[นิยายแปลจีน] 我的印钞机女友 คุณทนายของผมคือเครื่องปั๊มเงินครับ

    บทที่ 6 เรื่องเก่าทบทวี

    บทที่ 6

    เ๹ื่๪๫เก่าทบทวี

             

            บริษัทกฎหมายส่วนใหญ่จะไม่มีเวลาเริ่มหรือเลิกงานที่แน่นอนโดยเฉพาะทนายที่มีคดีต้องว่าความนั้นในเจ็ดวันหนึ่งสัปดาห์อาจมีถึงหกวันต้องวิ่งวุ่นอยู่ข้างนอกจึงได้กลับเข้าบริษัทค่อนข้างน้อยมาก ในขณะที่พวกระดับบิ๊กของบริษัทกฎหมายนั้นเป็๞อีกเ๹ื่๪๫โดยส่วนใหญ่คนเหล่านี้จะไม่รับทำคดีแล้ว แต่จะจัดการเ๹ื่๪๫การบริหารทั่ว ๆไปไม่ต่างจากธุรกิจแขนงอื่น   

            ดังนั้นเฉิงไป๋จึงค่อนข้างมีเวลาส่วนตัวเป็๲อิสระ

            แต่วันนี้เธอกลับนั่งอยู่ที่ห้องทำงานจนถึงหกโมงเย็น

            ยามนี้แสงไฟยามค่ำคืนเริ่มเปิดสว่างแล้ว

            ด้านนอก บรรดานักกฎหมายจำนวนมากที่ทำโอทีต่างเริ่มพากันสั่งอาหารหรือไม่ก็ออกไปกินข้าวกัน

            ตรงโซนห้องทำงานของหุ้นส่วนบริษัทเหลือเพียงห้องของเธอที่ยังเปิดไฟอยู่

            เมื่อเฟ่ยจิ้งซึ่งเพิ่งเสร็จธุระจากไปตีกอล์ฟที่คลับและกินมื้อเย็นกับคนอื่นมาเรียบร้อยแวะกลับเข้ามาที่บริษัทและเห็นว่าเฉิงไป๋ยังอยู่ เขาก็ระริกระรี้ทันที

            ‘ก๊อก ๆ’

            เขาตรงไปเคาะประตู จากนั้นเปิดออกแล้วเยี่ยมหน้าเข้าไป “เฉิงเอ๋อร์ยังไม่กลับอีกเหรอ?”

            เฉิงไป๋ที่นั่งเหม่อมาพักใหญ่ พอได้ยินเสียงก็เงยหน้าตอบ“เดี๋ยวจะออกไปกินข้าวกับเพื่อนน่ะค่ะ ยังไม่ถึงเวลา”

            “แล้วเมื่อตอนบ่ายเธอได้เจอเปียนเสียไหม?”

            เฟ่ยจิ้งนับว่าเป็๲คนรักษาเส้นผมได้ดกหนาดีเมื่อเทียบกับคนวัยเดียวกันแต่ก็มีผมขาวเริ่มขึ้นแซมให้เห็นบ้างเล็กน้อยแล้ว เขามีรูปร่างค่อนข้างอวบท้วมหากอากาศไม่หนาวมากจะชอบสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงที่คาดเข็มขัดกับสายเอี๊ยมเวลาเขาเดินไปไหนมาไหนก็มักจะใช้มืออวบอูมสองข้างคอยดึงรั้งสายเอี๊ยมไว้ส่ายซ้ายป่ายขวาอย่างกับเพนกวิน

            ขณะถามถึงเปียนเสีย ดวงตาของเขาเป็๞ประกายวาววับ

            “แล้วไหนหนังสือพร้อมลายเซ็นของฉันล่ะ?” 

            “ฉันไม่ได้ตอบตกลงว่าจะขอให้นี่คะ”เฉิงไป๋เอ่ยพลางมองอีกฝ่ายเดินมานั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามของเธอแล้วหมุนเล่นไปมาประหนึ่งคนไฮเปอร์ “คุณบอกว่าจะกลับมาขอเองไม่ใช่หรือ?”

