กฎรักพันธะเลือด เล่ม 1-3 [นิยายแปล]

    ตอนที่ 78

            พอเจ้าหน้าที่ทหารกวักมือ คนที่อยู่ข้างหลังก็นำเอกสารมาให้ทันที “ถ้าพวกเธอเห็นพ้องต้องกัน ก็เซ็นชื่อในสัญญารักษาความลับเถอะ หลังจากพวกเธอเซ็นชื่อลงไปแล้ว จะมาเสียใจทีหลังไม่ได้อีก พวกเธอต้องคิดให้ดี ๆ”

            หลิงเซียวไม่มีทางเลือกนอกจากหยิบปากกาขึ้นมา ในขณะที่เขากำลังจะเซ็นชื่อของตัวเองลงไป อิ๋งเฟิงก็จับมือเขาไว้

            “เดี๋ยวก่อน”

            เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารเห็น เขาก็หัวเราะพรืดออกมา

            “ที่ตรงนี้ก็ไม่ใช่ธุระของเธอตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แต่เธอก็จะเข้ามาให้ได้ ถ้าเธอไม่ดื้อรั้นขนาดนั้น เธอก็ไม่จำเป็นต้องลงนามในเอกสารนี้เลย ต่อให้เขาปฏิเสธเธอก็ไม่ต้องติดคุก ตอนนี้จะมาเสียใจทีหลังแล้วหรือไง”

            “ถ้าผมไม่ได้เข้ามา ตอนนี้เขาคงเลือกที่จะติดคุกไปแล้ว คุณเองก็จะไม่บรรลุเป้าหมาย ดังนั้นคุณควรขอบคุณที่ผมนั่งอยู่ตรงนี้มากกว่า”

            หลิงเซียวไม่คาดคิดว่าอิ๋งเฟิงจะมองทะลุความคิดของเขา มือที่จับปากกาสั่นเทา และรอยยิ้มบนใบหน้าของเจ้าหน้าที่ทหารก็ค่อย ๆ หายไป

            “เธอมีความมั่นใจดีนะหนุ่มน้อย ถ้าจะบอกว่าทาสพันธะของเธอเลือกที่จะเซ็นสัญญาเพื่อไม่ให้เธอต้องติดคุก งั้นเธอก็เต็มใจที่จะติดคุกและเลือกที่จะปฏิเสธเพื่อเขาหรือเปล่า ฉันขอร้องละ พวกเธออย่าทำให้เรื่องนี้มันซับซ้อนไปมากกว่านี้เลย คิดซะว่ามาบริจาคเลือดอาทิตย์ละครั้งก็ได้ เวลาที่เหลือพวกเธอก็เป็นอิสระ อีกอย่าง ถ้าการทดลองนี้ประสบความสำเร็จ มันก็เรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่สำหรับชาวเทียนซู่เลยละ”

            อิ๋งเฟิงยังคงยึดมั่นในความตั้งใจเดิม “สำหรับพวกเราแล้ว การติดคุกเป็นบทลงโทษที่ร้ายแรงมาก แต่สำหรับคุณ พวกเราจะติดคุกหรือไม่ไม่สำคัญคุณไม่ต้องการนักโทษไร้ประโยชน์สองคน สิ่งที่คุณต้องการคือเลือด ถ้าพวกเราปฏิเสธ คุณก็จะล้มเหลวและไม่ได้ผลประโยชน์ใด ๆ อย่างแน่นอน”

            สีหน้าของเจ้าหน้าที่ทหารดูคลุมเครือ ทั้งสองเผชิญหน้ากันเงียบ ๆ อยู่นาน

            “ดูเหมือนการเจรจาของเราจะติดขัดเล็กน้อยนะ” ในที่สุดเจ้าหน้าที่ทหารก็พูดด้วยความเยือกเย็น

