ซูเหยียนใช้ชีวิตอยากเป็สุขในแต่ละวัน นางกินอิ่มนอนหลับอย่างสบายใจ เื่ที่ทำให้นางยินดีอีกเื่หนึ่งคือ หลังจากกำเนิดใหม่ นางค้นพบว่าตนมีมิติลับที่มีพื้นที่ประมาณ10หมู่เห็นจะได้ มิติที่นางสามารถเข้าออกได้ตามใจนึก ซึ่งเป็เพียงพื้นที่โล่งๆ ที่มีสภาพของดินและอากาศเหมาะแก่การเพาะปลูกสมุนไพร แต่กลับไม่ได้มีตัวช่วยอื่นๆอย่างสระทิพย์หรือบ่อน้ำอมฤตเหมือนในนิยายที่เคยอ่านแต่อย่างใด
หลังจากการตายของซูเหยียนในศตวรรษที่30 เหตุการณ์ที่เกิดการะเิในห้องทดลอง ทำให้ชีวิตของนางในภพนั้นจบสิ้นลง และย้อนกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง ใน่เวลาเดิมของภพโบราณแห่งนี้ การที่ตายแล้วเกิดใหม่สองครั้ง ทำให้นางได้ตระหนักรู้ถึงคุณค่าของชีวิตมากขึ้น มิติลับแห่งนี้นับว่าเป็ไพ่ตายของนาง ยามจวนตัวเมื่อมีภัยมาเยือน ภัยที่นางไม่อาจหลบหนีพ้น อย่างน้อยมิติลับแห่งนี้ก็ช่วยให้นางอุ่นใจขึ้น
"ดูท่าวันนี้ฮูหยินน้อยจะอารมณ์ดีนะเ้าคะ" อิงเถาเอ่ยถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
"อืม..ข้าค้นพบบางอย่าง บางอย่างที่วิเศษสุดๆไปเลยล่ะ ฮ่าๆๆ" ซูเหยียนหัวเราะออกมาอย่างเบิกบานใจ
"ค้นพบอะไรหรือเ้าคะฮูหยิน บอกบ่าวได้หรือไม่" อิงเถาบ่าวหญิงที่มีวัยเพียง13หนาวเอ่ยถามออกมาอย่างสงสัย
"เ้าอยากรู้เหรอ" ซูเหยียนแกล้งถาม
"เ้าค่ะ" อิงเถาตอบกลับด้วยรอยยิ้ม
"ข้าไม่บอกเ้าหรอก ความลับน่ะ" ซูเหยียนเอ่ยหยอกล้ออิงเถา อดขำกับความอยากรู้อยากเห็นของนางไม่ได้
"โธ่..ฮูหยิน ท่านแกล้งอิงเถาอีกแล้วนะเ้าคะ"
"ฮ่าๆๆ ใครใช้ให้เ้าน่าแกล้งเล่า" ซูเหยียนพูดคุยหยอกล้อกับอิงเถาอย่างสนุกสนาน
สักพักนางก็นึกครึ้มอกครึ้มใจอยากที่จะบรรเลงพิณขึ้นมาเสียอย่างนั้น
"ชุ่ยเหอ"
"เ้าค่ะฮูหยิน"
"ไปหยิบพิณแล้วตามข้าไปยังศาลาสระบัว"
"เ้าค่ะ"
ในศาลาที่สร้างตั้งตระหง่านอยู่กลางสระบัว มีบันไดเล็กๆ เชื่อมเป็ทางเดินไปยังศาลาที่ตั้งอยู่ในน้ำ โดยรอบบริเวณมีดอกไม้นานาพรรณ ที่กำลังบานชูช่อล่อหมู่ภมร ลมโชยอ่อนๆนำพาให้ดอกไม้ส่งกลิ่นหอมลอยมาตามลม แสงแดดอ่อนๆที่ทอประกายตกกระทบผิวน้ำ เกิดเป็แสงระยิบระยับ ช่างเป็ภาพที่งดงามจับตา
เสียงดนตรีพลิ้วไหวอย่างทรงพลัง ปลายนิ้วเรียวยาวสะบัดไปตามสายพิณ เกิดเป็ท่วงทำนองไพเราะอ่อนหวาน ซูเหยียนนั่งบรรเลงพิณอย่างอารมณ์ดี ในขณะที่กำลังดื่มด่ำกับเสียงเพลงและบรรยากาศอยู่นั้น บุรุษร่างใหญ่ผู้หนึ่งก็มาเยือน
