วันเวลาผ่านไปถึงสามวันอย่างรวดเร็ว
ในสามวันมานี้เอกใช้ชีวิตตามปกติ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเป็พิเศษ ส่วนเื่นาข้าวก็เป็อันแล้วเสร็จตามที่แม่กุลคาดการณ์ไว้
แต่มีสิ่งที่ผิดคาดเกิดขึ้น เพราะปีนี้ได้ข้าวมากกว่าปีก่อนๆ ถึง10กระสอบ อาจเป็เพราะในตนเยอะตามที่แม่กุลบอก เลยทำให้นาข้าวอุดมสมบูรณ์
พ่อกับแม่เก็บข้าวไว้กิน50กระสอบ นอกจากนั้นขายทั้งหมด ได้เงินมา80,000บาทต้นๆ ในยุคสมัยนี้ราคาข้าวแพงมาก แพงกว่าปัจจุบันกว่าห้าเท่าได้
นี่เพียงแค่ที่นาสิบไร่ ถ้าหาดมีมากกว่านี้ล่ะ? เรียกได้เต็มปากเลย ว่าทำนาหนึ่งปีสามารถร่ำรวยได้เลย
สำหรับครอบครัวในชนบทแล้ว เงินจำนวนนี้ครอบครัวหนึ่งใช้ดำรงชีวิตได้ทั้งปี ถ้าไม่เล่นการพนันต่างๆ ไปจนหมดก่อน
ทว่าเงินจำนวนแปดหมื่นรวมกับเงินเก็บของครอบครัวอีกสองหมื่นแล้ว ก็เป็เงินหนึ่งแสนบาทพอดี สามารถลงทุนทำนู่นทำนี่ได้ตั้งมากมาย...
“แม่ครับต่อจากนี้จะทำอะไรเหรอครับ ผมไม่อยากให้แม่ไปปลูกอ้อยเลย..” เ้าของร่างเล็กหว่านล้อมเสียงอ่อน พยายามไม่ให้พ่อกับแม่ของตนไปทำงานตากแดดตากลมอย่างยากลำบาก
“ใช่ค่ะ พ่อกับแม่ยังไม่หายเหนื่อยจากการทำนาเลย จะไปทำงานที่ลำบากอีกแล้ว..” พี่น้ำเ้าของใบหน้าใสก็พูดเสียงอ่อนด้วยความเป็ห่วงเช่นกัน
ทันใดนั้นหลังจากพี่น้ำพูดจบ เอกก็รีบวิ่งขึ้นไปบนห้องของเขา สักพักก็วิ่งลงมาพร้อมกับกระดาษแผ่นใหญ่ในมือ สิ่งนี้เป็สิ่งที่เอกตั้งใจทำตั้งสามวันที่ผ่านมากว่าจะเสร็จ
พอลงมาเอกได้มองไปที่พ่อกับแม่ที่กำลังนั่งเล่นไพ่อูโน่ด้วยแววตาที่มุ่งมั่น ราวกับ้าเชือดเฉือนซึ่งกันและกัน
“พ่อครับ แม่ครับ ได้โปรดรับฟังผมสิ่งที่ผมจะพูดต่อจากนี้ได้ไหมครับ ผมจริงจังกับมันมาก!”
‘เ้าลูกเวรเป็อะไรของมัน จริงจังเชียว..’