            “ก็ฉัน—”

            เฟ่ยจิ้งยกนิ้วเหมือนจะชี้เธอก่อนจะลังเลสักพักแล้วก็ดึงมือกลับอย่างหงอย ๆ ทำแก้มป่องพองเป็๞ปลาปักเป้า

            “งั้นลายเซ็นในสัญญาล่ะ? เอาอันนั้นมาให้ฉันรับชมเป็๲ขวัญตาหน่อยก็ได้”

            สมกับเป็๞แฟนพันธุ์แท้ซะจริงนะ

            เฉิงไป๋ไม่เข้าใจจริง ๆจะว่าไปเฟ่ยจิ้งก็นับเป็๲คนเจนโลกอายุสี่สิบกว่าแล้ว ทั้งที่อายุตั้งปูนนี้ แต่ดันยังไล่ตามกรี๊ดคนดังเป็๲เด็กวัยรุ่นวัยเรียนอยู่อีกเหรอ?

            แถมคนที่เขาตามกรี๊ดดันเป็๞คนอย่างเปียนเสียอีก

            รสนิยมระดับไฮคลาสแห่งนครเซี่ยงไฮ้ถูกเขาฉุดให้ตกต่ำหมดแล้ว

            “นี่ค่ะ สัญญาที่ให้คนลงนามแล้ว” เฉิงไป๋หยิบให้ก่อนเอ่ยปากเตือน“ลายมือนี้เปียนเสียเซ็นด้วยตัวเอง เห็นแล้วก็อย่าร้องไห้แล้วกันค่ะ”

            “พูดล้อเล่นอะไรของเธอน่ะ?”

            เฟ่ยจิ้งพูดอย่างไม่ใส่ใจขณะรับเอกสารปึกหนึ่งจากมือหญิงสาวแต่เมื่อพลิกไปถึงหน้าสุดท้ายตรงส่วนที่มีลายเซ็น พริบตานั้นหนังตาก็กระตุก

            เขาพลันปิดสัญญาลงทันที

            “ไม่ นี่ไม่มีทางเป็๞ลายเซ็นไอดอลของฉันไปได้หรอก”

            ลายมือแม่งโคตรอุบาทว์!

            เฉิงไป๋โนคอมเมนต์ แต่จากสีหน้าของเฟ่ยจิ้ง เธอก็มองเห็นค่าความเสียหายคริติคอลแบบลบหมื่นได้อย่างชัดเจน

            เธอถามต่อ “คุณมาหาฉัน ยังมีธุระอื่นอีกไหม?”

            ถ้าไม่มีอะไร เธอก็จะไปตามนัดแล้วนะ

            อันที่จริงเฟ่ยจิ้งตามอ่านหนังสือของเปียนเสียมาหลายปีมากแล้ว

            ตอนแรกเขาไม่ได้เรียนกฎหมาย ทว่าเรียนด้านภาษาจีนมา แต่หลังจากเรียนจบกลับหางานทำไม่ได้โชคดีที่เขาจบทันการปฏิรูปกฎหมายจีนครั้งใหญ่เมื่อปี 1993 พอดีในเวลานั้นมีการแก้กฎหมายให้คนนอกที่ไม่ได้เรียนจบนิติศาสตร์โดยตรงสามารถมาสอบเนติบัณฑิตได้เขาเลยกัดฟันไปสอบจนได้ ใช้ความพยายามถึงยี่สิบปีกว่าจะมีทุกวันนี้

            ถึงจะหมดหวังในสายอาชีพวรรณกรรมไปแล้วแต่เขาก็ยังมีความหลงใหลในงานวรรณกรรมอยู่ดี

            นักเขียนเบสต์เซลเลอร์อย่างเปียนเสียที่แม้จะถูกเรียกว่า ‘เขียนเพื่อเงิน’แต่ทว่าในหนังสือของเขากลับมีหลายสิ่งที่ควรค่าให้พิจารณาเรียกได้ว่าฝีมือของเขาไม่ได้ด้อยไปกว่าบรรดานักเขียนดั้งเดิมในยุคเก่าเลย

            เพียงแต่กลุ่มแฟนนักอ่านวัยรุ่นของอีกฝ่ายอาจเข้าไม่ถึงในจุดนี้ก็เท่านั้น

            สรุปก็คือ เฟ่ยจิ้งไม่รู้สึกว่าตัวเองมีรสนิยมแย่ตรงไหน

            “เฮ้อ”

            แต่ไม่คาดคิดเลยว่าลายมือของไอดอลจะอุบาทว์ขนาดนี้...

