ฮ่องเต้ซีฉินมู่หยางแห่งแคว้นซีฉินหรือชื่อเดิมในชีวิตก่อนของเขาคือฉินมู่หยาง เป็บุตรชายคนที่สามแห่งตระกูลฉินในเมืองหลวง เขาเป็ผู้ชายที่มีนิสัยเ้าระเบียบ ภายนอกดูค่อนข้างเ็าจนไม่ค่อยมีใครกล้าเข้า เนื่องจากหวั่นเกรงสายตาคมดุแสนเ็าของเขา ทั้งชีวิตที่เติบโตมาไม่ว่าจะสิ่งไหนล้วนอยู่ในการควบคุมของเขามาตลอด แม้กระทั่งผู้ร่วมงาน เขาล้วนสามารถจัดการให้ทุกอย่างอยู่ในกรอบที่เขาตั้งเอาไว้ และไม่เคยมีใครพังกรอบของเขาได้
ฉินมู่หยางผู้เป็บรรณาธิการมือหนึ่งของสำนักพิมพ์ เขารู้วิธีการรับมือกับนักเขียนที่ไม่ว่าจะมีความคิดสุดโต่งขนาดไหน ทุกอย่างก็ไม่เคยคณามือเขา พูดให้ถูกก็คือออร่าที่เข้มงวดของเขามักเป็เครื่องมือที่ใช้ควบคุมคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แต่ทุกอย่างในชีวิตล้วนมีข้อยกเว้นเสมอ
และคนคนนั้นคือนักเขียนหน้าใหม่ที่มีความนิยมสูงจากเว็บไซต์อ่านนิยายที่อยู่ในเครือสำนักพิมพ์ของเขา
หรงเยว่ซี นักเขียนนิยายแนวตันเหม่ย เ้าของนามปากกา เยว่หลัน
ตัวจริงของนักเขียนนามปากกาเยว่หลัน เป็ชายหนุ่มที่ดูเหมือนจะยังอยู่ในวัยเรียนเสมอเพราะใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์และดวงตากระจ่างใสยามมองทุกอย่างรอบกาย
หรงเยว่ซีเป็หนุ่มโสดที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงด้วยตัวเองคนเดียวเนื่องจากทุกคนในครอบครัวล้วนเสียชีวิตไปหมดแล้ว ทั้งจากอุบัติเหตุและโรคภัยที่เข้ามารุกราน เป็คนมีความสามารถและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีความมุ่งมั่นและขวนขวายในการพัฒนางานเขียนของตัวเองอยู่เสมอ ประกอบกับความเป็มิตร ใบหน้าที่มักมีรอยยิ้มชวนเอ็นดูแก่ทุกคนที่พบเห็นเสมอ ในงานแจกลายเซ็นต์ของสำนักพิมพ์ เ้าตัวจึงเป็ที่นิยมในอันดับต้นๆ
แต่ใครจะรู้ว่ากว่านิยายที่หรงเยว่ซีแต่งขึ้นกว่าจะออกมาเป็รูปเล่มและสามารถตีพิมพ์ได้แต่ละครั้ง ล้วนผ่านการมีปากเสียงกับบรรณาธิการประจำตัวของตัวเองมาหลายรอบ เรียกได้ว่าตีกันบ่อยจนจากที่พนักงานคนอื่นแตกตื่น ก็กลายเป็นั่งรอกินแตงโมจากทั้งคู่ไปเสียแล้ว
