30 2-2
ตอนที่ 40 ข้าสกุลโม่ (2)
แม้เมื่อครั้งที่อยู่ในจวนตระกูลเหลิง เจ้าของร่างเดิมจะถูกทุบตีรังแกวันเว้นวันก็ตาม แต่ก็ยังไม่เคยมีครั้งใดที่นางโดนหนักถึงขั้นเกือบนำพาชีวิตไปเฝ้าประตูนรก
สาวน้อยตัวจิ๋วผู้นี้กำลังโกหกนางอยู่เห็นๆ
แต่เหนียวเหนี่ยวก็ยังพยักหน้าตอบทั้งน้ำตาอย่างหน้าไม่อาย
“นายหญิง ตัวท่านในตอนนั้นยังบอกเลยว่า ในชั่วชีวิตของท่าน ข้าคือผู้รับใช้ที่ห่วงใยท่านเป็นที่สุดแล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมา ไม่สิ...ทุกครั้งที่ท่านทำภารกิจ ข้าทำหน้าที่ทั้งเฝ้าดูแลทรัพย์สมบัติและชีวิตของท่านให้คงอยู่ปลอดภัย!”
“ทุกครั้งที่ทำภารกิจ...”
ได้ยินประโยคนี้เพียงเท่านั้น เสมือนมีสายฟ้าสะบั้นผ่าลงกลางศรีษะของนางอย่างจัง เหลิงหยุนเจียวเงียบลงทันควัน รีบยกข้อมือขึ้นมาพินิจมองอย่างรวดเร็ว ก่อนพบว่าแถบเส้นสีดำบนข้อมือนั้นได้หายไปแล้ว เหลือเพียงท่อนแขนสีขาวผ่องนวลประดุจหิมะแสนงดงาม
“เจ้าคือห้องสมุดสีดำ?”
ทันทีที่เหนียวเหนี่ยวได้ยินชื่อนี้ นางก็เอียงศีรษะปั้นหน้ามุ่ยอย่างไม่พอใจนัก กล่าวขึ้นอีกว่า
“เรียกว่าเหนียวเหนี่ยวเถิด ข้าไม่ชอบชื่นนั้นเอาเสียเลย”
เหลิงหยุนเจียวอึ้งจนพูดไม่ออก “....”
ไม่น่าแปลกใจเลยที่ไฉนเมื่อก่อน เวลานางเรียกระบบนี้ด้วยชื่อห้องสมุดสีดำ ถึงได้รู้สึกว่าบรรยากาศในห้วงมิตินี้แปรเปลี่ยนดูไม่เสถียรเท่าไหร่นัก ปรากฏว่า สิ่งนี้มีชีวิตจิตใจและไม่ค่อยชื่นชอบกับการถูกเรียนขานด้วยชื่อดังกล่าว
หากมิใช่เพราะว่า ที่ผ่านมานางเคยประสบช่วงเวลาเป็นตายนับครั้งไม่ถ้วนพร้อมกับเจ้าระบบห้องสมุดสีดำ...เอ่อไม่สิ...เหนียวเหนี่ยว คนอย่างเหลิงหยุนเจียวคงไม่ไว้วางใจอีกฝ่ายโดยง่ายเป็นแน่
“ภูตศิลามิติ นับเป็นสิ่งมีชีวิตที่หาได้ยากยิ่ง นับว่าเจ้าโชคดีนัก”
โม่เฉินหยวนดีดนิ้วดังเป๊าะ เชือกสีทองคำที่พันธนาการร่างของเหนียวเหนี่ยวไว้ก็คลายออก พร้อมลอยเก็บเข้าไปในแขนเสื้อของเขาได้เอง
เหนียวเหนี่ยวพุ่งตัวกระโดดกอดแขนเหลิงหยุนเจียวในทันทีอย่างไม่มีลังเล ชำเลืองไปทางโม่เฉินหยวนอยู่หนึ่งปราด ชักสีหน้าไม่พอใจใส่พร้อมอันตรธานหายวับไป
ทางด้านเหลิงหยุนเจียวยังอดรู้สึกแปลกใจไม่หาย ก็เห็นอยู่ว่า เหนียวเหนี่ยวคือระบบห้วงมิติเก็บของที่ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 22 แต่ไฉนเมื่อทะลุมิติมายังโลกแห่งนี้ นางกลับกลายมาเป็นภูติศิลามิติอะไรนั่นหน้าตาเฉย?