‘ลูกของเรามีแววตาที่มุ่งมั่นจังแฮะ แล้วคำพูดเป็ทางการจังเลย..’ แม่กุลคิดในใจ วินาทีถัดมาเธอก็ยิ้มขึ้น “ไหนลองว่ามาสิ"
เมื่อได้รับอนุญาตแล้วเอกก็พยักหน้า แล้วพูดด้วยความมั่นใจ
“นี่คือสิ่งที่ผมวางแผนไว้ครับ” เอกชี้ไปที่กระดาษที่เขาถือลงมา “ผมไม่รู้ว่าพ่อกับแม่จะมีเงินทุนพอหรือไม่ แต่อย่างน้อยๆ ผมก็พอรู้ว่าเงินที่เราขายข้าวได้ก็น่าจะมากกว่า60,000บาท แต่แค่นั้นก็น่าจะเพียงพอที่พวกเราจะทำอะไรสักอย่างสองอย่าง...” เอกเว้นระยะสักครู่ก่อนจะพูดต่อ
“อันดับแรก ผมเสนอให้เราซื้อเครื่องสีข้าวครับ ผมรู้มาว่าในหมู่บ้านของเราไม่มีครอบครัวไหนเลยที่มีเครื่องสีข้าว ดังนั้นเราต้องซื้อมาก่อนที่คนอื่นจะซื้อมาแย่งลูกค้ากับเรา ส่วนเหตุผลว่าทำไมผมถึงเสนอซื้อเครื่องสีข้าวเป็อันดับแรก ก็เพราะเครื่องสีข้าวเป็ปัจจัยสำคัญที่เราจะทำกิจการอื่นๆ อีกต่อไปครับ เช่นรำ ปลายข้าว แกลบ เราสามารถเอาของพวกนี้ไปทำอย่างอื่นได้อีกที่มันสามารถทำเงินให้เราได้ครับ”
พูดจบเอกก็ชี้ไปที่ภาพที่สอง
“อย่างที่สอง ผมเสนอให้เราเลี้ยงปลาและฟาร์มไก่ไปพร้อมๆ กัน...”
“อย่างที่สาม ผมเสนอให้เราเพิ่มจำนวนวัวที่เราเลี้ยงพร้อมกับแบ่งที่หน้าหนึ่งไร่ไปปลูกหญ้า...”
“อย่างที่สี่ ผมเสนอให้ทำ...”
“อย่างที่ห้า...”
เอกพูดราวกับเสนอโปรเจ็คให้บริษัท...
เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วโมงในที่สุดเอกก็พูดเสร็จ ซึ่งพ่อกับแม่ของเขาไม่เคยขัดจังหวะเขาเลย พวกท่านนั่งฟังและคิดตามอย่างดี ส่วนพี่น้ำ...สัปหงกดูเหมือนกำลังจะหลับ...
เมื่อเอกพูดจบสักพักแม่ก็ถามขึ้นทันที
“พูดน่ะมันง่าย เอาเข้าจริงมันจะเป็เหมือนที่ลูกพูดมาหรือเปล่า อีกอย่างนะ จะให้พวกเราทำทั้งหมดนี่เราทำไม่ไหวหรอก” แม่ออกความคิดเห็นไม่ยอมเชื่อง่ายๆ
ชีวิตจริงนั้นยิ่งกว่าละคร ถ้าไม่วางแผนดีๆ ก็มีแต่พังไม่เป็ท่า สูญเสียเงินที่ลงทุนไปเยอะแน่ๆ ถ้าล้มเหลวขึ้นมา หนักเข้าอาจเป็หนี้ได้เลย
“เราสามารถทำอย่างแรกและอย่างสองก่อนก็ได้ครับ ค่อยๆ ทำทีละน้อยๆ ไปก่อน หากมีเงินทุนเมื่อไหร่เราก็ค่อยทำแผนการที่สามสี่ห้า” เอกพูดด้วยความมั่นใจ เขามั่นใจว่ากิจการขั้นบันไดนี้จะประสบผลสำเร็จ ตัวอย่างมีให้เห็นมากมายในยุคหลัง
“แม่ไม่รู้หรอกนะว่าเอกเอาความคิดแบบนี้มาจากที่ไหน แต่มันก็น่าจะไปได้สวยอยู่นะ พูดแล้วก็แปลกใจ ทั้งหมดนี้พวกเราก็เคยเห็นมาทั้งนั้น ไม่คิดเลยว่าถ้าพวกเราขยายให้มันใหญ่ขึ้น มันจะสามารถทำเงินให้เราได้ตั้งมากมาย...” แม่พูดด้วยอารมณ์ที่ล้นหลาม เธอครุ่นคิดอย่างหนักกับส่วนได้ส่วนเสีย