ฉินมู่หยางยอมรับในความเก่งในการสร้างสรรค์นิยายของหรงเยว่ซี แต่ก็เบื่อหน่ายกับนิสัยดื้อรั้นหลายอย่างของอีกฝ่ายเช่นกัน หัวข้อหลักที่เขามักจะทะเลาะกันก็คือ เ้าตัวแสบชอบแอบยัดฉากพลิกผ้าห่มอีโรติกสุดร้อนแรงเข้ามาในต้นฉบับมันทุกครั้ง ทั้งที่เขาก็เอ่ยปากเตือนตลอดว่าไม่สามารถให้ผ่านได้เนื่องจากข้อจำกัดด้านการตีพิมพ์งานด้านวรรณกรรมที่ห้ามมีฉากเกี่ยวกับเพศสัมพันธ์มากเกินไป
แต่นักเขียนตัวแสบก็ทำหูทวนลมมันเสียทุกครั้ง
เื่ความดื้อดึงอีกอย่างของหรงเยว่ซีที่เขาปวดหัวก็คือเมื่อเ้าตัวมุ่งมั่นกับสิ่งไหนแล้ว จะทุ่มเทเวลาทั้งหมดไปกับมันจนลืมดูแลสุขภาพของตัวเอง
หรงเยว่ซีนับว่าเป็นักเขียนในความดูแลของเขาที่ต้องเข้าไปหาถึงสถานที่ส่วนตัวของอีกฝ่ายเดือนละหลายครั้ง เพื่อดูแลชีวิตความเป็อยู่ และบังคับให้อีกฝ่ายพักผ่อนให้เป็เวลา
เื่ต้นฉบับไม่เคยต้องกังวลว่าจะล่าช้าเกินกำหนด แต่สภาพหลังจากส่งต้นฉบับจะเป็แบบไหนก็อีกเื่หนึ่ง
บางครั้งประโยคในอีเมลที่มาพร้อมกับไฟล์งานที่ต้องส่งก็คือให้เขาพาไปโรงพยาบาล เพราะเ้าตัวลืมกินข้าวติดต่อกันหลายวันบ้าง หรือบางครั้งก็อดนอนจนวูบ
การใช้ชีวิตของอีกฝ่ายที่ใช้ชีวิตด้วยตัวเองคนเดียวมาหลายปีทำให้เขานึกทึ่งอยู่เสมอ
อาจเป็เพราะหรงเยว่ซีใช้ชีวิตหมกตัวอยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยม ไม่ได้มีคนในครอบครัวคอยดูแลหรือตักเตือน อย่างการทานข้าวหรือเข้านอน ฉินมู่หยางที่เฝ้าดูแลอีกฝ่ายมาได้ระยะหนึ่งและผ่านการอุ้มอีกคนไปโรงพยาบาลมากว่าหนึ่งครั้งในแต่ละเดือน จึงค่อนข้างเป็ห่วงอีกฝ่ายมาก เพราะกลัวว่าจะไม่สามารถมีชีวิตรอดได้จนถึงตอนแก่
หลายๆ ครั้งหลังเลิกงานเขาจึงมักหอบของกินไปใส่ไว้ในตู้เย็นของอีกฝ่าย ยังดีที่หรงเยว่ซียังรักสะอาดอยู่บ้าง ไม่ได้สุมขยะและเศษอาหารไว้หลายวันก่อนค่อยนำไปทิ้ง ไม่อย่างนั้นห้องของอีกฝ่ายอาจจะรกจนมีงูเข้าไปอาศัยอยู่
ห้องพักของหรงเยว่ซี จะมีรกก็ตรงบริเวณตู้เก็บหนังสือที่มีหนังสือนิยายอัดแน่นอยู่ในนั้นจนล้นตู้ นอกจากนั้นส่วนที่พบว่าเ้าของบ้านอาศัยอยู่ก็มีแค่เตียง โต๊ะทำงาน แล้วก็ห้องน้ำ ของตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์น้อยมากจนไม่เหมือนห้องที่มีคนอาศัยตลอดเวลา
ระยะเวลาหลายปีที่ดูแลนักเขียนคนนี้ทำให้ความรู้สึกของเขาที่มีต่ออีกฝ่ายค่อยๆ เปลี่ยนไปโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว แม้แต่วันสุดท้ายของชีวิตในโลกที่แล้วเขาก็ยังไม่เข้าใจว่าความห่วงใยที่มีต่ออีกฝ่ายนั้นมากเกินคำว่าเพื่อนร่วมงานไปไกลขนาดไหนแล้ว