ลองพินิจจับใจความที่โม่เฉินหยวนกล่าวไป ดูท่าสิ่งที่เรียกว่า ภูมิศิลามิติจะเป็นของหายากมากจริงๆ
จู่ๆเห็นว่าโม่เฉินหยวนกำลังเอื้อมมือขยับเข้าใกล้ เหลิงหยุนเจียวเร่งสับเท้าก้าวถอยห่างพลันโดยสัญชาตญาณ
“อยากสัมผัสตัวข้ามากกระมัง?”
โม่เฉินหยวนได้ฟังเช่นนั้นก็ขมวดคิ้ว สวนตอบน้ำเสียงเย็นชาว่า
“เอายาแก้พิษมา”
ต่อหน้าปฏิกิริยาความไม่พอใจนี้ เหลิงหยุนเจียวจึงมั่นใจได้ อีกฝ่ายไม่น่าจะคิดลวนลามตน เพียงใจร้อนอยากได้ยาแก้พิษเท่านั้น
“พาข้าไปหาลูกก่อน”
ปราศจากไอความอบอุ่นเมตตาใดๆในดวงตาเย็นชาของโม่เฉินหยวน เขาสาดสายตาใส่นางไม่มีแยแส ริมฝีปากบางปริแยก กล่าวสั้นๆเพียงแค่ว่า
“ได้”
สิ้นเสียงเท่านั้น สภาพแวดล้อมโดยรอบก็แปรเปลี่ยนไปในทันใด ทั้งสองคนปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งข้างธาราน้ำตก
ในยามนี้ สถานที่อันเป็นธรรมชาติแห่งนี้เหลือเพียงซากปรักหักพัง เศษดินเศษกรวดคลุ้งกระจายเป็นฝุ่นผงชั้นบางรอบอากาศ ต้นไม้ใบหญ้าทั้งหมดในรัศมีใกล้เคียงถูกระเบิดผลาญจนไหม้เกรียมไม่เหลือชิ้นดี ที่หนักสุดคงจะเป็นพยัคฆ์เหมันต์เจ็ดสีที่ตอนนี้เหลือแต่ซากชิ้นเนื้อกระจัดกระจายไปทั่วสารทิศ
“วิธีการลงมือของเจ้าโหดเหี้ยมโดยแท้ กระทั่งแกนอสูรยังแตกเป็นตะกรันไม่เหลือ มิน่าจะเก็บไปใช้งานได้แล้ว”
โม่เฉินหยวนเอ่ยปากบ่นด้วยน้ำเสียงเฉยชา
เหลิงหยุนเจียวแอบคำนวณตัวเลขอยู่ภายในใจ ราคากลางในตลาดโดยทั่วไป แกนอสูรของสัตว์อสูรระดับสี่ขั้นต้น อย่างต่ำสุดก็อยู่ที่สามร้อยผลึกวิญญาณระดับกลางแล้ว
แต่ทุกอย่างกลับถูกทำลายไม่เหลือชิ้นดี การใช้บาซูการ์ลงมือนับเป็นวิธีสิ้นคิดที่สุดแล้วจริงๆ
“ออกมา”
โม่เฉินหยวนตะโกนเรียกสั่งอย่างองอาจ
หวู่เหรินปรากฏกายขึ้นทันทีจากในป่าด้านหนึ่ง พร้อมคุกเข่าก้มศีรษะเพื่อทำความเครพต่อโม่เฉินหยวน
“ทำความเคารพ...”
