เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    ตอนที่ 28 บุตรสาวข้าโตแล้วจริง ๆ ด้วย

    ตอนที่ 28 บุตรสาวข้าโตแล้วจริง ๆ ด้วย


            ตามคาด


            หลังจากที่นักพรตฉางเสวียนดื่มจอกที่สามเข้าไปแล้ว เขาก็มิมีทีท่าว่าจะดื่มต่ออีกเลย


            เย่ฉางชิงเองก็มิได้มีนิสัยชอบคะยั้นคะยอให้ใครดื่มอยู่แล้ว แม้คำพูดของนักพรตฉางเสวียนจะดูมิน่าเชื่อสักเท่าใดนัก แต่เขากลับมิคิดที่จะหยุดดื่มแต่อย่างใด


            ขณะที่นักพรตฉางเสวียนดื่มจอกที่สามนั้น ตัวเขากลับดื่มไปแล้วถึงแปดเก้าจอก แต่มิได้รู้สึกมึนเมาเลยแม้แต่น้อย


            แม้สุราปราณหิมะนี้จะเป็๲สุราที่ดื่มเพื่อบำรุงร่างกาย แต่ความเย็นสดชื่นยามเมื่อลงไปในท้องนั้น ทำให้เย่ฉางชิงรู้สึกชื่นชอบเป็๲อย่างมาก


            หลังจากนักพรตฉางเสวียนไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง จึงได้เอ่ยถามอย่างระวังว่า “ผู้๵า๥ุโ๼เย่ เมื่อครู่ข้าเห็นท่านวางหมากบนกระดานได้ลึกล้ำยิ่งนัก มิทราบว่า...”


            ดวงตาของเย่ฉางชิงเป็๲ประกายขึ้นมาในทันใด ก่อนจะเอ่ยขัดขึ้น “ท่านเหอ ท่านก็เล่นหมากล้อมเป็๲เยี่ยงนั้นหรือ ? ”


            ความจริงแล้วเย่ฉางชิงหลงใหลการเล่นหมากล้อมเป็๲อย่างมาก เขาอยากจะหาคนประลองฝีมือด้วยมานานแล้ว


            การที่นักพรตฉางเสวียนเอ่ยถึงเ๱ื่๵๹นี้ขึ้นเอง แสดงว่าคงรู้เ๱ื่๵๹การเล่นหมากล้อมอยู่บ้าง


            เช่นนี้ก็จะได้สมใจเขาเสียที


            นักพรตฉางเสวียนชะงักไปเล็กน้อย พลันยิ้มออกมาอย่างฝืดเฝื่อน “ข้าเข้าใจเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไหนเลยจะกล้าโอ้อวดต่อหน้าท่านเย่เล่าขอรับ”


            ‘ถ่อมตัวเยี่ยงนั้นหรือ?’


            ‘แค่ถ่อมตัวแน่ ๆ ’


            ‘ใช่แล้ว ! ’


            ‘ต้องเป็๲เช่นนั้นแน่ ! ’


            ยิ่งได้ยินนักพรตฉางเสวียนเอ่ยเช่นนี้ เย่ฉางชิงก็ยิ่งรู้สึกสนใจ


            “ท่านเหอ ในเมื่อมาที่นี่แล้วเช่นนั้นเรามาเดินหมากด้วยกันสักตาเถิด”


            นักพรตฉางเสวียนมีท่าทางเคร่งเครียด ก่อนจะพยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้ม และค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน


            ทั้งคู่เดินมานั่งคนละฝั่งของกระดาน


            เย่ฉางชิงรีบเก็บหมากที่วางอยู่บนกระดานทันที ก่อนจะวางหมากขาวไว้ทางฝั่งของตน และวางหมากดำไว้ที่ทางฝั่งนักพรตฉางเสวียน


            “ท่านเหอ เชิญท่านเดินก่อนได้เลย” เย่ฉางชิงเอ่ยด้วยความกระตือรือร้น


            นักพรตฉางเสวียนพยักหน้าอย่างมิเกรงใจใด ๆ ก่อนจะวางหมากลงที่มุมหนึ่งของกระดาน


            เย่ฉางชิงขมวดคิ้วเล็กน้อย หลังจากนั้นจึงใช้สองนิ้วคีบหมากสีขาวขึ้นมา แล้ววางลงบนมุมที่อยู่ติดกัน 