หลังจากที่ได้ยินเสียงดังของรถสองคันที่ประสานงานกันอย่างรุนแรงและคิดว่าคงทำให้เขาาเ็สาหัสจนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุแบบที่ไม่ทันได้รู้สึกเ็ปกับาแที่ได้รับเสียด้วยซ้ำ
เขาก็พบว่าตัวเองตกอยู่ในความมืดที่มองไม่เห็นแม้แต่ปลายนิ้วของตัวเอง เขาลอยละล่องอยู่ในความมืดที่ไม่อาจคำนวณวันเวลาที่ผ่านพ้นไปได้ จนกระทั่งเขาได้ยินเสียงร้องไห้ดังผ่านทะลุความมืดเข้ามาที่หูของเขา หลังจากนั้นสติของเขาก็ดับวูบไป
เมื่อตื่นขึ้นมาอีกทีเขาก็พบว่าตัวเองเข้ามาอยู่ในร่างกายขององค์รัชทายาทซีฉินมู่หยางที่มีชื่อคล้ายกับตัวของเขา เสียงร้องไห้ที่เขาได้ยินเป็เสียงจากนางกำนัลขันทีในตำหนักที่กำลังร่ำไห้อย่างโศกเศร้ากับการจากไปของฮองเฮาจางหนิงอันซึ่งเป็มารดาของเ้าของร่างนี้
ฉินมู่หยางััได้ถึงความเปียกชื้นบนใบหน้าเมื่อเขายกมือขึ้นเพื่อเช็ดมันก็ต้องใกับขนาดของมือที่เล็กราวกับเป็มือของเด็กน้อย ความเปียกชื้นบนหน้าก็คือน้ำตาของร่างนี้ที่เสียใจกับการจากไปของมารดาตัวเอง
ฉินมู่หยางตกอยู่ในความมึนงงที่เขาได้ทะลุมิติเข้ามาในร่างของบุคคลอื่นซึ่งอยู่ในยุคสมัยโบราณที่ไม่มีอ้างอิงถึงไม่ประวัติศาสตร์ จวบจนกระทั่งเวลาแห่งการจัดการพระศพของฮองเฮาเสร็จสิ้น
ฉินมู่หยางถึงได้ตระหนักว่าตอนนี้เขาได้เข้ามาอยู่ในนิยายตันเหม่ย เื่จักรพรรดิล่มเมือง ของนักเขียนนามปากกา ไป๋หยุน ที่เป็นักเขียนอีกคนที่เขาดูแลเสียแล้ว นิยายเื่นี้ตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ไปั้แ่สองปีก่อนจึงไม่แปลกที่เขาพึ่งจะจำได้
เื่ราวของนิยายจักรพรรดิล่มเมืองนี้ก็ตรงตามกับชื่อเื่เลยทีเดียว เป็เื่ราวขององค์รัชทายาทซีฉินมู่หยางที่มีรูปลักษณ์งดงามล่มเมืองเหนือเกอและสตรีใต้หล้า ไม่ว่าใครก็ต้องยอมสยบอยู่ใต้ความงามของรัชทายาทที่ในอนาคตจะถูกขนานนามว่าจักรพรรดิ เพราะใช้ความงามของตัวเองในการแคว้นรอบด้านให้กลายเป็แคว้นหนึ่งเดียวกันได้สำเร็จ