"นั่งซิ..เหตุใดถึงยืนทำหน้าถมึงทึงอยู่ได้ ท่านจะแสดงสีหน้าเช่นนั้นให้ใครดูกัน ข้าบอกท่านไว้ตรงนี้เลยนะ! ว่าข้าซูเหยียน หาใช่จะยอมเป็ที่รองรับอารมณ์ของผู้ใด"
นางละมือออกจากพิณอย่างช้าๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเ็า โดยไม่สนใจสีหน้าที่กำลังโกรธของฟางลั่วเฉิน
"ข้ามีเื่จะคุยกับเ้า" ฟางลั่วเฉินเอ่ยปากอย่างขุ่นเคือง
"มีธุระอันใดก็รีบว่ามา ข้าหาได้มีเวลามานั่งฟังท่านพูดพล่ามทั้งวันหรอกนะ"
ซูเหยียน หาได้ใส่ใจบุรุษผู้มาเยือนไม่ นางยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสบายอารมณ์
"ข้าอยากจะคุยกับเ้าถึงเื่หย่า ข้ารู้แล้วว่าตัวข้านั้นทำเกินไป ข้าได้ตัดสินใจใหม่แล้วว่า จะยังคงให้เ้าอยู่ในตำแหน่งเดิม แล้วแต่งรั่วเซียนเข้ามาในฐานะภรรยารอง เ้าสบายใจได้ ไม่มีผู้ใดมาสั่นคลอนตำแหน่งภรรยาเอกของเ้าแล้ว แบบนี้เ้าคงพอใจแล้วกระมัง"
ฟางลั่วเฉินพูดออกมาอย่างอัดอั้น คำพูดของเขานั้นเต็มไปด้วยการประชดประชัน
"ฮ่าๆๆ..ท่านนี่พูดเองเออเองเก่งเสียจริงๆเชียว ข้าเคยบอกท่านเมื่อไหร่กัน ว่าข้าอาลัยอาวรณ์ตำแหน่งภรรยาเอกของแม่ทัพเช่นท่าน" ซูเหยียนกล่าวออกมาด้วยสีหน้าเอือมระอาเต็มทน
"นี่เ้า..เ้าจะเอายังไงกับข้าอีก ข้าอุตส่าห์ไว้หน้าเ้าถึงเพียงนี้แล้วนะ!" ฟางลั่วเฉินตวาดกร้าวออกไป
"แล้วผู้ใด้าให้ท่านไว้หน้ากัน! ในวันนั้นที่เรือนใหญ่ ข้าก็ได้พูดสิ่งที่อยู่ในใจของข้าไปหมดแล้ว ทำไมรึ!..หรือว่าท่านนึกเสียดายข้าขึ้นมา ข้าจะบอกให้ท่านรู้ไว้นะฟางลั่วเฉิน ถึงท่านจะมานึกเสียดายข้าตอนนี้มันก็ไม่ทันแล้วล่ะ เพราะข้ายังคงยืนยันคำเดิม ข้า้าที่จะหย่าขาดจากท่านโดยเร็วที่สุด ต่อแต่นี้ไปก็ทางใครทางมันเถอะ"
"ข้าไม่ลดตำแหน่งของเ้าแล้ว เหตุใดเ้ายังพูดเื่หย่าขาดอยู่อีก เ้านี่พูดไม่รู้เื่เอาเสียเลย"
ลั่วเฉินที่กำลังหัวเสียตะคอกออกไปอย่างลืมตัว
"ฟางลั่วเฉิน ไม่ใช่ข้าที่พูดไม่รู้เื่ แต่เป็ตัวท่านเองต่างหากเล่าที่เลอะเลือน ท่านและตระกูลฟางร่ำร้องอยากขับไล่ข้าออกจากจวน แล้วเหตุใดมาวันนี้ถึงได้กลับคำ ท่านมอบหนังสือหย่าออกมาให้ข้าอย่างว่าง่ายเสียจะดีกว่า อย่าได้ต้องรอให้บิดาของข้า ยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเื่นี้เลย เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว!..คาดว่าท่านและคนตระกูลฟาง คงจะแบกรับผลที่ตามมาไม่ไหวเป็แน่"