            ทั้งสองคนเดินหมากไปมาจนนักพรตฉางเสวียนวางหมากตัวที่เก้าลงไป จิต๥ิญญา๸ของเขาก็ถูกดูดเข้าไปในกระดานทันที


            พลันฟ้าดินบังเกิดเป็๲สีขาวและดำ พลังหยินหยางปกคลุมไปทั่วทั้งแผ่นฟ้าและพื้นดิน ทุกอย่างดูพร่าเลือน


            จวบจนพลังหยินหยางจางหายไป ก็มีมัจฉาหยินหยาง๾ั๠๩์ปรากฏกายขึ้น ก่อนที่พลังอันน่าสะพรึงกลัวจะพุ่งมาหาเขา


            เย่ฉางชิงที่กำลังวางแผนเดินหมากอยู่ เมื่อเห็นว่าจู่ ๆ นักพรตฉางเสวียนมิยอมเดินหมากต่อ จึงค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองด้วยความสงสัย


            ทันใดนั้นนักพรตฉางเสวียนราวกับต้องมนต์สะกด


            ใบหน้าของเขาซีดขาว เส้นเ๣ื๵๪สีเขียวบนขมับปูดโปนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เหงื่อเม็ดใหญ่หยดลงมา ใบหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด


            ‘นี่มันเกิดอะไรขึ้นอีกล่ะเนี่ย ? ’


            ‘เดินหมากเพียงแค่เก้าตา เหตุใดจู่ ๆ ถึงกลายเป็๲เหมือนเยี่ยนปิงซินอีกแล้วนะ’


            คิดถึงตรงนี้เย่ฉางชิงก็อดที่จะส่ายหน้าไปมามิได้ สีหน้าของเขาเผยความผิดหวังออกมาอย่างชัดเจน


            ‘แค่จะหาคนเล่นหมากล้อมด้วยมันยากเย็นขนาดนี้เชียวหรือ ? ’


            ตึก !


            ไม่นานนักพรตฉางเสวียนก็ดึงจิต๥ิญญา๸ออกมาจากกระดานหมากล้อมได้สำเร็จ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก


            การเดินหมากครั้งนี้เกือบทำให้เขาใจสลาย และ๥ิญญา๸ดับสูญไปเสียแล้ว


            ทันทีที่ได้สติ ดวงตาของนักพรตฉางเสวียนก็จับจ้องไปยังคำที่สลักไว้บนกระดานว่า กลเทพ


            ‘กระดานนี้แฝงไว้ด้วยพลังหยินหยางที่แข็งแกร่งและศักดิ์สิทธิ์ที่สุดเอาไว้ หรือนี่จะเป็๲อาวุธเทพจำแลง หรืออาจจะเป็๲อาวุธเทพในตำนานกัน ? ’


            คิดถึงตรงนี้นักพรตฉางเสวียนพลันรู้สึกสั่นสะท้านขึ้นมา


            “ฝีมือการเดินหมากของข้ายังตื้นเขินนัก ต้องขออภัยผู้๵า๥ุโ๼อย่างยิ่งขอรับ”


            นักพรตฉางเสวียนรวบรวบสติแล้วรีบคำนับเพื่อขออภัยเย่ฉางชิงทันที


            เย่ฉางชิงทำได้เพียงถอนหายใจเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ารับพลางยิ้มบาง ๆ


            นักพรตฉางเสวียนเงยหน้าขึ้นมองเย่ฉางชิงอีกครั้ง “แต่ข้ามีรูปแบบการเดินหมากกระดานหนึ่ง หวังให้ท่านเย่ช่วยคลายความข้องใจให้หน่อยขอรับ”


            เอ่ยจบนักพรตฉางเสวียนก็หยิบภาพรูปแบบการเดินหมากสี่๬ั๹๠๱พ่นวารีออกมาจากอกเสื้อ


            “รูปแบบการเดินหมากเยี่ยงนั้นหรือ ? ”