องค์รัชทายาทซีฉินมู่หยางนั้นเสียมารดาของตัวเองไปในวัน 7 ปี จากนั้นก็ได้รับการดูแลเลี้ยงดูจากฮองเฮาพระองค์ใหม่ที่มีศักดิ์เป็ป้าแท้ๆ ของตัวเอง เวลาผ่านไปจนกระทั่งอายุ 10 ปี เขาก็สูญเสียบิดาของตัวเองไปอีกคนจากโรคภัยที่มาเยือนอีกฝ่าย และถูกแต่งตั้งให้เป็ฮ่องเต้ในวัยเพียง 10 ปีเท่านั้น แน่นอนว่าด้วยอายุและความสามารถของเขาที่ยังเป็เพียงเด็กคนหนึ่ง อำนาจของบัลลังก์ัจึงถูกชักนำจากผู้เป็ป้าของเขา
ซีฉินมู่หยางใช้ชีวิตแบบที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของผู้เป็ป้าและท่านตาของตัวเองจวบจนกระทั่งอายุ 18 ปี เขากลายเป็ฮ่องเต้ที่ไม่เอาการเอางานและถูกผู้คนดูถูกว่าเพียงรูปลักษณ์ที่งดงามแต่ไม่มีความสามารถราวกับคณิกาที่ใช้งามของตัวเองเพื่อหาประโยชน์เท่านั้น
ซีฉินมู่หยางที่ถูกปิดหูปิดตามาตลอดไม่ได้ตระหนักถึงสิ่งนี้ จนกระทั่งเขาได้บังเอิญไปรู้ความลับหนึ่ง เข้าทุกสิ่งทุกอย่างถึงได้พลันกระจ่างขึ้นมาทันที
ตัวเขาถูกใช้เป็หมากเบี้ยจากป้าแท้ๆ ที่ความจริงแล้วเป็คนวางแผนฆ่าเสด็จพ่อกับเสด็จแม่ของเขา เพื่อที่จะได้กุมอำนาจของวังหลวงไว้ที่ตัวเอง ทุกคำพูดหวานหูและการดูแลเอาใจใส่ ล้วนเป็คำพูดอาบยาพิษที่หวังให้เขากลายเป็คนไร้ความสามารถ เพราะวางใจในการยกอำนาจให้อีกฝ่ายดูแลจนหมดสิ้น
หลังจากได้รู้ความจริงและหูตาสว่างมากขึ้น เขาจึง้าแก้แค้นให้กับบิดาและมารดาของตัวเอง และ้านำคนที่มีส่วนรู้เห็นในการวางแผนฆ่าครอบครัวของเขามาปะาชีวิตให้หมด เพื่อชดเชยให้กับทั้งคู่ที่ไม่ได้รับความเป็ธรรม และที่สำคัญที่สุด เขา้าดึงอำนาจของตนกลับคืนมาก่อนที่แคว้นของเขา ประชาชนที่เขาเคยถูกหลอกลวงจากป้าแท้ๆ มาตลอดว่ามีชีวิตที่ดี แต่แท้ที่จริงแล้วกลับมีความเป็อยู่ที่อดอยากจนแทบจะต้องขายตัวเองเป็ทาสเกือบทั้งหมด
ท่ามกลางคนของท่านตาและเสด็จป้าที่รุมล้อมเขา แต่เขาก็มีสหายที่ดีคนหนึ่งที่เป็บุตรชายของแม่ทัพไป๋ ซึ่งเป็ความหวังสุดท้ายของเขาที่จะช่วยเขาจัดการกับคนชั่วพวกนี้
ไป๋เทียนอี้เป็คนผู้เดียวในชีวิตนี้ที่เขาสามารถไว้ใจและฝากชีวิตเอาไว้ได้ อีกฝ่ายช่วยเขาวางแผนการกับดัก และหลุมพรางที่ขุดเอาไว้เพื่อจำกัดคนชั่ว การดำเนินของแผนที่วางไว้ค่อยๆ คืบหน้าไปทีละน้อย จากกองกำลังของไป๋เทียนอี้ที่ให้ความช่วยเหลือเขา นอกจากนี้ยังมีขุนนางฝ่ายทหารอีกหลายคนที่ให้ความร่วมมือ จนในที่สุดเขาก็สามารถจัดการคนชั่วพวกนั้นและสังเวยชีวิตของอีกฝ่ายให้อยู่แทบเท้าของเขาเพื่อแก้แค้นให้กับทุกคนที่ได้รับความอธรรม
