เซี่ยหยางชุนจ้องมองหลินเยี่ยนฟางที่ปล่อยผมยาวหยักศกของตนเองให้ทิ้งตัวลงมาตามธรรมชาติด้วยความรู้สึกประหลาดใจเขาไม่เคยรู้เลยว่าหลินเยี่ยนฟางในตอนที่ไม่ประโคมแป้งลงบนใบหน้าและไม่ได้ทาลิปสติกสีแดงสดจะดูดีมากถึงขนาดนี้สายตาที่จับจ้องมาของเซี่ยหยางชุนทำให้หลินเยี่ยนฟางพลันเลิกคิ้วขึ้นแล้วกระแอมออกมาเขาจึงได้รู้ว่าตนเองกำลังจ้องมองเธออย่างไม่วางตาจนแทบจะเป็การเสียมารยาทแล้ว
“ไปกันเถอะค่ะ”เมื่อเธอพูดเช่นนี้เขาจึงได้เดินนำหน้าเธอออกจากห้องไปคิดไม่ถึงว่าเมื่อเปิดประตูบ้านออกไปจะพบว่าคุณแม่หลินกำลังถือกระติกน้ำร้อนเดินมาที่บ้าน
“อาฟางแม่ต้มน้ำขิงมาให้ ลูกเอาไปดื่มเถอะ” คุณแม่หลินพูดพลางยื่นกระติกน้ำมาให้หลินเยี่ยนฟางยื่นมือออกไปรับมาถือเอาไว้พลางพูดกับคุณแม่หลินด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนจนทำให้ทั้งคุณแม่หลินและเซี่ยหยางชุนต่างก็จ้องมองเธอด้วยความประหลาดใจ
“ฉันไม่เป็อะไรมากแล้วแม่กลับไปพักเถอะ ไม่ต้องเป็ห่วงฉันพี่ชุนกำลังจะพาฉันไปตรวจร่างกายอย่างละเอียดอีกครั้งที่โรงพยาบาลถ้ามีอาการไม่ดีก็จะได้รับการรักษาได้อย่างทันท่วงที”คำพูดของหลินเยี่ยนฟางทำให้คุณแม่หลินรีบยื่นมามืออังที่หน้าผากของเธอในทันที
“ยังไม่มีไข้ แต่ไปหาหมอเอาไว้ก่อนก็ดี” เมื่อพูดจบเธอก็ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อแล้วยื่นเงินที่มีเพียงน้อยนิดมาให้เธอ
“่นี้อากาศหนาวมากแม่ก็เลยไม่ได้ออกจากบ้านไปขายผักเลยมีเงินติดตัวเพียงเท่านี้ลูกเอาไปเถอะเผื่อจะใช้เป็ค่ายาและค่ารักษา”เมื่อคุณแม่หลินทำเช่นนี้เซี่ยหยางชุนก็รีบเอ่ยปากปฏิเสธในทันที
“คุณแม่ไม่ต้องเป็ห่วง เยี่ยนฟางคือภรรยาของผม ค่ารักษาของเธอก็คือหน้าที่ของผมถึงแม้ว่าผมจะไม่ใช่คนร่ำรวยแต่ค่ารักษาพยาบาลของเยี่ยนฟางผมย่อมจะสามารถจ่ายได้แน่”คำพูดของเขาทำให้หลินเยี่ยนฟางหันไปมองเขาแล้วเริ่มวิเคราะห์ชีวิตของหลินเยี่ยนฟางในยามนี้ทันที
หลินเยี่ยนฟางคนนี้ไม่เพียงเป็คนไม่ดี ฐานะทางบ้านยังยากจนข้นแค้นเงินติดตัวไม่ต้องพูดถึงในนิยายได้เขียนเอาไว้แล้วว่าทุกครั้งที่มีเงินหลินเยี่ยนฟางก็รีบเอาเงินไปประเคนพ่อหนุ่มหล่อประจำหมู่บ้านอย่างโจวจินิในทันที ดังนั้นไม่ต้องเสาะหาเธอก็รู้แล้วว่าทั้งเนื้อทั้งตัวของเธอในตอนนี้แทบจะไม่มีเงินเหลือติดตัวเลย