“จริงอยู่สิ่งที่เอ็งพูดมามันอาจจะพลิกชีวิตของพวกเรา แต่ถ้าหากมันพังขึ้นมาล่ะ? เอ็งจะทำยังไง” ในที่สุดพ่อก็พูดขึ้น สีหน้าเขาจริงจังอย่างมาก ไม่ได้ขี้เล่นเหมือนปกติ
“ผมเอาชีวิตผมเป็ประกันเลย ถึงแผนการพวกนี้จะพังไม่เป็ท่า แต่ถ้าหากผมโตขึ้นแล้วละก็ผมสัญญาด้วยเกียรติลูกผู้ชาย ผมจะไม่ให้ใครในครอบครัวเราต้องมีชีวิตที่ลำบากเป็อันขาด!” เอกตอบด้วยความมั่นใจอันแรงกล้า
“ดี!! งั้นพวกเราตกลงเอาตามที่เอกมันว่า แม่ พรุ่งนี้พวกเราจะเข้าเมืองไปซื้อเครื่องสีข้าวนี่กันเถอะ” คำพูดของเอกถูกใจพ่อพอสมควร จึงทำให้เขายอมตกลงอย่างง่ายดาย
“โอเคตามนั้น เอาไงเอากัน ถ้าไม่ลองเสี่ยงดู เราก็จะไม่ได้อะไรเลย” แม่พยักหน้าเห็นด้วยเพราะคิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว
“เดี๋ยว!! พวกเราต้องสร้างบ้านให้โรงสีก่อนนะครับ ค่อยไปซื้อหลังจากสร้างเสร็จก็ได้” ใจจริงเอกไม่อยากให้พ่อกับแม่เหนื่อยเพราะว่าพึ่งผ่านอะไรหลายๆ มา
“จริงด้วย! งั้นพรุ่งนี้พ่อจะไปคุยกับลุงแดงให้มาช่วยสร้างอีกแรง”
“แต่พ่อครับเื่วัสดุก่อสร้าง เราต้องสั่งมาก่อนนะครับ”
“จริงด้วย! งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้พ่อจะโทรสั่งวัสดุมาเลย!”
“แต่พ่อครับ พ่อคำนวณไว้แล้วเหรอว่าเราต้องใช้เสากี่ต้น อิฐบล็อกอีกกี่ก้อน ปูนอีกกี่กระสอบ”
“จริงด้วย!..”
“แต่พ่อครับ..”
"จริงด้วย.."
“พอเถอะลูก เดี๋ยวเื่เครื่องสีข้าวแม่จะจัดการเอง..แม่มีความสุขมากนะที่ลูกช่วยอะไรเราหลายๆ อย่าง โตขึ้นเยอะเลยนะเรา..” แม่หอมแก้มไปอีกหนึ่งฟอด ทำเอาเอกดีใจจนตัวลอย
ไม่รู้หรอกนะว่าบ้านอื่นจะรับฟังเด็กเหมือนบ้านเอกหรือเปล่า แต่คงไม่มีบ้านแบบนั้นหรอกถ้า ไม่พิสูจน์ให้พวกผู้ใหญ่เห็น
ถามว่าเอกพิสูจน์อะไรให้พ่อกับแม่เห็นล่ะ? อยากแรกเลยปกป้องพี่สาว ข้อนี้ได้ใจพ่อและแม่ไปเต็มๆ โดยไม่มีเหตุผลมารองรับ ถึงจะดูรุนแรงไปหน่อยก็ตาม
อย่างที่สองคอยหาข้าวปลาอาหารให้ครอบครัวแบ่งเบาภาระภายในบ้านไปเยอะมาก ดูเหมือนข้อนี้อาจไม่สำคัญ แต่ถ้าหากไม่มีเขาคอยช่วยพ่อกับแม่จะเหนื่อยกว่านี้เป็เท่าทวีคูณ
ซึ่งพวกท่านรู้เื่นี้ดี
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือมีความคิดที่เป็ผู้ใหญ่ของเอก เขาพึ่งแสดงออกตอนย้อนเวลามานี่เอง ทั้งการหาเงิน ทั้งคิดถึงอนาคตของครอบครัว และเขายังเป็ห่วงทุกคนในครอบครัวมากๆ
รวมทั้งหมดนี้เข้าด้วยกัน มีเหตุผลอะไรที่พวกท่านจะไม่รับฟังเอกอีก
ทว่าเด็กยังไงก็คือเด็กอยู่ดี ตอนนี้เขาสามารถช่วยได้แค่ออกความคิดเท่านั้น เขาไม่มีวุฒิภาวะพอที่ช่วยเหลือไปมากกว่านี้แล้ว
สุดท้ายท้ายสุด ชีวิต? มันไม่ง่ายเหมือนที่เราคิดเสมอไปหรอก...