ซีฉินมู่หยางที่สวมมงกุฎของตำแหน่งฮ่องเต้ ชุดัห้าเล็บสีทองถูกสวมอยู่บนร่างกายของเขา ใบหน้างดงามร่ำไห้อย่างสุดเสียงต่อหน้าป้ายิญญาของอดีตฮ่องเต้และอดีตฮองเฮา
หลังจากวันนั้นสถาปนาฮ่องเต้รัชกาลใหม่แห่งแคว้นซีฉิน ทุกอย่างในแคว้นก็ได้รับการจัดการใหม่ ประชาชนอยู่ดีกินดีมากขึ้น อาหารราคาถูกลงและทุกครัวเรือนไม่ต้องอดอยากทนต่อความหิวโหยอีกต่อไป
แต่ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่การพัฒนาแคว้นตัวเอง เขามีความกระหายที่จะรวบรวมแคว้นทั้งหมดที่ติดกับชายแดนของเขาเข้าเป็หนึ่งเดียวกัน
ทุกแผนการถูกนำมาใช้เพื่อขยายอำนาจของตัวเอง และนั่นก็รวมถึงความงามของเขาก็ด้วย โดยมีแม่ทัพไป๋เทียนอี้คอยติดตามเขาไปทุกหนทุกแห่ง และในที่สุดเมื่อซีฉินมู่หยางมีพระชนมายุครบ 25 ปี เขาก็สามารถแต่งตั้งตัวเองเป็จักรพรรดิจากการที่รวมดินแดนอันกว้างใหญ่ไว้ภายใต้แคว้นซีฉินได้สำเร็จ
เนื้อเื่ของนิยายจักรพรรดิล่มเมืองจบลงเพียงเท่านี้ เป็การจบเนื้อหาปลายเปิดที่นักอ่านพากันคร่ำครวญว่าสรุปแล้วฮ่องเต้ได้ครองรักกับแม่ทัพไป๋เทียนอี้หรือเปล่า หรือว่าครองรักกับอดีตฮ่องเต้ของแคว้นไหนที่ตัวเองไปยึดมาได้กันแน่
นักเขียนไป๋หยุนที่ได้รับฟีดแบคมาจากนักอ่านแบบนั้นก็โทรมาหัวเราะกับเขาและบอกว่านี่แหละคือสิ่งที่อีกฝ่าย้า ความนิยมของนิยายเื่นี้โด่งดังจนเป็กระแสอยู่่หนึ่งเลยทีเดียว
ฉินมู่หยางที่หลังจากได้รู้ว่าตัวเองได้เข้ามาแทนที่ซีฉินมู่หยาง เขาก็ตื่นตระหนกทันที เพราะเขาจะไม่ยอมดำเนินเื่ไปตามนิยายต้นฉบับแน่นอน
ซีฉินมู่หยางคนใหม่จึงได้วางแผนการทุกอย่างทั้งที่อยู่ในร่างกายที่มีอายุเพียง 7 ปี เท่านั้น แต่เพราะเขารู้เหตุการณ์มาจากนิยายล่วงหน้า เขาจึงสามารถจัดการทุกอย่างได้เพราะล้วนแล้วแต่อยู่ในการควบคุมของเขาทั้งหมด แม้ว่าในภายหลังเขาก็ยังไม่สามารถช่วยฮ่องเต้ให้รอดพ้นจากยาพิษที่จางหนิงม่าน ฮองเฮาคนใหม่วางให้อีกฝ่ายได้ แต่ก็สามารถช่วยยืดอายุของบิดาคนนี้ได้จนถึงเขาอายุ 18 ปี และได้รับราชโองการจากมือของอีกฝ่ายในการแต่งตั้งขึ้นเป็ฮ่องเต้รัชกาลใหม่