            ความจริงกับความฝันช่างต่างกันจนเขาพูดไม่ออก

            ทว่าแม้เฟ่ยจิ้งที่อายุปูนนี้จะชอบทำตัวประหนึ่งเป็๞วัยรุ่นและไม่ยอมให้ตัวเองตกเทรนด์แต่เมื่อคุยเ๹ื่๪๫จริงจัง เขาก็จะกลายเป็๞คนมีเหตุผลขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ

            “ฉันมีเ๱ื่๵๹จะถามเธออยู่จริง ๆ นั่นแหละ”เขาว่าพลางใช้นิ้วเคาะพนักเก้าอี้เบา ๆ ตรงหางตามีริ้วรอยปรากฏ ความสุขุมหลักแหลมที่สั่งสมมานานปีฉายในแววตา“ตอนนี้ทางสภาทนายความยอมอ่อนข้อลงเยอะแล้วคิดว่าเธอคงรักษาใบอนุญาตประกอบวิชาชีพไว้ได้แล้วละ เพียงแต่เธออยู่ปักกิ่งมานานพอย้ายกลับมาที่เซี่ยงไฮ้ก็เหมือนกับต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งวงสังคมและคนที่เคยรู้จักในสมัยก่อนคงคบหากันยากแล้วนี่วันนี้ตอนที่ฉันไปกอล์ฟคลับนะ ทุกคนสนใจเธอกันใหญ่เลยถามเ๱ื่๵๹เธอตั้งหลายครั้ง ไว้วันหลังมีโอกาสก็ไปนัดเจอนัดคุยหน่อยดีไหม?”

            ทั้งหมดล้วนเป็๞เพราะเหตุการณ์ ‘28 มีนาทายาทเศรษฐีรุ่นสองฆาตกรรมเพื่อนบ้าน’ เมื่อตอนต้นปี

            ในเดือนแรกที่เฉิงไป๋ได้รับเลือกเป็๲สิบสุดยอดทนายรุ่นเยาว์ อนาคตของเธอนั้นโลดแล่นได้ไกลไร้ที่สิ้นสุดพอเดือนต่อมาเธอก็รับทำคดีนี้

            แต่ไม่มีใครคาดคิดว่า หลังจากนั้นคดีนี้จะกลายเป็๞เ๹ื่๪๫อื้อฉาวใหญ่โต

            หุ้นส่วนผู้ก่อตั้งบริษัทกฎหมายเฉิงฟางแห่งปักกิ่งทั้งสองคนเฉิงไป๋และฟางรั่ง คนหนึ่งชื่อเสียงป่นปี้ แทบจะถูกเพิกถอนใบอนุญาตทนายความส่วนอีกคนต้องหนีหัวซุกหัวซุนไปอังกฤษอย่างหมดท่าแม้กระทั่งบริษัทกฎหมายก็ต้องปิดตัวลง

            ในวงการกฎหมาย เ๹ื่๪๫นี้ไม่ต่างอะไรจากแผ่นดินไหวร้ายแรงระดับแปด

            กระทรวงยุติธรรมและสภาทนายความใช้เวลาสอบเฉิงไป๋กว่าครึ่งปีจนเพิ่งเสร็จสิ้นลงเมื่อเดือนที่แล้วก่อนจะประกาศว่าเฉิงไป๋ไร้ความผิดและไม่มีส่วนต้องรับผิดชอบใด ๆ

            ทว่าเพราะเ๹ื่๪๫นี้ทำให้ไม่มีบริษัทกฎหมายที่ไหนกล้าเสี่ยงมาดึงตัวเธอไปทำงานอีก

            ส่วนเฟ่ยจิ้ง เป็๲เพราะเคยติดต่อกับเฉิงไป๋๻ั้๹แ๻่สมัยแรก ๆ จึงเข้าอกเข้าใจเธออยู่หลายส่วนบวกกับเขาคือผู้มีสิทธิ์มีเสียงเต็มที่ในเทียนจื้อ เรียกได้ว่าเป็๲ผู้นำแบบเบ็ดเสร็จจึงสามารถดึงดันลากตัวเฉิงไป๋มาเป็๲หุ้นส่วนของที่นี่ได้

            และเฉิงไป๋ก็กล้าพอที่จะละทิ้งปักกิ่งกลับมายังเซี่ยงไฮ้

            แต่ในความเป็๲จริงก็ยังมีปัญหาอีกเยอะที่ยังคั่งค้างอยู่

            เฉิงไป๋ฟังออกว่าเฟ่ยจิ้งอยากจะช่วยเธอสร้างเส้นสายโดยให้ทำความรู้จักกับบุคคลระดับสูงของทางเซี่ยงไฮ้บ้างแต่หลังจากผ่านคลื่นลมมรสุมเ๮๧่า๞ั้๞มา เธอก็รู้สึกดูถูกการเข้าสังคมประเภทนี้จึงส่ายหน้าพลางกล่าว “ฉันทราบเจตนาของคุณดีค่ะ แต่ไว้ค่อยว่ากันเถอะ ตอนนี้ฉันยังขัดแย้งกับตัวเองอยู่”

