ภายในห้องใต้ดินของเวโดร่า คลับ--หญิงสาวชุดดำที่มีผมดำยาวถึงกลางหลังกำลังเลิกผ้าขาวผืนใหญ่ที่คลุมบางสิ่งที่อยู่บนแท่นสูงประมาณเอวผู้ใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางพื้นห้องขึ้นเล็กน้อย และหากสังเกตให้ดีที่พื้นห้องถูกสลักเป็วงเวทย์ดาวหกแฉกขนาดใหญ่ และแท่นสูงนั้นอยู่ใจกลางวงเวทย์ดาวหกแฉก...
"เธอนี่ชอบเก็บของสวย ๆ งาม ๆ หรือ ของแปลก ๆ กลับมาตลอดเลยนะ? " หญิงสาวพูดพลางยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยหลังจากเห็นสิ่งที่อยู่ใต้ผ้านั้น
เมื่อเอริเซียเห็นใบหน้าที่ขาวซีดไร้เืฝาดของหญิงสาวผมสีน้ำตาลเข้มคนนั้น--นางก็รู้แล้วว่าหญิงสาวคนนี้เป็ใคร
"..." เด็กชายที่ยืนฝั่งตรงข้ามทำหน้ามุ่ยก่อนปฏิเสธเสียงแข็ง "ผมไม่เคยทำแบบนั้นสักหน่อย! "
"เคยซิ..." เอริเซียพูดเสียงกลั้วหัวเราะขณะที่คิดถึงเื่ราวบางอย่างก่อนแววตาสดใสจะเปลี่ยนเป็เศร้าก่อนจะกลับเป็สงบนิ่งเช่นปกติอย่างรวดเร็ว "แต่เธอจำเื่พวกนั้นไม่ได้แล้วต่างหาก! "
"ผมไม่เข้าใจ..." อัลเลนพูดอย่างงุนงง
"ไม่เข้าใจก็ดี--บางครั้งการจำเื่เลวร้ายในอดีตไม่ได้เลยนั้นคงจะดีกว่าที่ต้องนอนผวาตื่นกับฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนไม่มีที่สิ้นสุด..."
"..." อัลเลนยักไหล่--ั้แ่เล็กจนโต--เอริเซียและอีกหลายคนก็มักจะพูดแปลก ๆ เช่นนี้กับเขาเสมอ...แม้ว่าจะพยายามซักถามถึงเหตุผลก็มักจะเลี่ยงไปเลี่ยงมาหรือโยนไปให้คนอื่นตอบ จนสุดท้ายเด็กชายก็เลิกล้มไปในที่สุด--แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคำพูดปริศนาที่ซ่อนความนัยก็คือหญิงสาวที่นอนสงบนิ่งคนนั้นต่างหาก "คุณช่วยเธอได้ไหมครับ? "
"..." เอริเซียไม่ตอบในทันที--นางกวาดสายตาตรวจสอบร่างกายส่วนใหญ่ของเจนที่ซ่อนยังคงซ่อนอยู่ใต้ผ้าขาวผืนใหญ่อย่างคร่าว ๆ ก็จ้องเขม็งไปทิศทางที่อัลเลนยืนอยู่ "ฉันรู้สึกถึงพลังของนิฟเฟลไลม์--เธอสวมแหวนวงนั้นให้กับผู้หญิงคนนี้หรือ? "
"ครับ..." อัลเลนยอมรับตรง ๆ และบอกเล่าเื่ราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในห้องชันสูตรให้เอริเซียฟังจนหมดแล้วก็รู้สึกกังวลขึ้นมาเล็กน้อย "หรือว่าแหวนวงนั้นจะทำให้เกิดปัญหา? "
"ไม่หรอก..." หญิงสาวปฏิเสธเสียงเรียบ "พลังที่อยู่ในแหวนมากพอที่จะทำให้ 'นาง' ตื่นขึ้นมาและมีพลังมากพอในการรักษาเยียวยาโดยไม่ต้องพึ่งพาพลังชีวิตของมนุษย์ได้อีกนานเลยทีเดียว..."
"ที่ว่านาน--นี่นานแค่ไหนครับ? "
"ก็อีกหลายร้อยหลายพันปีเลยน่ะ! "
"แต่พลังที่ผมดึงมาน่ะมันแค่เสี้ยวเดียวของพลังที่อยู่ลูกแก้วผลึกนะครับ! "
"แล้วเธอรู้ไหมว่าพลังเพียงเสี้ยวหนึ่งของ 'นาง' สามารถสร้างความปั่นป่วนให้กับยุคสมัยได้มากแค่ไหน!? "
"..." อัลเลนย่อมเข้าใจคำว่า 'นาง' ว่าอีกฝ่ายหมายถึงใคร "คุณหมายถึง...พลังที่แฝงไว้ในภาพนั้นคือพลังเสี้ยวหนึ่งของดาร์คเนส? "
"'นาง' กับ 'เขา' ต่างก็ถูกเรียกขานด้วยนามที่แตกต่างกันไปตามยุคสมัยและเชื้อชาติ--ก็เหมือนที่เธอเรียกนางว่า 'ดาร์คเนส' และเรียกเขาว่า 'เอล' นั่นแหละ"
"งั้นในยุคอียิปต์โบราณนางก็ถูกเรียกว่า 'อโพฟิส' อย่างนั้นหรือครับ? "
"ใช่! " เอริเซียตอบก่อนจะแก้ความเข้าใจผิดบางอย่างให้เด็กชายเข้าใจใหม่ "และพลังที่อยู่ในรูปภาพนั่นก็ไม่ใช่พลังเสี้ยวหนึ่งหรอกนะแต่มันเป็พลังที่แตกย่อยมาจากพลังส่วนนั้นอีกทีหนึ่ง..."
"..." อัลเลนมุมปากกระตุก "เออ...อย่าบอกนะพลังส่วนใหญ่ยังอยู่ที่เ้าหญิงคนนั้น!? "
"อืม...แต่เธอไม่ต้องกังวลนักหรอก..." เอริเซียพูดเสียงเนือยเหมือนมันไม่ใช่เื่น่าตื่นตระหนกแต่อย่างใด "ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ล้วนต้องมีด้านตรงข้ามเพื่อรักษาสมดุลกันเสมอ"
"..."
"แล้วเธอจะต้องเดือดเนื้อร้อนใจไปทำไม--ในเมื่อเธอมีของสิ่งนั้นอยู่ในมือ..."
"..."
"ตอนแรก--ฉันก็ไม่อยากให้เธอไปอียิปต์กับพวกซาราห์เพื่อทดสอบโดรนกับหุ่นยนต์สำรวจแร่ใต้ดินที่ไซลาสสร้างขึ้นนักหรอก..."
"..."
"แต่เมื่อฉันรู้ว่าเธอมีของสิ่งนั้นอยู่กับตัว--ฉันก็มั่นใจว่าเธอจะต้องปลอดภัยกลับมาแน่นอน..."
"..."
"และวันที่เธอกลับมา--เจนก็คงจะ 'ตื่น' ขึ้นมาแล้วอย่างแน่นอน! "
"..." อัลเลนนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ก่อนจะนำนามบัตรของเซอร์เฮนรี่ออกมาจากแหวนเก็บของแล้วยื่นส่งให้เอริเซีย "เขาบอกว่าจะมาที่เวโดร่าคลับ แล้วก็ซักถามเื่การสมัครสมาชิกด้วย..."
"แล้วเธอตอบว่าไง? " เอริเซียดูชื่อเ้าของนามบัตรก่อนพลิกดูด้านหลังตามความเคยชิน
เมื่อเห็นข้อความเขียนไว้ด้านหลังนามบัตร--หญิงสาวก็เข้าใจทะลุปรุโปร่งทันที
"ผมก็ตอบไปตรง ๆ ว่าไม่รู้--ก็เกณฑ์คัดเลือกสมาชิกในคลับ--มันก็ขึ้นอยู่กับคุณทั้งนั้น..." อัลเลนตอบก็ถามคำถามที่ค้างคาใจเขาั้แ่เห็นข้อความที่อยู่ด้านหลังนามบัตรของเซอร์เฮนรี่ "แล้วเคาน์เตสโซเฟีย เกรกอรี่เป็ใครกันครับ? "
"เคาน์เตสโซเฟีย เกรกอรี่เป็ใครหรือครับ? "
"...เป็คนที่เธอรู้จักดีเลยล่ะ! " เอริเซียตอบยิ้ม ๆ
"คนรู้จักของผมไม่มีคนชื่อนี้นะ!? "
"มันเป็ชื่อเดิมของมาร์ธา--เมื่อสี่ร้อยปีก่อนไงล่ะ! " หญิงสาวเฉลย
"เออ...ที่ลูกชายของเธอถูกใส่ความจนถูกเผาทั้งเป็แต่ศพไม่ไหม้ไฟ--พวกศาสนจักรเลยส่งคนมาตรวจสอบและพอเื่ทุกอย่างคลี่คลายลง--ศพของเขาก็สลายเป็เถ้าธุลีน่ะหรือครับ? "
"ใช่--และมันก็ทำให้มาร์ธาย้ายมาอยู่ที่อเมริกา--ความจริงแล้วพวกเราตั้งใจจะมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่ด้วยกัน...ทิ้งตัวตนในอดีตของตนไว้ที่นั่น...แต่สุดท้ายก็เกิดเื่กับเด็กคนนั้นเสียก่อน..."
"แล้วพวกเกรกอรี่? "
"พวกเกรกอรี่ในตอนนี้น่ะหรือ--พวกนั้นเป็สายเืของแมทธิวส์ เกรกอรี่--เป็นักโทษที่ถูกเนรเทศออกจากอังกฤษและถูกขับออกจากตระกูลไปแล้ว..."
"..."
"ความจริงแล้ว--พวกนั้นไม่มีสิทธิ์ใช้นามสกุลเกรกอรี่ด้วยซ้ำ แต่ก็คงคิดว่าตนเองจะได้กลับไปเสวยสุขในทรัพย์สมบัติที่ไม่ใช่ของตนอีกครั้งล่ะมั้ง..."
"มรดกที่พวกเขาเคยแย่งชิงมาจากทายาทโดยชอบธรรม..." อัลเลนพูดเสียงต่ำ "พวกเขาไม่กลัวคำสาปหรือไง? "
"พวกนั้นคงพูดว่าคำสาปเป็เื่หลอกเด็ก! " เอริเซียพูดพลางหัวเราะเสียงต่ำ "แต่ความจริงแล้ว--มันก็แค่ยังไม่ถึงเวลาเท่านั้น..."
"หวังว่าพ่อแม่และน้องชายแท้ ๆ ของผมจะไม่โดนไปด้วยนะ..."
"ส่วนใหญ่พวกนั้นจะแต่งงานกับอีกสองสามตระกูลเท่านั้น--พวกเขาไม่กล้าแต่งงานกับคนนอกเพราะกลัวว่าพวกนั้นจะรู้ความลับของตน จะมีก็แต่เควินที่แต่งงานกับเอมิเลียจนมีเดลฟี แต่มันก็คงจบที่เธอเท่านั้นหากเธอไปแต่งงานกับคนอื่น..."
"ทำไมคุณถึงบอกว่าคำสาปจะหยุดที่เธอล่ะครับ? "
"เพราะเธอจะไม่สามารถให้กำเนิดลูกได้หากเธอแต่งงานกับคนนอกอีกครั้ง"
"มันเหมือนเป็คำสาปที่้าควบคุมสายเืของพวกเขาไว้ให้อยู่แต่ในเฉพาะกลุ่มของเขาเท่านั้น? "
"ใช่--มันถูกเรียกว่า 'คำสาปสายเื' น่ะ! "
"โหดร้าย! "
"โหดร้ายหรือ? " เอริเซียพูดพลางหัวเราะเสียงต่ำฟังดูคล้ายเสียงคำรามของสัตว์ร้ายที่าเ็มากกว่าเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความรื่นเริงบันเทิงใจ "และถ้าบรรพบุรุษของเขาเป็คนยอมรับเงื่อนไขนี้เพื่อแลกกับความมั่งคั่งและอำนาจด้วยตนเองล่ะ? "
"หมายถึงพวกแมทธิวส์กับพรรคพวกของเขา? "
"ใช่! "
"งั้นผมก็ไม่มีสิทธิ์ก้าวก่ายอะไรอยู่แล้ว..." อัลเลนพูดเสียงเบาราวกับกระซิบ
"ใช่! " เอริเซียพูดเสียงหนัก "และสิ่งที่เธอ 'ควร' สนใจก็คือการเตรียมตัวไปอียิปต์ และ 'ควร' อยู่ให้ห่าง 'สุสาน ' ของเ้าหญิงคนนั้นมากที่สุดเท่าที่จะทำได้และเก็บลูกแก้วผลึกนั้นให้ดี--อย่าให้มันอยู่ห่างตัวเด็ดขาด--เข้าใจไหม!? "
"ครับ"