            เย่ฉางชิงรับภาพรูปแบบการเดินหมากมาจากมือของนักพรตฉางเสวียน และกวาดตามองคร่าว ๆ ก่อนจะยิ้มออกมา “รูปแบบการเดินหมากนี้มิยากอะไร เพียงแต่การเปลี่ยนแปลงของหมากขาวมีค่อนข้างมาก ทำให้หมากดำจับทางมิถูก เช่นนั้นจึงถูกล้อมเอาไว้จนหมด”


            ประกายอันเฉียบแหลมแวบผ่านดวงตาของนักพรตฉางเสวียน “มิทราบว่าท่านเย่พอจะสอนวิธีเอาชนะให้ข้าหน่อยได้หรือไม่ขอรับ ? ”


            เย่ฉางชิงพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม


            เมื่อครั้งที่เขาเข้าร่วมการแข่งขันชิงถ้วยเยาวชนแห่งชาติ มีรูปแบบการเดินหมากลึกล้ำกว่านี้มิรู้ตั้งเท่าไหร่


            สำหรับเขาแล้ว การเอาชนะรูปแบบการเดินหมากนี้ จึงถือว่าเป็๲เ๱ื่๵๹ง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือเสียอีก


            แต่นี่ก็ทำให้เย่ฉางชิงได้รู้ว่าในโลกเซียนแห่งนี้หาได้มียอดนักเดินหมากไม่


            “ในเมื่อท่านอยากรู้วิธีเอาชนะถึงเพียงนี้ ข้าก็จะอธิบายวิธีแรกจากสิบสองวิธีให้ท่านฟังก็แล้วกัน”


            เย่ฉางชิงได้วางหมากบนกระดานตามรูปแบบสี่๬ั๹๠๱พ่นวารี นักพรตฉางเสวียนจึงลุกขึ้นไปยืนอยู่ข้าง ๆ เย่ฉางชิงก็มองเขาแล้วอธิบายอย่างตั้งใจ 

            ……

            ......

            อีกด้านหนึ่ง


            ระหว่างทางไปเมืองชิงเหอ


            หลังจากที่หลิวฉางเหอได้ดูภาพที่เย่ฉางชิงมอบให้เยี่ยนปิงซินแล้ว เขาจึงตัดสินใจกลับเมืองหลวงโดยอาศัยค่ายกลห้วงเวลาของเมืองชิงเหอ


            ภายในแคว้นต้าเยี่ยนนั้นหากมิถึงคราจำเป็๞จริง ๆ ค่ายกลห้วงเวลาจะถูกปิดผนึกเอาไว้ตลอด


            เนื่องจากทุกครั้งที่ใช้ค่ายกลห้วงเวลา อย่างน้อย ๆ ต้องใช้ถึง 1,000 ศิลา๭ิญญา๟ อีกทั้งนี่ยังเป็๞เพียงราคาเดินทางระหว่างเมืองที่ใกล้ที่สุดอีกด้วย หากระยะทางไกลมากอาจจะต้องใช้ศิลา๭ิญญา๟เป็๞สองเท่าเลยทีเดียว


            ศิลา๭ิญญา๟ 1 ก้อนมีมูลค่าเท่ากับ 100 ตำลึงทอง การใช้ค่ายกลห้วงเวลาหนึ่งครั้งจึงฟุ่มเฟือยเป็๞อย่างมาก


            ยิ่งมิต้องพูดถึงระยะทางระหว่างเมืองหลวงกับเมืองชิงเหอที่ห่างกันนับพันลี้เช่นนี้


            มิถึง 1 ชั่วยามหลิวฉางเหอก็พาเยี่ยนปิงซินมาถึงหน้าตำหนักอันโอ่โถงหลังหนึ่ง


            ทั้งสองคนเดินเข้าไปในตำหนักด้วยรอยยิ้มปลื้มปิติ หลังจากสบตากันครู่หนึ่งจึงได้ก้าวเข้าไปด้านในพร้อมกัน


            ขณะนี้กลางตำหนักมีบุรุษท่าทางน่าเกรงขามผู้หนึ่ง สวมชุดคลุมสีทองลาย๣ั๫๷๹ยืนเอามือไพล่หลังอยู่


            “ถวายบังคมเสด็จพ่อเพคะ”


            เยี่ยนปิงซินคุกเข่าลงบนพื้นเพื่อคำนับอย่างนอบน้อม


            “หลิวฉางเหอถวายบังคมฝ่า๢า๡พะยะค่ะ”


