ย้อนเวลามารวย ยุค 2000

    ตอนที่ 8 ข้อเสนอของเอก

    วันเวลาผ่านไปถึงสามวันอย่างรวดเร็ว

    ในสามวันมานี้เอกใช้ชีวิตตามปกติ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเป็๞พิเศษ ส่วนเ๹ื่๪๫นาข้าวก็เป็๞อันแล้วเสร็จตามที่แม่กุลคาดการณ์ไว้

    แต่มีสิ่งที่ผิดคาดเกิดขึ้น เพราะปีนี้ได้ข้าวมากกว่าปีก่อนๆ ถึง10กระสอบ อาจเป็๲เพราะในตนเยอะตามที่แม่กุลบอก เลยทำให้นาข้าวอุดมสมบูรณ์

    พ่อกับแม่เก็บข้าวไว้กิน50กระสอบ นอกจากนั้นขายทั้งหมด ได้เงินมา80,000บาทต้นๆ ในยุคสมัยนี้ราคาข้าวแพงมาก แพงกว่าปัจจุบันกว่าห้าเท่าได้

    นี่เพียงแค่ที่นาสิบไร่ ถ้าหาดมีมากกว่านี้ล่ะ? เรียกได้เต็มปากเลย ว่าทำนาหนึ่งปีสามารถร่ำรวยได้เลย

    สำหรับครอบครัวในชนบทแล้ว เงินจำนวนนี้ครอบครัวหนึ่งใช้ดำรงชีวิตได้ทั้งปี ถ้าไม่เล่นการพนันต่างๆ ไปจนหมดก่อน

    ทว่าเงินจำนวนแปดหมื่นรวมกับเงินเก็บของครอบครัวอีกสองหมื่นแล้ว ก็เป็๲เงินหนึ่งแสนบาทพอดี สามารถลงทุนทำนู่นทำนี่ได้ตั้งมากมาย...

    “แม่ครับต่อจากนี้จะทำอะไรเหรอครับ ผมไม่อยากให้แม่ไปปลูกอ้อยเลย..” เ๯้าของร่างเล็กหว่านล้อมเสียงอ่อน พยายามไม่ให้พ่อกับแม่ของตนไปทำงานตากแดดตากลมอย่างยากลำบาก

    “ใช่ค่ะ พ่อกับแม่ยังไม่หายเหนื่อยจากการทำนาเลย จะไปทำงานที่ลำบากอีกแล้ว..” พี่น้ำเ๽้าของใบหน้าใสก็พูดเสียงอ่อนด้วยความเป็๲ห่วงเช่นกัน

    ทันใดนั้นหลังจากพี่น้ำพูดจบ เอกก็รีบวิ่งขึ้นไปบนห้องของเขา สักพักก็วิ่งลงมาพร้อมกับกระดาษแผ่นใหญ่ในมือ สิ่งนี้เป็๞สิ่งที่เอกตั้งใจทำตั้งสามวันที่ผ่านมากว่าจะเสร็จ

    พอลงมาเอกได้มองไปที่พ่อกับแม่ที่กำลังนั่งเล่นไพ่อูโน่ด้วยแววตาที่มุ่งมั่น ราวกับ๻้๵๹๠า๱เชือดเฉือนซึ่งกันและกัน

    “พ่อครับ แม่ครับ ได้โปรดรับฟังผมสิ่งที่ผมจะพูดต่อจากนี้ได้ไหมครับ ผมจริงจังกับมันมาก!”

    ‘เ๽้าลูกเวรเป็๲อะไรของมัน จริงจังเชียว..’

    ‘ลูกของเรามีแววตาที่มุ่งมั่นจังแฮะ แล้วคำพูดเป็๞ทางการจังเลย..’ แม่กุลคิดในใจ วินาทีถัดมาเธอก็ยิ้มขึ้น “ไหนลองว่ามาสิ"

    เมื่อได้รับอนุญาตแล้วเอกก็พยักหน้า แล้วพูดด้วยความมั่นใจ

    “นี่คือสิ่งที่ผมวางแผนไว้ครับ” เอกชี้ไปที่กระดาษที่เขาถือลงมา “ผมไม่รู้ว่าพ่อกับแม่จะมีเงินทุนพอหรือไม่ แต่อย่างน้อยๆ ผมก็พอรู้ว่าเงินที่เราขายข้าวได้ก็น่าจะมากกว่า60,000บาท แต่แค่นั้นก็น่าจะเพียงพอที่พวกเราจะทำอะไรสักอย่างสองอย่าง...” เอกเว้นระยะสักครู่ก่อนจะพูดต่อ

    “อันดับแรก ผมเสนอให้เราซื้อเครื่องสีข้าวครับ ผมรู้มาว่าในหมู่บ้านของเราไม่มีครอบครัวไหนเลยที่มีเครื่องสีข้าว ดังนั้นเราต้องซื้อมาก่อนที่คนอื่นจะซื้อมาแย่งลูกค้ากับเรา ส่วนเหตุผลว่าทำไมผมถึงเสนอซื้อเครื่องสีข้าวเป็๲อันดับแรก ก็เพราะเครื่องสีข้าวเป็๲ปัจจัยสำคัญที่เราจะทำกิจการอื่นๆ อีกต่อไปครับ เช่นรำ ปลายข้าว แกลบ เราสามารถเอาของพวกนี้ไปทำอย่างอื่นได้อีกที่มันสามารถทำเงินให้เราได้ครับ”

    พูดจบเอกก็ชี้ไปที่ภาพที่สอง

    “อย่างที่สอง ผมเสนอให้เราเลี้ยงปลาและฟาร์มไก่ไปพร้อมๆ กัน...”

    “อย่างที่สาม ผมเสนอให้เราเพิ่มจำนวนวัวที่เราเลี้ยงพร้อมกับแบ่งที่หน้าหนึ่งไร่ไปปลูกหญ้า...”

    “อย่างที่สี่ ผมเสนอให้ทำ...”

    “อย่างที่ห้า...”

    เอกพูดราวกับเสนอโปรเจ็คให้บริษัท...

    เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วโมงในที่สุดเอกก็พูดเสร็จ ซึ่งพ่อกับแม่ของเขาไม่เคยขัดจังหวะเขาเลย พวกท่านนั่งฟังและคิดตามอย่างดี ส่วนพี่น้ำ...สัปหงกดูเหมือนกำลังจะหลับ...

    เมื่อเอกพูดจบสักพักแม่ก็ถามขึ้นทันที

    “พูดน่ะมันง่าย เอาเข้าจริงมันจะเป็๞เหมือนที่ลูกพูดมาหรือเปล่า อีกอย่างนะ จะให้พวกเราทำทั้งหมดนี่เราทำไม่ไหวหรอก” แม่ออกความคิดเห็นไม่ยอมเชื่อง่ายๆ

    ชีวิตจริงนั้นยิ่งกว่าละคร ถ้าไม่วางแผนดีๆ ก็มีแต่พังไม่เป็๲ท่า สูญเสียเงินที่ลงทุนไปเยอะแน่ๆ ถ้าล้มเหลวขึ้นมา หนักเข้าอาจเป็๲หนี้ได้เลย

    “เราสามารถทำอย่างแรกและอย่างสองก่อนก็ได้ครับ ค่อยๆ ทำทีละน้อยๆ ไปก่อน หากมีเงินทุนเมื่อไหร่เราก็ค่อยทำแผนการที่สามสี่ห้า” เอกพูดด้วยความมั่นใจ เขามั่นใจว่ากิจการขั้นบันไดนี้จะประสบผลสำเร็จ ตัวอย่างมีให้เห็นมากมายในยุคหลัง

    “แม่ไม่รู้หรอกนะว่าเอกเอาความคิดแบบนี้มาจากที่ไหน แต่มันก็น่าจะไปได้สวยอยู่นะ พูดแล้วก็แปลกใจ ทั้งหมดนี้พวกเราก็เคยเห็นมาทั้งนั้น ไม่คิดเลยว่าถ้าพวกเราขยายให้มันใหญ่ขึ้น มันจะสามารถทำเงินให้เราได้ตั้งมากมาย...” แม่พูดด้วยอารมณ์ที่ล้นหลาม เธอครุ่นคิดอย่างหนักกับส่วนได้ส่วนเสีย

    “จริงอยู่สิ่งที่เอ็งพูดมามันอาจจะพลิกชีวิตของพวกเรา แต่ถ้าหากมันพังขึ้นมาล่ะ? เอ็งจะทำยังไง” ในที่สุดพ่อก็พูดขึ้น สีหน้าเขาจริงจังอย่างมาก ไม่ได้ขี้เล่นเหมือนปกติ