“แม่ไม่ต้องกังวลนะ พี่ชุนเป็สามีของฉันการที่เขาใจดีพาฉันไปหาหมอที่โรงพยาบาลเช่นนี้ทำให้ฉันรู้สึกซาบซึ้งใจมากวันหน้าฉันต้องทำดีกับเขาแน่ รับรองว่าเงินทองที่เขาใช้จ่ายกับฉันจะไม่สูญเปล่า”
หลินเยี่ยนฟางพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและจริงจังในใจก็ได้แต่คิดว่าในชีวิตของเธอไม่เคยมีสักครั้งที่จะต้องหวังพึ่งเงินของผู้ชาย พอมาตอนนี้ที่ต้องพึ่งพาเงินของเซี่ยหยางชุนก็ทำให้เธอรู้สึกแปลกใหม่อยู่ไม่น้อยไม่เพียงเธอที่รู้สึกแปลกใหม่แม้แต่เซี่ยหยางชุนเองก็ยังต้องหันมามองเธออีกครั้งด้วยความประหลาดใจส่วนทางด้านคุณแม่หลินนั้นคราวนี้เธอหลั่งน้ำตาแล้วรีบยื่นมือมากอบกุมมือของลูกสาวเอาไว้ในทันที
“อาฟางของแม่ ลูกคิดได้เช่นนี้แม่ก็ดีใจ แม่ก็ได้แต่หวังว่าต่อไปชีวิตคู่ของลูกกับหยางชุนจะสามารถอยู่ร่วมกันได้เป็อย่างดีหยางชุนเป็คนดีมากลูกได้แต่งกับเขาคือโชคดีที่สุดของลูกแล้ว”คำพูดของคุณแม่หลินทำให้หลินเยี่ยนฟางยิ้มออกมา
“แม่วางใจเถอะ ฉันคิดได้แล้ว” เมื่อเธอพูดเช่นนี้คุณแม่หลินก็พูดออกมาอีกหลายประโยคด้วยความดีใจ
“คิดได้ก็ดี ดีแล้วที่คิดได้ รีบไปหาหมอเถิดอากาศหนาวเย็นขนาดนี้หากชักช้าอาจจะทำให้ลูกล้มป่วยได้” เมื่อคุณแม่หลินพูดเช่นนี้หลินเยี่ยนฟางก็พยักหน้าแล้วจึงได้หันไปมองเซียงหยางชุนที่ในตอนนี้เดินไปปลดโซ่จักรยานที่จอดทิ้งไว้หน้าบ้านแล้วเข็นจักรยานมาหาเธอ
“อย่าบอกนะว่าจะพาฉันไปหาหมอด้วยจักรยานคันนี้” คำพูดของเธอทำให้เซี่ยหยางชุนเลิกคิ้วขึ้นแล้วถามเธอด้วยน้ำเสียงเ็า
“หรือว่าเธออยากจะเดินไปฉันก็ไม่ขัดนะ”คำพูดของเขาทำให้เธอส่ายหน้าแล้วก็ซ้อนท้ายจักรยานเขาอย่างทุลักทุเลพอเขาขี่จักรยานออกไปได้ครู่หนึ่งเธอก็รีบยื่นแขนไปจับที่เอวของเขาเอาไว้ในทันที
‘ไม่ใช่เพราะว่าฉันอยากจะแต๊ะอั๋งนายหรอกนะแต่ถนนขรุขระขนาดนี้ถ้าฉันไม่เกาะนายเอาไว้ฉันตกแน่’หลินเยี่ยนฟางคิดอยู่ในใจส่วนสายตาก็จ้องมองสองข้างทางด้วยความสนใจไม่ว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็เช่นไร เธอจะได้อยู่ในร่างนี้อีกนานไหมแต่หลินเยี่ยนฟางตั้งใจเอาไว้แล้วว่าตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่เธอก็จะใช้ชีวิตของเธอต่อไปอย่างดีแม้ว่าเธอจะรู้สึกว่าที่นี่แตกต่างจากโลกที่เธอเคยอยู่เป็อย่างมากก็ตาม