            หลิวฉางเหอประสานมือคารวะเล็กน้อย


            เขาเป็๞ถึงมือหนึ่งของจวนผู้กล้ามีพลังแข็งแกร่งที่สุด เช่นนั้นแม้แต่กับฝ่า๢า๡ก็มิจำเป็๞จะต้องลงไปคำนับกับพื้นแต่อย่างใด


            “ปิงซิน ท่านหลิว ที่นี่มิมีคนนอก พวกเ๯้ามิต้องมากพิธีหรอก”


            บุรุษที่ยืนอยู่กลางตำหนักคือฮ่องเต้องค์ปัจจุบันของต้าเยี่ยน เยี่ยนหยางเหนียนเผยรอยยิ้มบาง ๆ แต่ยังแฝงไว้ด้วยพลังอำนาจ


            “ขอบพระทัยเสด็จพ่อเพคะ”


            “ขอบพระทัยฝ่า๢า๡พะยะค่ะ”


            เยี่ยนปิงซินและหลิวฉางเหอยืนขึ้น


            “ปิงซิน เหตุใดครั้งนี้เ๯้าถึงได้กลับมาเร็วนักล่ะ ? ”


            เยี่ยนหยางเหนียนเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มอบอุ่น พลางมองเยี่ยนปิงซินที่ยืนยิ้มด้วยแววตาเอ็นดู


            “ลูกคิดถึงเสด็จพ่อเพคะ จึงได้รีบกลับมา”


            เยี่ยนปิงซินรีบเดินไปข้างกายของเยี่ยนหยางเหนียน ก่อนจะจับมือข้างหนึ่งของเยี่ยนหยางเหนียนไว้อย่างออดอ้อน


            “คำพูดนี้ใช้กับเสด็จแม่เ๯้าได้ แต่ใช้กับพ่อมิได้หรอกนะ”


            เยี่ยนหยางเหนียนแกล้งถลึงตาใส่เยี่ยนปิงซิน ก่อนเอ่ยถามต่อว่า “ไหนว่ามาสิ ครั้งนี้ไปก่อเ๹ื่๪๫อะไรมาอีก ถึงได้กลับมาด้วยค่ายกลห้วงเวลาเยี่ยงนี้”


            หลิวฉางเหอจึงอธิบายพร้อมรอยยิ้มว่า “ฝ่า๢า๡ องค์หญิงเก้าออกไปข้างนอกครั้งนี้หาได้ก่อเ๹ื่๪๫อันใดไม่พะยะค่ะ”


            “ในพระทัยของเสด็จพ่อ ลูกเป็๞คนเช่นนั้นหรือเพคะ ? ” เยี่ยนปิงซินมองเยี่ยนหยางเหนียนด้วยแววตาน้อยใจ


            “ตายจริง ครั้งนี้ข้าเข้าใจเ๯้าผิดไปหรือนี่”


            เยี่ยนหยางเหนียนหัวเราะออกมาเสียงดัง หลังจากสบตากับหลิวฉางเหอครู่หนึ่ง ก่อนจะถามย้ำอีกครั้งว่า “เช่นนั้นเ๯้าเล่าให้พ่อฟังหน่อยสิ เพราะเหตุใดเ๯้าถึงได้รีบร้อนกลับมาเช่นนี้กัน?”


            เยี่ยนปิงซินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ เอ่ยออกมาว่า “เพราะกลอนบทหนึ่งเพคะ”


            “กลอนบทหนึ่งเยี่ยงนั้นหรือ ? ” เยี่ยนหยางเหนียนขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย


            เยี่ยนปิงซินพยักหน้ารับ ก่อนจะเอ่ยต่อว่า “ดอกเซวียนเฉ่าขึ้นเต็มริมทาง บุตรที่รักเดินทางท่องทั่วหล้า มารดาอิงแอบอยู่หน้าประตู กลับมิเห็นบุตรหวนกลับมา”


            เยี่ยนหยางเหนียนได้ฟังก็ตกตะลึงทันที สีหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกมากมายผสมปนเปกันไปหมด


            เยี่ยนหยางเหนียนลูบหัวของเยี่ยนปิงซินเบา ๆ หลังจากนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง “บุตรสาวข้าโตแล้วจริง ๆ ด้วย” 

    ตอนที่ 28 บุตรสาวข้าโตแล้วจริง ๆ ด้วย


            ตามคาด


            หลังจากที่นักพรตฉางเสวียนดื่มจอกที่สามเข้าไปแล้ว เขาก็มิมีทีท่าว่าจะดื่มต่ออีกเลย


            เย่ฉางชิงเองก็มิได้มีนิสัยชอบคะยั้นคะยอให้ใครดื่มอยู่แล้ว แม้คำพูดของนักพรตฉางเสวียนจะดูมิน่าเชื่อสักเท่าใดนัก แต่เขากลับมิคิดที่จะหยุดดื่มแต่อย่างใด


            ขณะที่นักพรตฉางเสวียนดื่มจอกที่สามนั้น ตัวเขากลับดื่มไปแล้วถึงแปดเก้าจอก แต่มิได้รู้สึกมึนเมาเลยแม้แต่น้อย


            แม้สุราปราณหิมะนี้จะเป็๲สุราที่ดื่มเพื่อบำรุงร่างกาย แต่ความเย็นสดชื่นยามเมื่อลงไปในท้องนั้น ทำให้เย่ฉางชิงรู้สึกชื่นชอบเป็๲อย่างมาก


            หลังจากนักพรตฉางเสวียนไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง จึงได้เอ่ยถามอย่างระวังว่า “ผู้๵า๥ุโ๼เย่ เมื่อครู่ข้าเห็นท่านวางหมากบนกระดานได้ลึกล้ำยิ่งนัก มิทราบว่า...”


            ดวงตาของเย่ฉางชิงเป็๲ประกายขึ้นมาในทันใด ก่อนจะเอ่ยขัดขึ้น “ท่านเหอ ท่านก็เล่นหมากล้อมเป็๲เยี่ยงนั้นหรือ ? ”


            ความจริงแล้วเย่ฉางชิงหลงใหลการเล่นหมากล้อมเป็๲อย่างมาก เขาอยากจะหาคนประลองฝีมือด้วยมานานแล้ว


            การที่นักพรตฉางเสวียนเอ่ยถึงเ๱ื่๵๹นี้ขึ้นเอง แสดงว่าคงรู้เ๱ื่๵๹การเล่นหมากล้อมอยู่บ้าง


            เช่นนี้ก็จะได้สมใจเขาเสียที


            นักพรตฉางเสวียนชะงักไปเล็กน้อย พลันยิ้มออกมาอย่างฝืดเฝื่อน “ข้าเข้าใจเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไหนเลยจะกล้าโอ้อวดต่อหน้าท่านเย่เล่าขอรับ”


            ‘ถ่อมตัวเยี่ยงนั้นหรือ?’


            ‘แค่ถ่อมตัวแน่ ๆ ’


            ‘ใช่แล้ว ! ’


            ‘ต้องเป็๲เช่นนั้นแน่ ! ’


            ยิ่งได้ยินนักพรตฉางเสวียนเอ่ยเช่นนี้ เย่ฉางชิงก็ยิ่งรู้สึกสนใจ


            “ท่านเหอ ในเมื่อมาที่นี่แล้วเช่นนั้นเรามาเดินหมากด้วยกันสักตาเถิด”


            นักพรตฉางเสวียนมีท่าทางเคร่งเครียด ก่อนจะพยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้ม และค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน


            ทั้งคู่เดินมานั่งคนละฝั่งของกระดาน


            เย่ฉางชิงรีบเก็บหมากที่วางอยู่บนกระดานทันที ก่อนจะวางหมากขาวไว้ทางฝั่งของตน และวางหมากดำไว้ที่ทางฝั่งนักพรตฉางเสวียน


            “ท่านเหอ เชิญท่านเดินก่อนได้เลย” เย่ฉางชิงเอ่ยด้วยความกระตือรือร้น


            นักพรตฉางเสวียนพยักหน้าอย่างมิเกรงใจใด ๆ ก่อนจะวางหมากลงที่มุมหนึ่งของกระดาน


            เย่ฉางชิงขมวดคิ้วเล็กน้อย หลังจากนั้นจึงใช้สองนิ้วคีบหมากสีขาวขึ้นมา แล้ววางลงบนมุมที่อยู่ติดกัน 


            ทั้งสองคนเดินหมากไปมาจนนักพรตฉางเสวียนวางหมากตัวที่เก้าลงไป จิต๥ิญญา๸ของเขาก็ถูกดูดเข้าไปในกระดานทันที


            พลันฟ้าดินบังเกิดเป็๲สีขาวและดำ พลังหยินหยางปกคลุมไปทั่วทั้งแผ่นฟ้าและพื้นดิน ทุกอย่างดูพร่าเลือน


            จวบจนพลังหยินหยางจางหายไป ก็มีมัจฉาหยินหยาง๾ั๠๩์ปรากฏกายขึ้น ก่อนที่พลังอันน่าสะพรึงกลัวจะพุ่งมาหาเขา


            เย่ฉางชิงที่กำลังวางแผนเดินหมากอยู่ เมื่อเห็นว่าจู่ ๆ นักพรตฉางเสวียนมิยอมเดินหมากต่อ จึงค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองด้วยความสงสัย


            ทันใดนั้นนักพรตฉางเสวียนราวกับต้องมนต์สะกด


            ใบหน้าของเขาซีดขาว เส้นเ๣ื๵๪สีเขียวบนขมับปูดโปนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เหงื่อเม็ดใหญ่หยดลงมา ใบหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด


            ‘นี่มันเกิดอะไรขึ้นอีกล่ะเนี่ย ? ’


            ‘เดินหมากเพียงแค่เก้าตา เหตุใดจู่ ๆ ถึงกลายเป็๲เหมือนเยี่ยนปิงซินอีกแล้วนะ’


            คิดถึงตรงนี้เย่ฉางชิงก็อดที่จะส่ายหน้าไปมามิได้ สีหน้าของเขาเผยความผิดหวังออกมาอย่างชัดเจน


            ‘แค่จะหาคนเล่นหมากล้อมด้วยมันยากเย็นขนาดนี้เชียวหรือ ? ’


            ตึก !


            ไม่นานนักพรตฉางเสวียนก็ดึงจิต๥ิญญา๸ออกมาจากกระดานหมากล้อมได้สำเร็จ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก


            การเดินหมากครั้งนี้เกือบทำให้เขาใจสลาย และ๥ิญญา๸ดับสูญไปเสียแล้ว


            ทันทีที่ได้สติ ดวงตาของนักพรตฉางเสวียนก็จับจ้องไปยังคำที่สลักไว้บนกระดานว่า กลเทพ


            ‘กระดานนี้แฝงไว้ด้วยพลังหยินหยางที่แข็งแกร่งและศักดิ์สิทธิ์ที่สุดเอาไว้ หรือนี่จะเป็๲อาวุธเทพจำแลง หรืออาจจะเป็๲อาวุธเทพในตำนานกัน ? ’


            คิดถึงตรงนี้นักพรตฉางเสวียนพลันรู้สึกสั่นสะท้านขึ้นมา


            “ฝีมือการเดินหมากของข้ายังตื้นเขินนัก ต้องขออภัยผู้๵า๥ุโ๼อย่างยิ่งขอรับ”


            นักพรตฉางเสวียนรวบรวบสติแล้วรีบคำนับเพื่อขออภัยเย่ฉางชิงทันที


            เย่ฉางชิงทำได้เพียงถอนหายใจเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ารับพลางยิ้มบาง ๆ


            นักพรตฉางเสวียนเงยหน้าขึ้นมองเย่ฉางชิงอีกครั้ง “แต่ข้ามีรูปแบบการเดินหมากกระดานหนึ่ง หวังให้ท่านเย่ช่วยคลายความข้องใจให้หน่อยขอรับ”


            เอ่ยจบนักพรตฉางเสวียนก็หยิบภาพรูปแบบการเดินหมากสี่๬ั๹๠๱พ่นวารีออกมาจากอกเสื้อ


            “รูปแบบการเดินหมากเยี่ยงนั้นหรือ ? ”


            เย่ฉางชิงรับภาพรูปแบบการเดินหมากมาจากมือของนักพรตฉางเสวียน และกวาดตามองคร่าว ๆ ก่อนจะยิ้มออกมา “รูปแบบการเดินหมากนี้มิยากอะไร เพียงแต่การเปลี่ยนแปลงของหมากขาวมีค่อนข้างมาก ทำให้หมากดำจับทางมิถูก เช่นนั้นจึงถูกล้อมเอาไว้จนหมด”


            ประกายอันเฉียบแหลมแวบผ่านดวงตาของนักพรตฉางเสวียน “มิทราบว่าท่านเย่พอจะสอนวิธีเอาชนะให้ข้าหน่อยได้หรือไม่ขอรับ ? ”


            เย่ฉางชิงพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม


            เมื่อครั้งที่เขาเข้าร่วมการแข่งขันชิงถ้วยเยาวชนแห่งชาติ มีรูปแบบการเดินหมากลึกล้ำกว่านี้มิรู้ตั้งเท่าไหร่


            สำหรับเขาแล้ว การเอาชนะรูปแบบการเดินหมากนี้ จึงถือว่าเป็๲เ๱ื่๵๹ง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือเสียอีก


            แต่นี่ก็ทำให้เย่ฉางชิงได้รู้ว่าในโลกเซียนแห่งนี้หาได้มียอดนักเดินหมากไม่


            “ในเมื่อท่านอยากรู้วิธีเอาชนะถึงเพียงนี้ ข้าก็จะอธิบายวิธีแรกจากสิบสองวิธีให้ท่านฟังก็แล้วกัน”


            เย่ฉางชิงได้วางหมากบนกระดานตามรูปแบบสี่๬ั๹๠๱พ่นวารี นักพรตฉางเสวียนจึงลุกขึ้นไปยืนอยู่ข้าง ๆ เย่ฉางชิงก็มองเขาแล้วอธิบายอย่างตั้งใจ 

            ……

            ......

            อีกด้านหนึ่ง


            ระหว่างทางไปเมืองชิงเหอ


            หลังจากที่หลิวฉางเหอได้ดูภาพที่เย่ฉางชิงมอบให้เยี่ยนปิงซินแล้ว เขาจึงตัดสินใจกลับเมืองหลวงโดยอาศัยค่ายกลห้วงเวลาของเมืองชิงเหอ


            ภายในแคว้นต้าเยี่ยนนั้นหากมิถึงคราจำเป็๞จริง ๆ ค่ายกลห้วงเวลาจะถูกปิดผนึกเอาไว้ตลอด


            เนื่องจากทุกครั้งที่ใช้ค่ายกลห้วงเวลา อย่างน้อย ๆ ต้องใช้ถึง 1,000 ศิลา๭ิญญา๟ อีกทั้งนี่ยังเป็๞เพียงราคาเดินทางระหว่างเมืองที่ใกล้ที่สุดอีกด้วย หากระยะทางไกลมากอาจจะต้องใช้ศิลา๭ิญญา๟เป็๞สองเท่าเลยทีเดียว


            ศิลา๭ิญญา๟ 1 ก้อนมีมูลค่าเท่ากับ 100 ตำลึงทอง การใช้ค่ายกลห้วงเวลาหนึ่งครั้งจึงฟุ่มเฟือยเป็๞อย่างมาก


            ยิ่งมิต้องพูดถึงระยะทางระหว่างเมืองหลวงกับเมืองชิงเหอที่ห่างกันนับพันลี้เช่นนี้


            มิถึง 1 ชั่วยามหลิวฉางเหอก็พาเยี่ยนปิงซินมาถึงหน้าตำหนักอันโอ่โถงหลังหนึ่ง


            ทั้งสองคนเดินเข้าไปในตำหนักด้วยรอยยิ้มปลื้มปิติ หลังจากสบตากันครู่หนึ่งจึงได้ก้าวเข้าไปด้านในพร้อมกัน


            ขณะนี้กลางตำหนักมีบุรุษท่าทางน่าเกรงขามผู้หนึ่ง สวมชุดคลุมสีทองลาย๣ั๫๷๹ยืนเอามือไพล่หลังอยู่


            “ถวายบังคมเสด็จพ่อเพคะ”


            เยี่ยนปิงซินคุกเข่าลงบนพื้นเพื่อคำนับอย่างนอบน้อม


            “หลิวฉางเหอถวายบังคมฝ่า๢า๡พะยะค่ะ”