            “ใช่ว่าเราเซ็นเอกสารนี้ไม่ได้” อิ๋งเฟิงยื่นทางเลือกในเวลาที่พอเหมาะพอเจาะ “แต่ก่อนอื่นพวกเรามีสิทธิ์ที่จะรู้ ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการ เป้าหมายในการทดลองของพวกคุณ และสถานะของร่างทดลอง และที่สำคัญที่สุดการทดลองนี้จะส่งผลเสียต่อร่างกายของทาสพันธะของผมหรือเปล่า”

            “คำขอของพวกเธอมากเกินไปหน่อยหรือเปล่า”

            “พวกเราจะไม่เซ็นชื่อถ้าไม่เห็นบุคคลที่เป็นร่างทดลอง”

            เจ้าหน้าที่ทหารครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ก็ได้ ถึงยังไงไม่ช้าก็เร็วพวกเธอก็ต้องเจอหน้ากันอยู่ดี แต่อย่าหาว่าฉันไม่เตือนนะ ถ้าครั้งนี้เธอยืนกรานที่จะตามมาอีก ผลที่ตามมาอาจจะไม่ง่ายเหมือนตอนนี้” เขาแกล้งทำเป็นถอนใจ “เธอจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวเลยก็ได้ตั้งแต่แรก”

            “คุณไม่จำเป็นต้องเตือนผมด้วยความหวังดีซ้ำแล้วซ้ำเล่าหรอกครับการบุกเข้าห้องทดลองผมก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วย ผมคิดไว้ตั้งแต่แรกอยู่แล้วว่าจะร่วมมือกัน”

            เจ้าหน้าที่ทหารลุกขึ้นเดินจากไป “ช่างน่าซาบซึ้งจริง ๆ”

            ทั้งสองคนเดินตามเจ้าหน้าที่ทหารไปโดยรักษาระยะห่าง ยังมีทหารสองนายติดตามอยู่ข้างหลังพวกเขาอย่างใกล้ชิด

            “นายบุกรุกความคิดของฉันอีกแล้วเหรอ” หลังจากพวกเขาเดินไปสักพัก หลิงเซียวก็กระซิบถาม

            “แสดงว่าฉันทายถูกใช่ไหม ถ้าฉันไม่ได้เข้าไปในห้องด้วย นายก็คิดจะเข้าคุกไปคนเดียวสินะ” อิ๋งเฟิงจ้องเขม็ง “วางใจเถอะ นายพันธะไม่มีความสามารถในการแอบดูความคิดของนายหรอก นายมีอิสระที่จะใช้ความคิด”

            หลิงเซียวรีบพูดต่อ “ฉันขโมยของคนเดียว ทำไมนายถึงอยากตามเข้ามาด้วย”

            “แต่นายก็เป็นคนเสนอเรื่องนี้เพราะเราได้ผลประโยชน์ร่วมกัน ถ้ามีเป้าหมายร่วมกัน ก็ควรเดินหน้าและถอยหลังไปด้วยกันไม่ใช่เหรอ ตอนนี้ฉันมีเงื่อนไขแลกเปลี่ยนใหม่อีกข้อ ฉันอยากจะสอบเข้าสาขาวิชาปฏิบัติการร่วมของอวี้เทียน สาขาวิชานี้สอบเข้ายากมาก นายเคยรับปากแล้วว่าจะไม่เป็นตัวถ่วงฉัน”

            “นาย…” ตอนแรกหลิงเซียวไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ ๆ อิ๋งเฟิงถึงเสนอเงื่อนไขที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่น้อย แล้วค่อยมาเข้าใจทีหลังว่าอิ๋งเฟิงกำลังพยายามป้องกันไม่ให้เขาเจรจาต่อรองกับกองทัพเป็นการส่วนตัว และเมื่อกี้เขาก็คิดแบบนี้จริง ๆ อิ๋งเฟิงบอกว่าไม่สามารถบุกรุกความคิดของเขาได้ แต่อิ๋งเฟิงก็คาดเดาความคิดในใจของหลิงเซียวได้แม่นยำทุกครั้ง