หลินเยี่ยนฟางคิดไม่ถึงเลยว่าโรงพยาบาลจะอยู่ไกลถึงขนาดนี้กว่าจะถึงโรงพยาบาลเธอที่พึ่งจะตะเกียกตะกายเอาตัวรอดจากการจมน้ำอีกทั้งยังต้องเผชิญความทรมานจากน้ำและอากาศที่แสนจะหนาวเย็นทำให้เธอรู้สึกได้ว่าความเจ็บป่วยกำลังจะคืบคลานเข้ามาหาเธออีกครั้งเธอกระชับเสื้อคลุมตัวนอกให้แน่นเข้าไว้แล้วแนบใบหน้าเข้ากับแผ่นหลังอันอบอุ่นของคนตรงหน้าเพื่อลดอาการหนาวสั่นของตนเองในทันที
“เธอทำอะไร”เสียงของคนตรงหน้าทำให้เธอยิ้มออกมาแค่เพียงบางเบา
“ขอโทษนะแต่ดูเหมือนว่าฉันจะมีไข้แล้ว”หลินเยี่ยนฟางพูดออกมาพลางแนบใบหน้าของเธอเข้ากับแผ่นหลังของเขา
“ถึงตัวเมืองแล้วอดทนอีกนิดฉันจะพาเธอไปหาหมอ”คำพูดของเขาทำให้หลินเยี่ยนฟางพยักหน้าพลางส่งเสียงขานรับออกมาเบาๆ
“ค่ะ...”เธอหลับตาลงเพื่อระงับอาการวิงเวียนศีรษะในตอนนี้แม้ว่าเธออยากจะจ้องมองตัวเมืองแห่งนี้ให้มากสักหน่อยแต่ร่างกายของตนเองไม่ค่อยจะอำนวยเธอจึงได้ปลอบใจตนเองว่าถ้าเธอจะต้องอยู่ที่นี่จริงๆรอให้หายป่วยก่อนเธอจะเข้ามาเดินเล่นที่นี่อีกสักกี่ครั้งก็ได้
“ถึงแล้ว”เสียงของเซี่ยหยางชุนทำให้เธอได้สติขึ้นมาจากการหลับใหลเขาลงจากรถจักรยานก่อนแล้วหันมามองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวล
“เธอลงจากรถไหวไหม”คำถามของเขาทำให้เธอรีบพยักหน้าแล้วค่อยๆ ลงจากรถจักรยานอย่างระมัดระวังแล้วมองรอบๆ ตัวเธอ โรงพยาบาลแห่งนี้ไม่ได้ใหญ่อย่างที่เธอคิดเป็เพียงอาคารชั้นเดียวมีคนเดินเข้าออกมาพอสมควรเซี่ยหยางชุนนำรถจักรยานไปจอดไว้กับจักรยานคันอื่นๆ แล้วก็เดินตรงมาหาเธอเธอรีบยื่นมือไปเกาะแขนของเขาอย่างถือวิสาสะในทันทีแล้วพูดกับเขาเสียงเบา
“รู้สึกเหมือนจะเดินไม่ค่อยไหวอยู่บ้าง”คำพูดของเธอทำให้เขาทอดถอนใจออกมาแล้วใช้ท่อนแขนอันแข็งแรงอีกข้างประคับประคองเธอเอาไว้แล้วพาเธอเข้าไปด้านใน
“ภรรยาของผมไม่สบายครับ”เขาเอ่ยทันทีเมื่อไปถึงเคาน์เตอร์พยาบาลน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนของเขาทำให้หลินเยี่ยนฟางเงยหน้าขึ้นไปจ้องมองใบหน้าของเขาในทันทีแล้วหลังจากนั้นเธอก็ถูกซักประวัติสอบถามอาการอย่างละเอียดแล้วก็เริ่มเข้าสู้ขั้นตอนของการตรวจรักษาของคุณหมอในโรงพยาบาลที่เธอมั่นใจว่าจะต้องมีแค่เพียงไม่กี่คนแน่ๆ
ต่อให้ทะลุมิติเข้ามาอยู่ในโลกแห่งนิยายที่ซูอิ๋งเคยอ่านให้เธอฟังแต่ผลสุดท้ายเธอก็ต้องมาลงเอยอยู่บนเตียงคนไข้ของโรงพยาบาลที่นี่อยู่ดีหลินเยี่ยนฟางนอนกะพริบตาด้วยความจนใจแล้วจ้องมองเซี่ยหยางชุนที่ในยามนี้สายตาที่เขาใช้จ้องมองเธอเริ่มมีความอ่อนโยนและเห็นใจขึ้นมาบ้างแล้ว