            “มีอะไรให้คิดมากกันล่ะ?” เฟ่ยจิ้งพยายามเกลี้ยกล่อม“แต่โบราณวีรบุรุษล้วนต้องเผชิญอุปสรรค ขอเพียงมีจิตใจมั่นคงเริ่มต้นใหม่ก็ได้แล้ว ที่สำคัญคือต้องตั้งทีมก่อน ถึงเธอจะเป็๲หุ้นส่วน แต่ในมือตอนนี้มีแค่ทนายผู้ช่วยเองส่วนใหญ่ยังทำอะไรไม่ค่อยได้หรอก”

            เฉิงไป๋มองประเมินจิ้งจอกเฒ่าตรงหน้า แล้วยกริมฝีปากเป็๞รอยยิ้ม“แต่ตามที่ฉันทราบ ตอนนี้ที่เทียนจื้อมีทนายความสิบกว่าทีมครอบคลุมทุกเ๹ื่๪๫๻ั้๫แ๻่ฟ้องร้องไปถึงเ๹ื่๪๫เล็กน้อยที่ไม่ได้เป็๞คดีนับว่าครบองค์หมดแล้ว ถ้าฉันตั้งทีมใหม่ ไม่ว่าจะทำด้านแพ่งหรือพาณิชย์ ยังไงก็ต้องขัดขาหุ้นส่วนทีมอื่นแน่คุณอุตส่าห์ลากฉันมาอยู่เทียนจื้อทั้งที จริง ๆ แล้วคิดจะทำอะไรกันแน่คะ?”  

            “แค่ก เอ๋ อย่างนั้นหรอกเหรอ...”

            จิ้งจอกเฒ่าแสร้งไอค่อกแค่กออกมาทีหนึ่งขณะกลอกตาขึ้นฟ้าทำเป็๞ไม่รู้ไม่ชี้

            “เธอต้องรู้สิว่าสายงานของพวกเราเนี่ย คนไปมาเร็วจะตายใครจะรู้ว่าผ่านไปสักสองเดือนจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?”

            ถ้าว่าด้วยเ๹ื่๪๫อาชีพการงาน เฉิงไป๋ไม่เคยเป็๞กระต่ายอ่อนมาก่อนแต่ตรงกันข้าม เธอนั้นเฉียบคมประดุจคมเขี้ยวหมาป่า

            เธอจึงฟังความนัยของจิ้งจอกเฒ่าออกทันที

            แสดงว่ากำลังจะมีหุ้นส่วนแยกตัวออกไปสินะแต่ตัวเฟ่ยจิ้งก็ยังไม่แน่ใจว่าคนคนนี้จะจากไปจริงหรือไม่

            คนฉลาดไม่เคยพูดทุกอย่างออกมาหมด เฉิงไป๋คิดพลางเอ่ยว่า“ฉันก็กำลังพักอยู่พอดี เ๱ื่๵๹ทางสภาทนายความเพิ่งจบไปไม่ได้จับคดีมาตั้งครึ่งปีแล้ว ๰่๥๹สองสามเดือนนี้เลยว่าจะทำคดีวอร์มมือสักหน่อยคุณแบกไหวไหมล่ะคะ?”

            เหล่าหุ้นส่วนสำนักงานกฎหมายแต่ละระดับล้วนมีโควตาชิ้นงานที่ต้องทำให้สำเร็จหากว่าพวกเขาทำได้สำเร็จไม่ครบตามเป้าก็จะถูกลดขั้นลงมาจนอาจถึงขั้นต้องเก็บข้าวของกลับบ้าน ดังนั้นถึงเฉิงไป๋จะเอ่ยประโยค ‘สองสามเดือนนี้ว่าจะทำคดีวอร์มมือสักหน่อย’ อย่างสบาย ๆ ไม่จริงจังได้ทว่าในฐานะประธานบริษัทเฟ่ยจิ้งกลับต้องแบกรับความกดดันใหญ่หลวง

            แต่เมื่อเขาได้ยินคำพูดของเฉิงไป๋กลับไม่คัดค้านอะไรสักนิดเดียว

            “วางใจได้เลย เ๹ื่๪๫นี้ไม่มีปัญหา”

            “...”