ซูเหยียนจ้องสามีในนามของตน ด้วยแววตาอาฆาต เขาที่เป็ต้นเหตุให้นางต้องจบชีวิตลง นางไม่มีวันลืมความเ็ปในวันนั้น
"นี่เ้ากล้าขู่ข้าหรือ ข้ายอมลงให้เ้าถึงเพียงนี้แล้ว เหตุใดเ้ายังทำตัวดื้อดึง อยากที่จะเอาชนะข้าอยู่ได้"
ฟางลั่วเฉินกัดฟันอย่างโมโห
เขาไม่อยากจะเชื่อ สตรีที่เคยอ่อนโยน เคยมองเขาด้วยแววตารักใคร่ มาวันนี้ทุกอย่างกลับไม่เหมือนเดิมกลับตาลปัตรไปหมด นางกระทำทุกอย่างโดยที่ไม่ไว้หน้าเขาเลย ทั้งยังพูดจายั่วยุเขาด้วยถ้อยคำที่น่าโมโห นี่นางเปลี่ยนไปแล้วจริงๆอย่างนั้นหรือ
"ฮ่าๆๆ..ไม่เลย..ไม่เลย ข้ามิบังอาจพูดข่มขู่ท่านหรอกท่านแม่ทัพ แต่ข้าพูดมันออกมาโดยคำนึงถึงความเป็จริงต่างหากเล่า ท่านคิดหรือว่า! บิดาของข้าจะยอมทนดูบุตรสาวถูกรังแก โดยที่ไม่ทำอะไรเลยอย่างนั้นนะหรือ ฟางลั่วเฉิน! ท่านยังไม่รู้จักเสนาบดีซูผู้นี้ดีเพียงพอ ข้าขอเตือนท่านในฐานะคนที่เคยรัก ท่านอย่าได้คิดท้าทายกับโทสะของบิดาข้าจะดีกว่า "
ซูเหยียนพูดออกไปอย่างไม่ไว้หน้า ความอาฆาตยังคงปรากฏชัด ในแววตาของนางอย่างไม่ปิดบัง
"เ้า..เ้าจะเย่อหยิ่งถือดีไปถึงไหน"
ลั่วเฉินโมโหจนหน้าแดง
"ฮึ!..เื่ดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว ท่านและคนตระกูลฟาง ยังคงไม่รู้ว่าตนเองทำผิดที่ตรงไหน กลับยังโยนความผิดทุกอย่าง มาให้ข้าอย่างหน้าไม่อาย ความผิดผู้อื่นมองดูเท่าูเา ความผิดตัวเราเองกลับมองเห็นเท่าเส้นผม เฮ่อ..คำที่คนโบร่ำโบราณเคยกล่าวไว้ไม่ผิดเลยสักนิด"
ซูเหยียนเยียดยิ้มอย่างดูแคลน แล้วจึงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเ็าว่า
"ข้าให้เวลาท่านสามวัน สามวันข้าต้องได้หนังสือหย่ามาอยู่ในมือ จบเื่ที่จะพูดแล้วก็กลับไปซะ เห็นหน้าท่านแล้ว ทำให้ข้าหงุดหงิดใจเหลือทน"
ฟางลั่วเฉินเดินออกไปจากศาลา ด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อน เขารู้สึกวูบไหวในอกอย่างบอกไม่ถูก เขาที่กำลังก้าวเดินออกไป เกิดพะวงถึงบางอย่างจึงหยุดชะงักตรงบันได แล้วหันกลับมามองภรรยาในนามของเขา ที่วันนี้ไม่หลงเหลือความอ่อนโยน ในแววตาคู่นั้นของนางให้เขาได้เห็นอีกแล้ว