            สาขาวิชาปฏิบัติการร่วม เขาต้องยอมรับว่านั่นก็คือเป้าหมายของเขาเหมือนกัน

            “งั้นเงื่อนไขแลกเปลี่ยนของฉันคือ เดี๋ยวฉันจะเป็นคนตัดสินใจเองว่าจะยอมรับหรือปฏิเสธข้อเสนอ”

            “ตกลงตามนี้”

            ทั้งสองคนเข้าไปในยานบินของกรมทหาร ประตูและหน้าต่างทั้งหมดถูกปิดไว้อย่างแน่นหนา พวกเขามองไม่เห็นโลกภายนอกจากด้านใน จึงไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองถูกพาตัวไปที่ไหน

            ในที่สุดยานบินก็ลงจอด ทันทีที่พวกเขาเดินออกจากประตูยานบินก็พบว่าตัวเองอยู่ในห้องแล้ว ข้างหลังคืออุโมงค์ยาวเหยียดซึ่งเป็นอุโมงค์ที่พวกเขาเพิ่งผ่านมา

            เจ้าหน้าที่ทหารเดินนำหน้า ทั้งสองคนเดินตามเขาและเข้าไปในลิฟต์ลิฟต์เคลื่อนตัวลงด้านล่าง เนิ่นนานก่อนที่จะหยุดลง พวกเขาตระหนักดีว่าปลายทางของการเดินทางนี้อยู่ลึกลงไปใต้ดิน ตกลงว่ามันเป็นสถานที่แบบไหนกันแน่ถึงต้องสร้างให้ลึกลับถึงเพียงนี้

            “พวกเรามาถึงแล้ว” เจ้าหน้าที่ทหารหยุดอยู่หน้าประตู บนประตูแขวนป้ายไว้ว่า…ศูนย์วิจัยยีนเทียนซู่ พอเขาหยิบบัตรของตัวเองออกมา ประตูสองข้างก็เปิดออก โลกใบใหม่ปรากฏขึ้นตรงหน้าทั้งสองคน

            หลิงเซียวตะลึงจนอ้าปากค้าง เขานึกว่าฐานใหญ่มากแล้ว แต่สถานที่ที่ปรากฏขึ้นตรงหน้านี้ กะด้วยสายตาแล้วน่าจะใหญ่กว่าฐานสองหรือสามเท่าเจ้าหน้าที่ทหารเดินเข้าไปข้างในโดยไม่ได้พูดอะไร ทั้งสองคนเดินตามอยู่ข้างหลัง และอาศัยโอกาสนี้สำรวจพื้นที่ มีคอมพิวเตอร์และเครื่องมือที่ไม่ทราบจุดประสงค์ตั้งอยู่ทุกหนทุกแห่ง ส่วนด้านบนมีไฟสัญลักษณ์และตัวเลขที่ซับซ้อนกะพริบอยู่

            มีเจ้าหน้าที่หลายคนกำลังทำงานอยู่ พวกเขาไม่สนใจคนแปลกหน้าที่ปรากฏตัวขึ้นที่นี่ ราวกับผู้มาเยือนเป็นมนุษย์ล่องหน สิ่งที่เหมือนกับฐานและศูนย์ควบคุมโรคคือชุดเครื่องแบบสีขาว แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือคนในชุดเครื่องแบบเหล่านี้เย็นชา สีหน้าไม่หือไม่อือและยากที่จะเข้าถึงอย่างเห็นได้ชัด ถ้าไม่ใช่เพราะเทียนซู่ห้ามไม่ให้หน่วยงานใด ๆ พัฒนาปัญญาประดิษฐ์อย่างเข้มงวด หลิงเซียวก็เกือบจะคิดว่าพวกเขาคือหุ่นยนต์

            เจ้าหน้าที่นำทางพวกเขาผ่านประตูบานแล้วบานเล่า ระดับการป้องกันความปลอดภัยอันน่าเหลือเชื่อทำให้พวกเขาไม่เชื่ออีกต่อไปว่าสิ่งที่อยู่ภายในนั้นเป็นเพียงร่างทดลองธรรมดา ๆ