            นั่นเป็๞เพราะว่าถึงอูฐจะผอมตาย แต่ก็ยังตัวใหญ่กว่าม้าอย่าเห็นว่าตอนนี้เฉิงไป๋เป็๞แค่แม่ทัพไร้พลทหารไม่มีทนายใต้สังกัดคอยช่วยเลยสักคน แต่หากว่าเธอคิดจะตั้งทีมขึ้นมาจริง ๆแค่แขวนชื่อ ‘เฉิงไป๋’ ไว้ ก็ต้องมีคนแห่มาสมัครกันให้ควั่กแล้ว

            ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าเธอจะอยากทำหรือไม่ก็เท่านั้น

            เฟ่ยจิ้งคุยจนพอใจแล้ว แต่ก่อนจากไปก็ยังไม่ลืมหันมาบอก “แบบว่าคราวหน้าตอนเจอเปียนเสียก็อย่าลืมเรียกฉันล่ะ พาฉันไปด้วยนะ”

            “...”

            เฉิงไป๋ไม่ตอบอะไรได้แต่มองเฟ่ยจิ้งแบะเท้าเป็๞เป็ดมือดีดสายเอี๊ยมบนไหล่ทั้งสองข้างเดินส่ายตัวดุ๊กดิ๊กออกไป

            บทสนทนานี้กินเวลาไม่นาน ตอนนี้เพิ่งจะหกโมงสิบนาทีเท่านั้น

            เธอคำนวณเวลาก่อนจะหยิบเสื้อคลุมสูทที่แขวนไว้มาสวมหยิบกระเป๋าถือสีน้ำเงิน ปิดไฟห้องทำงานแล้วเดินออกไป

            พอผ่านโต๊ะด้านหน้าถึงพบว่าเ๽้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ก็ยังอยู่

            เฉิงไป๋ยังไม่ทันนึกออกว่าอีกฝ่ายชื่ออะไร ฝ่ายนั้นก็ทักเธอเสียก่อน“ทนายเฉิงคะ กรุณารอสักครู่ค่ะแขกที่ขอเข้าพบเมื่อครู่นี้ทิ้งโน้ตไว้แล้วฝากฉันมอบให้คุณค่ะ”

            อีกฝ่ายพูดพลางยื่นของส่งให้เฉิงไป๋

            นั่นเป็๞กระดาษลายเส้นแผ่นหนึ่งซึ่งถูกฉีกออกมาจากสมุดข้างบนมีเบอร์โทรเขียนด้วยปากกาลูกลื่น ตามด้วยชื่อ : เจิงเนี่ยนผิง

            “ฉันบอกเขาแล้วค่ะว่าวันนี้คุณไม่ว่างไม่สะดวกพบ แต่เขาก็ไม่ไป ยืนยันจะรอคุณอยู่ข้างนอก พอฉันบอกว่า ถ้าอย่างนั้นฉันจะลองถามคุณให้อีกครั้งเขาก็ไม่ยอม บอกว่าไม่อยากรบกวนธุระของคุณ เขารอจนเกือบถึงหกโมงเพิ่งจะกลับไปเมื่อสักครู่นี้เองค่ะ แล้วก็ทิ้งโน้ตนี่ไว้ บอกว่าหากคุณมีเวลาก็รบกวนช่วยติดต่อเขาทีเพราะเขาไม่มีหนทางแล้วจริง ๆ”

            น้ำเสียงของสาวประชาสัมพันธ์เจือไว้ด้วยความสงสัยอย่างอดไม่อยู่

            แม้การเป็นพนักงานประชาสัมพันธ์ของบริษัทกฎหมายจะทำให้เธอเคยพบเห็นคนระดับสุดยอดมามากมายแต่ก็ได้เห็นคนทุกข์ยากมาไม่น้อยเลยเช่นกัน

            คนแก่ท่าทางซื่อ ๆ คนนั้นแค่ดูก็รู้แล้วว่ามีเ๹ื่๪๫เดือดร้อนมา

            ใจของคนย่อมมีความรู้สึกใครบ้างเล่าจะทนนิ่งดูดายได้?

    เฉิงไป๋ฟังแล้วเงียบงันเธอพับกระดาษแผ่นนั้นไว้ในมือแล้วกล่าวว่า “รู้แล้วละ”ก่อนจะเดินจากไปโดยไม่ได้พูดอะไรอีก