“คุณพักผ่อนก่อนได้ไหมผมยังมีงานค้างอยู่ในไร่ขอกลับไปสั่งงานกับคนงานและเก็บของใช้ส่วนตัวบางอย่างมาด้วยแล้วผมจึงจะกลับมาเฝ้าคุณด้วยตนเอง”คำพูดของเขาทำให้หลินเยี่ยนฟางยิ้มออกมาในทันที
“คุณไปเถอะค่ะ จัดการธุระของคุณได้อย่างเต็มที่ได้เลยไม่ต้องห่วงฉันชินเื่การนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลแล้ว”คำพูดของเธอทำให้เขาพลันจ้องมองเธอด้วยสายตาจับผิดในทันที
“อย่าได้คิดทำอะไรแผลงๆเชียวนะ อยู่ที่นี่รักษาตัวให้หายก่อนเื่ที่คุณกำลังคิดอยู่ค่อยทำตอนคุณหายดีแล้วก็ได้”คำพูดของเขาทำให้หลินเยี่ยนฟางจ้องมองเขาด้วยความงุนงงแล้วถามเขาในทันที
“ฉันกำลังคิดอะไรอยู่หรือ”คำถามพร้อมกับสีหน้าที่เต็มไปด้วยความว่างเปล่าของหลินเยี่ยนฟางทำให้เขานิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งแล้วจึงได้กระแอมออกมาแล้วพูดกับเธอเสียงเบา
“ก็ที่นี่อยู่ในตัวเมืองผมก็เลยคิดว่าคุณอาจจะอยากไปหาเขา”คำพูดของเขาทำให้หลินเยี่ยนฟางเลิกคิ้วขึ้นแล้วก็พูดกับเขาด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ
“วางใจเถิดฉันคิดได้แล้วฉันไม่เอาความป่วยไข้ของตนเองมาล้อเล่นแล้วก็วิ่งแล่นไปหาผู้ชายโดยไม่สนใจสุขภาพและภาพลักษณ์ของตนเองหรอก”คำพูดของหลินเยี่ยนฟางทำให้เซี่ยหยางชุนนิ่งงันไปแล้วสุดท้ายเขาจึงได้พูดกับเธอด้วยน้ำเสียงแ่เบา
“ถ้าคุณคิดได้จริงก็เป็เื่ดีสำหรับตัวคุณ”
“วางใจเถิดฉันตั้งใจเอาไว้แล้วว่าต่อไปนี้จะใช้ชีวิตต่อไปอย่างดีไม่ทำให้ตนเองต้องย่ำแย่ด้วยการพาตนเองไปอยู่กับคนแย่ๆ อย่างเด็ดขาด”หลินเยี่ยนฟางพูดดอกมาด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่น
เธอรู้ดีว่าต่อไปชีวิตของหลินเยี่ยนฟางในนิยายจะเต็มไปด้วยสีสันแต่เธอไม่คิดจะพาตนเองเข้าไปเป็หนึ่งในสีสันของนิยายอย่างที่ควรจะเป็ ถ้าเธอต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลกของนิยายสิ่งที่เธอจะสามารถทำได้ก็คือการสร้างเส้นทางเดินใหม่ให้กับตนเองไม่ดำเนินรอยตามความทุกข์ยากและการแย่งชิงด้วยความอิจฉาริษยาที่จะต้องเผชิญตามเนื้อหาในนิยายก็น่าจะเพียงพอแล้วสำหรับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเธอ