรองเท้าฟางเดินออกจากห้อง
เพียงเดินออกมาก็ได้ยินเสียงเด็กๆ วิ่งเล่นทั่วบ้าน นางอมยิ้มเล็กน้อยที่เห็นหลี่จุนสามคนสนุกสนานกับบ้านหลังนี้
เหม่ยอิงเป็คนรักสะอาดยิ่ง ดังนั้นจะเห็นได้ว่านางเลือกสร้างบ้านติดธารน้ำ เวลาอาบน้ำล้างหน้าบ้วนปากก็จะมาที่นี่ ไหนจะเื่ซักผ้าที่ค่อนข้างยุ่งยาก
เหม่ยอิงบ้วนปากล้างหน้าล้างตา อดไม่ได้ต้องถอนหายใจ “เฮ้อ ในอนาคตฉันคงต้องเหนื่อยอีกมาก แต่ยุคนี้นี่แย่จริงๆ แปรงสีฟันก็ไม่มี แถมบ้านสกุลหลี่ยังใช้เพียงสมุนไพรกลั้วปากเพื่อให้มีกลิ่นหอม เข้าเมืองไปวันนี้หวังว่าจะมีอะไรที่ดีกว่าการบ้วนปากโดยไม่ต้องแปรง อีกอย่างคือฉันต้องย้ายน้ำจากลำธารไปที่ห้องอาบน้ำ มันคงไม่ดีแน่หากให้อาบที่นี่โดยไม่มีอะไรกั้น...”
“ไม่สิ ไม่จำเป็ต้องย้ายน้ำให้ยุ่งยากเลยนี่นา แค่ทำฉากกั้นที่นี่ก็พอ ก็เหมือนกับเรียวกังญี่ปุ่น ต่างที่มันไม่ใช่บ่อน้ำพุร้อน”
เหม่ยอิงเริ่มวาดแผนไว้ในใจ จากนั้นเดินไปขุดหัวมันเทศพร้อมสำหรับมื้อเช้า
ใช้เวลาไม่นานในการกิน นางและลูกสามคนรวมถึงเย่เฟิงก็เดินออกมาจากบ้าน
ระหว่างทางนางเอ่ยถามนักพรตหนุ่ม “เมื่อคืนนี้เ้านอนเป็เช่นไรบ้าง”
“หลับสบายมากขอรับ ข้าขุดถ้ำเล็กๆ ที่ตีนเขาและมันก็เป็หนึ่งในที่ดินของท่านเซียน...เอ่อไม่สิคุณหนูเหม่ยอิง ข้าใช้ที่ดินตรงนั้น หวังว่าคุณหนูจะไม่โกรธ”
เพราะกลัวว่าเย่เฟิงจะพูดจาไร้สาระในเมือง เหม่ยอิงจึงบอกเขาแต่เนิ่นๆ เมื่อวานนี้ให้เปลี่ยนวิธีการเรียกเสียใหม่ แบบนั้นจะได้ไม่เกิดปัญหา
“ไม่โกรธหรอก ยังไงเสียข้าก็ยังไม่ได้พัฒนาที่ดินไปถึงตรงนั้น เ้าสามารถใช้สอยได้ตามสบาย”
“ขอบคุณขอรับ”
......