ฉินมู่หยางในร่างของฮ่องเต้ซีฉินมู่หยางได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาให้แตกต่างไปจากนิยายอย่างสุดโต่ง แต่ก็มีจุดประสงค์เดียวกับต้นฉบับ จัดการคนวางยาพิษบิดามารดา กำจัดขุนนางกังฉิน ดูแลประชาชนให้อยู่ดีกินดี และรวบรวมไพร่พลเพื่อตีแคว้นของศัตรู
ทว่าสิ่งที่เขาไม่ได้ทำตามคือการรวบรวมแคว้นทุกแคว้นให้เป็หนึ่งเดียวและแต่งตั้งตัวเองเป็จักรพรรดิ เขาทำเพียงให้แคว้นเ่าั้ส่งบรรณาการมาให้แคว้นของเขา โดยที่ฮ่องเต้แต่ละแคว้นก็ยังได้สิทธิในการแคว้นของตัวเอง เพราะเขาี้เีเกินกว่าจะมาแบกรับหน้าที่พวกนั้น
ทุกอย่างในชีวิตนี้เขาสามารถควบคุมได้ทั้งหมดและล้วนเป็ไปตามแผนการที่เขาวางเอาไว้ แต่มีสิ่งเดียวเท่านั้นที่เขาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงและควบคุมมันได้ ก็คือรูปลักษณ์ที่งดงามของเขา
ซีฉินมู่หยางที่มุ่งมั่นกับการเข้ารับการฝึกทหารไม่ต่างจากทหารชั้นผู้น้อยคนหนึ่งซึ่งได้รับคำอนุญาตจากเสด็จพ่อ เขาที่นอนกลางดินกินกลางทรายพร้อมทหารทุกคน แต่ก็ยังคงมีผิวพรรณงดงามอยู่เสมอ ร่างกายแม้จะสูงขึ้นมากให้สมกับการเกิดมาเป็บุรุษ แต่ก็ยังคงความอ้อนแอ้นของร่างกาย สัดส่วนของรูปร่างที่แม้แต่หญิงงามยังต้องยกธงขาวให้กับเขา การฝึกร่างกายอย่างหนักไม่ได้ทำให้ร่างกายของเขาหนาขึ้นเลยสักนิด แม้ความแข็งแกร่งของเขาจะสามารถโค่นล้มทหารที่รุมล้อมได้ภายในเวลาไม่กี่อึดใจก็ตาม
ส่วนที่เปลี่ยนไปมีเพียงกล้ามเนื้อหน้าท้องและกล้ามอกที่มีเหมือนกับทหารคนอื่น แต่เมื่อสวมใส่เสื้อผ้า หากมองจากด้านหลัง เขาก็ถูกเข้าใจผิดว่าเป็เกออยู่ดี ไม่สิ มองจากด้านหน้า เขาก็ถูกมองว่างดงามราวกับเกอและสตรีเช่นกัน ไม่มีความเป็บุรุษเลยสักนิด
นี่ถือได้ว่าเป็ความคับแค้นใจของเขาที่คุกรุ่นอยู่ภายใน กว่าจะทำใจยอมรับร่างกายของตัวเองได้ ก็ใช้เวลาเป็สิบปีเลยทีเดียว รวมถึงการเปลี่ยนความคิดของทหารใต้บังคับบัญชาที่ชอบมองตาเยิ้มมาที่เขา เป็ความหวาดกลัวและยำเกรงก็ใช้เวลาพอสมควร
ไม่ว่ารูปลักษณ์ของเขาจะงดงามเหนือใต้หล้ายังไง แต่เขาก็ยังหนักแน่นในความชอบของตัวเองอยู่เสมอว่าเขา้าหาฮองเฮาเป็ของตัวเอง ไม่ใช้หาพระสวามี!
และเขาเป็หนึ่งโดยกำเนิดไม่มีทางเปลี่ยนเป็ศูนย์ ให้ตายยังไงก็ไม่เปลี่ยน!!
Talk : หนึ่ง หรือ 1 มักใช้แทนฝ่ายรุก ศูนย์ หรือ 0 จะใช้แทนฝ่ายรับ
กลับมาแล้วค่า ขอบคุณที่รอนะคะ เลยเวลาไปหน่อย เพราะตรวจคำผิดเหมือนเดิม TwT