ในขณะที่ซูเหยียนกำลังคิดทบทวนเื่ราวต่างๆอยู่นั้น สายตาก็พลันเหลือบไปเห็นอีกฝ่ายกำลังจ้องมองมา นางเหยียดยิ้มที่มุมปากและจ้องเขากลับด้วยสายตาที่เ็าเอาเื่ สำหรับความรู้สึกรักใคร่ ที่นางเคยมีให้เขานั้น มันได้หายไปจากใจไม่มีเหลือแล้วจริงๆ สิ้นรักสิ้นเยื่อใยไร้อาวรณ์ใดๆ
ซูเหยียนยังคงนั่งเล่นพิณต่ออย่างสบายอารมณ์ เสียงพิณที่นางบรรเลงกังวานใสไพเราะเป็อย่างยิ่ง เสียงพิณแว่วหวานล่องลอยไปไกลจนถึงเรือนใหญ่
เมื่อคนที่เรือนใหญ่ได้ยินเสียงพิณ ส่งผลให้อารมณ์โกรธของพวกเขาที่มีอยู่แต่เดิม ยิ่งทวีความไม่พอใจที่มีต่อซูเหยียนเพิ่มมากขึ้น
ความโกรธของพวกเขาคุกรุ่นเป็เท่าทวีคูณ แต่ทางผู้ที่บรรเลงเพลงอยู่หาได้รับรู้ ถึงอารมณ์และการกระทำของคนเรือนใหญ่ไม่ จวบจนตะวันคล้อย ซูเหยียนจึงลุกขึ้นเพื่อที่จะกลับเรือนพักของตน
นางก้าวย่างกลับเรือนด้วยฝีเท้าแช่มช้าไม่เร่งรีบ ใบหน้าของนางยังคงประดับไว้ด้วยรอยยิ้มจางๆ ดวงตาสุกสกาวใสกระจ่างคู่นี้ ไม่ได้ฉายแววทุกข์ใจหรือโศกเศร้า ทุกอากัปกิริยาช่างน่าดูชมราวกับ์สรรค์สร้างขึ้นมา
"ฮูหยินเ้าคะ"
ชุ่ยเหอบ่าวคนสนิทข้างกาย ขยับเข้ามาใกล้ เมื่อเห็นว่าเดินมาไกลจนปลอดผู้คน นางก็กล่าวกับนายหญิงของตนในทันที
"ทุกอย่างได้เตรียมการไว้พร้อมแล้วเ้าค่ะ จวนหลังนั้นตกแต่งพร้อมเข้าอยู่ได้เลย" ชุ่ยเหอกระซิบเสียงเบาเพราะกลัวพวกสอดรู้สอดเห็นจะได้ยินเื่ที่นางพูด
"อืม..รู้แล้ว เ้าทำได้ดีมากชุ่ยเหอ"
"เ้าค่ะ จะให้บ่าวทยอยขนของไปเลยหรือไม่เ้าคะ"
"เอาซิ..เ้าจัดการได้เลย คาดว่าอีกสามวันข้าคงได้หนังสือหย่าจากตระกูลฟาง ขนของบางส่วนไปก่อนก็ดีเหมือนกัน เมื่อถึงวันที่ต้องออกจากที่แห่งนี้ จะได้ไม่ฉุกละหุกกันเกินไป อีกทั้งข้าวของกับสินเดิมของข้าก็มีมากมายนัก เร่งขนย้ายไปเลยจะดีกว่า" ซูเหยียนเอ่ยปากอย่างเห็นด้วยกับบ่าวหญิงคนสนิท
เดิมที่นางคิดจะนำสินเดิมเ่าั้ใส่ไว้ในมิติลับของตน แต่เพราะเกรงคนตระกูลฟางสังสัยจึงไม่ได้ทำ ตอนแต่งเข้ามามีสินเดิมขนมาเป็ขบวนยาว แต่พอตอนหย่าขาดออกจากจวนตระกูลฟางกลับไม่มีการขนสินเดิมออกไป จะต้องเป็ที่น่าสังสัยของผู้อื่นเป็แน่ จะอ้างว่าตนมีแหวนมิติเก็บของก็ไม่ได้ เพราะสิ่งที่เรียกว่าแหวนมิติเป็ของหายาก ถึงจะมีอยู่ แต่ก็มีแต่คนที่เป็ใหญ่เป็โต ผู้มีอำนาจเท่านั้น ที่จะสามารถหามาไว้ในได้