            ในที่สุดประตูบานสุดท้ายก็ถูกเปิดออก อิ๋งเฟิงและหลิงเซียวได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของร่างทดลองเป็นครั้งแรก คนที่มีร่างกายคล้ายระยะเยาว์วัยกำลังนอนนิ่งอยู่ในตู้โปร่งแสงราวกับได้หลับใหลอยู่ในนั้นเป็นเวลาพันปีแล้ว

            อิ๋งเฟิงเห็นแวบแรกก็รู้สึกแปลกใจ ชาวเทียนซู่มีสีผมมากมาย แต่สีเหลืองนั้นหายากมาก ในบรรดาผู้คนที่เขาเคยพบเจอ มีเพียงผมของจู๋เย่ว์เท่านั้นที่มีสีเหลืองอ่อน แต่ว่าคนที่อยู่ในตู้โปร่งแสงในเวลานี้มีผมสีทองอร่าม เขาไม่เคยเห็นใครมีสีผมแบบนี้เลย

            เขารู้สึกอึดอัดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เลยจะถามความรู้สึกของหลิงเซียวทันทีที่หันไปก็เห็นหลิงเซียวกุมหน้าอกด้วยสีหน้าเจ็บปวด

            “นายเป็นอะไร”

            แววตาของหลิงเซียวเต็มไปด้วยความไม่แน่ใจและไม่อยากจะเชื่อ“ฉะ...ฉันรู้จักคนคนนี้”

            อิ๋งเฟิงก็อึ้งไปเหมือนกัน “นายรู้จักเขา?”

            หลิงเซียวกำลังส่ายหัวและปฏิเสธตัวเอง สีหน้าเหมือนกำลังดิ้นรนนับตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็นอีกฝ่าย หัวใจก็เต้นแรงราวกับจะหลุดออกมานอกอก “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน เหมือนกับเคยเห็นเขาที่ไหนมาก่อน”

            ไม่สิ ไม่ใช่แค่เคยเห็น รู้จักกันมากกว่า พวกเขาน่าจะมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดเมื่อนานมาแล้ว

            เมื่อเทียบกับความสนใจที่ทั้งสองคนมีให้กับคนที่นอนอยู่นี้ หลังจากเจ้าหน้าที่ทหารเดินเข้ามาในประตูบานนี้ เขาก็จดจ้องอยู่ที่หลิงเซียวตลอดเวลาไม่ละสายตา แล้วพอเห็นว่าปฏิกิริยาของเด็กหนุ่มแตกต่างจากอิ๋งเฟิง ดวงตาของเขาก็ส่องประกาย

            เด็กนี่เป็นคนที่พวกเขาต้องการจริง ๆ มีเพียงเลือดของเด็กคนนี้เท่านั้นที่จะทำให้ร่างทดลองตื่นขึ้นมาได้

            ตราบใดที่สามารถทำให้คนคนนี้ตื่นขึ้นมาได้ พวกเขาก็ไม่สนว่าจะต้องใช้วิธีไหน

            แต่ปฏิกิริยาของหลิงเซียวทำให้อิ๋งเฟิงเริ่มระแวดระวัง เขาหันไปมองเจ้าหน้าที่ทหาร แววตาที่อีกฝ่ายจับจ้องหลิงเซียวเต็มไปด้วยความโลภ ชวนให้น่ากลัวจนตัวสั่น

            “คุณโกหก” อิ๋งเฟิงโพล่งขึ้นมา

            เจ้าหน้าที่ทหารดึงสายตากลับมาอย่างเสียไม่ได้ “ทำไมถึงพูดแบบนี้”

