ตอนที่5 โชเฟอร์ตีนผี
รถกระบะยกสูงตอนเดียวแล่นออกจากสถานีขนส่งผู้โดยสารออกนอกตัวเมืองเวลาบ่ายคล้อย แม้ว่าแสงแดดจะร้อนจ้าแผดเผาผิวขาวเนียนให้ดำคล้ำได้ง่ายทว่าสองสาวชาวกรุงผู้เสียสละเดินทางจากเมืองหลวงอันศิวิไลซ์เพื่อมาเป็เป็ครูอาสาในหมู่บ้านลึกในป่าใหญ่ก็สมัครใจที่จะพากันนั่งอยู่ด้านหลังกระบะ โดยปล่อยให้ชายหนุ่มหน้าหล่อผู้เป็สารถีที่ปั้นหน้าเครียดขรึมตลอดเวลานั่งอยู่ด้านหน้าเพียงลำพัง
ยานพาหนะกลางเก่ากลางใหม่แล่นด้วยความเร็วสูงน่าหวาดเสียวพาสองสาวเคลื่อนผ่านสองข้างทางซึ่งเต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่องสร้างด้วยคอนกรีตออกนอกเมืองเข้ามาในป่า สองข้างทางเปลี่ยนไปจากสิ่งปลูกสร้างกลายเป็ต้นไม้เขียวขจี บรรยากาศรอบข้างสวยงามน่าตื่นตาตื่นใจไม่น้อยหากโชเฟอร์ไม่ใส่ตีนผีเหยียบคันเร่งจนทำให้ผู้โดยสารสาวทั้งสองนั่งเกร็งด้วยความหวาดเสียว
“นี่ตาบ้านั่นจะรีบไปไหนขนาดนี้นะเบรกแต่ละทีหัวทิ่มหัวตำเชียว”
ปรางขมวดคิ้วมุนมองผ่านกระจกกั้นระหว่างท้ายกระบะกับห้องโดยสารไปยังโชเฟอร์หน้าั์
“ปราง แกว่าพวกเราจะรอดไปถึงหมู่บ้านไหม ฉันกลัวจนฉี่แทบราดแล้ว”
น้ำหนึ่งกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอมือจับยึดขอบรถกระบะแน่นจนเส้นเืขึ้นปูดโปน ผมเผ้าที่บรรจงจัดแต่งมาอย่างสวยงามบัดนี้โดนลมตีพันกันยุ่งเหยิง
“เดี๋ยวฉันจะลองพูดกับเขาดูว่าให้ขับช้าลงหน่อย”
ปรางเคาะกระจกเพื่อให้สัญญาณพอโชเฟอร์หน้าั์ลดกระจกลงเธอก็ะโออกไปเสียงดัง
“นี่คุณขับช้าลงหน่อยไม่ได้หรือไง คุณขับเร็วแบบนี้ถ้าพวกฉันร่วงรถไปคุณจะรับผิดชอบไหวไหม”
“ก็ยังเห็นอยู่กันครบ”
“ห๊า” หญิงสาวเม้มปากแน่นรู้สึกอารมณ์ขุ่นมัวขึ้นมาทันที ทำไมเธอถึงรู้สึกไม่ถูกชะตากับผู้ชายคนนี้เอาเสียเลย
“หมายความว่ายังไงต้องรอให้พวกฉันคนใดคนหนึ่งตกรถไปก่อนใช่ไหม ขับช้าลงเดี๋ยวนี้เลยนะไม่งั้นพอไปถึงฉันจะฟ้องคุณครูจอมขวัญว่าคุณขับรถน่าหวาดเสียวและยังทำตัวหยาบคายใส่ฉันกับเพื่อนด้วย”
“อ้อ เป็คนขี้ฟ้องสินะ” คิ้วดกหนาเลิกขึ้นอย่าง ยียวนผ่านกระจกมองหลัง
“นี่คุณ”
หญิงสาวโกรธจนหน้าแดงหันหน้าหนีคนกวนโมโหไปอีกทางเมื่อรู้ว่าเธอคงพูดกับเขาไม่รู้เื่แน่ น้ำหนึ่งยื่นมือมาจับมือของปรางเหมือนพยายามจะปลอบใจซึ่งกันและกัน เวลาผ่านไปอีกครู่ใหญ่ท้องฟ้าเริ่มระบายด้วยหมึกสีดำกระทั่งสิ่งแวดล้อมรอบตัวมืดสนิทแม้นกระทั่งเพื่อนที่นั่งใกล้กันเพียงมือเอื้อมถึงก็มองเห็นเพียงเงาเลือนลางสีดำ พระจันทร์ดวงกลมโตลอยเด่นท่ามกลางหมู่เมฆบรรยากาศอันสดชื่นเย็นสบายรอบข้างค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็เย็นยะเยียบเงียบสงัดวังเวงนอกจาก หญิงสาวสองคนและชายหนุ่มแล้วก็มองไม่เห็นสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์เดียวกันอีกเลย บางครั้งหูก็แว่วได้ยินเสียงโหยหวนอันแปลกประหลาดซึ่งไม่เคยได้ยินมาก่อนดังแว่วมาปะปนกับเสียงกระหึ่มของเครื่องยนต์
“ปราง ป่าตอนมืดนี่น่ากลัวเนอะ” น้ำหนึ่งกระเถิบเข้ามานั่งเบียดกับเพื่อนสาว
“ไม่ต้องกลัวในป่าก็เป็แบบนี้แหละ”
“แหม พูดยังกับแกเคยมาใช้ชีวิตอยู่ในป่าเนาะ”
“ทำไมต้องแซะกันด้วยเนี่ย แกเป็พวกเดียวกับตาบ้านั่นเหรอไง”
“เปล่าสักหน่อย”
ตูม!!!
“ว้ายยย”
เสียงะเิดังสนั่นจากนั้นรถกระบะก็เสียหลักส่ายไปมาตามมาด้วยเสียงโครมเมื่อด้านหน้าของรถพุ่งไปอัดกับโคนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ผู้โดยสารทั้งสองถูกแรงเหวี่ยงกระแทกเข้ากับตัวรถเจ็บระบมไปตามกัน
“บัดซบเอ้ย เครื่องดับไปซะงั้น”
โชเฟอร์เปิดประตูรถลงมาพร้อมกับเสียงสบถ เขาเดินมามองสำรวจผู้โดยสารทั้งสองที่ตอนนี้นอนกองรวมกันอยู่หลังกระบะ
“เป็อะไรกันหรือเปล่า”
“ไม่เป็อะไรมั้ง ตาบอดเหรอขับรถบ้าอะไรแบบนี้ไปกินยาบ้ามาหรือไง”
ปรางเอ่ยขึ้นอย่างหัวร้อนเมื่อครู่ศีรษะของเธอโขกเข้ากับขอบกระบะอย่างแรงจนบวมปูด
“ยางรถมันะเิตาบอดหรือไงถึงมองไม่เห็น ตัวซวย”
ชายหนุ่มทำหน้าเบื่อหน่ายก่อนจะเดินเข้าไปก้มๆ เงยๆ ในห้องโดยสารหยิบกระบอกไฟฉายออกมาแล้วเดินไปเปิดฝากระโปรงรถเพื่อเช็คเครื่องยนต์
“ตัวเองเป็ต้นเหตุทำให้คนอื่นเจ็บตัวแท้ๆ ไม่ ขอโทษสักคำแถมยังทำสีหน้าแบบนั้นอีก เมื่อกี้นี้เหมือนฉันได้ยินเขาบ่นว่าตัวซวยด้วยใช่ไหม”
“โอ้ยช่างเถอะปราง ตอนนี้ฉันระบมไปทั้งตัวเลย ยัยปราง รอบนี้รอบเดียวนะฉันจะไม่ยอมใจอ่อนมากับแกอีกเด็ดขาด”