"เหตุใดเมื่อฮูหยินได้หนังสือหย่าแล้ว พวกเราไม่กลับไปจวนตระกูลซูเล่าเ้าคะ" อิงเถาเอ่ยปากถามผู้เป็นายอย่างสงสัย
"ไม่..ข้ากลับไปจวนตระกูลซูไม่ได้ ที่ตระกูลซูยังมีพี่น้องที่ยังไม่ได้ออกเรือน ข้าจะทำให้บรรดาน้องสาวที่เหลืออยู่ในจวน ต้องพลอยโดนดูถูกไปด้วยไม่ได้เป็อันขาด อีกอย่างการอยู่ข้างนอกจะทำให้ข้าจัดการบางเื่ได้สะดวกมากกว่า อีกทั้งนับจากนี้พวกเ้าทั้งสองคนจงเรียกข้าว่านายหญิง อย่าได้เรียกขานข้าว่าฮูหยินอีกเข้าใจหรือไม่" ซูเหยียนเอ่ยกับบ่าวทั้งสองคนด้วยสีหน้าจริงจัง
"เ้าค่ะนายหญิง"/"เ้าค่ะนายหญิง"
สามวันให้หลังฟางลั่วเฉินก็มาพบซูเหยียนที่เรือน พร้อมกับหนังสือหย่าในมือ เขายังสั่งให้บ่าวไพร่ยกหีบทองมาอีกสิบหีบใหญ่ เพื่อมอบให้กับอดีตภรรยา
"มาแล้วหรือเ้าคะ ข้ากำลังรอท่านอยู่เชียว" ซูเหยียนมองหนังสือหย่าที่อยู่ในมือของฟางลั่วเฉินด้วยแววตาที่เป็ประกาย นั่นคืออิสรภาพที่นางรอคอย
"หวังว่าเ้าจะไม่เสียใจทีหลังนะซูเหยียน" ฟางลั่วเฉินกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเ็าแล้วจึงยื่นหนังสือหย่าที่อยู่ในมือให้สตรีตรงหน้า ซูเหยียนไม่รอช้ารีบรับมาทันที
"ท่านแม่ทัพไม่ต้องห่วง ข้าไม่มีวันที่จะนึกเสียใจทีหลังแน่เ้าค่ะ" ซูเหยียนกล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำ
นางยกยิ้มที่มุมปากอย่างดูแคลน แล้วจ้องมองฟางลั่วเฉินด้วยแววตาเ็า ภายในใจของนางนึกโมโหในกับความโง่เขลาของตัวเองในอดีต หลังจากสงบสติอารมณ์ได้แล้ว จากนั้นจึงพูดกับบุรุษร่างใหญ่ที่เคยเป็แค่สามีในนามของตนว่า
"ฟางลั่วเฉิน ชาตินี้เราสองคนก็ทางใครทางมันเถอะ! นับจากวันนี้ไปจะอยู่หรือตาย ท่านกับข้าก็อย่าได้ข้องเกี่ยวกันอีกเลย!"
เมื่อได้ฟังคำจากปากซูเหยียน ฟางลั่วเฉินก็ยิ้มออกมาอย่างขมขื่น ภายในใจบังเกิดความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก หัวใจของเขาบีบรัดแน่นจนเจ็บในอก คล้ายกับว่าเขากำลังสูญเสียบางสิ่งที่สำคัญไปไม่อาจหวนกลับคืน เขาที่เมื่อก่อนเคยอยากตัดขาดกับนาง แต่เมื่อวันนี้มาถึงจริงๆ ตัวเขาเองกลับไม่รู้สึกยินดีกับการจากลา
_____________^^__^^_____________
(ป.ล. ไรท์น้อมรับทุกคำติชม ด่าได้แต่อย่าแรงไรท์ใจบางค่ะ ขอบพระคุณผู้อ่านที่น่ารักทุกท่านค่ะ)
^____^