ชาวบ้านกวนปิงเริ่มออกไปทำงานที่นาแต่เช้า แม้ว่าส่วนหนึ่งจะย้ายออกไปเพราะขายที่ให้เหม่ยอิงเมื่อวานแต่ก็แค่ 10 ครอบครัวเท่านั้น
ทุกผู้มองเหม่ยอิงกับลูกๆ และเย่เฟิงด้วยความสงสัยใคร่ เกิดคำพูดต่างๆ นาๆ หนาหูเกี่ยวกับนาง
เหม่ยอิงหน้าหนายิ่ง นางชินชากับคำพูดพวกนี้ไปแล้ว โดยเฉพาะ่ที่เป็พนักงานบริษัท ทั้งเ้านายทั้งเพื่อนร่วมงานต่างก็ชอบนินทาชาวบ้าน พวกปากมากมีความสุขในการนินทาผู้อื่น
มองเห็นขบวนวานิชย์บ้านสกุลต่งอยู่ไม่ไกล พวกเขาเป็ครอบครัวใหญ่อยู่ในเมืองฉางเล่อ อยู่ห้างจากหมู่บ้านกวนปิงประมาณ 20 ลี้ โดยขบวนวานิชย์นี้จะเข้ามารับข้าวเปลือกจากชาวบ้านและดาบที่ถูกหลอมในโรงหล่อ
นี่คือสกุลทรงอำนาจอย่างเห็นได้ชัด และในยุคโบราณขบวนวานิชย์มักจะมาคู่กับกลุ่มผู้คุ้มกันสินค้า ในระหว่างเดินทางเต็มไปด้วยภัยอันตราย แม้จะมีกฏหมายจากทางการที่ตั้งไว้แต่โจรก็มีอยู่มากมาย ดังนั้นอาชีพอีกอย่างที่สามารถทำเงินได้ดีคือการเป็ผู้คุ้มกันขบวนสินค้า
เหม่ยอิงเดินเข้าไปหาพวกเขาแล้วกล่าวจุดประสงค์ สำหรับนางหากให้เดินทางไปเมืองฉางเล่อคนเดียวคงไม่ไป ใครเล่าจะรู้ว่าระหว่างทางอาจมีโจรปล้นสะดม นางไม่อยากตายเช่นนั้นจึงเลือกมากับเย่เฟิงแทนที่จะไปด้วยตัวเอง
“คนละ 2 เหรียญ จ่ายมาแล้วขึ้นรถหาที่นั่งเอาเอง” บุรุษร่างสูงผิวคล้ำกล่าว
“ข้าไม่มีเงินแต่มีสิ่งนี้” ตอนแรกบุรุษร่างสูงกำลังจะตวาดใส่แล้วเชียว ไม่มีเงินแล้วเ้ามาทำสิ่งใดกัน แต่ทันทีที่เห็นหินิญญาหนึ่งก้อนในมือนางสีหน้าพลันแปรเปลี่ยน
“ไปส่งข้าที่เมืองฉางเล่อ บ้านสกุลต่งคงรับแลกหินิญญาเป็เงินกระมัง ถึงตอนนั้นข้าจะให้ค่าโดยสาร”
“เอาล่ะ ถ้าเช่นนั้นก็ขึ้นรถ”
“ขอบคุณพี่ชาย”
เหม่ยอิงหาที่นั่งว่างบนรถเทียมม้า เมื่อนั่งลงหลี่จุนลูกคนโตถามว่า “ท่านแม่ข้าสงสัยยิ่ง เมื่อวานท่านบอกว่าพี่ชายเป็นักพรตขี่กระบี่บิน ทำไมไม่ให้เขาพาเราไปเมืองฉางเล่อด้วยกระบี่บินล่ะ”
จะว่าไปแล้วก็จริงของหลี่จุน คำพูดของเขาทำให้พี่น้องสองคนสงสัยเหม่ยอิง
“อย่างแรกกระบี่บินโดดเด่นเกินไป บินอยู่บนท้องฟ้าคงถูกพบเห็นได้ไม่ยาก อีกอย่างคือกระบี่ของเย่เฟิงเล็กนิดเดียว หากขึ้นคนเดียวก็ยังพอว่า แต่หากขึ้นกันทั้งหมดนี้ เ้าว่าจะเหยียบกระบี่บินได้เช่นไร” เหม่ยอิงพบข้อแก้ตัวได้ไม่ยาก แต่สำหรับนางจริงๆ แล้วก็คือจะไม่เปิดเผยความสามารถเด็ดขาด หากไม่แข็งแกร่งพอ