แต่ทันทีที่เขาส่งเสียง โม่เฉินหยวนก็จงใจกระแอมไอแทรกขึ้นมาทันที ส่งสายตาเป็นสัญญาณให้ลุกขึ้นโดยเร็ว
หวู่เหรินนัยน์ตาสั่นไหววูบหนึ่ง รีบลุกขึ้นและเปลี่ยนสรรพนามคำเรียกทันที
“เรียนคุณชาย เหลิงเจียวเหนียงปลอดภัยดีขอรับ”
“อืม” โม่เฉินหยวนพยักหน้าตอบคำหนึ่ง และกล่าวว่า “พาเราไปที่นั่น”
“ขอรับ”
เหลิงหยุนเจียวเพิ่งฟื้นสภาพจากทะเลสีมรกตแห่งนั้น ร่างกายจึงยังไม่แข็งแรงเท่าที่ควร
ขณะที่กำลังสับเท้าก้าวเกินขึ้นหน้า นางพลันรู้สึกหน้ามืดชั่วขณะ ศีรษะหนักอึ้งเกือบวูบตกลงพื้น โชคยังดีที่จู่ๆมีมือของใครบางคนเข้ามาโอบเอวคว้าไว้ได้ทัน
ชำเลืองมองปราดหนึ่ง พบว่าเป็นโม่เฉินหยวนที่ก้าวฉับวิ่งมารับร่างนางไว้โดยพลัน แต่ยังไม่ทันจะได้ปริปากถามใดๆออกไปเพิ่มเติม นางก็รู้สึกเจ็บแปรบเล็กน้อยจากที่อีกฝ่ายออกแรงกระชับเอว จู่ๆน้ำหนักร่างก็เบาหวิว ขาคู่นั้นของนางถูกยกขึ้นเหนือพื้นดิน
วิสัยทิวทัศน์รอบข้างพลันแปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ด้วยความอ่อนล้าอย่างมาก สติสัมปชัญญะของเหลิงหยุนเจียวจึงไม่ค่อยสมบูรณ์ดีเท่าไหร่นัก
“นายขี้เหร่ ข้าจำได้ว่าก่อนหน้านี้ เจ้ายังบอกป่วยหนักอยู่เลย ไฉนตอนนี้จึงอุ้มข้าได้คล่องแคล่วปานนี้?”
โม่เฉินหยวนก้มศีรษะมองหญิงสาวในอ้อมแขนเล็กน้อย น้ำเสียงที่เปล่งดังยังคงปราศจากกคลื่นอารมณ์ใดๆ
“อาการป่วยของข้าดีขึ้นแล้ว ข้ามิได้ชื่อนายขี้เหร่ ข้าสกุลโม่”
“...”
แม้ในเวลานี้โม่เฉินหยวนจะดูสุขุมจริงจัง แต่เหลิงหยุนเจียวกลับรู้สึกว่า บุรุษผู้นี้เพียรจะพยายามเข้าหานางเพียงเพราะเรื่องบนเตียงเท่านั้น!
เหอะ ความงามก็นับเป็นปัญหาเช่นกัน
หวู่เหรินนำทางพาไปได้สักครู่หนึ่ง ก็พบเหลิงเจียวเหนียงที่นั่งรออยู่ในท้ายที่สุด
ทันทีที่เห็นเหลิงเจียวเหนียงนั่งกินผลไม้อยู่ใต้ร่มไทรดูสบายดี เหลิงหยุนเจียวก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอกสุดแสน
“เจียวเหนียง!”
นางรีบวิ่งไปตรวจสอบดูอีกฝ่ายทันทีว่าได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่
“เป็นอย่างไรบ้าง? เจ้าบาดเจ็บตรงไหนบ้างหรือไม่? เหลิงฉิวหวานได้ทุบตีอะไรเจ้าไหม?”
แอบเห็นคราบเลือดเปรอะเปื้อนอยู่ตามร่างกายของเขา เหลิงหยุนเจียวรู้สึกใจหายวาบในทันใด