    “ผมเอาชีวิตผมเป็๲ประกันเลย ถึงแผนการพวกนี้จะพังไม่เป็๲ท่า แต่ถ้าหากผมโตขึ้นแล้วละก็ผมสัญญาด้วยเกียรติลูกผู้ชาย ผมจะไม่ให้ใครในครอบครัวเราต้องมีชีวิตที่ลำบากเป็๲อันขาด!” เอกตอบด้วยความมั่นใจอันแรงกล้า

    “ดี!! งั้นพวกเราตกลงเอาตามที่เอกมันว่า แม่ พรุ่งนี้พวกเราจะเข้าเมืองไปซื้อเครื่องสีข้าวนี่กันเถอะ” คำพูดของเอกถูกใจพ่อพอสมควร จึงทำให้เขายอมตกลงอย่างง่ายดาย

    “โอเคตามนั้น เอาไงเอากัน ถ้าไม่ลองเสี่ยงดู เราก็จะไม่ได้อะไรเลย” แม่พยักหน้าเห็นด้วยเพราะคิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว

    “เดี๋ยว!! พวกเราต้องสร้างบ้านให้โรงสีก่อนนะครับ ค่อยไปซื้อหลังจากสร้างเสร็จก็ได้” ใจจริงเอกไม่อยากให้พ่อกับแม่เหนื่อยเพราะว่าพึ่งผ่านอะไรหลายๆ มา

    “จริงด้วย! งั้นพรุ่งนี้พ่อจะไปคุยกับลุงแดงให้มาช่วยสร้างอีกแรง”

    “แต่พ่อครับเ๹ื่๪๫วัสดุก่อสร้าง เราต้องสั่งมาก่อนนะครับ”

    “จริงด้วย! งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้พ่อจะโทรสั่งวัสดุมาเลย!”

    “แต่พ่อครับ พ่อคำนวณไว้แล้วเหรอว่าเราต้องใช้เสากี่ต้น อิฐบล็อกอีกกี่ก้อน ปูนอีกกี่กระสอบ”

    “จริงด้วย!..”

    “แต่พ่อครับ..”

    "จริงด้วย.."

    “พอเถอะลูก เดี๋ยวเ๹ื่๪๫เครื่องสีข้าวแม่จะจัดการเอง..แม่มีความสุขมากนะที่ลูกช่วยอะไรเราหลายๆ อย่าง โตขึ้นเยอะเลยนะเรา..” แม่หอมแก้มไปอีกหนึ่งฟอด ทำเอาเอกดีใจจนตัวลอย

    ไม่รู้หรอกนะว่าบ้านอื่นจะรับฟังเด็กเหมือนบ้านเอกหรือเปล่า แต่คงไม่มีบ้านแบบนั้นหรอกถ้า ไม่พิสูจน์ให้พวกผู้ใหญ่เห็น

    ถามว่าเอกพิสูจน์อะไรให้พ่อกับแม่เห็นล่ะ? อยากแรกเลยปกป้องพี่สาว ข้อนี้ได้ใจพ่อและแม่ไปเต็มๆ โดยไม่มีเหตุผลมารองรับ ถึงจะดูรุนแรงไปหน่อยก็ตาม

    อย่างที่สองคอยหาข้าวปลาอาหารให้ครอบครัวแบ่งเบาภาระภายในบ้านไปเยอะมาก ดูเหมือนข้อนี้อาจไม่สำคัญ แต่ถ้าหากไม่มีเขาคอยช่วยพ่อกับแม่จะเหนื่อยกว่านี้เป็๲เท่าทวีคูณ

    ซึ่งพวกท่านรู้เ๹ื่๪๫นี้ดี

    สิ่งที่สำคัญที่สุดคือมีความคิดที่เป็๲ผู้ใหญ่ของเอก เขาพึ่งแสดงออกตอนย้อนเวลามานี่เอง ทั้งการหาเงิน ทั้งคิดถึงอนาคตของครอบครัว และเขายังเป็๲ห่วงทุกคนในครอบครัวมากๆ

    รวมทั้งหมดนี้เข้าด้วยกัน มีเหตุผลอะไรที่พวกท่านจะไม่รับฟังเอกอีก

    ทว่าเด็กยังไงก็คือเด็กอยู่ดี ตอนนี้เขาสามารถช่วยได้แค่ออกความคิดเท่านั้น เขาไม่มีวุฒิภาวะพอที่ช่วยเหลือไปมากกว่านี้แล้ว

    สุดท้ายท้ายสุด ชีวิต? มันไม่ง่ายเหมือนที่เราคิดเสมอไปหรอก...