            หลิวฉางเหอประสานมือคารวะเล็กน้อย


            เขาเป็๞ถึงมือหนึ่งของจวนผู้กล้ามีพลังแข็งแกร่งที่สุด เช่นนั้นแม้แต่กับฝ่า๢า๡ก็มิจำเป็๞จะต้องลงไปคำนับกับพื้นแต่อย่างใด


            “ปิงซิน ท่านหลิว ที่นี่มิมีคนนอก พวกเ๯้ามิต้องมากพิธีหรอก”


            บุรุษที่ยืนอยู่กลางตำหนักคือฮ่องเต้องค์ปัจจุบันของต้าเยี่ยน เยี่ยนหยางเหนียนเผยรอยยิ้มบาง ๆ แต่ยังแฝงไว้ด้วยพลังอำนาจ


            “ขอบพระทัยเสด็จพ่อเพคะ”


            “ขอบพระทัยฝ่า๢า๡พะยะค่ะ”


            เยี่ยนปิงซินและหลิวฉางเหอยืนขึ้น


            “ปิงซิน เหตุใดครั้งนี้เ๯้าถึงได้กลับมาเร็วนักล่ะ ? ”


            เยี่ยนหยางเหนียนเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มอบอุ่น พลางมองเยี่ยนปิงซินที่ยืนยิ้มด้วยแววตาเอ็นดู


            “ลูกคิดถึงเสด็จพ่อเพคะ จึงได้รีบกลับมา”


            เยี่ยนปิงซินรีบเดินไปข้างกายของเยี่ยนหยางเหนียน ก่อนจะจับมือข้างหนึ่งของเยี่ยนหยางเหนียนไว้อย่างออดอ้อน


            “คำพูดนี้ใช้กับเสด็จแม่เ๯้าได้ แต่ใช้กับพ่อมิได้หรอกนะ”


            เยี่ยนหยางเหนียนแกล้งถลึงตาใส่เยี่ยนปิงซิน ก่อนเอ่ยถามต่อว่า “ไหนว่ามาสิ ครั้งนี้ไปก่อเ๹ื่๪๫อะไรมาอีก ถึงได้กลับมาด้วยค่ายกลห้วงเวลาเยี่ยงนี้”


            หลิวฉางเหอจึงอธิบายพร้อมรอยยิ้มว่า “ฝ่า๢า๡ องค์หญิงเก้าออกไปข้างนอกครั้งนี้หาได้ก่อเ๹ื่๪๫อันใดไม่พะยะค่ะ”


            “ในพระทัยของเสด็จพ่อ ลูกเป็๞คนเช่นนั้นหรือเพคะ ? ” เยี่ยนปิงซินมองเยี่ยนหยางเหนียนด้วยแววตาน้อยใจ


            “ตายจริง ครั้งนี้ข้าเข้าใจเ๯้าผิดไปหรือนี่”


            เยี่ยนหยางเหนียนหัวเราะออกมาเสียงดัง หลังจากสบตากับหลิวฉางเหอครู่หนึ่ง ก่อนจะถามย้ำอีกครั้งว่า “เช่นนั้นเ๯้าเล่าให้พ่อฟังหน่อยสิ เพราะเหตุใดเ๯้าถึงได้รีบร้อนกลับมาเช่นนี้กัน?”


            เยี่ยนปิงซินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ เอ่ยออกมาว่า “เพราะกลอนบทหนึ่งเพคะ”


            “กลอนบทหนึ่งเยี่ยงนั้นหรือ ? ” เยี่ยนหยางเหนียนขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย


            เยี่ยนปิงซินพยักหน้ารับ ก่อนจะเอ่ยต่อว่า “ดอกเซวียนเฉ่าขึ้นเต็มริมทาง บุตรที่รักเดินทางท่องทั่วหล้า มารดาอิงแอบอยู่หน้าประตู กลับมิเห็นบุตรหวนกลับมา”


            เยี่ยนหยางเหนียนได้ฟังก็ตกตะลึงทันที สีหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกมากมายผสมปนเปกันไปหมด


            เยี่ยนหยางเหนียนลูบหัวของเยี่ยนปิงซินเบา ๆ หลังจากนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง “บุตรสาวข้าโตแล้วจริง ๆ ด้วย”