            “คุณบอกว่าตราบใดที่เป็นเลือดของทาสพันธะที่เพิ่งทำพันธสัญญาก็สามารถปลุกเขาให้ตื่นได้ มีตั้งหลายคนที่สอดคล้องกับเงื่อนไขนี้ แต่ว่าทำไมหลิงเซียวถึงมีปฏิกิริยาผิดปกติแบบนี้ล่ะ สิ่งที่คุณต้องการคือเลือดของทาสพันธะหรือว่าเลือดของทาสพันธะคนใดคนหนึ่งกันแน่”

            รอยยิ้มเจ้าหน้าที่ทหารดูคลุมเครือ “มันต่างกันด้วยเหรอ ไม่ว่าจะแบบไหนเขาก็ต้องทำให้สำเร็จ”

            อิ๋งเฟิงหน้าตึง “นี่ไม่ตรงกับเนื้อหาที่เราคุยกันก่อนหน้านี้ ความจริงที่พวกคุณซ่อนไว้ไม่ได้มีแค่นี้แน่ ถ้าไม่สามารถรู้แน่ชัดว่าแรงจูงใจที่แท้จริงของพวกคุณคืออะไร พวกเราขอเข้าคุกดีกว่า”

            เขาพูดจบก็ต้องการจะลากหลิงเซียวออกไป แต่อีกฝ่ายกลับไม่ขยับตามแรงดึงเลย

            “ฉัน” หลิงเซียวก้มหน้า “ฉันอยากทำข้อตกลง”

            “อะไรนะ”

            “ฉันอยากให้เขาตื่นขึ้นมา ฉันอยากรู้ว่าทำไมฉันถึงมีความรู้สึกแบบนี้ที่สำคัญกว่านั้นฉันคิดว่าเขารู้ว่าฉันคือใคร”

            “นายคือหลิงเซียว ข้อนี้แม้แต่ฉันเองก็รู้”

            “หลิงเซียวคือชื่อของฉันในชาตินี้ วิญญาณของฉันล่องลอยเข้าสู่คลังเก็บพลังงานเพื่อรับชื่อและนามสกุลโดยการสุ่ม แต่ว่าชาติที่แล้วของฉันล่ะแล้วชาติก่อนหน้านั้นอีกล่ะ ฉันในระยะแรกเริ่มเปลี่ยนจากดวงวิญญาณดวงหนึ่งและกลายเป็นมนุษย์ได้ยังไง ฉันรู้สึกว่าคนคนนี้ให้คำตอบฉันได้ เขาไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับฉัน พวกเราจะต้องคุ้นเคยกันมาก ๆ มาก่อนแน่นอน คุ้นเคยถึงขนาดที่รับรู้ได้แม้กระทั่งความคิดของคนคนนี้ คุ้นเคยถึงขนาดที่ว่าตัวฉันเองก็คือเขา”

            หลิงเซียวหลับตาลง เขาเห็นเศษเสี้ยวของความทรงจำที่ไม่ใช่ของเขากระจัดกระจายไปทั่ว ทั้งอารมณ์รุนแรง ความเจ็บปวด ความเสียใจ และความเกลียดชัง…ทุกอย่างล้วนมืดมนและเป็นอารมณ์เชิงลบ มันรุนแรงพอที่จะกลืนกินคนทั้งคนลงไปได้ เด็กหนุ่มที่ดูไร้พิษสงโดยสิ้นเชิงคนนี้ กลับมีความเคียดแค้นและความเกลียดชังสั่งสมอยู่ภายในใจและมันสามารถทำลายโลกทั้งใบ มันเกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่ อะไรที่ทำให้เขาชิงชังโลกใบนี้มากเหลือเกิน

            เสียงเฉื่อยชาของเจ้าหน้าที่ทหารดังขึ้นจากด้านหลัง “ทาสพันธะของเธอก็บอกแล้ว เธอยังจะดื้อรั้นไปทำไม หรือว่าเธอจะใช้อำนาจของนายพันธะบังคับให้เขาปฏิเสธเหรอ”

            เมื่อเขาพูดอย่างนี้ หลิงเซียวก็มองอิ๋งเฟิงด้วยความตื่นตระหนกราวกับกำลังเตือนสติเขาถึงเงื่อนไขที่เพิ่งแลกเปลี่ยนกันเมื่อครู่

            “ไปเถอะ” เจ้าหน้าที่ทหารเอ่ยอย่างใจกว้าง “ในเมื่อพวกเธอก็มากันแล้วฉันก็ไม่รังเกียจที่จะให้พวกเธอได้รู้อะไรเพิ่มอีกสักหน่อย”

            พวกเขากลับมายังห้องโถงก่อนหน้านี้ คราวนี้เจ้าหน้าที่ทหารพาพวกเขาไปยังสถานที่ที่น่าจะเป็นศูนย์ปฏิบัติการหลัก ผู้ดูแลที่นี่ไม่เหมือนกับคนอื่น ๆ เมื่อเห็นว่ามีคนมาก็รีบลุกขึ้นทันที “หัวหน้า พวกเขา…”

            เจ้าหน้าที่ทหารโบกมือเพื่อบอกว่าไม่เป็นไร “ขอแนะนำหน่อยนะ ท่านนี้คือศาสตราจารย์เหิงเหอ พวกเธอจะต้องติดต่อเขามากขึ้นในอนาคต” เขาแนะนำแค่หลิงเซียวอีกครั้ง “นี่คือคนที่ผมเคยบอกคุณ”

            เหิงเหอตื่นตกใจ “เธอคือหลิงเซียว? เยี่ยมจริง ๆ ที่หาเธอเจอ เธอสำคัญต่อพวกเรามาก”

            เจ้าหน้าที่ทหารตัดบทเขาที่พูดมากเกินไป “แสดงงานที่คุณกำลังทำอยู่หน่อยสิ”

            เหิงเหอลังเล “แบบนี้จะเหมาะสมเหรอครับ”

            “ถ้าไม่บอกให้พวกเขาเข้าใจ พวกเขาจะไม่ยอมร่วมมือ”

            “อ้อ…งั้นก็ได้” เหิงเหอเคาะแป้นพิมพ์สองสามครั้ง “พวกเธอดูสิ มนุษย์มีวิวัฒนาการ ไวรัสก็เหมือนกัน พวกเราเพิ่งพบสายพันธุ์ไวรัสชนิดหนึ่งในตัวของหมาป่าพื้นที่ราบ ร่างกายของเราไม่มีภูมิต้านทานต่อไวรัสตัวนี้ เมื่อติดเชื้อก็จะป่วยทันที ดังนั้นฉันจึงพัฒนาวัคซีนป้องกันไวรัสนี้ แปลมันเป็นรหัสพันธุกรรมแล้วฝังเข้าไปในโปรแกรมดั้งเดิม พูดเป็นภาษาชาวบ้านก็คือการตัดแปะ จากนั้นก็อัปโหลดไปที่…” เขาเหลือบมองสีหน้าของเด็กหนุ่มทั้งสองก็รู้แล้วว่าไม่จำเป็นต้องพูดต่อ ถอนใจพลางพูดว่า “ฉันรู้ มันเข้าใจยากใช่ไหมล่ะ บางเรื่องก็ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยคำไม่กี่คำ อีกอย่างสำหรับพวกเธอ จำนวนข้อมูลที่ได้รับในครั้งเดียวมันมากเกินไป” 

            ผ่านไปครู่ใหญ่หลิงเซียวถึงเจอเสียงของตัวเอง “ละ...ล้อเล่นอะไรน่ะพวกเราเป็นมนุษย์นะ มนุษย์จะปล่อยให้ของพวกนี้มาควบคุมได้ยังไง” เขาเหลือบตามองไปรอบ ๆ “คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ ข้อมูลพวกนี้จะเป็นเครื่องมือที่มีอิทธิพลต่อเราได้ยังไง เหตุผลที่พวกเราไม่ป่วยก็ยังต้องให้รหัสพันธุกรรมเป็นตัวตัดสินพวกเราเป็นอะไรกันแน่”

            “เธอไม่จำเป็นต้องสำรวจต้นกำเนิดของพวกเรา เพราะถึงยังไงเธอก็สำรวจไม่ได้” เจ้าหน้าที่ทหารขัดจังหวะ “เธอแค่จำไว้ว่าหลายพันปีมานี้พวกเราล้วนมีวิวัฒนาการโดยใช้วิธีเหล่านี้ ถึงได้กลายเป็นเผ่าพันธุ์ที่สมบูรณ์แบบและทรงพลังอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ถ้าเป็นในอดีต คนที่พ่ายแพ้ในพิธีบรรลุนิติภาวะอย่างเธอไม่มีทางที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ การที่เธอยืนอยู่ตรงนี้ได้ก็ต้องขอบคุณเครื่องมือที่ไร้ความรู้สึกพวกนี้”

            “ไม่ ๆให้ผมอธิบายเรื่องนี้เองเถอะ”เหิงเหอกลัวว่าเขาจะทำให้เด็กสองคนนี้ตกใจคนที่เพิ่งจะบรรลุนิติภาวะและยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่ก็คือเด็กน้อยในสายตาของเขา“เมื่อนานมาแล้วเงื่อนไขในพิธีบรรลุนิติภาวะไม่เหมือนตอนนี้มีการตัดสินที่ซับซ้อนมาก เงื่อนไขเดียวที่ว่าก็คือการที่ฮอร์โมนอย่างโดพามีน แอมเฟตามีน และอะดรีนาลิน(1) ในร่างกายมนุษย์ถึงค่าที่แน่นอนพิธีการบรรลุนิติภาวะถึงจะเริ่มต้นขึ้นพูดง่าย ๆเงื่อนไขนี้ก็คือความรัก

            “แล้วพิธีบรรลุนิติภาวะในสมัยโบราณก็มีจุดลงเอยเพียงอย่างเดียวเท่านั้น คือคนที่รักกันต้องฆ่ากัน เพื่อรับเอาความสามารถทั้งหมดที่อีกฝ่ายมี คนที่พ่ายแพ้ก็เข้าสู่วงจรเดิมและเริ่มกระบวนการทั้งหมดใหม่อีกครั้ง แม้ว่ากฎเกณฑ์นี้จะทำให้พวกเราแข็งแกร่งขึ้น แต่ก็ทำให้วิญญาณของพวกเราโดดเดี่ยวมากเหมือนกันเรามีอำนาจมีอาณาเขต มีเผ่าพันธุ์ แต่สิ่งเดียวที่มีไม่ได้คือความรัก เป็นเวลาหลายพันปีแล้วที่เราทำงานอย่างหนักเพื่อเปลี่ยนข้อกำหนดนี้ และเพื่อลดผลกระทบของพิธีบรรลุนิติภาวะให้เหลือน้อยที่สุด พิธีบรรลุนิติภาวะในปัจจุบันจะเริ่มต้นจากการกระทำของคนเท่านั้น หรือไม่ก็จากการที่ฮอร์โมนถูกกระตุ้น คนที่แพ้ก็จะไม่ตายพวกเราเองก็กำลังพยายามลดความทรมานที่เกิดขึ้นในระยะว้าวุ่นอยู่เหมือนกันแม้จะยังทำได้ไม่ดี แต่สุดท้ายแล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะทำสำเร็จได้ในชั่วข้ามคืน”

            หลิงเซียวยังไม่หายตกใจเท่าไรนัก “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคนที่นอนอยู่ข้างในล่ะครับ”

            “แน่นอนว่าพวกเราสามารถเปลี่ยนต้นเหตุและผลลัพธ์ของพิธีบรรลุนิติภาวะได้ แต่กลับไม่มีวิธีทำให้มันหายไป เหตุผลเป็นเพราะเราสามารถเปลี่ยนรหัสพันธุกรรมได้เพียงผิวเผินเท่านั้น แต่ไม่มีสิทธิ์เปลี่ยนแกนกลางของมัน ก็เหมือนกับพิธีบรรลุนิติภาวะ การดำรงอยู่ของแรงฉุดทางวิญญาณ และการที่ระยะเยาว์วัยตายไปแล้วเกิดใหม่ไม่ได้ ทุกอย่างคือแกนกลางของโปรแกรม คนที่มีสายเลือดพิเศษเท่านั้นที่จะมีสิทธิ์อนุญาตและยินยอมให้เปลี่ยนแปลงได้”

            “คนที่มีสายเลือดพิเศษ? หรือว่าจะเป็นคนนั้น?”

            “ถูกต้อง” เหิงเหอดูตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด “หลิงเซียว เราพบว่ายีนของเธอเข้ากับยีนของร่างทดลองมากที่สุด ถ้าเธอทำให้เขาตื่นขึ้นมาได้ พิธีบรรลุนิติภาวะก็จะถูกยกเลิก พวกเราก็จะรักกันได้อย่างเท่าเทียมเหมือนกับเผ่าพันธุ์อื่น ๆ จะไม่มีใครตายเพราะเรื่องนี้ และไม่มีโศกนาฏกรรมเกิดขึ้นอีก ทุกคนจะเป็นอิสระ และทั้งหมดนี้มีเธอเพียงคนเดียวที่ทำได้”

            ไม่ว่าคำพูดนี้จะจริงหรือหลอก แต่มันก็ทำให้เด็กหนุ่มสองคนเกิดความรู้สึกสับสน จำนวนข้อมูลที่พวกเขาได้รับในหนึ่งวันนี้มากกว่าสิบปีที่ผ่านมารวมกันเสียอีก

            “ได้ฟังข้อดีข้อเสียเยอะขนาดนี้ ฉันคิดว่าพวกเธอคงมีคำตอบในใจแล้ว”เจ้าหน้าที่ทหารเตือนพวกเขาด้วยความหวังดี “ฉันยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ลืมบอกไปถ้าพวกเธอยอมเซ็นชื่อในเอกสารนั้นตั้งแต่เมื่อกี้ อย่างน้อยพวกเธอก็ยังเลือกได้ว่าจะยอมเข้าร่วมหรือว่าจะยอมติดคุก แต่พวกเธอกลับเดินทางมาถึงจุดนี้ ราคาที่ต้องจ่ายก็ย่อมแพงขึ้นเป็นธรรมดา”

            คำพูดของเขาเหมือนเป็นประโยคคำสั่ง ทุกคนที่ทำงานอยู่รอบ ๆ ในตอนแรกต่างวางงานในมือลง หันหน้ามาหาพวกเขาสองคนพร้อมเพรียงกัน สีหน้าไร้อารมณ์นี้ทำให้บรรยากาศชวนขนหัวลุก หลิงเซียวกับอิ๋งเฟิงขยับเข้าหากันตามสัญชาตญาณ

            “ตอนนี้พวกเธอยังเหลือแค่หนึ่งทางเลือก ยอมรับเงื่อนไขของพวกเราซะหรือว่าทิ้งทุกอย่างที่พวกเธอเห็นเมื่อกี้ และเก็บมันเป็นความลับไว้ที่นี่ตลอดกาล”

            (1) โดพามีนเป็นฮอร์โมนที่ส่งผลต่ออารมณ์และมักถูกเรียกว่าเป็นฮอร์โมนแห่งความรักแอมเฟตามีนคือสารกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางที่ทำให้พึงพอใจและมีความสุขส่วนอะดรีนาลินเป็นฮอร์โมนที่หลั่งออกมาขณะโกรธ ตกใจ หรือตื่นเต้น ทำให้คนเราทำสิ่งที่อาจทำไม่ได้ตอนที่ร่างกายอยู่ในภาวะปกติ

             

    คล้ายกับเรื่องกฎรักพันธะเลือด เล่ม 1-3 [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    955K 747
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663